โหม๋ : chanbaek

ตอนที่ 12 : สิสอ : โหม๋และโจรที่เป็นทุกอย่าง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 219
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 32 ครั้ง
    19 ก.ย. 63

 

 

 

(พี่ อยู่ไหน ยังไม่เสร็จธุระอีกเหรอ)

“อยู่บ้าน”

(เอ้า แล้วกลับไปทำไมบ้าน มีปัญหาอะไรหรือเปล่า พ่อแม่ผมรอเจอ)

“ฝากขอโทษท่านทีนะ เรารู้สึกไม่ค่อยสบาย ได้พักสักวันคงดี”

(มานอนนี่ดิ ไม่สบายก็มาอยู่กับผม จะอยู่คนเดียวได้ไง)

“อยู่ได้ ก่อนจะมีชานยอลก็อยู่คนเดียวมาตลอด ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก”

(จะไม่ห่วงได้ยังไงวะ พี่เป็นเมียผมนะ)

แบคฮยอนยิ้มสมเพชตัวเองเมื่อได้ยินเช่นนั้น “แค่นี้ก่อนนะ เราปวดตา ฝืนไม่ไหวแล้ว เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยนัดกันใหม่”

(เดี๋ยว แบคฮยอน—)

ชิงตัดสายเพราะไม่อยากเผยความอ่อนแอให้อีกฝ่ายรับรู้ แบคฮยอนทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ ปริมาณหยดน้ำร้อนที่เอ่อเครือดวงตาเหม่อลอยค่อย ๆ แปรผันตรงตามกาลเวลา กระทั่งมันหล่นกลิ้งลงมาตามกรอบหน้าพร้อมกับการสั่นไหวของร่างกาย ความอดทนที่เฝ้าสั่งสมในยามที่อยู่ต่อหน้าผู้มีพระคุณถูกทำลายจนไม่เหลือชิ้นดี

แบคฮยอนไม่อาจหยุดฟุ้งซ่านได้หลังจากเห็นภาพดังกล่าวนั้น น้ำลายของเขาขมปร่า อาหารราคาแพงระยับที่ตัวเองไม่อาจเอื้อมกลับกลายเป็นสิ่งไม่น่าพิสมัย ต้องฝืนกลืนลงไปเพื่อให้ทุกอย่างผ่านพ้น พอหวนกลับมาในที่ของตนเลยอ่อนแอจนแทบทนอยู่ไม่ไหว แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าชานยอลอาจจะรออยู่ก็กลั้นใจโทรหา ปั้นแต่งเรื่องโกหกขึ้นมาเพื่อหาทางเอาตัวรอด

กระทั่งในสถานการณ์อย่างนี้ยังมีหน้าไปห่วงเขา...

แบคฮยอนนี่ช่างไม่เจียมตัวเลยจริง ๆ

ความอ้างว้างทำให้แบคฮยอนยิ่งรู้สึกเศร้า ความทรงจำดี ๆ ที่ชานยอลเป็นผู้สร้างกำลังเล่นสลับกับเหตุการณ์เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนเร่งเร้าให้หยดน้ำตามีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งมันกลายเป็นห่าฝนบนพวงแก้มสีแดงก่ำ ริมฝีปากบางถูกกัดเพื่อกลั้นเสียงสะอื้นจนช้ำ สองแขนพยายามโอบกอดตัวเองเพราะรอบข้างไม่เหลือใคร ถึงจะปากเก่งใส่คนใจร้ายไปว่าก่อนมีเขาก็อยู่ตามลำพังมาได้ไม่ยากลำบาก แต่ความจริงพอเคยชินกับการใช้ชีวิตร่วมกับใครสักคนที่เราสามารถเป็นตัวเองโดยไม่ต้องเกรงกลัวสิ่งใด แบคฮยอนก็ไม่รู้อีกแล้วว่าจะต่อกรกับโลกอันโหดร้ายใบนี้อย่างไรดี

ชานยอลเป็นทุกอย่างของแบคฮยอน ไม่ใช่เรื่องโกหก เด็กคนนั้นเป็นทั้งความสุข เสียงหัวเราะ ความสบายใจ ตลอดจนถึงความหวัง เขากล้าพูดว่าตัวเองยอมแลกทุกอย่างเพื่อรักษามันเอาไว้ แต่ชานยอลไม่ใช่สิ่งของ ไม่ใช่สินค้าที่ซื้อมาครอบครองได้ อิสระยังเป็นของอีกฝ่าย ตราบใดที่เราไม่มีสถานะมารองรับ

เพราะอย่างนั้นแบคฮยอนจึงไม่มีสิทธิ์ใดไปเรียกร้องหาความยุติธรรม ได้แต่นั่งร่ำไห้ให้กับความอาภัพของตนเองในขณะที่ชานยอลกำลังมีความสุข

โทรศัพท์เครื่องใหม่ที่คุณป๋าเพิ่งซื้อให้เป็นของขวัญทั้งกรีดร้องและสั่นยามคู่สนทนาเมื่อครู่พยายามติดต่อกลับมา แบคฮยอนปล่อยให้มันดังซ้ำอยู่หลายคราจนกระทั่งสงบลง เพราะอยากให้ชานยอลเข้าใจว่าเขาผล็อยหลับไปแล้วเพราะอาการป่วยการเมืองนั่น แต่เขาก็กลับหาเรื่องใส่ตัวโดยการหยิบมันมากดเข้าแอปพลิเคชันที่ใครต่อใครต่างใช้บริการกันอย่างแพร่หลาย ไม่เว้นแม้แต่ชานยอลเองก็ตาม

แชยองถือโอกาสสร้างแอคเคาท์อินสตาแกรมให้กับแบคฮยอนทันทีที่โทรศัพท์ถูกเปิดใช้งาน เธอว่าควรมีเอาไว้สำหรับการทำงานในอนาคต หากในตอนนี้ร่างเล็กกำลังใช้งานมันเพื่อพิสูจน์อะไรบางอย่าง อะไรบางอย่างที่อาจพลิกสถานการณ์อันเลวร้ายให้กลายเป็นดี หากในขณะเดียวกันก็อาจจะเพิ่มพูนความทุกข์ให้แบคฮยอนอย่างยิ่งยวด

ชื่อบัญชีที่เคยผ่านตาหลายครั้งหลายคราถูกกรอกลงในช่องค้นหา ก่อน ‘real__pcy’ แอคเคาท์เพียงหนึ่งเดียวจะปรากฏหราในหน้าผลลัพธ์ แบคฮยอนลังเลที่จะกดเข้าไปสำรวจภายใน บางทีอาจดีกว่าหรือไม่ถ้าเขาทำเป็นหูหนวกตาบอด? เพราะเจ็บเพียงเท่านี้ก็มากพอแล้วไม่ใช่หรืออย่างไร ใยจึงต้องราดกรดใส่แผลสดให้สภาพย่ำแย่ไปกันใหญ่ สู้เร่งรักษาตัวเองให้หาย กลับไปทำตัวเป็นปกติกับชานยอลเพื่อเก็บเกี่ยวความสุขที่อาจเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อไรก็ได้ไม่ดีกว่าหรือ?

พอคิดเช่นนั้นแล้วโทรศัพท์เครื่องดังกล่าวก็ถูกทิ้งห่างให้อยู่ไกลออกไป แบคฮยอนนั่งกอดเข่าคุดคู้ จ้องมองมันราวกับเป็นวัตถุประหลาด ปลายเล็บกดจิกลงในเนื้อจนรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดเมื่อพยายามระงับความสงสัยใคร่รู้ แต่ที่สุดแล้วร่างเล็กก็เอื้อมมือไปคว้ามันกลับมาครอบครองอีกครั้งจนได้ ภาพถ่ายที่เรียงต่อกันอย่างเป็นระเบียบทำให้แบคฮยอนยิ้มออกมาทั้ง ๆ ที่ยังร้องไห้ ความรู้สึกดีตีตื้นเป็นล้นพ้น เพราะพักหลังมานี้ ชานยอลอัพโหลดแต่รูปภาพของเขาสลับกับกิจกรรมที่ตัวเองสนใจ ยิ่งได้เห็นได้มองมากเท่าไรก็ใจชื้นมากขึ้นเท่านั้น

เห็นไหม ไม่มีอะไรสักหน่อยแบคฮยอน ผู้หญิงคนนั้นอาจจะเป็นแค่เพื่อนของชานยอลก็ได้ ในร้านอาหารนั่นคงเป็นแค่การทักทายผิวเผินตามมารยาท ส่วนกลิ่นน้ำหอมน่ะ ไม่ได้มีน้ำหนักมากพอจะใส่ใจไม่ใช่หรืออย่างไร

เรายังคงมีกันและกันอยู่เหมือนเดิม

ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป

ทั้งนั้น

“ฮึก...”

เหมือนราวกับเมื่อครู่คือภาพลวงตาที่ชานยอลสร้างขึ้นมาเพื่อให้แบคฮยอนตายใจ ยิ่งเลื่อนลงไปมากเท่าไรความจริงก็ยิ่งเปิดเผย คำว่าไม่มีอะไรไม่มีอยู่จริงเลย เพราะก่อนที่เขาจะได้ครอบครองพื้นที่บนหน้าแอคเคาท์ของอีกฝ่าย ผู้หญิงคนนั้นก็เคยเป็นเจ้าของมันมาก่อน ทั้งสองได้สร้างความทรงจำดี ๆ ต่อกันเอาไว้มากมาย ชานยอลคงไม่จงเกลียดจงชังหรือเจ็บช้ำจนต้องลบภาพเธอออกไปจนสิ้นเหมือนอย่างที่ปรากฏให้เห็นในหลายคู่

ในตอนนี้นั้นแบคฮยอนไม่ต่างจากเธอเลยสักนิด ทั้งเป็นที่รัก เป็นที่พักเหนื่อย ตลอดจนถึงขุมพลังทางกายให้ตักตวงไม่รู้จักจบสิ้น จะมีก็เพียงสถานะที่เขาไม่มีเหมือนอีกฝ่าย

และอำนาจที่จะโน้มน้าวจิตใจของเด็กหนุ่มผู้รักอิสระคนนั้น...

คำตอบของคำถามที่ว่าชานยอลหายตัวไปไหนมาบ้างในยามไม่มีแบคฮยอนข้างกายได้รับการไขให้กระจ่างเมื่อเขาล่วงล้ำเข้ามาในส่วนเก็บภาพที่ถูกแท็กมาโดยผู้อื่น รูปถ่ายจำนวนมากโดยแอคเคาท์ Roseanne.chyng ปรากฏหรา ประทับเวลาและความรู้สึกในตอนอัพโหลดมันอย่างชัดเจน

ในขณะที่ชานยอลเทียวรับส่งเขาไปสาขา เธอคนนั้นก็ได้รับการปฏิบัติไม่ต่างกันในทุกวัน ที่นั่งข้างคนขับและมือหนาคู่นั้นถูกแชร์กันใช้ อะไรที่แบคฮยอนเคยคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์ขาดถือครองเพียงลำพังล้วนเป็นเรื่องลวง ร่างกายเล็ก ๆ สั่นงันหงกเมื่อเสียงสะอื้นดังกึกก้องในช่องหู ม่านน้ำตาทะลักทะลายและคงไม่อาจหยุดได้โดยง่าย ใต้อกเจ็บปวดจนเกินบรรยายเพราะสุดท้ายตัวเองก็ไม่ได้ถูกเลือกให้เป็นที่รัก

ชีวิตของแบคฮยอนนั้นช่างอาภัพ...เขาไม่เคยเป็นที่รักของคนที่ใจต้องการเลยสักครั้ง

โทรศัพท์ราคาแพงกลายเป็นสิ่งไร้ค่าเมื่อผู้เป็นเจ้าของไม่สามารถแบกรับความเจ็บช้ำได้อีกต่อไป แบคฮยอนล้มตัวนอนคุดคู้ร่ำไห้จนปราศจากเสียงใดเล็ดรอดออกมา ลมหายใจขาดห้วงหลายครั้งหลายคาแต่รูปธรรมของความโศกเศร้าและอาการฟุ้งซ่านก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง

จนกระทั่งสติสัมปชัญญะเลือนหายเพราะความเหนื่อยล้า แบคฮยอนไม่รู้เลยว่าเขาผล็อยหลับไปเมื่อไร รู้เพียงแค่สะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะได้ยินเสียงเรียกใกล้หู และจู่ ๆ บ้านทั้งหลังก็โคลงไหวไปมา อาการปวดหนึบบริเวณกระบอกตาเป็นบ่อเกิดของความร้อนรุ่มทั่วร่างกาย ดูเหมือนว่าคำโกหกจะกลายเป็นจริงไปเสียแล้ว เขากำลังไม่สบาย อาจเป็นเพราะช่วงนี้ง่วนกับการจัดการอะไรต่อมิอะไรจนพักผ่อนไม่เพียงพอ

“ไง ตื่นแล้วเหรอ”

ฝืนความหนักอึ้งของเปลือกตาเปิดมันขึ้นมามองเจ้าของเสียง แบคฮยอนกลืนเม้มริมฝีปากทันทีที่มั่นใจว่าภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าไม่ได้เกิดขึ้นเพราะการปรุงแต่งของจิตใต้สำนึก ก่อนตระหนักว่าที่รู้สึกเหมือนบ้านไหวนั้นเป็นเพราะเขากำลังนอนอยู่ในอ้อมแขนของคนใจร้าย บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยความมืดมิด นี่หลับไม่รู้สี่รู้แปดจนถึงขนาดถูกพาออกมาจากบ้านเลยหรืออย่างไร?

“...ปล่อย”

คนตัวเล็กพยายามขัดขืนสัมผัสเหล่านั้น แต่ด้วยอาการเจ็บป่วยเป็นทุนเลยทำให้มันกลายเป็นการกระทำที่เปล่าประโยชน์ จากเมื่อก่อนเป็นไม้ซีกงัดไม้ซุง ตอนนี้ลดระดับมาเป็นไม้เสี้ยนแทนเรียบร้อยแล้ว

“อย่าดิ้น”

คำประกาศิตของชานยอลหยุดแบคฮยอนได้โดยชะงัด ร่างเล็กหยุดขัดขืนราวกับถูกตั้งโปรแกรมเอาไว้ แต่เพราะยังไม่อยากสนใจหรือเสวนากับอีกฝ่ายเลยเบือนหน้าหนีไปทางอื่นแทน

“ไม่สบายแล้วก็ทำมาเป็นปากเก่ง ป่วยขนาดนี้จะอยู่คนเดียวได้ยังไง”

เจ้าของเสียงทุ้มว่าแกมตำหนิ ดึงเปิดประตูรถยนต์อย่างทุลักทุเลก่อนจะวางร่างคนป่วยเอาไว้ที่เบาะข้างคนขับ แต่พอเห็นดวงตาช้ำ ๆ ของแบคฮยอนแล้วก็เกิดใจอ่อนไม่กล้าดุขึ้นมาเสียอย่างนั้น มีอย่างที่ไหนไม่สบายจนร้องไห้แล้วผล็อยหลับไป ไม่ยอมพูด ไม่ยอมบอก แถมยังไม่ยอมออกไปหาหมอ ตอนชานยอลมาเจอนี่ยังนอนคัดจมูก หายใจไม่ออกอยู่เลย

ตอนแรกก็ตั้งใจว่าจะอยู่ดูแลเอง แต่คุณหญิงแม่เธอค้านหัวชนฝา ไหนจะยังพี่ยูราที่กลัวว่าแบคฮยอนจะตายคามือก่อนหายดี เลยต้องหอบกระเตงพากลับบ้านไปให้พวกสาว ๆ ช่วยอีกแรง

“หนาวไหม ผมจะเร่งแอร์ให้”

เงียบ ไม่หืออือ พลขับเลยถือวิสาสะปรับอุณหภูมิให้ตัวเองร้อนเอาไว้ก่อนเพราะปกติพี่เขาเป็นคนขี้หนาว

“กินข้าวเย็นแล้วหรือยัง? เมื่อกี้ผมจับดู พี่ตัวร้อน อาจจะต้องกินยา แล้วอาการร่วมอื่น ๆ ล่ะมีไหม? เภสัชเขาจะได้จัดยาให้ถูก”

“...ไม่ต้องมายุ่ง” แบคฮยอนเอ่ยเสียงแผ่ว ปิดเปลือกตาเบือนหน้าหนีจากคนใจร้าย อาการป่วยทำให้เขาเซื่องซึมและไม่อยากให้อีกฝ่ายอยู่ในกรอบการมองเห็นด้วยซ้ำ

“อย่ารำคาญผมเลย อย่างน้อย ๆ ก็ตอนนี้” ชานยอลปลดมือข้างหนึ่งจากการประคองพวงมาลัยไปประสานกับอวัยวะชนิดเดียวกันของแบคฮยอนเอาไว้ เกลี่ยปลายนิ้วกับผิวเนียนละเอียดเบา ๆ ขณะบังคับพารถยนต์ออกจากจุดจอด “ผมเป็นห่วงพี่ เข้าใจผมนะ”

ในใจของแบคฮยอนต้องการขัดขืนสัมผัสนั้น แต่ลึก ๆ แล้วเขาก็รู้สึกดีเหลือเกินที่มีชานยอลอยู่ข้าง ๆ ในยามที่อ่อนแอทั้งทางกายและใจอย่างนี้ เลยยอมรับความอบอุ่นดังกล่าวเอาไว้ แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่ใช่ของตนเองอีกแล้วก็ตาม

ระหว่างการเดินทาง ชานยอลแวะซื้อหยูกยาและอาหารอ่อน ๆ ให้กับแบคฮยอน และแม้มันจะกำลังส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายอย่างที่เคยเป็นมา แต่กลับไม่ได้เป็นบ่อเกิดของความอยากอาหารแต่อย่างใด

ร่างเล็กผล็อยหลับไปอีกคราเพราะความอ่อนเพลียจากการร้องไห้ร่วมมือกับอากาศเยือกเย็นรอบกาย เมื่อชานยอลเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังสงบและผ่อนคลายในตอนที่กลับมาถึงบ้าน จึงไม่ได้ปลุกพี่เขาให้ตื่นขึ้นมา ทว่าตัดสินใจใช้วิธีอุ้มลักพาตัวซ้ำอีกครั้งแทน

“ชานยอล แบคฮยอนเป็นยังไงบ้าง”

คนที่วิ่งหน้าตาตื่นออกมาจากบ้านเป็นคนแรกคือปาร์ค ยูรา พี่สาวของชานยอลมีอาการหวั่นใจอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งได้เห็นว่าคนที่ควรมาตามเวลานัดหมายนอนสลบไสลไม่ได้สติอยู่ข้างเบาะคนขับก็ยิ่งจะวิตกเข้าไปกันใหญ่

“ก็อย่างที่เห็น พี่เอาข้าวต้มไปใส่ชามให้ผมหน่อย เดี๋ยวจะอุ้มแบคฮยอนขึ้นไปบนห้อง”

ทิ้งคำสั่งไว้เท่านั้นก็ก้าวขาอย่างมั่นคงตรงเข้าบ้าน ผ่านบุพการีที่พอเห็นว่าสถานการณ์ดูเลวร้ายยิ่งกว่าที่ลูกชายให้เบาะแสขึ้นห้องนอน ในตอนที่วางร่างบอบบางลงบนฟูก แบคฮยอนก็ได้สติกลับคืนมาพอดิบพอดี พี่ชายตัวเล็กซึ่งมักจะมีพลังบวกอยู่เสมอยังดูโศกเศร้า ชานยอลไม่รู้ว่าทำไมอีกฝ่ายจึงหลีกเลี่ยงที่จะมองหน้าเขาโดยตรงตั้งแต่พบกัน ทั้ง ๆ ที่เมื่อหัววันยังเป็นปกติดี

อาจเป็นผลข้างเคียงของอาการเจ็บป่วยล่ะมั้ง

ยังไม่ทันได้ขยับตัวทำอะไรเพิ่มเติม ห้องนอนของเขาก็มีอาคันตุกะสองรายล่วงล้ำเข้ามา ซึ่งนั่นทำให้แบคฮยอนที่เคยเซื่องซึมรีบผลักดันให้ตัวเองลุกขึ้นนั่ง ช้อนดวงตาช้ำ ๆ จ้องมองผู้อาวุโสที่ถือสิทธิ์เป็นเจ้าบ้าน ก่อนจะทำความเคารพด้วยสัญชาติญาณอย่างนอบน้อม

“คุณท่าน สวัสดีครับ”

“ไม่ต้องเป็นพิธีรีตองอะไรหรอกลูก นอนพักเถอะ เห็นชานยอลบอกว่าหนูไม่สบาย เป็นอะไรมากไหมคะ?”

โถ ดูเอาเถิด ไม่สบายจนเสียงแหบแห้งแต่ก็ยังไม่ละเลยเรื่องมารยาท ปาร์ค เยริมยิ้มรับการทักทายดังกล่าวนั้นพลางยกปลายนิ้วขึ้นเกี่ยวเก็บปอยผมที่หล่นลงมาคลอเคลียใบหน้าให้คนป่วยอย่างอ่อนโยน

แบคฮยอนส่ายศีรษะปฏิเสธ ยอมเอนกายลงนอนบนหมอนตามแรงนำพาของท่าน “ไม่เป็นอะไรมากครับ”

“ถึงจะอย่างนั้นก็ต้องพักเยอะ ๆ นะ ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนบ่อย เราเองทำงานหนักด้วย เอาไว้พ่อจะบอกให้หมอประจำตัวจัดวิตามินให้ทาน จะได้แข็งแรง ๆ”

นั่นเป็นเสียงทุ้มของชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ด้านหลังชานยอล ใบหน้าของท่านถูกประดับด้วยรอยยิ้มจาง ไม่มีท่าทีคล้ายรังเกียจเดียดฉันท์อย่างที่ปรากฏให้เห็นในละครหลังข่าว

“ข้าวต้มมาแล้วค่ะ”

ตามมาด้วยเสียงและการปรากฏตัวของยูรา ที่มาพร้อมกับชามข้าวต้มไก่หอมกรุ่น ในตอนนี้แบคฮยอนกำลังถูกรุมล้อมด้วยผู้คนที่เปี่ยมไปด้วยความห่วงใยอย่างไม่เสแร้ง ครอบครัวปาร์คปฏิบัติราวกับเขาเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน ซึ่งสำหรับคนที่อ้างว้างท่ามกลางความวุ่นวายของเมืองใหญ่มาโดยตลอดนั้น ถือเป็นวาระสำคัญที่น่าปลาบปลื้มใจ หากก็มอบความทุกข์ให้อยู่ในคราวเดียวกัน

แบคฮยอนกำลังเสียใจที่เขาจะไม่ได้อยู่ท่ามกลางคนดี ๆ เหล่านี้เป็นการถาวร อย่างมากก็คงจนกระทั่งปาร์คชานยอลจะรู้สึกเบื่อหน่ายและไม่อยากหวนกลับมาหยิบจับของเล่นชิ้นนี้อีกต่อไป

“ร้องไห้ทำไมล่ะลูก มานี่มา ไม่ต้องร้องนะคะ”

ถึงจะไม่รู้ว่าทำไมจู่ ๆ ร่างเล็กถึงมีน้ำตา แต่เยริมก็ไม่ได้คาดคั้นจะเอาคำตอบจากอีกฝ่าย คนป่วย จิตใจอ่อนไหว เห็นอะไรก็เก็บเอามาคิดฟุ้งซ่านได้หมด เธอทำเพียงแค่ค้อมกายลงไปกอดปลอบและลูบหัวอีกฝ่าย กระซิบปลอบประโลมให้ความรู้สึกไม่เตลิดไปจนนำพาความโศกเศร้ามาให้เจ้าตัวอีก

“ผมขอโทษครับที่เสียมารยาทไม่ไปตามนัด แล้วไหนจะยังมาเป็นภาระให้ทุกคนลำบากอีก”

“ลำบากอะไรกันคะ เรื่องเล็กนิดเดียวเอง หนูไม่ต้องคิดมากนะ เดี๋ยวกินข้าว กินยา พักผ่อนนะคะ พรุ่งนี้ดีขึ้นเราค่อยมาคุยกัน”

เยริมเอ่ยให้คนคิดมากคลายกังวล เธอออกคำสั่งให้ลูกชายคนเล็กจัดการป้อนอาหารคนป่วย เมื่อแล้วเสร็จยามใดจึงจะเป็นหน้าที่ของยูรามาเช็ดเนื้อตัวบรรเทาความร้อนในร่างกายให้ ทั้งสามพร้อมใจเอ่ยคำลาและพากันจากไปหลังสิ้นธุระ ในห้องเลยเหลือเพียงแค่ชานยอลและแบคฮยอนสองต่อสองเท่านั้น

“ลุกนั่งก่อนนะ กินอะไรร้อน ๆ หน่อย จะได้รู้สึกดีขึ้น”

ร่างเล็กตอบรับคำสั่งนั้นโดยการเอียงซีกหน้าซบกับหมอนใบใหญ่ แบคฮยอนไม่อยากกินข้าว ไม่อยากอยู่ที่นี่ ไม่อยากเห็นหน้าและได้ยินเสียงชานยอลที่กำลังทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อน ทั้ง ๆ ที่เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนยังยอมให้ผู้หญิงอื่นออดอ้อนอยู่เลย

“ทำไมดื้ออะ หื้อ ป่วยแล้วดื้ออ่อเรา”

ปกติแล้วชานยอลก็คงดุและแสดงอำนาจให้พี่หมวยยอมโอนอ่อนผ่อนตาม แต่จากเมื่อครู่ที่บ่อน้ำตาแตกไปอย่างไม่รู้สาเหตุนั้น คงจะดีกว่าหากปรานีจิตใจคนป่วยมากขึ้นกว่าปกติสักหน่อย เด็กหนุ่มระบายยิ้มประดับใบหน้าในตอนที่พาตัวเองเข้าประชิดอีกฝ่าย เพิกเฉยแรงขัดขืนอันน้อยนิดเมื่อพยายามประคับประคองให้พี่เขาลุกขึ้นนั่ง หากก็ยังระมัดระวังไม่ลงแรงจนคนอ่อนแอเจ็บปวดซ้ำ แบคฮยอนจำเป็นต้องกินข้าว ต่อให้ไม่อยากก็ต้องกิน เพราะเภสัชกำชับมาว่ายามีฤทธิ์กัดกระเพาะ ต้องมีอาหารลงไปกลั้วท้องบ้าง

“มาเร็วคนเก่ง กินข้าวให้ผมดูหน่อย คำนึงนะ”

แบคฮยอนกลืนเม้มริมฝีปาก เขาไม่ชอบอาการเจ็บป่วยเลยสักนิด เพราะมันทำให้หัวใจดวงนี้ทั้งอ่อนไหวและแสนวุ่นวาย เมื่อไม่กี่นาทีก่อนยังเป็นทุกข์เนื่องจากอีกฝ่าย แต่พอได้เห็นชานยอลตั้งอกตั้งใจเป่าข้าวให้หายร้อนด้วยใบหน้าเอาจริงเอาจัง ก็กลับมองว่าคนใจร้ายน่ารักขึ้นมาเสียอย่างนั้น นี่มันบ้าไปกันใหญ่แล้ว

“ไม่หิว”

“ไม่หิวก็ต้องกิน เดี๋ยวยากัดกระเพาะ ปวดท้องเพิ่มอีกนะ”

“อือ ช่างมัน”

“ไม่ช่างมันสิ”

“.........”

“กินข้าวหน่อยนะครับ นะ”

หัวใจไม่รักดีที่กำลังอ่อนยวบยาบเพราะการอ้อนวอนดังกล่าวนั้นทำให้แบคฮยอนเปิดปากรับข้าวเข้ามาเคี้ยวในที่สุด มันไม่อร่อยเลยสักนิด แต่พอยอมเติมเต็มความปรารถนาของอีกฝ่าย ชานยอลก็ระบายยิ้มประดับใบหน้าให้เป็นของรางวัล หน้าตาดูยินดีเสียยิ่งกว่าถูกลอตเตอรี่เสียด้วยซ้ำ

“เก่งมากครับคนดี ทีนี้...อีกคำนะ”

แบคฮยอนไม่เคยรู้เลยว่าชานยอลเก่งเรื่องการโน้มน้าวถึงเพียงนี้ และเขาก็ไม่รู้เลยว่าที่จริงตัวเองนั้นแสนใจง่าย แค่ได้ฟังคำหวานเข้าหน่อยก็กลายเป็นลูกนกเซื่อง ๆ ให้ชานยอลป้อนข้าวป้อนน้ำ ทั้ง ๆ ที่เมื่อไม่กี่นาทีก่อนยังยืนกรานจะไม่กินมันอยู่เลย

ยอมฝืนทนจนข้าวพร่องไปกือบครึ่ง ลูกนกตัวจ้อยก็เริ่มปฏิเสธอีกครา แบคฮยอนไม่อยากแน่นท้องก่อนต้องนอนพักผ่อน เกิดกรดไหลย้อนจะยิ่งเดือดร้อนเข้าไปกันใหญ่ ซึ่งคงเป็นเพราะชานยอลได้รับสิ่งที่พึงพอใจมากพอแล้วจึงไม่ทู่ซี้ให้กินต่อ ร่างสูงประคองให้เขาเอนหลังนอนโดยมีหมอนรองหลัง กดจูบเบา ๆ บนหน้าผากหนึ่งครั้งก่อนจะออกไปตามให้พี่ยูราเข้ามาเช็ดตัวลดอุณหภูมิในร่างกาย แต่แบคฮยอนเกรงใจ เลยยืนกรานว่าจะนอนมันทั้งอย่างนั้น ครอบครัวปาร์คเองก็ไม่ยอมเช่นกัน จึงยื่นข้อเสนอให้ทั้งสองฝ่ายมาเจอกันครึ่งทาง

ข้อเสนอที่ว่าคือการให้ชานยอลรับหน้าที่เป็นบุรุษพยาบาลอีกตำแหน่ง แม้จะไม่สันทัด แต่ในทางปฏิบัติ เช็ดตัวคนป่วยนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แค่ถูกมารดากับพี่สาวอบรมภายในระยะเวลาสั้น ๆ เด็กหนุ่มก็สามารถจัดการงานที่ได้รับมอบหมายได้ แบคฮยอนนอนเป็นตุ๊กตาให้ชานยอลเช็ดถูตามใจเพราะสิ้นแรงจะสู้ ผลคือสบายเนื้อสบายตัวและได้เปลี่ยนใส่ชุดใหม่ ตัวหอมพร้อมนอนเรียบร้อย

“ตาปรือแล้ว อย่างกับเด็กเล็ก ๆ”

คนฟังย่นจมูกใส่ มุดหน้าให้ซุกซ่อนอยู่ภายใต้ผ้าห่มผืนหนาจนเหลือแค่ดวงตาเล็ก ๆ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้นน่ารักจนชานยอลนึกเอ็นดู ถึงจะสภาพไม่สดใสเหมือนในตอนที่สุขภาพดี แต่อย่างนี้โอเคกว่าเบะปากเป่าปี่ร้องไห้เป็นไหน ๆ ชานยอลได้แต่หวังว่าพี่หมวยจะหายดีโดยไว เพราะไม่ว่าจะต้องการมากเพียงใด หากเขาก็แบกรับอาการเจ็บป่วยแทนอีกฝ่ายไม่ได้จริง ๆ

“กินยาก่อนนะ แล้วค่อยนอน”

การตอบสนองของคนป่วยทำให้ชานยอลพึงพอใจ แบคฮยอนไม่ดื้ออีกแล้ว อาจเป็นเพราะง่วงงุนหรืออะไรก็ตามที อีกฝ่ายกินยาเม็ดโตอย่างเร็วรี่ ดื่มน้ำตบท้ายโดยไม่อิดออด แล้วก็กลับไปนอนใต้โปงผ้า น่ารักอีกแล้ว น่ารักมาก ๆ หากสุขภาพพี่เขาเป็นปกติชานยอลคงไม่ลังเลที่จะลงไปคลุกคลีฟัดหอม แต่ถ้าตามใจตัวเองตอนนี้ล่ะก็คงทำให้แบคฮยอนยิ่งรู้สึกไม่สบาย เอาเป็นว่าอดเปรี้ยวไว้กินหวานในวันหน้าแล้วกัน

“ทีนี้ก็นอนได้ พักผ่อนนะ เดี๋ยวผมเอาพวกนี้ไปจัดการก่อน แล้วจะกลับมาเฝ้า”

ระหว่างที่ชานยอลหยัดกายลุกขึ้นยืนจนสุดความสูงพร้อมถาดอาหารและกะละมังใส่น้ำ เด็กหนุ่มก็พลันรู้สึกถึงแรงดึงรั้งที่ชายเสื้อด้านหลัง ไม่ต้องสงสัยให้เสียเวลาก็รู้ว่าต้นตอคือใคร ที่น่าตั้งคำถามคือทำไมอีกฝ่ายถึงตัดสินใจลงมือทำ เห็นตั้งแต่เจอหน้ากันเอาแต่ขึงหน้าบึ้งตึงอย่างกับโกรธใครมาสักร้อยปี

“หือ? พี่จะเอาอะไรหรือเปล่า”

“หนาว”

เอ่ยตอบเสียงอู้อี้ ดวงตาเสหลบไปทางอื่นเพราะกระดากเกินกว่าจะสารภาพความต้องการอย่างตรงไปตรงมา

“ห่มผ้าหนาขนาดนี้แล้วยังหนาวอีกเหรอ?”

“อือ”

“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวผมเพิ่มแอร์ให้ดีกว่า”

“ไม่เอา”

“แล้วจะเอาอะไรหื้อ?”

พอถามก็ไม่พูดไม่จา กำชายเสื้อชานยอลเสียแน่น เด็กหนุ่มเลยต้องเดาความต้องการของอีกฝ่าย เขาตัดสินใจวางสัมภาระเอาไว้บนโต๊ะข้างเตียง สอดมือใหญ่เข้ากุมอวัยวะชนิดเดียวกันที่มีขนาดเล็กกว่ามาก ก่อนจะสอดกายเข้าใต้ผ้าห่มเคียงข้างคนป่วย ท่อนแขนกอดรัดเรือนร่างบอบบางเอาไว้ ซึ่งเพราะอีกฝ่ายไม่ได้ขัดขืนอะไร เลยค่อนข้างมั่นใจว่าตัวเองมาถูกทาง

“หายหนาวยัง”

ยามเสียงทุ้มต่ำกระซิบชิดริมใบหู แบคฮยอนก็ยิ่งซุกแก้มอิงแอบแผงอกอุ่น ซึ่งนั่นถือเป็นการกระทำที่ย้อนแย้งสิ้นดี ด้วยลึก ๆ อยากผลักไสหากก็กลับต้องการอีกฝ่ายมากพอ ๆ กัน และแม้กระทั่งในเวลาเช่นนี้ อ้อมกอดของชานยอลนั้นยังคงปลอดภัยสำหรับเขา เสียงของชานยอลยังช่วยปลอบประโลมหัวใจที่ฟุ้งซ่าน การมีอยู่ของชานยอลยังช่วยให้ความกังวลส่วนหนึ่งคลี่คลาย และถ้าไม่คิดถึงข้อเท็จจริงที่ชานยอลสร้างเอาไว้เลยสักนิด แบคฮยอนก็มีความสุขดี

ถึงนั่นจะเป็นการหลอกตัวเองอยู่ก็ตามทีเถอะ...

“หือ ถามว่าหายหนาวยังครับ”

เพราะพี่หมวยในตอนไม่สบายไม่ร่าเริงเลย ชานยอลที่หวังดีจะสร้างสถานการณ์ให้อีกฝ่ายสดใสขึ้นบ้างเลยแกล้งรัดกอดพร้อมตั้งคำถามเดิมซ้ำ ๆ ไปจนกระทั่งพี่เขาส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ ทุบกำปั้นลงบนอกหนาดังปัก ถึงจะฉุนเฉียวแต่ก็น่ารักเสมอในสายตาของเขา คนที่เสพติดกลิ่นแป้งเด็กเลยหอมขมับคนป่วยเบา ๆ ไปครั้ง แล้วก็ฮัมเพลงกล่อมพร้อมลูบหัวเบา ๆ ให้ด้วย

วันนี้แบคฮยอนป่วยไข้ไม่สบาย อาจเป็นเพราะมลภาวะและสภาพอากาศ ซึ่งนั่นอาจอธิบายเรื่องความผิดปกติของพฤติกรรมส่วนหนึ่งได้ แต่ลึก ๆ แล้วเขารู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังปิดบังอะไรบางอย่าง พี่เขาไปรู้อะไรมาหรือไม่? หรือชานยอลทำอะไรให้อีกฝ่ายหมางใจกัน?

ที่จริงแล้วมันก็น่าสงสัยอยู่ไม่กี่อย่างหรอก แต่จะเป็นไปได้เหรอ? ชานยอลควบคุมสถานการณ์ได้ดีนะ แล้วก็ตัดสินใจได้แล้วด้วยว่าจะเอาอย่างไร ขอแค่อย่าให้แบคฮยอนเข้าใจผิดไปไกลก่อนจะได้คุยกันเลย

“พี่มีเรื่องอะไรจะบอกผมหรือเปล่า” นึกร้อนใจจนรอไม่ได้ ถามไปเลยดีกว่าจะได้จบเรื่อง “ผมได้ทำอะไรให้พี่โกรธไหม?”

“บอกผมนะ บางทีผมก็ไม่รู้อะไร ถ้าพี่ถาม ผมสัญญาว่าจะตอบตามตรง ไม่โกหกเด็ดขาด”

เมื่อความเงียบงันเป็นสิ่งเดียวที่ชานยอลได้รับคืนกลับมา เขาจึงกดคางก้มลงมองอีกฝ่าย ก่อนจะพบว่าคนป่วยนั้นแปลงกายเป็นเจ้าชายนิทราในอ้อมแขนไปเรียบร้อยแล้ว

ถ้าอย่างนั้นเอาไว้ค่อยคุยกันวันพรุ่งแล้วกัน อย่างไรก็ยังอยู่ในความดูแลของทางนี้ คงหนีไปไหนไม่ได้ง่าย ๆ

“ฝันดีครับ”

กดจูบอวยพรบนเปลือกตาและพวงแก้มทั้งสองข้างอย่างเท่าเทียมกัน แล้วจึงค่อย ๆ พาตัวเองออกจากผ้าห่มอย่างระมัดระวังเพราะไม่อยากให้แบคฮยอนตื่นขึ้นมา ชานยอลไม่ลืมที่จะกดเพิ่มแอร์ให้คนป่วยไม่รู้สึกหนาวเหน็บระหว่างเขาไม่อยู่ ก่อนพาตัวเองออกมาจากห้องพร้อมกับถาดอาหารและนำที่ต้องนำไปทำความสะอาด เพียงแค่ย่างกรายลงไปถึงชั้นล่างก็เห็นว่าสมาชิกกำลังนั่งกันอยู่พร้อมหน้า

“คนนี้ใช่ไหมที่ลูกตั้งใจแนะนำให้พ่อกับแม่รู้จัก”

ชานยอลร่วมพยักหน้ารับคำบิดา “ครับ”

“เขาดูเป็นคนน่ารักนะ มีมารยาท มือไม้อ่อน เท่าที่ชานยอลคบมาแม่ว่าคนนี้ดูเป็นผู้เป็นคนที่สุดเลย”

เยริมเอ่ยชมอย่างจริงใจ ไม่ปิดบังว่าชอบอีกฝ่ายแม้ยังไม่ได้ทำความรู้จักจริงจัง ความประทับใจแรกของเด็กคนนี้นั้นไม่ได้เหมือนคนอื่น ดูซื่ออย่างชานยอลว่า

“เรียกเทวดามาโปรดหมาอย่างชานยอลเถอะค่ะแม่ น้องทำอาหารอร่อย ดูแลบ้านเก่งอย่างนี้เลย หนูกลับมาบ้านทีไรเห็นทำงานงก ๆ รับใช้คุณชายเขาทุกที”

แถมยังทำให้ยูรายอมรับและออกตัวให้ได้อีกต่างหาก

“ชานยอล ทำอย่างนี้ได้ยังไงล่ะลูก เขาเป็นคนทำงานแต่ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะปฏิบัติกับเขาอย่างนี้ได้นะ”

“ผมห้ามแล้วครับแม่ พี่เขาไม่ฟังเอง”

ที่จริงในตอนถูกดูแล ชานยอลก็รู้สึกดีอยู่หรอก แต่พอเห็นแบคฮยอนเหนื่อยมาก ๆ ก็มีห้ามปรามบ้างเหมือนกัน ซึ่งอีกฝ่ายก็ฟังอย่างขอไปที ไม่มีหรอกที่จะนำพา

“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวแม่จะเพิ่มเงินให้แม่บ้าน แล้วก็เพิ่มวันทำงานด้วย งานทำความสะอาดชานยอลอย่าให้เขาทำเลยนะ บ้านก็ไม่ใช่เล็ก ๆ จะเหนื่อยเอาเปล่า ๆ”

เมื่อสิ้นคำมารดา จึงถึงคราวของบิดาเอ่ยสำทับ “แล้วเรื่องสถานะ ความสัมพันธ์ พ่อสั่งเลยนะชานยอล ถ้าตัดสินใจแล้วก็จัดการเสียให้เรียบร้อย – มีโอกาสคุยกันเรื่องแชยองเมื่อไรก็เคลียร์ให้จบด้วย เดี๋ยวเขารู้ทีหลังแล้วจะรู้สึกไม่ดี”

“ครับพ่อ”

ไม่ต้องให้พ่อสั่งชานยอลก็รู้ว่าเขาควรจัดการ เพราะหลังจากเว้นว่างให้ตัวเองเป็นคนเหี้ยในสายตาเพื่อนอยู่พักใหญ่ เขาก็เข้าใจตัวเองมากขึ้นจนมีคำตอบที่น่าพึงพอใจให้กับระบบความสัมพันธ์อันแสนยุ่งเหยิงวุ่นวาย และมั่นใจยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ ว่ามันจะไม่ทำให้เขานึกเสียใจในภายหลัง

ก็ได้แต่หวังว่าแบคฮยอนจะยังรอกันได้...ช่วยอย่าเพิ่งถอดใจจากเด็กนิสัยไม่ดีคนนี้ไปก่อนเลยนะ

 

*********

 

สรุปว่าที่ชานยอลคิดจะมาพูดคุยกับพี่หมวยให้รู้เรื่องหลังจากเจ้าตัวหายดีเป็นอันต้องล้มเหลว อนึ่งเป็นเพราะคนดื้อต้องการอิสระในชีวิตตัวเองยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ พอหายป่วยก็รีบร้อนจะกลับไปทำงาน ซึ่งนั่นยังไม่น่าหงุดหงิดเท่าการกลับไปพักที่บ้านแทนการมาคลุกคลีกับเขาเหมือนอย่างแต่ก่อน

“สมน้ำหน้ามึง มัวแต่ต๊ะต่อนยอนอยู่นั่น กลายเป็นหมาหัวเน่าแล้วไหมล่ะ”

“มึงยังอยากเก็บปากเอาไว้กินข้าวอยู่ไหม”

“ไม่ต้องมาพาลหงุดหงิดใส่กูเลยนะ มึงทำตัวเอง เขาเตือนกันตั้งกี่ปากเสือกไม่ฟัง ดื้อแพ่งจะพิสูจน์ให้รู้อยู่นั่น เสียเวลา”

“ของอย่างนี้จะให้คนนอกมาบอกได้ยังไงล่ะวะ คนไม่เคยมีความรักอย่างมึงจะเข้าใจอะไร”

“จ้า พ่อนักรัก พูดไปเหอะ เกิดพี่เขาไม่รอแล้วขึ้นมากูจะขำให้ฟันร่วงเลย”

จงอินเย้ยหยัน มองคนที่นั่งทำหน้าเหมือนตีนตรงข้ามด้วยความสมเพช ชานยอลมันบ่นมาทั้งสัปดาห์แล้วว่าพี่แบคฮยอนชอบหลบหน้ากันอยู่เรื่อย แถมยังไม่ยอมให้กอดหอม ตรอมใจตายไปเถอะมึง อยากเอาเวลาไปเสียกับเมียเก่านัก

“แล้วตกลงพี่เขาทำงานอะไร มึงรู้แล้วหรือยัง?”

“ก็เพิ่งบ่นไปว่าไม่ค่อยได้คุยกัน มึงมีหัวคิดไหมเนี่ย”

“ใครจะไปรู้ล่ะว่ามึงไม่กระตือรือร้นจะสืบหาข้อมูลอะไรเกี่ยวกับตัวพี่เขาเลย มัวแต่รอให้เขาบอกอยู่นั่น นี่อยู่ในยุคโทรเลขหรือเปล่าวะเนี่ย? บ้านมึงอินเตอร์เน็ตเข้าถึงไหม? เขาไม่พูด ไม่มีโอกาสได้คุยก็ค้นเอาสิวะ”

“ทำตัวอย่างกับพวกผู้หญิง”

“ช่างหัวค่านิยมพวกนั้นเหอะ”

อะไรวะ เป็นผู้ชายไม่ได้หมายความว่าขี้เสือกไม่ได้ปะ? จะมานั่งเก๊กขรึมรอฟังคำจากปากก็ไม่ทันกินพอดี คิดได้อย่างนี้แล้วจงอินก็ละสายตาออกจากจานอาหารเบื้องหน้า หยิบมือถือขึ้นมากดขยุกขยิก ขณะที่เพื่อนสนิทยังคงเคี้ยวผักสลัดต่อไป

“ไหนดู แ-บ-ค-ฮ-ย-อ-น – พี่เขานามสกุลอะไรนะ?”

“บยอน”

“โอเค บยอน แบคฮยอน มา!”

เมื่อผลการค้นหาปรากฏหราอยู่เบื้องหน้า จงอินก็รีบเลื่อนหาแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือทันที กรณีนี้คือเฟซบุ๊กของมหาวิทยาลัยชื่อดังทางตอนเหนือ ประทับเวลาเอาไว้เมื่อหลายปีก่อน ส่วนใหญ่เป็นประมวลภาพกิจกรรมต่าง ๆ ที่มีพี่แบคฮยอนอยู่ในนั้น

“เหี้ย”

ชานยอลแสร้งทำเป็นหูทวนลมกับคำอุทานนั้น

“เหี้ย ๆ ๆ ๆ”

“เหี้ยไร”

แต่พอได้ยินซ้ำ พร้อมยังเห็นไอ้ตัวแสบทำตาโตเป็นไข่ห่าน ก็ต้านทานความใคร่รู้ที่ท่วมท้นตั้งแต่จงอินเริ่มต้นค้นหาชื่ออีกฝ่ายในอินเทอร์เน็ตไม่ได้ เขาถือวิสาสะคว้าเอาโทรศัพท์ของอีกฝ่ายมาดู ยิ่งเห็นมากเท่าไรก็ปมคิ้วก็ยิ่งผูกกันแน่นขึ้น และดูเหมือนจะไม่มีทีท่าว่าจะคลาย

“เด็กมึงสมัยมหาลัยนี่คือสุด ตัวท็อป หัวกระไดคณะไม่มีแห้ง แม่ง น่ารักกว่าดาวอีก”

ไม่ต้องบอกก็รู้ กูเห็นอยู่เต็มสองตา แบคฮยอนในตอนที่อยู่มหาวิทยาลัยน่ารักมากเสียจนชานยอลกล้าบอกว่าโคตรอันตราย เป็นคิวท์บอยประจำมหาวิทยาลัยยังไม่พอ หลีดคณะก็เอากับเขาด้วย สวยจนผู้หญิงบางคนยังต้องอาย

แล้วดูแต่ละคอมเมนต์ น่ารัก น่ารักมาก อยากทำความรู้จัก แล้วก็อีกสารพัดอย่าง แทะโลมกันสนุกสนาน ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ชานยอลจะไล่ตบมันเรียงคนเลย ไอ้พวกลามปาม แบคฮยอนเป็นคนของเขานะ แค่มองด้วยตาก็ถือว่ามากเกินพอแล้ว

ใช่ ชานยอลกำลังหึง หึงย้อนหลังนี่แหละ แม่ง น่าหงุดหงิดไปหมด อยากจะจับกลืนลงท้องไปเสียให้รู้แล้วรู้รอดเลย

“บอกเลยนะถ้ากูเจอเขาก่อน มึงไม่มีวันได้แอ้มแน่ ไอ้ควาย ดีทั้งเปลือกทั้งเนื้อในยังจะมาลังเลอยู่นั่น”

“หุบปาก”

สนามอารมณ์ผ่อนกระแทกลมหายใจ ลงกับใครไม่ได้ก็ไม่พ้นจงอินทุกที เด็กหนุ่มเจ้าของผิวสีน้ำผึ้งส่งชิ้นเนื้อเข้าปาก เคี้ยวตุ้ย ๆ ในขณะที่ปล่อยให้เพื่อนปู้ยี่ปู้ยำโทรศัพท์ของตัวเองตามใจ สายตาก็กวาดมองสิ่งรอบกายไปเรื่อยเปื่อย ตอนนี้เราทั้งคู่อยู่ในร้านอาหารที่ห้างสรรพสินค้าใกล้มหาวิทยาลัย เพิ่งซ้อมเทนนิสกันเสร็จเหนื่อย ๆ เลยมาหาอะไรรองท้องก่อนกลับบ้าน จงอินไม่ได้คาดหวังว่าจะได้เห็นอะไรไปมากกว่าบรรยากาศของลูกค้าที่เดินกันขวักไขว่ ทว่ากลับเจอแจ็กพอตปะปนอยู่ในมวลชนเสียอย่างนั้น

“ชานยอล”

“ไร”

“มึงช่วยบอกกูทีว่านั่นใช่พี่แบคฮยอนไหมวะ”

ก็ไม่ได้อยากจะขัดจังหวะขุยคุ้ยของชานยอลมันหรอกนะ แต่แบคฮยอนที่กำลังเดินเคียงคู่อยู่กับชายวัยกลางคนน่ะมันโคตรดึงดูดสายตา ทั้งสองพูดคุยกันอย่างสนิทสนม ทั้งหัวเราะและยิ้มเต็มหน้า ทำอย่างกับว่าโลกทั้งใบมีแค่กันและกันอย่างไรอย่างนั้น

“อย่าบอกนะว่า...”

“กูจะไม่เตือนซ้ำนะ เรื่องคำพูดมึงน่ะ”

ถึงจะรู้สึกไม่ต่างเมื่อได้เห็นภาพนั้นด้วยตาตัวเอง แต่ชานยอลก็ไม่อยากให้คำพูดของจงอินยิ่งเพิ่มความตึงเครียด เขากำมือแน่นยามเห็นแบคฮยอนอยู่กับชายอื่น นี่มันบ้าอะไร? ไหนว่าไปทำงาน? งานดี ๆ ที่ไหนเขาให้มาเดินอ้อร้อกับคนแก่คราวพ่อ? ชานยอลหมดความรู้สึกอยากอาหารแล้ว เขาอยากมีเรื่องมากกว่า ถึงจะเคยสัญญาว่าจะมีสติให้มากขึ้นก็ตามที แต่สภาพนี้ใครจะเย็นไหว

“มึง แต่อีหรอบนี้มันก็มีไม่กี่อย่างไม่ใช่เหรอ”

“เอาเงินไปจ่ายแล้วค่อยตามกูมา”

ทิ้งท้ายพร้อมวางเงินเอาไว้ให้ แล้วก็หุนหันพลันแล่นออกจากร้านทั้ง ๆ ที่อาหารในจานยังไม่หมด ชานยอลเดินตามแบคฮยอนไปเงียบ ๆ เขาพยายามบอกตัวเองให้อดทนจนกระทั่งล่วงรู้ว่าปลายทางของทั้งสองคือภัตตาคารหรูที่อยู่ด้านบน และยังคงอดทนต่อแม้ในตอนที่กดต่อสายเข้าไปหาอีกฝ่ายแล้วไม่ได้รับความสนใจ

แบคฮยอนไม่แม้แต่จะหยิบโทรศัพท์ออกมา สายตาของอีกฝ่ายกำลังมองผู้ชายคนอื่น รอยยิ้มเต็มตื้นบนใบหน้ากลายเป็นของเฒ่าหัวงูนั่น ในตอนนั้นชานยอลกัดฟันกรอด อยากจะใจกว้างมากกว่านี้อีกสักนิดเพื่อเก็บเบาะแส แต่ความอดทนก็พลันขาดผึงเมื่อแบคฮยอนเอาอกเอาใจอีกฝ่ายจนเกินงาม

ยามกระแสเลือดเดือดพล่าน ชานยอลก็ก้าวฉับ ๆ ผ่านเสียงทัดทานของพนักงานต้อนรับเข้าไปด้านใน แววตาอาฆาตมาดร้ายและท่าทางที่พร้อมมีเรื่องได้ทุกเมื่อทำให้ลูกค้าโต๊ะอื่น ๆ อกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน

“โทรหาทำไมไม่รับ”

“...ชานยอล”

“ถามว่าทำไมไม่รับ”

“นี่มันเวลางานของเรานะ เอาไว้เสร็จแล้วค่อยคุยกันได้ไหม”

แม้จะประหลาดใจที่เห็นชานยอลตรงหน้า แต่ทว่าแบคฮยอนยังไม่สามารถพูดคุยอะไรกับอีกฝ่ายได้ อนึ่งเลยคือเพราะมีคุณป๋าอยู่ด้วยตรงนี้ ซึ่งเขาเองไม่ได้ปรารถนาจะให้ท่านมาร่วมรับรู้ปัญหาด้วยสักเท่าไร อีกอย่างหนึ่งนั้นเพราะตระหนักว่าคงไม่สามารถควบคุมชานยอลในตอนที่โมโหร้ายได้ เกิดถ้าอีกฝ่ายพาลไปลงกับผู้ใหญ่คนสำคัญจะยิ่งยุ่งเหยิงกันไปใหญ่

“งานบ้าอะไรล่วงเลยมาถึงเวลานี้?”

“คุณป๋า ผมขอโทษที่ต้องเสียมารยาทนะครับ คุณป๋าทานข้าวรอผมสักพักนะครับ ผมขอตัวไปคุยกับน้องเขาก่อน เสร็จแล้วจะรีบกลับมา”

“คุณป๋า?”

ขมวดคิ้วมองหน้าอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกเคลือบแคลงที่ทวีคูณเป็นเท่าตัวภายในระยะเวลาอันสั้น

“งานบ้าอะไรถึงต้องเรียกผู้ชายคราวพ่อว่าป๋า”

เดือดใหญ่แล้ว เห็นทีหากนั่งพูดกันอย่างนี้ต่อไปเรื่อย ๆ คงไม่ได้ความ “ชานยอล มานี่”

เป็นเวลาเพียงชั่วอึดใจที่แบคฮยอนได้สัมผัสข้อมือของอีกฝ่าย ชานยอลสะบัดเขาออกราวกับถูกของร้อน ก่อนจะย้ายมาบีบหัวไหล่มนทั้งสองข้างอย่างไม่เบาแรงนัก ร่างเล็กถึงกับเบ้หน้า ในยามที่ช้อนสายตามองคู่สนทนา ภาพวันเก่า ๆ ก็พลันปรากฏขึ้นมาซ้อนทับ

ชานยอลกำลังจะใจร้ายกับเขาอีกครั้ง ทั้งทางร่างกายและหัวใจ ตอกย้ำแผลเดิมให้ยิ่งเหวอะหวะเข้าไปกันใหญ่จนน่ากลัวว่าจะไร้หนทางรักษา

“ผมถามว่าพี่ทำงานบ้าอะไร ชักจะทนไม่ไหวแล้วนะเว้ย!”

“หยุดบ้าก่อนได้ไหม ไม่อายชาวบ้านเขาบ้างเหรอ นี่มันกลางร้านอาหารในห้างนะชานยอล ไม่ใช่ที่บ้าน”

“แล้วไง ผมต้องแคร์ใครอะ? ไอ้แก่เนี่ยเหรอ? ทำไม มันให้อะไรพี่วะถึงได้เกรงอกเกรงใจมันนักหนา”

“ชานยอล!”

จากหมายมั่นปั้นมือเป็นอย่างว่าจะใจเย็นสู้เสือก็พลันต้องเปลี่ยนความคิด เมื่อชานยอลออกอาการลามปามผู้อาวุโสที่เขาเคารพรัก แบคฮยอนล่ะเกลียดจริง ๆ ไอ้นิสัยร้อนแล้วไม่ฟังใคร พูดกี่ทีแล้วว่าจะปรับปรุงแต่ไม่เห็นเคยทำได้เลยสักครั้ง

“เงินเหรอ? มากเท่าไร? แล้วพี่เอาอะไรไปแลกกับมันมา?”

หายนะที่ตามมาเมื่ออารมณ์เป็นใหญ่คือกระแสคำพูดที่ไม่มีวันหวนกลับ แบคฮยอนนิ่งค้างยามถูกตะคอกใส่หน้าด้วยวัจนภาษาที่ชวนให้รู้สึกเคลือบแคลงในความหมายแฝง

“พูดอย่างนี้หมายความว่ายังไง”

“ผมพูดในสิ่งที่ผมเห็น”

แบคฮยอนเม้มริมฝีปากอย่างอดทนอดกลั้น เขาต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อเข็นเสียงออกมาจากลำคอ “เราจะคิดว่าชานยอลกำลังโมโหนะถึงได้พูดกับเราอย่างนี้”

“ตอบมาตามตรงดิว่าเอาอะไรไปแลกกับมันมา ผมให้พี่ไม่พอเหรอวะ ฮะ! ทีผมประเคนให้ตั้งมากมาย ทำไมถึงไม่รับอะ! แล้วมาเอาจากคนแก่คราวพ่อมันหมายความว่ายังไง! อธิบายมาดิ!”

ยามสังเกตเห็นว่าเรื่องราวกำลังจะบานปลาย และเด็กในปกครองนั้นเสี่ยงได้รับบาดเจ็บ ผู้อาวุโสที่สุดในสถานการณ์จึงออกตัวเป็นผู้ช่วยห้ามทัพ “ช่วยปล่อยแบคฮยอนด้วย”

“เรื่องของผัวเมีย ลุงไม่ต้องเสือก!”

“ชานยอล!”

“ฉันจะไม่พูดซ้ำนะ”

“คุณป๋า อย่าให้เรื่องเลยเถิดเลยครับ – ถ้ายังไง วันนี้ผมขอตัวกลับก่อนดีกว่า ขอโทษจริง ๆ นะครับที่ไม่สามารถอยู่เป็นเพื่อนทานอาหารได้จนกระทั่งซูยองมา”

ทั้งสองฝ่ายกำลังฟาดฟันกันด้วยสายตาต่อหน้าแบคฮยอน ซึ่งคงไม่มีใครยอมใครจนกว่าผลแพ้ชนะจะปรากฏ ซึ่งเขาคงไม่อาจปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปถึงตอนนั้น สู้แยกชานยอลออกไปก่อนดีกว่า เผื่อว่าการอยู่ตามลำพังด้วยกันแค่สองคนจะทำให้คุยกันได้ง่ายยิ่งขึ้น

“เขาจะไม่ทำร้ายเราใช่ไหมแบคฮยอน”

แบคฮยอนไม่แน่ใจหรอก แต่อย่างไรเสียก็ดีกว่าให้คุณป๋าถูกล่วงเกินทางวาจาทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ผิดอะไรอย่างนี้ “ไม่หรอกครับ คุณป๋าไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวผมจัดการธุระเสร็จแล้วจะรีบ— ชานยอล!”

แต่ยังไม่ทันลั่นวาจาให้ท่านคลายความกังวลลงได้ครบถ้วนอย่างที่ตั้งใจ แบคฮยอนก็ถูกอีกฝ่ายฉุดกระชาก ดึงลากให้เซถลาเดินตามไปอย่างไม่ปรานีนัก

“ผัวอยู่นี่ยังมีหน้าไปร่ำหาผู้ชายคนอื่นอีกเหรอ”

“หยุดหยาบคายเดี๋ยวนี้นะชานยอล”

แล้วยังมีถ้อยคำผรุสวาททำร้ายให้เขาเจ็บหนักดังอยู่เป็นระยะ

“ผมไม่หยุด!”

“ชานยอล! เราเจ็บ!”

ถึงจะพยายามร้องประท้วงตลอดทางแต่ชานยอลก็ไม่ปรานีเขาเลย รังแต่จะยิ่งลงแรงให้เจ็บหนักขึ้นทั้งกายและใจ แบคฮยอนอยากร้องไห้ หากเมื่อเล็งเห็นว่านั่นจะนำพาเพียงความอับอายมาให้จึงอดกลั้น จนกระทั่งถูกอีกฝ่ายลากมาถึงลานจอดรถ โดนจับยัดเข้าไปนั่งบนเบาะข้างคนขับ สะดุ้งสุดตัวเพราะเสียงประตูปิดดังปึงใหญ่ เด็กหนุ่มที่รับบทบาทเป็นสารถีติดเครื่องยนต์ทันทีที่เข็มขัดนิรภัยถูกคาด

การออกตัวอย่างฉุนเฉียวเทียมอารมณ์คนขับยิ่งจะดุดันมากขึ้นเมื่อล้อทั้งสี่แตะพื้นถนน ชานยอลขับรถอย่างน่าหวาดเสียว เดี๋ยวก็ปาดคนโน้นที คนนี้ที และหวิดจะผ่าไฟแดงตั้งหลายครั้งหลายครา พอออกนอกตัวเมืองเข้าหน่อยก็สวมวิญญาณเป็นตีนผี แทบจะใช้ความเร็วครบถ้วนทุกแรงม้า ในชั่วพริบตาเราเลยมาถึงบ้าน เป็นเหตุให้ฝันร้ายของแบคฮยอนได้ฤกษ์เริ่มต้นอีกคราหนึ่ง

ก่อนเคยถูกฉุดลาก กระชากและดึง ตอนนี้แบคฮยอนถูกอุ้มพาดบ่า กระเตงผ่านสายตาของเจ้าบ้านอีกสองรายไปโดยไม่คิดเกรงใจ แน่นอนว่าเป้าหมายคือห้องนอนบนชั้นสอง พอผ่านประตูมาชานยอลก็ปิดประตูลงกลอนเสียเสร็จสรรพ ไม่ยอมเสียเวลาเปิดไฟหรือเครื่องปรับอากาศก็ชิงโยนร่างเล็กลงบนเตียงหลังใหญ่ ติดตามไปทาบทับ พรากโอกาสการร้องประท้วงไปจากคนน่ารักด้วยรสจูบที่ทั้งดุดันและเอาแต่ใจ

บดเบียดอย่างรุนแรงจนไม่รู้สึกถึงความรักในการกระทำดังกล่าว แบคฮยอนถูกตรึงเอาไว้กับฟูกขณะที่จูบยังดำเนินต่อไป กระนั้นแล้วเขาก็พยายามดิ้นรนเพื่ออิสระที่ตนพึงได้รับอย่างสุดความสามารถ ทั้งถีบขาปัดป่ายทำให้การเอาเปรียบของชานยอลยิ่งลำบากลำบน แต่ก็ยังสู้คนแรงมากไม่ได้ พอจวนตัวตนแล้วจึงใช้วิธีลงฟันกัดริมฝีปากหนา เปิดช่องทางให้อากาศลอดผ่านเพราะชานยอลผละออกห่างเนื่องจากความเจ็บ

แบคฮยอนมีเวลาไม่มากนัก เขาไม่มีวันชนะชานยอลได้ด้วยวิธีนี้ตลอดไป ในลมหายใจเฮือกสุดท้ายก่อนอีกฝ่ายจะหวนกลับมาข่มเหงจิตใจ เสียงหวานจึงโพล่งออกไปพร้อมกับหยดน้ำตาที่เริ่มเครือคลอ

“ถ้าวันนี้ชานยอลดันทุรังจะทำอะไรเรา ก็ขอให้รู้เลยว่ามันจะเป็นครั้งสุดท้าย ต่อจากนี้เราจะไม่ยอมชานยอลอีกต่อไปแล้ว”

ทั้งน้ำเสียงและการแสดงออกของพี่ชายตัวเล็กทำให้เด็กหนุ่มได้สติ เขาชะงักค้าง จ้องมองหยดน้ำตาเม็ดโตบนกรอบหน้าสวยหวาน ทั้งยังสบโอกาสได้สังเกตความเป็นไปของอีกฝ่ายในคราวเดียวกัน ชานยอลทำเรื่องผิดมหันต์กับแบคฮยอนอีกครั้งด้วยเหตุผลเดิมเหมือนก่อนหน้า ทั้ง ๆ ที่รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้วว่าจะไม่ให้เกิดขึ้นอีก

รีบผละออกจากคนตัวเล็กในทันทีที่คิดได้ ก่อนจะพาตัวเองไปนั่งกุมฝ่ามืออยู่บริเวณปลายเตียง ในขณะที่แบคฮยอนซึ่งเพิ่งได้รับอิสระกลับคืนมานั้นพลิกกายหันหลัง ซุกใบหน้าลงกับหมอนใบใหญ่ ให้มันซับธารน้ำตาที่รินไหลออกมาเพราะความโศกเศร้าเสียใจท่ามกลางความเงียบงันและบรรยากาศกดดันไร้จุดสิ้นสุด

“ผมขอโทษ” ชานยอลเป็นฝ่ายโพล่งขึ้นหลังจากนิ่งเฉยให้เวลาล่วงเลยไปพักใหญ่ “รู้ว่ามันไม่น่าฟังแล้ว รู้ว่าผมให้สัญญาว่าจะไม่อารมณ์ร้ายอีก แต่สุดท้ายก็กลายเป็นอย่างนี้ทุกที แต่ผมไม่มีอะไรจะพูดให้พี่ฟังนอกจากคำว่าขอโทษ”

“ผมคิดว่ามันเป็นเพราะผมรักพี่มากเกินไป”

เป็นข้อสรุปที่แน่ชัดแล้วถึงได้กล้าพูดออกมา ชานยอลรักพี่หมวยจริง ๆ รักมาโดยตลอด การเข้ามาแทรกแซงของแชยองไม่ได้ทำให้อะไรเปลี่ยนไป นอกเสียจากความมั่นใจที่เด่นชัดยิ่งกว่าคราวไหน ๆ ว่าหัวใจดวงนี้ไม่ใช่ของเธออีกต่อไปแล้ว

“หึ” แบคฮยอนวาดยิ้มสมเพชตัวเองทั้งน้ำตา “ชานยอลพูดคำนี้ให้ผู้หญิงคนนั้นฟังด้วยไหม?”

น้ำเสียงของเขาเครือสั่นอย่างสุดกลั้นในยามตั้งคำถามแกมตัดพ้อต่ออีกฝ่าย “ชื่ออะไรนะ? แชยองหรือเปล่า”

ชานยอลรีบย้ายตำแหน่งตัวเองกลับมาหาพี่ชายตัวเล็กในทันควัน เขาจำเป็นต้องใช้กำลังบังคับให้อีกฝ่ายหันกายกลับมาเผชิญหน้ากันอีกครั้ง ที่สุดแล้วความหวาดกลัวอันดับหนึ่งของเขาก็กลายเป็นจริงจนได้ แบคฮยอนรู้ได้อย่างไรว่าแชยองมีตัวตนอยู่? แล้วรู้มากแค่ไหนกัน?

“พี่ไปรู้อะไรมา”

ขณะคร่อมทับก็ใช้แววตาคาดคั้น ชานยอลหลีกเลี่ยงการสัมผัสเนื้อตัวของคู่สนทนาเพราะไม่อยากทำให้พี่เขายิ่งขวัญเสีย

“แล้วชานยอลปิดบังอะไรไว้บ้างล่ะ”

“มันไม่ใช่อย่างที่พี่คิดเลย แชยองเป็นแค่แฟนเก่า ปัจจุบันนี้ผมกับเขาไม่ได้เป็นอะไรกันแล้ว”

“แต่ดูเหมือนว่าเธอจะเป็นอะไรกับชานยอลนะ ...รูปภาพในอินสตาแกรมน่ะ ไม่ว่าจะเป็นใครที่เห็นเขาก็คงคิดแบบเดียวกับเราเหมือนกัน”

“มันไม่สำคัญเลยแบคฮยอน”

“ชานยอลก็พูดได้สิ! ก็ชานยอลเป็นคนที่ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง ไม่ต้องเสียอะไรเลยอย่างเรา ในตอนที่ชานยอลไปอยู่กับเขา เคยคิดบ้างไหมว่าเราจะรู้สึกยังไง หรือเพราะเห็นว่าเราโง่เลยไม่สนใจเรื่องตรงนั้น?”

จี้จุดแบคฮยอนเข้าอย่างจังจนนำมาซึ่งคำตัดพ้อต่อว่า ร่างเล็กสติหลุดในยามที่ชานยอลทำเหมือนการแทรกแซงของแชยองไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไร เธอทำให้เขาเจ็บ หวาดระแวง ฟุ้งซ่าน และทุกข์ใจ ชานยอลเคยคำนึงถึงข้อเท็จจริงตรงนี้บ้างหรือไม่ เคยเห็นหัวแบคฮยอนก่อนจะลงมือทำอะไรที่อาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ของเราบ้างหรือเปล่า

“เรามีหัวใจนะชานยอล แค่ให้เราอยู่ตรงนี้โดยไม่มีสถานะมันก็น่าสมเพชมากพออยู่แล้ว ชานยอลยังจะทำอย่างนี้กับเราอีกเหรอ”

ร่างเล็กสะอื้นจนตัวโยน จ้องมองคู่สนทนาด้วยความน้อยอกน้อยใจ ทั้งชีวิตของแบคฮยอนไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าเท่านี้เลย ทั้ง ๆ ที่เขายอมแลกทุกอย่างเพื่อให้ชานยอลมีความสุข พร้อมเสียสละทุกอย่างโดยที่อีกฝ่ายไม่จำเป็นต้องร้องขอ แต่เพียงแค่สถานะที่ชัดเจนยังไม่เคยได้รับ อยากจะหึงหวงก็ไม่รู้จะเอาอะไรไปอ้าง ซ้ำยังไม่สามารถแสดงความเป็นเจ้าของได้ นี่หรือคือสิ่งที่คนรักมอบให้แก่กัน ทำไมมันไม่เห็นเป็นเหมือนอย่างที่เขาคาดหวังเลย

“สงสารเราบ้างได้ไหม รักและชอบเราอย่างที่ปากชานยอลว่าสักครั้ง”

“หรือไม่อย่างนั้นก็ปล่อยให้— อื้อ”

ไม่จำเป็นต้องคอยฟังให้ครบทุกถ้อยคำ ชานยอลก็รู้ว่าแบคฮยอนกำลังจะพูดอะไร เขาจึงปิดผนึกริมฝีปากบางนั้นเสีย หากพยายามควบคุมตัวเองและไม่ได้ใช้แต่อารมณ์เหมือนครั้งก่อน เด็กหนุ่มป้อนคำขอโทษผ่านการกระทำ จูบซับและดูดกลืนราวกับกำลังดึงความเจ็บปวดที่อีกฝ่ายจำต้องแบกรับเพราะความโมโหร้ายเอาไว้เอง

“ไม่ ผมไม่ปล่อยพี่ไปไหนเด็ดขาด”

“ผมรักพี่ รักพี่จริง ๆ ผมไม่ได้รักแชยองแล้ว ที่ผมยอมให้เขาเข้ามาในชีวิตอีกครั้งเพราะในตอนนั้นผมสับสน แล้วก็โง่ด้วย ยอมรับเลย แต่ตอนนี้ฉลาดแล้ว รู้ใจตัวเองแล้ว สัญญาเลยว่าจะไม่นอกลู่นอกทางอีก”

ชานยอลยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น หวังให้พี่เขาเชื่อมั่นในตัวเองอีกสักครั้ง แต่พอตระหนักว่าสิ่งที่ควรทำก่อนการพยายามปรับความเข้าใจให้ตรงกัน คือการมอบสถานะให้อีกฝ่าย

เป็นแฟนกับผมนะ

ก่อนหน้านี้ตั้งใจว่าจะเตรียมเซอร์ไพรส์ให้อีกฝ่าย เอาให้ยิ่งใหญ่จนใครเห็นต้องอิจฉา ชานยอลอยากให้แบคฮยอนรู้สึกว่าตัวเองสำคัญและมีคุณค่ามากพอที่จะได้รับสิ่งดี ๆ แต่บัดนี้เขาไม่สนใจอีกแล้วว่าเราทั้งคู่จะอยู่ในสภาพไหน ต่อให้ไม่โรแมนติกเลยสักนิดก็ช่างหัว เพราะไม่มีอะไรแน่นอนเลย แบคฮยอนคิดจะไปจากกันได้ตลอดเวลา ถ้าไม่ใช่เดี๋ยวนี้ก็อาจไม่มีโอกาสได้บอกออกไปอีกแล้วว่าชานยอลรักและอยากมีอีกฝ่ายอยู่ในชีวิตมากแค่ไหน

ฝ่ายแบคฮยอนที่ไม่ได้ตั้งรับสถานการณ์นี้เอาไว้ล่วงหน้าคล้ายจะนิ่งไป เพราะแทบไม่คาดหวังว่าตัวเองจะได้ยินมันแล้วในชีวิตนี้ เขาพยายามที่จะพิสูจน์ว่าอีกฝ่ายกำลังหลอกลวงกันหรือไม่ผ่านการมองลึกเข้าไปในแววตาคู่นั้น หากกลับไม่พบอะไร นอกเสียจากความซื่อตรงและหนักแน่นต่อความรู้สึกที่แท้จริงยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ

“ชานยอลพูดอะไร”

“ผมไม่อยากรอแล้ว ไม่อยากให้พี่คิดน้อยเนื้อต่ำใจ ไม่อยากเป็นแค่ผัวทางกายอีกแล้ว”

“หยุดหยาบคายเดี๋ยวนี้นะ”

เป็นผู้เป็นคนอยู่แค่ไม่กี่นาทีก็กลับมาพูดจาเป็นมะนาวไม่มีน้ำเหมือนเดิม แบคฮยอนประเคนกำปั้นใส่ชานยอลไปครั้ง สูดจมูกตั้งสติเพราะต้องพูดกับอีกฝ่ายให้รู้ความ ตัวเองไปทำผิดมาทั้งเดือน คิดว่าจะหลุดพ้นไปง่าย ๆ เพียงเพราะนำสถานะมาแลกอย่างนั้นเหรอ? แบคฮยอนไม่ใช่คนใจดีขนาดนั้นหรอกนะ

“เป็นแฟนกัน”

“จะไม่เป็นอะไรด้วยทั้งนั้นถ้ายังไม่ยอมอธิบายอะไร”

“ผมจะเล่าให้ฟังก็ได้ แต่พี่ต้องสัญญาว่าจะไม่โกรธ”

“ไม่”

“ถ้าพี่พลั้งมือทุบผมจนกระอักเลือดตายก็พาผมไปหาหมอด้วยนะ”

นาทีนี้ชานยอลยอมทุกอย่าง ขอแค่ไม่ตายเพราะเงื้อมมือของพี่หมวยก่อนได้เป็นแฟนกันก็พอ เขาล้มตัวลงนอนบนที่ว่างข้าง ๆ พร้อมทั้งสอดแขนกอดรัดร่างเล็กเอาไว้ ก่อนจะถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับแชยองให้อีกฝ่ายฟัง ไม่ว่าจะเป็นอดีตที่เราเคยมีต่อกัน รวมไปถึงเรื่องราวตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา

ชานยอลยอมรับว่าตัวเองมีความผิดที่ยอมให้แชยองกลับมาอยู่ในชีวิต หากถึงจะดูไม่ดีแต่สุดท้ายก็ช่วยให้ข้อเท็จจริงในใจกระจ่าง เขาไม่ได้รู้สึกรักเธออีกต่อไปแล้ว ยิ่งอยู่ด้วยกันยิ่งมีแต่จะอึดอัดเพราะแชยองทำตัวสนิทสนมกันเกินไป ซึ่งพอเก็บเอาคำพูดของเพื่อนมาคิด เปรียบเทียบกับสิ่งที่อีกฝ่ายแสดงออกก็ไม่เห็นเป็นเรื่องหลอกลวงแต่อย่างใด จะว่าชานยอลตาสว่างแล้วก็ว่าได้ เลยบอกเธอตามตรงว่าอะไรเป็นอะไรพร้อมขอโทษไปแล้วเรียบร้อย

แน่ล่ะว่าแชยองไม่พอใจ แต่เรื่องของเราจบไปแล้ว ตอนนี้เขามีแบคฮยอนต้องใส่ใจ ดูแล และให้ความสำคัญอย่างที่อีกฝ่ายควรได้รับมันตั้งนานมาแล้ว ซึ่งถือเป็นโชคดีของชานยอลมากที่ยังทันท่วงที แค่พี่เขายอมเปิดใจรับกันฟังอย่างนี้ก็รู้แล้วว่าไม่มีแบดเอนด์แน่นอน

“ไอ้เด็กบ้า! นิสัยไม่ดี! โง่! โง่! โง่! มีหัวคิดบ้างหรือเปล่า ถ้าเกิดพลาดขึ้นมาจะทำยังไง!”

“โอ๊ย ผมไม่ได้โง่ขนาดนั้นสักหน่อย”

แต่ไม่มีแบดเอนด์ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่เจ็บตัว แบคฮยอนระดมทุบชานยอลโดยไม่คิดออมแรง ไอ้เด็กบ้าที่ทำตัวเป็นนักรักแต่ดันบอกว่าไม่แน่ใจในความรู้สึกจนต้องรับแฟนเก่ากลับเข้ามาเป็นเครื่องพิสูจน์นี่มันต้องทุบจนกว่าขี้เลื่อยจะหายไปหมด

“โง่! โง่ขนาดนั้นนั่นแหละ! มันน่าทุบให้ตายคามือนัก!”

พอเห็นว่าพี่เขาเปลี่ยนอารมณ์มาเป็นฉุนเฉียวแทนโศกเศร้า เด็กหนุ่มก็นึกเบาใจ พี่หมวยในตอนที่มีรอยยิ้มและหน้าบึ้งตึงเพราะหงุดหงิดกันนี่ล่ะดีที่สุดแล้ว แต่ชานยอลไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายประทุษร้ายกันต่อหรอก เขามีเรื่องค้างคาใจต้องการคำตอบคอยอยู่ รู้เรื่องเมื่อไรเดี๋ยวค่อยกลับมาทุบต่อได้ อนุญาต หรือจะดึงจนกว่าหูขาดก็จะไม่ว่า

“ถ้าผมตายแล้วพี่จะเป็นแฟนกับใครอะ หื้อ? ได้ฟังเรื่องทั้งหมดแล้วนี่ เป็นแฟนกันได้ยังอะทีนี้”

ราวกับว่าแบคฮยอนไม่ถูกโรคกับคำถามดังกล่าวนี้ ทั้ง ๆ ที่รอฟังแทบตาย แต่พอได้ยินกลับเสียอาการ อวดแก้มผลัดสีที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะร้องไห้ให้คนเจ้าเล่ห์มองพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า

“ว่าไงครับ?”

“ไม่รู้”

“ไม่รู้อะไร ไม่อยากเป็นแฟนกับผมอ่อ”

คล้ายจะเป็นไบโพล่าร์ เปลี่ยนอารมณ์ไปมาเร็วยิ่งกว่ากิ้งก่าเปลี่ยนสี ตอนนี้แบคฮยอนกำลังนอนใจเต้นไม่เป็นส่ำเพราะแววตาคู่นั้น ริมฝีปากกัดเม้มเข้าหากันในยามที่เบือนหน้าหนี แต่เพียงไม่กี่วินาทีให้หลัง มือใหญ่ก็จับประคองให้กรอบการมองเห็นเต็มไปด้วยใบหน้าของปาร์ค ชานยอลเหมือนอย่างเดิม

จะให้พักหายใจหายคอหน่อยก็ไม่ได้ ไอ้จอมเผด็จการเอ๊ย!

“ไหนตอบเร็วคนเก่ง”

“ไม่ต้องมาคนเก่งเลยนะ”

ยิ่งเห็นว่าแก้มคู่สนทนาระเบิดสี ชานยอลก็ยิ่งเย้าด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ตกลงว่าไงครับ?”

“ยังต้องให้บอกอีกเหรอ”

“บอกดิ ไม่บอกผมจะรู้ได้ยังไง”

ไหน ๆ ก็สวมบทบาทคนโง่มาถึงขนาดนี้แล้ว โง่ต่ออีกสักหน่อยจะเป็นไรไป

“ไม่อย่างนั้นถ้าพี่ไม่อยากพูด แค่จูบตอบผมก็พอ โอเคไหม?”

“เดี๋ยวชานย— อื้อ”

กำลังจะร้องประท้วงว่ามันใช่เรื่องที่จะต้องมาหาคำตอบแทนกันด้วยวิธีนี้เหรอ แต่ก็ไม่ทัน เพราะริมฝีปากหนาคู่นั้นชิงทาบทับลงมาเสียก่อน ชานยอลค่อย ๆ เล็มชิมเนื้อนุ่มอย่างเชื่องช้า สอดปลายลิ้นรุกล้ำเข้ามาเกี่ยวเก็บความหวานล้ำ แลกเปลี่ยนทั้งน้ำลายและลมหายใจจนเกิดเสียงดังในโสตประสาท แม้คนใต้ร่างจะยังทำเพียงแค่ยอมสยบศิโรราบก็ไม่ย่อท้อ ป้อนจูบต่ออย่างอดทน จนกระทั่งการรอคอยสิ้นสุดลงในที่สุด

แบคฮยอนเป็นคนเก่งสมกับคำชมที่ชานยอลว่า เมื่อร่างเล็กตอบรับ จุมพิตแรกของสถานะใหม่ก็ถูกฝังลึกลงไปในความทรงจำ มันถูกผสมปนไปด้วยความซุกซนของคนแก่วัย ความดุดันไม่รู้จบของเด็กชายวัยกลัดมัน เนื้อหนังใต้ผิวผ้าบดเบียดเสียดสี แขนขาวเคลื่อนคล้องรอบท้ายทอยหนา ยิ่งสัมผัสก็มีแต่จะยิ่งกระหายทั้งสองฝ่าย แต่ชานยอลจะไม่รีบร้อนรวบรัดตัดตอนแฟนของเขาในตอนนี้หรอก เดี๋ยวจะทำลายความหวานอันน้อยนิดเสียหมด

“เป็นแฟนกันแล้วนะ”

แบคฮยอนกดปิดเปลือกตาเมื่อชานยอลโน้มตัวลงมาใกล้กันอีกครา ก่อนรู้สึกได้ถึงจุมพิตเบา ๆ บนหน้าผากในตอนที่ตนเองคลี่ยิ้มบางประดับใบหน้าด้วยความสุขใจ

“ผมสัญญาว่าจะไม่ทำให้พี่เสียใจ”

“อื้อ เราเชื่อใจชานยอลนะ”

ภายใต้แสงจาง ๆ ของไฟทางที่ลอดผ่านช่องหน้าต่าง แววตาของทั้งสองสอดประสานกันอย่างลึกซึ้ง สิ้นแล้วซึ่งความเคลือบแคลงใด ๆ ม่านหมอกความคลุมเครือจางหายเมื่อเรามีความหมายต่อกันโดยมีสถานะมาคอยรองรับ ต้นรักเบ่งบานราวกับได้น้ำและปุ๋ยชั้นดี แบคฮยอนหวังเพียงว่ามันจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป

 

 

 

*********

กินข้าวเพลินจนเกือบลืมอัพฟิค แหะ

#โหม๋

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 32 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

175 ความคิดเห็น

  1. #160 Autumn.Devil (@suju1004) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 กันยายน 2563 / 23:07
    โอ้ยยยย อิเด็กก็ฟังพี่โหม๋บ้างนะ ใจร๊อนนนนนน ตอนหน้าขอหวานแบบรถอ้อยคว่ำ
    #160
    0
  2. #159 xrim (@xrim) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 กันยายน 2563 / 01:30
    กี้ดดดดดดดด
    #159
    0
  3. #157 มนุษย์ขี้ชิป (@Kkkaewalin) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 20 กันยายน 2563 / 22:41
    ชานยอลแบบบเหมือนจะดีนะแต่ก็รู้สึกยังไงๆอยู่
    #157
    0
  4. #156 Thisisyaniji (@Thisisyaniji) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 20 กันยายน 2563 / 09:29
    เอาให้ดีนะชานยอลไม่งั้นชั้นไม่ยกลูกสาวให้นะ
    #156
    0
  5. #155 natw (@natw) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 20 กันยายน 2563 / 06:58
    เหมือนจะดีแต่ไม่สุด555555
    #155
    0
  6. #154 Bbyun04 (@Bbyun04) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 20 กันยายน 2563 / 04:37
    ก็ยังไม่ชอบชานยอลอยู่ดีอ่ะมักง่ายไม่ชัดเจนและเห็นแก่ตัวมาก ทำอะไรไม่เคยคิดถึงแบคฮยอนเลยไม่เห็นหัวด้วยซ้ำ พอตอนแบบนี้มาบอกว่ารักแล้วที่หายไปกับแชยองเป็นเดือนๆอ่ะทำอะไรกันอยู่ไปถึงไหนต่อไหนแล้วบ้างอ่ะกลิ่นมันถึงได้ฟุ้งติดตัวกลับมาตลอดขนาดนั้น
    #154
    0
  7. #153 paamai (@paamai) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 19 กันยายน 2563 / 21:46
    เขาดีกะนแล้ว หึ้ยเกือบไปแล้วเจ้าเด็กโง่
    #153
    0
  8. #152 J_kanp (@JeepKannap) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 19 กันยายน 2563 / 21:41
    นี่มันคลื่นนิ่งก่อนพายุลูกใหญ่ใช่มั้ย ฮือออออ เค้าจะเชื่อใจไรท์ได้ใช่มั้ยนะ เรื่องที่แล้วก็ร้องเกือบตายกว่าเค้าจะมีความสุขกัน ;_____;
    #152
    0
  9. #151 J_kanp (@JeepKannap) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 19 กันยายน 2563 / 21:31
    แงงมาแล้วๆๆๆ
    #151
    0