โหม๋ : chanbaek

ตอนที่ 11 : สิเอะ : โหม๋และโจรที่กำลังปิดบังเรื่องบางอย่าง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 214
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 31 ครั้ง
    7 ก.ย. 63

 

 

 

“ช้า”

“ไปโทษโค้ชนู่น ผมอยากออกมาตั้งแต่ห้าโมงแล้วเหอะ – ขึ้นรถเร็ว หิวข้าวจะแย่”

แบคฮยอนมุ่ยหน้า รับเอาหมวกกันน็อกสีฟ้ามาสวมใส่ ก่อนจะปีนขึ้นซ้อนหลังสวมกอดสารถีจนแน่นหนา ในเวลาเย็นย่ำเช่นนี้ สภาพการจราจรที่หนาแน่นทำให้มอเตอร์ไซค์คันโตค่อย ๆ เคลื่อนไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ ลมเอื่อย ๆ ปลิวกระทบแก้มใส ปลายคางวางลงบนช่วงไหล่ขณะที่บทสนทนายังถูกสานต่อ

“แวะกินข้าวก่อนเข้าบ้านสิ จะได้ไม่ต้องรอทำ”

“ไม่เอาอะ คิดถึงฝีมือพี่”

“นี่ก็พูดไปเรื่อย กินอยู่ทุกวันไม่เบื่อหรือไง”

“ยิ่งกินยิ่งหิวอะดิไม่ว่า” ปาร์ค ชานยอลกระตุกยิ้มกับตนเองภายใต้หมวกเต็มใบ เบี่ยงเบนใบหน้าเล็กน้อยเพื่อให้คนฟังได้ยินเสียงพูดได้อย่างถนัดถนี่ “หมายถึงคนทำนะ ไม่ใช่อาหาร”

“เงียบแล้วขับรถไปเลย”

หยิกเอวคนลามกไม่รู้จักเวล่ำเวลาไปครั้ง ซ้ำยังลงฟันกัดบนไหล่หนา ก่อนได้รับเสียงหัวเราะน่าหมั่นไส้กลับมาจนต้องโขกหัวบนแผ่นหลังเป็นการลงโทษ เราใช้เวลาอยู่บนท้องถนนอยู่ราว ๆ ครึ่งชั่วโมงก็กลับถึงบ้าน แบคฮยอนปล่อยให้คุณชายนอนเอกขเนกดูรายการโทรทัศน์ ขณะที่ตัวเองรับหน้าที่อีแจ๋วเหมือนอย่างทุกวัน ถึงแม้จะเหนื่อยมากจากงานประจำ แต่เขากลับไม่เคยเหน็ดหน่าย เพราะการเห็นชานยอลสุขสบายถือเป็นความสุขหนึ่ง

แบคฮยอนตั้งใจทำกับข้าวที่ชานยอลชอบขึ้นโต๊ะมื้อเย็น ช่วงนี้ได้ยินเสียงบ่นบ่อยว่าเหนื่อยซ้อม เพราะต้องเตรียมตัวสำหรับการคัดเลือกเป็นตัวแทนชายเดี่ยวระดับมหาวิทยาลัย อีกฝ่ายก็มีเวลาดูแลตัวเองน้อยลง เลยต้องเป็นธุระของคนร่วมบ้าน คอยเตรียมน้ำอุ่นให้อาบ นวดคลายปวดเมื่อย ซักผ้าแทนแม่บ้านที่เข้ามาทำหน้าที่แค่ช่วงสุดสัปดาห์ ดูแลเรื่องปากท้องและสิ่งละอันพันละน้อยอีกสารพัด

แบคฮยอนทำทั้งหมดนั้นโดยไม่มีสถานะอะไรมารองรับ ตราบใดที่ชานยอลยังอยู่ตรงนี้ให้คอยดูแล ต่อให้ไม่ได้เป็นอะไรไปมากกว่าพี่หมวยของอีกฝ่าย เขาก็ยอมได้

ไหน ๆ ก็ยอมมาตั้งขนาดนี้แล้วนี่นะ

“เรากำลังคิดว่าจะออกจากงาน”

“หือ?” ชานยอลหยุดชะงัก ขมวดคิ้วจนมันแทบพันกันเป็นก้อนเดียว

“ที่ชานยอลพูดให้เราคิด เราตัดสินใจได้แล้วนะ ยิ่งเริ่มต้นได้ไวเท่าไรก็ยิ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ไวเท่านั้น”

ถึงทิฐิจะเคยสูงเสียดฟ้า ถึงจะไม่ให้ค่าราคาสังคมอันเน่าเฟะนี้จนไม่อยากพาตัวเองไปข้องเกี่ยวอีก แต่แบคฮยอนก็ต้องยอมรับจริง ๆ ว่าตัวเองคงเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ หากยังเป็นเพียงแค่พนักงานร้านสะดวกซื้อ ซึ่งให้บังเอิญว่าเขามีรุ่นพี่และเพื่อน ๆ ที่พร้อมจะให้การสนับสนุนอยู่แล้ว การเริ่มต้นใหม่จึงไม่ยากเย็นนัก ถ้าจะพูดให้ถูกคือพอแบคฮยอนต่อสายไปหาว่าต้องการความช่วยเหลือ และพร้อมจะยอมรับข้อเสนอที่พวกเขาหยิบยื่นมาให้อย่างไม่มีข้อแม้ใดเพื่อแลกกับอิสระในการเคลื่อนไหวเพื่อชนกลุ่มน้อย ปลายทางก็ดีใจจนเนื้อเต้น แทบอยากดึงตัวเขาไปทำงานมันเสียตั้งแต่วันนี้เลย

“นี่พี่คิดจะทำอะไรเนี่ย”

“เพื่อนที่รู้จักเขามีเส้นสาย บอกว่าจะช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายในขั้นต้นได้ง่ายขึ้น”

“เฮ้ย ไม่ใช่ไปทำอะไรไม่ดีนะ”

ฟังดูแล้วไม่ชอบมาพากล อีหรอบนี้ไม่ใช่ว่าจะถูกพาไปเป็นพวกกับผู้มีอิทธิพลในด้านมืดหรอกหรือ?

“บ้า กังวลอะไรไม่เข้าเรื่อง”

แบคฮยอนส่ายศีรษะอย่างอ่อนใจ ตักไก่ทอดใส่จานคนเพ้อเจ้อ

“แล้วจะทำอะไร ไหนบอกผม”

“ไม่ เก็บไว้เป็นเซอร์ไพรซ์”

“โห่ย ไม่สนุกเลย”

พอเห็นหน้าตามู่ทู่ของคนที่อยู่ตรงข้าม แบคฮยอนก็วาดยิ้มอย่างอารมณ์ดี เคี้ยวข้าวตุ้ย ๆ อย่างมีความสุขยิ่งกว่าที่เคย ชานยอลต้องประหลาดใจแน่ถ้ารู้ว่าเขาทำอะไรได้บ้าง พูดแล้วจะหาว่าคุยนะ แต่แบคฮยอนสมัยมหาวิทยาลัยน่ะ เนื้อหอมยิ่งกว่าอะไรดี ฝ่ายกิจกรรมแย่งตัวกันให้วุ่นไปหมด

“ตกลงว่าโค้ชฟันธงเรื่องตัวแทนหรือยัง?”

“เออ ลืมบอกเลย ผมได้เป็นตัวแทนชายเดี่ยวแหละ เท่ปะ”

คนพูดยิ้มอย่างภาคภูมิใจ หลังจากการฝึกซ้อมอันเข้มข้น ชานยอลก็ได้เป็นตัวแทนแข่งเดี่ยวโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาใครเหมือนอย่างชายคู่ ชนะหรือแพ้ล้วนขึ้นอยู่กับความสามารถของตัวเองเท่านั้น เขารำคาญการทำงานร่วมกับคนอื่นเต็มทน

“อื้อออ เท่ เท่ที่สุด”

“แบบนี้ต้องตบรางวัลแล้วปะ”

“จะตบให้น่ะสิ แต่ด้วยมือนี่นะ”

“มาเลย หนึ่งตบหนึ่งจูบ พร้อมมากครับ”

“กินข้าวไป”

มื้อเย็นกับผีทะเลดำเนินเรื่อยไปจนกระทั่งสิ้นสุดลงที่ร่างสูงอาสาล้างชามให้ แบคฮยอนเลยปลีกตัวไปนั่งพับผ้า พอเสร็จจากงานเล็กน้อยด้านล่างแล้วจึงพากันขึ้นไปอาบน้ำชำระร่างกาย แต่คนเอาแต่ใจกลับยิ่งทำให้เปียกปอนเข้าไปกันใหญ่ แบคฮยอนแสนจะอ่อนใจแต่ก็ไม่เหลือแรงปราม อยากจะนอนมันลูกเดียว

ในตอนที่ห้วงนิทราคืบคลานเข้ามาครอบงำ เสียงโทรศัพท์ของชานยอลดังขึ้นกระตุ้นส่วนสติสัมปชัญญะให้แบคฮยอนรับรู้เรื่องราวรอบกายก่อนหลับใหล เขาได้ยินเสียงพูดคุยพึมพำ เสียงรีโมทรถยนต์กระทบกับพวงกุญแจ รู้สึกถึงรอยจูบบนหน้าผาก ก่อนเสียงฝีเท้าจะลากจากไปพร้อมกับประตูหเองที่ปิดลง ชานยอลจะไปไหนในเวลาดึกดื่นถึงเพียงนี้? หรือว่าพี่ยูรามีธุระอะไร? จะว่าเป็นคุณพ่อคุณแม่ด่วนมาถึงก่อนเวลานัดหมายที่แจ้งไว้ก็ไม่น่าใช่ ง่วงจะตายแล้ว ค่อยเอาไว้ถามพรุ่งนี้แล้วกัน

แต่ฝันสีดำของแบคฮยอนก็ถูกรบกวนอีกครั้งในเวลาเท่าไรไม่อาจทราบได้ พื้นที่ข้างกายของร่างเล็กยุบยวบ ก่อนอ้อมกอดอบอุ่นที่คราวนี้มีกลิ่นไม่คุ้นเคยฉุนจมูกจะทำให้เขาย่นหน้า

กลิ่นดอกไม้?

น้ำหอมผู้หญิง?

ที่แท้ก็เป็นพี่ยูราหรอกเหรอที่เดือดร้อนในเวลาดึกดื่นอย่างนี้...

 

*********

 

“มึงมานี่เลย”

คยองซูรอให้ไอ้เพื่อนตัวดีนวยนาดมาถึงโต๊ะประจำของกลุ่มเราไม่ไหว เขารีบก้าวเท้าฉับ ๆ ไปลากจูงเพื่อนชายร่างยักษ์เร่งรัดให้การกระทำทั้งหมดว่องไวทันใจตน กดไหล่กว้างลงนั่ง ใบหน้าบูดบึ้งในยามที่ปลายนิ้วกำลังกดพรมบนหน้าจอโทรศัพท์ด้วยหัวใจร้อนรุ่ม

“อะไร”

ชานยอลยังคงไม่เข้าใจสถานการณ์ เขาเห็นว่าทุกคนรอบโต๊ะ (แน่นอนว่ายกเว้นเซฮุน) ล้วนกำลังจับจ้องมาทางตัวเองเป็นตาเดียว แม้กระทั่งไอ้จงอินที่มักจะทำตัวเป็นหมาหงอยต่อหน้าอยู่เสมอยังเคร่งเครียดไม่น้อย

“นี่หมายความว่าไง”

ชานยอลตระหนักถึงที่มาของคำถามนั้นเมื่อคยองซูยื่นโทรศัพท์มาไว้ตรงหน้า ภาพถ่ายของเขาพร้อมกับเสี้ยวหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งในห้องโดยสารรถยนต์ถูกเผยแพร่เข้าสู่สังคมออนไลน์โดยบัญชีผู้ใช้อินสตาแกรม Rosanne.chyng เมื่อเวลาราว ๆ ตีหนึ่งของเมื่อคืน

“ไม่มีอะไร เมื่อคืนเขารถเสีย กูก็แค่ไปช่วยพาเขากลับบ้าน”

“แต่รูปมันไม่ใช่ไง”

ชานยอลผ่อนลมหายใจ ไม่โทษเพื่อนที่คิดไกลเพราะรูปมันก็ชวนให้คิดสรตะจริง ๆ “เขาเมา”

“คนเมาเหี้ยไรถ่ายรูปได้ขนาดนี้ก่อน”

คยองซูชบเขี้ยวเคี้ยวฟัน หัวร้อนทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เคยเป็นแฟนกับยัยนั่น แชยองคือผู้หญิงคนเก่าที่ชานยอลทุ่มเทให้หมดหน้าตักเหมือนคนเสียสติ ไม่ว่าจะเป็นความรัก ความเอาใจใส่ ทรัพย์สิน ตลอดจนถึงเงินทองมากมาย กระทั่งเลิกรากันไปแล้วเพราะสาวเจ้าปันใจให้คนอื่นยังยอมตามง้อไม่หยุด

เขาไม่เคยเข้าใจเลยว่าเธอมีดีอะไรนักหนา นอกจากสวยแล้วก็ไม่เห็นว่าจะโดดเด่นไปทางไหน ใคร ๆ เขาก็รู้กันว่ายายนั่นคือปลิงดูดเลือด แฟนเก่าทุกรายล้วนเป็นชายหนุ่มที่สมบูรณ์พร้อม ทั้งหน้าตา ฐานะทางการเงิน เพื่อถีบส่งให้เจ้าหล่อนเชิดหน้าชูคออยู่ในสังคมไฮโซได้ แล้วที่ไปมีใหม่นี่ก็เพราะว่าเขายอมจ่ายได้มากกว่าโดยไม่ต้องคอยให้ครอบครัวอนุมัติอย่างชานยอลมัน ผู้หญิงอย่างนี้ต่อให้ประเคนใส่พานพร้อมเงินทองกองท่วมหัว คยองซูยังเลือกจะปฏิเสธ

แล้วทั้ง ๆ ที่ชานยอลพ้นจากวงจรอุบาทว์นั้นมาเจอกับพี่แบคฮยอนที่มีดีกว่าแชยองในทุกด้าน เหตุใดอีกฝ่ายจึงกลับไปพัวพันกับยายนั่นอีก เมาเหรอ? เหอะ โกหกหน้าด้าน ๆ คนเมาที่ไหนหามุมถ่ายภาพให้ตัวเองออกมาดูดีถึงเพียงนี้ได้? นี่มันคือการประกาศตัวทางอ้อมชัด ๆ ทำไมชานยอลถึงมองไม่ออก ตาก็ไม่ได้บอดเสียเมื่อไร

“มึง ดี ๆ ยังไงนั่นก็ผู้หญิง”

“ผู้หญิงก็เหี้ยได้ ยิ่งเมียเก่ามึงนะ อย่าให้กูพูดเลย เดี๋ยวจะถูกหาว่าหน้าตัวเมียเปล่า ๆ”

คยองซูล่ะอยากจะปาโทรศัพท์ใส่หน้าไอตัวดีนัก การเป็นสุภาพบุรุษมันก็ดีอยู่หรอกนะ แต่ขอเลย ใช้ให้ถูกคนถูกเวลาหน่อยเถอะ วีรกรรมความเลวร้ายของคุณเธอยาวเป็นหางว่าวขนาดนี้ยังอยากจะให้เกียรติกัน ถามว่ามีสักครั้งไหมที่ชานยอลได้รับการปฏิบัติอย่างนั้นจากยายนั่น

“มึงคุยกับพี่ตัวเล็กอยู่ไม่ใช่เหรอ ทำแบบนี้กับเขาไม่ได้นะเว้ย”

จงอินผสมโรงด้วยอารมณ์ขุ่นข้องไม่ต่างกัน ยิ่งพอได้รู้จักพี่หมวยมากขึ้นจากการแวะเวียนไปหาเพื่อนที่บ้านเพื่อทำงานตามคำสั่งของครูผู้สอน ยิ่งรู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่ควรถูกทำให้เจ็บช้ำน้ำใจ ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

“กูยังไม่ได้ทำอะไรเลย”

ผู้หญิงคนเดียว เมา รถเสียอยู่บนทางเปลี่ยว แฟนก็ไม่สนใจใยดี จะเรียกรถสาธารณะสมัยนี้ก็ออกข่าวเรื่องโรคจิตโครมคราม เขาไม่ได้ลำบากมากมายในการพาตัวเองไปที่นั่นเลยยอมตอบรับคำขอของแฟนเก่าที่กำลังตกที่นั่งลำบาก

“แล้วมึงบอกพี่เขาหรือยังว่ามันเกิดอะไรขึ้น”

“กูไม่ได้บอก”

“รออะไร?”

จงแดยอมหยุดมือที่กำลังเขียนสรุปเพื่อมองหน้าเพื่อนสนิทหลังจากได้ฟังคำตอบซึ่งรังแต่จะทำให้หงุดหงิดใจ ทำไมเขารู้สึกว่าอะไรต่อมิอะไรระหว่างชานยอลและพี่ตัวเล็กมีแต่ความคลุมเครือเต็มไปหมด ความสัมพันธ์ยังไม่ทันมีชื่อเรียกชัดเจน แฟนเก่าก็หวนกลับมาราวกับรู้ว่าทุกสิ่งกำลังเป็นไปด้วยดี เขากล้าพูดเลยว่าหลังจากนี้จะมีแต่เรื่องวุ่นวาย ตราบใดที่ชานยอลยังทำตัวอย่างนี้

“มันก็ไม่ได้สำคัญ จะไปจุดชนวนให้ทะเลาะกันทำไม”

“แค่มึงคิดแบบนี้ก็เป็นบ่อเกิดของการมีปากเสียงแล้วชานยอล”

จงแดพรูลมหายใจ

“กูไม่ได้จะสั่งสอนมึงหรอกนะ เพราะตัวเองก็ไม่ได้มีประสบการณ์เรื่องความสัมพันธ์มากมาย แต่กับไอ้เรื่องง่าย ๆ อย่างความชัดเจนอะชานยอล มึงน่าจะคิดเองได้”

ชอบกันแต่ไม่คบกันสักที จงแดไม่เข้าใจ สถานะไม่ใช่เชือกผูกคอเสียหน่อย ทำไมชานยอลถึงทำเหมือนมันอันตรายหนักหนา? ทั้ง ๆ ที่ผ่านมาก็มอบให้ผู้หญิงทุกคนได้

“จากที่กูฟัง ๆ มา แล้วไหนจะซีนหวานแหววในไอจีมึง มันไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่มึงจะปล่อยให้มันคลุมเครืออย่างนี้ อยู่กับพี่เขาชีวิตมึงโคตรดี ไม่เคยเข้าร้านเหล้าอีกเลย เงินทองก็ไม่ต้องเสียไปกับข้าวของแบรนด์เนมแพง ๆ ที่ไม่ได้อยู่ประดับบารมีมึงด้วยซ้ำ ที่บ้านมึงก็ไม่ติดเรื่องกำพืดหรือสถานะอะไรนั่น แล้วมึงรออะไร”

ที่จริงแล้วจงแดก็ไม่ได้อยากดูเป็นผู้ชายหน้าตัวเมียที่ตั้งแง่กับผู้หญิงตัวเล็ก ๆ แต่กับแชยองนี่มันเกินจะทนจริง ๆ ทั้งปอกลอก หลอกลวง สารพัดมารยา ทั้งหมดทั้งมวลนั้นเพื่อรีดเงินชานยอลมาปรนเปรอตัวเอง

“อยู่แบบนี้มันก็ไม่ได้แย่ มึงเข้าใจไหม ถ้าคบกันแล้วไปไม่รอด ต้องเลิก กูเหลืออะไรล่ะ”

ชานยอลไม่ได้ใจโลเล หลังจากห่างกับแชยองแล้ว เขาก็ไม่ได้มีความรู้สึกพิศวาสลึกซึ้งกับเธออีก เรื่องเมื่อคืนล้วนเป็นจิตสำนึกของมนุษย์ที่ดีคนหนึ่งเท่านั้น แบคฮยอนสำคัญเหนือใคร อีกฝ่ายทำให้เขารักตัวเองเวลาที่เราได้ใช้เวลาร่วมกัน และนั่นเป็นความโชคดีที่ชานยอลปล่อยให้หลุดมือไปไม่ได้

ชานยอลรู้ว่าที่จริงแล้วตัวเองคือผู้ชายนิสัยไม่ดีที่ไม่อยากเสียอีกฝ่ายไปไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ แบคฮยอนอาจคิดว่าตัวเองเป็นลูกไก่ในกำมือคู่นี้ แต่เขาเองก็ไม่ต่างกันนัก ใช่ว่าชานยอลจะไม่เข้าใจเสียหน่อยว่าที่ทุกสิ่งเป็นไปตามครรลองความปรารถนาล้วนเกิดขึ้นได้เพราะพี่เขายอมให้ทั้งสิ้น แล้วถ้าเกิดว่าวันหนึ่งเด็กคนนี้ไม่น่ารักอีกต่อไปแล้วล่ะ? ถ้าช่วงเวลาแห่งการยินยอมมันสิ้นสุดลงทั้ง ๆ ที่เขาไม่ต้องการ? ปาร์ค ชานยอลจะทำอย่างไร?

“ถ้ามึงอยากมีเขาอยู่ตลอดไปมึงก็ทำให้มันรอดดิ เรื่องแค่นี้อะชานยอล ถ้ามึงรักและตระหนักถึงความสำคัญของเขามากพอ มึงจะไม่ต้องมากังวลเหี้ยอะไรเลย”

“ชานยอล”

ยังไม่ทันที่ประเด็นเรื่องความสัมพันธ์อันยุ่งเหยิงจะถูกสะสาง ปัญหาที่กลุ่มเพื่อนของชานยอลต่างหวาดกลัวก็ปรากฏตัวขึ้นราวกับรู้ว่าตนกำลังถูกนินทา

“แชยอง”

หญิงสาวในชุดนักศึกษาวาดยิ้ม ถือวิสาสะหย่อนสะโพกจับจองที่ว่างอันน้อยนิดข้างกายชายร่างสูงใหญ่ ฝ่ามือสอดกอดท่อนแขนซึ่งเต็มไปด้วยมัดกล้ามอย่างสนิทสนม ปฏิบัติตัวราวกับตนไม่ใช่คนเดียวกันกับที่เคยหมางเมินและเหยียดหยามอีกฝ่ายว่าไม่คู่ราคา

“เราจะมาขอบคุณเรื่องเมื่อคืนน่ะ ถ้าไม่ได้ชานยอลต้องแย่แน่เลย”

“ไม่เป็นไร”

แม้จะรู้สึกอึดอัดกับความใกล้ชิด แต่ชานยอลก็ไม่ได้ผลักไสเธอออกไป อาจเป็นเพราะแชยองเป็นผู้หญิง หรือไม่ก็เพราะเราเคยมีช่วงเวลาดี ๆ ต่อกันในอดีต

“ให้เราเลี้ยงข้าวเป็นการตอบแทนนะ”

หญิงสาวรบเร้า เบียดเนื้อตัวจนแทบจะขึ้นไปเกยตักของแฟนเก่า ท่ามกลางสายตาตำหนิของสักขีพยาน แชยองแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเพราะไม่คิดว่าคนเหล่านั้นสำคัญกับเธอ

“มันกินมาแล้ว ไม่ต้องลำบากหรอก”

“เราถามชานยอลจ้ะ ไม่ใช่คยองซูนะ”

ดูเอาเถอะว่าร้ายน้อยเสียที่ไหน จีบปากจีบคอพูดยังไม่พอ ซ้ำยังประดับใบหน้าด้วยรอยยิ้มเสแสร้ง คยองซูกลอกตา ผ่อนกระแทกลมหายใจบอกให้ทุกคนรู้ว่าตนเองกำลังเคืองขุ่น ส่วนเพื่อนคนอื่น ๆ ก็คล้ายกับว่ากำลังระอิดระอาจนไม่อยากเอ่ยปาก ชานยอลตระหนักถึงความกดดันในบรรยากาศ เขาเลยไม่อยากทำให้ทุกคนอึดอัดใจ

“ไม่ดีกว่าแชยอง เดี๋ยวเราต้องขึ้นเรียนแล้ว”

“ถ้าอย่างนั้นแค่กาแฟก็ได้นะ ร้านอยู่ใกล้แค่นี้เอง”

แม้เลือกจะบ่ายเบี่ยงไปแต่แชยองก็ยังไม่เลิกรา หากปล่อยไว้อย่างนี้คงไม่เป็นอันต้องทำอะไร เพราะแต่ไหนแต่ไรแชยองก็เป็นคนเอาแต่ใจ อยากได้อะไรก็ต้องได้อยู่เป็นทุน 

“ถ้าแค่กาแฟก็ได้”

ยอมตกปากรับคำเพื่อจบประเด็น ซึ่งนั่นทำให้สาวเจ้าวาดยิ้มกว้าง รีบร้อนฉุดรั้งให้ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ผุดลุกขึ้นยืนเพื่อเดินตามไปยังร้านกาแฟที่อยู่ไม่ไกลจากตำแหน่งปัจจุบันสักเท่าไร

“กูไปด้วย อยากกินกาแฟ”

แต่ยังไม่ได้ขยับไปไหนไกล คยองซูซึ่งขึงใบหน้านิ่งก็ผุดลุกขึ้นยืนด้วยอีกราย ตามมาด้วยสองคิมที่รู้หน้าที่ของตนดี ตอนนี้จะเหลือก็แต่เซฮุนที่ไม่ได้อยากเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นกำแพงกีดกันชานยอลจากแชยอง เลยไม่ยอมลุกขึ้นยืนเสียที

หากการแสดงเจตนารมณ์ของผู้ชายเพียงสามคนก็มาพอที่จะทำให้แชยองรู้สึกไม่พอใจได้ หญิงสาวกลอกตาชั่ววินาที รอยยิ้มที่เคยเหยียดกว้างอย่างเป็นสุขเคลือบแฝงไปด้วยความฝืดฝืนเต็มทน

“เซฮุน ลุกเร็ว”

คนถูกกระตุ้นผ่อนลมหายใจ ยอมลุกขึ้นยืนอีกรายอย่างเสียไม่ได้ ที่สุดแล้วการยกทัพไปร้านกาแฟจึงเกิดขึ้น คยองซูรู้สึกหงุดหงิดตลอดเวลาที่แชยองทำตัวสนิทสนมกับชานยอลจนเกินงาม เธอไม่อายสายตาเพื่อน ๆ ในมหาวิทยาลัยเลยสักนิด รู้อยู่หรอกนะว่าไอ้การไม่สนไม่แคร์ใครมันเป็นนิสัยส่วนตัว แต่ควรจะมีสักหน่อยไหมล่ะ เพราะตัวเองก็ใช่ว่าจะไม่มีพันธะเสียเมื่อไร

แค่ความสันพันธ์กับถุงเงินถุงทองคนล่าสุดสั่นคลอนนี่ถึงกับต้องแล่นกลับมาหาไอ้ชานยอลมันเลยหรือยังไง

ผู้หญิงสมัยนี้...

“อเมริกาโน ทูช็อต เหมือนเดิมนะชานยอล”

ชานยอลผงกศีรษะรับเมื่อถูกลากมายืนอยู่ตรงหน้าเคาน์เตอร์ ปล่อยให้แชยองเอ่ยสั่งเมนูเครื่องดื่มกับพนักงานด้วยเสียงสดใส ก่อนกลุ่มเพื่อนจะลงมือกระทำการอย่างเดียวกัน ทว่าด้วยอารมณ์ที่เคืองขุ่นกว่า ความพลุกพล่านของลูกค้าทำให้เราต้องใช้เวลาอยู่ภายในนั้นพักใหญ่ หญิงสาวเพียงคนเดียวที่ไม่เข้าพวกสร้างบทสนทนาเกี่ยวกับเรื่องตัวเองอย่างไม่สนใจสถานการณ์ใด กระทั่งได้รับเครื่องดื่มแล้วก็ยังไม่เลิกรา

“อร่อยไหม?”

“อือ”

“ดีใจจังที่ชานยอลชอบ”

คยองซูที่กำลังดูดชาเขียวเย็นระงับไฟบนศีรษะได้ยินดังนั้นจึงกลอกตาซ้ำ เห็นยืนสั่งอยู่ตรงนี้ ใช่ว่าเข้าไปทำด้วยเสียเมื่อไร ดีใจอะไรเกินหน้าเกินตา

“เราโดนเพื่อนไลน์ตามแล้ว คงต้องไปก่อนนะ” แชยองว่าด้วยความเสียดายหลังจากยกโทรศัพท์ขึ้นมาดู เธอขาดวิชานี้ไม่ได้อีกแล้ว ต่อให้อยากอยู่กับชานยอลมากเพียงไรก็คงต้องกลับไปเข้าคลาส “เออนี่ ชานยอลยังใช้ไลน์เดิมอยู่หรือเปล่า บล็อกเราไปแล้วหรือยังเนี่ย?”

“อือ ก็ยังใช้ไลน์เดิมนั่นแหละ”

“อื้อ ถ้าอย่างนั้นคืนนี้เดี๋ยวเราไลน์ไปหานะ ตอบด้วยล่ะ จะรอ”

เมื่อหญิงสาวส่วนเกินเพียงคนเดียวในกลุ่มเดินจากไป คยองซู จงอิน และจงแดจึงไม่มีเหตุผลให้บิดเบือนอารมณ์บนใบหน้าอีก ทุกคนผ่อนลมหายใจด้วยความเหนื่อยหน่าย มีก็แต่เซฮุนที่สงวนกิริยาเหมือนอย่างเคย 

“แม่ง หน้าด้าน หน้าด้าน หน้าด้าน”

ไม่สิ ต้องบอกว่าคยองซูกระแทกลมหายใจ หนักหน่วงยิ่งกว่าใคร หัวร้อนจนดูดชาเขียวทีเดียวหมดแก้ว แล้วก็หันมากระแทกเสียงใส่ ไม่บ่อยหรอกที่จะเห็นอีกฝ่ายเม้งแตกอย่างนี้ แต่ทางที่ดีไม่เห็นนั่นล่ะปลอดภัยที่สุดแล้ว

“มึงก็อีกคน ทำไมไม่ตีตัวออกห่าง ปล่อยให้เมียเก่ายืนเอานมเบียดอยู่นั่น”

“กูไม่มีเหตุผลอะไรให้ทำไม่ดีกับเขานี่”

“ไอ้เหี้ยชานยอล”

“นี่มึงฟังสิ่งที่ตัวเองพูดบ้างไหมเนี่ย”

คิม จงอินถึงกับกุมขมับ นึกอยากจะบ้าตายให้ได้กับคำตอบดังกล่าวนั้น

“ขนาดกูไม่ได้มีอดีตกับแชยอง กูยังสามารถร่ายความเลวร้ายของผู้หญิงคนนี้ได้มากกว่าพันข้อเลย”

ชานยอลมีสีหน้าลำบากใจ “กูสับสนว่ะ”

“สับสนอะไร”

“กูชอบเขา แต่กูก็ไม่อยากปฏิเสธแชยอง...ขนาดนั้น”

นี่มันผิดมหันต์ นี่มันไม่ควรเกิดขึ้น แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่ชานยอลยับยั้งได้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสารเคมีในสมองประเภทไหนเขาถึงเสียสติอย่างนี้ แบคฮยอนเป็นคนที่แสนดี ยอมทำเพื่อเขาทุกสิ่งอย่าง หากเทียบกับแชยองที่เคยทรยศหักหลังกันหน้าตาเฉยนี่เรียกได้เลยว่าทิ้งห่างไม่เห็นฝุ่น

หากทั้งหมดนั้นเป็นเพียงแค่อดีต

ชานยอลยังจำความเจ็บปวดเหล่านั้นได้ ขณะเดียวกันความสุขก็ไหลบ่า เขาเคยกระเสือกกระสนที่จะได้แชยองกลับคืนมา และวันนี้ดูคล้ายกับว่าความหวังอันริบหรี่จะมีแสงวูบวาบให้ชื้นใจ นั่นเป็นสัญญาณว่าเธอยังมีความสำคัญอยู่ใช่หรือไม่? แต่ในขณะเดียวกันแบคฮยอนก็ไม่ได้ถูกลดทอนสิ่งใดลงไปเลยสักนิดเดียว 

“โอ๊ย ไอ้ควาย”

ไอ้ควายของคยองซูถอนหายใจเฮือก “มึงก็รู้ว่ากูรักแชยองมาก”

“ไม่ กูว่ามึงโง่ มันทำกับมึงขนาดนั้นแล้วยังจะรักมันลงอีกเหรอชานยอล รู้ไหมว่าคนที่สติดี ๆ เขาไม่ทำกันหรอกนะ”

อยากจะควักสมองออกมาล้างให้มันรู้แล้วรู้รอด เผื่อไอ้บ้านี่จะฉลาดขึ้นบ้าง มีอย่างที่ไหนผู้หญิงเขาทิ้งไปหาผู้ชายอื่นแล้วยังหลงรักหัวปักหัวปำ หูหนวกตาบอดเห็นอาจมเป็นแท่งทอง พี่แบคฮยอนดีแค่ไหนไม่สำนึก โลเลอย่างนี้สักวันหนึ่งเขาทิ้งไปคงรู้สึกเองว่าอะไรเป็นอะไร

“ถ้ามึงอยากจะกลับไปให้มันสวมเขา รีดเงิน เลือด เนื้อ ก็เชิญตามสบาย กูเตือนมึงแล้ว แต่ขอเลย แค่อย่างเดียว ถ้ามึงเลือกแชยอง ไปบอกพี่เขาให้เรียบร้อย อย่าสันดานเหี้ยขนาดหายไปจากชีวิตเขาเฉย ๆ หรือริอาจจับปลาสองมือเป็นอันขาด”

คยองซูชี้หน้าคู่กรณี ว่าด้วยน้ำเสียงเอาจริงเอาจัง บ่งชี้โดยนัยว่าหากชานยอลฝ่าฝืนคำสั่ง เขานี่ล่ะที่จะลงมือทุบหลังมันจนกว่าจะหักด้วยตัวเอง

“เพราะพี่เขาดีและมีคุณค่าเกินกว่าจะมาจมปลักอยู่กับคนเหี้ย ๆ อย่างมึง”

 

*********

 

“พี่ เลื่อนไปไม่ได้จริง ๆ เหรอ”

ชานยอลทำหน้าเศร้าซึมเหมือนหมาถูกเจ้าของทิ้ง สองแขนโอบรัดเอวบางในจุดจอดรถที่ลับสายตาผู้คน ขณะพี่ชายตัวเล็กในอ้อมแขนซึ่งมีสภาพแปลกตาคลี่ยิ้มอ่อนใจประดับใบหน้า

หลังจากตัดสินใจว่าจะออกจากงาน แบคฮยอนก็ใช้เวลาหนึ่งเดือนสะสางหน้าที่ในร้านสะดวกซื้อตามสัญญาจ้าง แน่นอนว่าทุกคนในสาขาไม่อยากให้เขาจากไป แต่เพราะชีวิตต้องก้าวไปข้างหน้า แบคฮยอนเลยให้สัญญาว่าจะพยายามกลับมาเยี่ยมเยียนเมื่อว่างเว้นจากงานแทน

เขาถูกเรียกเข้ามาพบกับผู้สนับสนุนความก้าวหน้าในครั้งนี้ พร้อมทั้งยังต้องคุยกันเรื่องสัญญาจ้างและรายละเอียดของงาน ซึ่งเพราะเลื่อนผัดท่านมานานแล้วเลยต่อเวลาไปอีกไม่ได้ ถึงแม้พ่อแม่ของชานยอลจะเพิ่งเปลี่ยนกำหนดการลงเครื่องกลับมาเยี่ยมเยียนลูกชายจากเมื่อราว ๆ สองสัปดาห์ก่อนมาเป็นวันนี้ก็ตาม 

“ผมอยากให้พี่เจอพ่อกับแม่ แล้วก็ไปกินข้าวด้วยกัน”

“มันเป็นธุระเรื่องงานน่ะชานยอล เข้าใจเรานะ ฝากขอโทษท่านด้วยที่ต้องเสียมารยาทแบบนี้ แต่เดี๋ยวเย็นพอเสร็จเรื่องเราสัญญาว่าจะเข้าไปหาท่านนะ”

แบคฮยอนประคองแก้มของเด็กยักษ์ให้ศีรษะของอีกฝ่ายส่ายไปมาเบา ๆ ไม่รู้เลยสักนิดว่าชานยอลจะงอแงทำไม ก่อนจะขับรถมานี่ก็ตกลงกันเข้าใจแล้วว่าอย่างไรทุกคนจะได้พบกันพร้อมหน้าแน่ แค่ยืดเวลาออกไปสักหน่อยเพราะแบคฮยอนมีธุระต้องทำก่อน

“ให้ผมมารับไหม?”

“ไม่เป็นไร ชานยอลอยู่กินข้าวกับพวกท่านเถอะ กว่าจะได้เจอกัน เลื่อนแล้วเลื่อนอีกเนี่ย”

“อือ แต่ตอนเย็นต้องมานะ”

“อื้ออออ รู้แล้ว”

“แล้วตกลงจะไม่บอกผมจริง ๆ เหรอว่าได้ทำงานอะไร”

คนตัวเล็กผละออกจากอ้อมแขนแข็งแกร่ง คืนหมวกที่ตัวเองเคยยืนกอดเอาไว้ให้เจ้าของ ก่อนส่ายศีรษะปฏิเสธจนเรือนผมซึ่งถูกเซ็ตมาเป็นอย่างดีปลิวกระจาย

“ก็บอกแล้วไงว่าเป็นเซอร์ไพรซ์ ตื๊อมาเป็นเดือน เลิกงอแงได้แล้ว”

คนถูกกล่าวหาฉวยโอกาสในระหว่างที่คู่สนทนาเผลอไผลกดจมูกหอมพวงแก้มนุ่มดังฟอดใหญ่

“นี่!”

“ราคาสำหรับการหยุดงอแง” เขาว่าพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์เหมือนอย่างเคย “สู้ ๆ นะ ผมจะรอดูความสำเร็จของพี่”

“เจอกันตอนเย็นนะ”

ทิ้งท้ายเอาไว้เท่านั้น แบคฮยอนก็เดินหันหลังทิ้งระยะห่างจากพลขับคนสำคัญ เดินตรงเข้าสู่ทางเข้าตามคำแนะนำของเพื่อนสนิทที่เล่นกันมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก ก่อนแยกย้ายกันเข้ามหาวิทยาลัย ซูยองถูกส่งไปเรียนเมืองนอกพักใหญ่ ศึกษางานและประสบการณ์จนเชี่ยวชาญแล้วจึงกลับมาตั้งรกรากที่บ้านเกิด พัฒนาอุตสาหกรรมของครอบครัวจนโด่งดัง แบคฮยอนเจียมตัวเหลือเกินว่าเขาอยู่คนละชั้นกับอีกฝ่าย แต่กระนั้นแล้วก็ไม่เห็นทางเติบโตใดที่จะทำให้ตัวเองบรรลุเป้าหมายเท่าหวนกลับไปตอบรับข้อเสนอที่เธอเคยให้ไว้เมื่อหลายปีก่อน

ตอนแรกก็ลังเลว่าเธอจะจำกันได้หรือไม่ หากทันทีที่ต่อสายไปพร้อมแจ้งว่าตัวเองเป็นใครก็ถูกกรี๊ดใส่หู ซูยองแทบจะเหาะมาหาแบคฮยอนแล้วถ้าเป็นไปได้ เธออยากให้เขาลาออกจากงานเสียเดี๋ยวนั้น อาสาจะจ่ายเงินชดเชยให้เองด้วยซ้ำ แต่เขาคัดค้านและขอสะสางงานเก่าให้เสร็จก่อนเพราะไม่อยากทนอยู่กับความรู้สึกของผู้ไม่มีความรับผิดชอบตลอดไป

ซูยองวางแผนอนาคตให้แบคฮยอนจนเสร็จสรรพ ขยายมันให้ใหญ่โตขึ้นเมื่อเขาเอ่ยถึงเป้าหมายด้านสังคมที่ตัวเองต้องการเปลี่ยนแปลง เธอใช้เส้นสายที่ตัวเองมีติดต่ออะไรต่อมิอะไรเอาไว้เรียบร้อยแล้ว เพียงแค่แบคฮยอนเข้าไปอ่านและเซ็นสัญญาก็พร้อมเริ่มต้นใหม่ทันที

“แบคฮยอน!”

“ซูยอง เป็นผู้หญิง อย่าวิ่งสิ”

แบคฮยอนตำหนิหญิงสาวที่วิ่งตรงเข้ามาหา รับกอดเธอเอาไว้อย่างอ่อนอกอ่อนใจ

“ไม่รู้ ไม่ฟัง ฮื้ออออ คิดถึงที่สุดเลย ผอมลงใช่ไหม ไม่นุ่มฟูเหมือนแต่ก่อนเลย”

เธอผละออกมาจ้องหน้าเพื่อนสนิทวัยเด็กชัด ๆ ตอนได้ยินเสียงแบคฮยอนพูดชัดว่าดีใจแล้ว แต่พอได้เจอหน้า ความรู้สึกนั้นยิ่งท่วมท้นทวีคูณ ในที่สุดเราก็จะได้ทำงานร่วมกันสักที ซูยองคิดว่าจะหมดหวังเสียแล้วก่อนหน้านี้ เพราะข้อเสนอของเธอถูกอีกฝ่ายดองเอาไว้ตั้งหลายปีดีดัก

“อ้วนจะตาย เอาอะไรมาผอม ดูแก้มสิ”

“เล็กนิดเดียวเอง ต้องกินเยอะ ๆ นะ เนี่ยเดี๋ยวมาอยู่กับเรา เราจะขุนเช้ากลางวันเย็น เอาให้แก้มแตกเลย”

“ถ้าแก้มแตกแล้วเราจะทำงานให้ซูยองได้ยังไงเล่า”

“เด็กพี่ซูยองซะอย่าง ใครจะว่าอะไร มีปัญหามาเคลียร์กันตัว ๆ เลย”

ซูยองทำหน้าขึงขัง แสดงออกอย่างชัดเจนว่าเธอหมายความตามที่บอกจริง ๆ หญิงสาวลากดึงเพื่อนสนิทตัวน้อยออกมาจากลิฟต์ เดินต่ออย่างมั่นคงผ่านพนักงานนับสิบตรงเข้าสู่ห้องรับรองขนาดย่อม 

“นี่ จริง ๆ เรามีเซอร์ไพรส์ให้แบคฮยอนด้วยนะ รับรองว่าต้องชอบแน่”

“หือ อะไร?”

คำถามนั้นไม่ได้ถูกตอบรับด้วยวัจนภาษา แต่ทว่ามาในรูปแบบที่มีตัวตนครบถ้วนทั้งรูป รส กลิ่น ตลอดจนถึงเสียงพูด

“เจอตัวสักทีนะ”

“คุณท่าน...”

แบคฮยอนเกิดอาการตระหนกในตอนนั้น แต่เพียงชั่วครู่เขาก็ดึงสติสัมปชัญญะกลับคืนมาได้ ชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยจากครั้งสุดท้ายที่ได้พบกัน เวลามีแต่จะทำให้เขาดูมีภูมิฐานมากขึ้นเท่านั้นเอง

“เรียกคุณป๋าอย่างซูยองเขาสิ”

“คุณป๋า”

ยอมโอนอ่อนผ่อนตามอย่างไม่มีข้อแม้ใด พอถูกซูยองรุนหลังให้เดินไปข้างหน้า สองขาก็ก้าวตรงเข้าหาคุณป๋าราวกับถูกตั้งโปรแกรมเอาไว้ล่วงหน้า ฝังร่างกายภายในอ้อมแขนที่เปิดอ้าโดยดุษฎี

“กลับมาพูดชัดแล้วน่าเอ็นดูนะ แต่จริง ๆ ไม่ว่าจะตอนนั้นหรือตอนนี้ป๋าว่ามันก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไรหรอก เพราะวิธีการสื่อสารของหนูไม่ได้เปลี่ยนเนื้อแท้เสียหน่อยนี่ ใช่ไหม?”

คนตัวเล็กพยักหน้ารับขณะถูกผู้ใหญ่ลูบศีรษะ ความใจดีของคนตรงหน้าทำให้เขายิ่งรู้สึกผิดที่ประวิงเวลายิ่งขึ้นไปอีก

“ผมขอโทษนะครับที่ทำให้คุณป๋ารอนาน ขอบคุณมาก ๆ นะครับที่ยังเมตตาให้โอกาสผม”

“พูดอะไรอย่างนั้นล่ะ ก็คุยกันรู้เรื่องแล้วนี่นาว่าป๋าจะมีที่ให้หนูเสมอ”

รับเอาคำขอโทษดังกล่าวไว้ด้วยรอยยิ้ม ลูบหัวลูบไหล่เด็กที่เห็นมาตั้งแต่เท้าเท่าฝาหอยไปอีกครั้งเป็นการส่งท้าย แล้วจึงพยักพเยิดให้อีกฝ่ายหย่อนกายลงนั่ง

“นั่งก่อนสิ จะได้คุยกันเรื่องงาน”

“นี่สัญญานะ อ่านให้ละเอียดถี่ถ้วน ไม่พอใจตรงไหนก็บอกป๋านะ จะได้ปรับแก้กันไปให้สบายใจทั้งสองฝ่าย – ซูยองดูแลแบคฮยอนด้วย เดี๋ยวป๋าต้องขึ้นไปดูงานข้างบนก่อน อีกสักพักจะลงมา แล้วเราค่อยไปทานข้าวด้วยกัน จะได้อัพเดทเรื่องชีวิตช่วงที่เราทุกคนหายไปจากวงโคจรของกันและกันด้วย”

เมื่อส่งมอบสัญญาถึงมือเด็กชายอายุคราวลูก ผู้อาวุโสก็ขอตัวจากไป ปล่อยทิ้งให้แบคฮยอนนั่งอยู่กับซูยองเพียงลำพัง คนที่แม้จะเคยเป็นเพียงลูกจ้างในร้านสะดวกซื้อแต่กลับฉลาดเป็นกรดไล่สายตาอ่านตัวหนังสือยาวเหยียดบนหน้ากระดาษอย่างตั้งอกตั้งใจ ฟังเพื่อนอธิบายเกี่ยวกับรายละเอียดเพิ่มเติมของงาน กฎข้อห้ามบางประการที่เราทั้งสองฝ่ายต่างต้องพึงระลึกเพื่อรักษาผลประโยชน์ ซึ่งทั้งหมดนั้นล้วนเป็นเรื่องที่แบคฮยอนยอมแลกได้ สุดท้ายแล้วร่างเล็กจึงยอมประทับลายเซ็นที่ส่วนท้ายของใบสัญญาหลังจากพิจารณาอยู่ครู่ใหญ่

เสร็จจากนั้นซูยองจึงพาไปเดินชมโดยรอบระหว่างรอให้คุณป๋าเสร็จจากธุระ สภาพแวดล้อมในที่ทำงานใหม่สร้างความไม่คุ้นเคยให้กับแบคฮยอนไม่น้อย แต่กระนั้นแล้วเขาก็คิดว่าตัวเองจะสามารถปรับตัวได้ เพราะอย่างไรเสียก็ไม่ได้มีอุปสรรคด้านการสื่อสารมาเป็นปัจจัยให้ใครตัดสินกันตั้งแต่ยังไม่ได้ทำความรู้จักอีกแล้ว

เมื่อเวลาล่วงเลยมาถึงบ่ายคล้อย แบคฮยอนที่เป็นตุ๊กตาให้ซูยองพาไปไหนต่อไหนก็ได้ฤกษ์ปลดประจำการเพราะคุณป๋าพร้อมแล้วสำหรับกิจกรรมลำดับถัดไป เราโดยสารรถคันหรูจากออฟฟิศหลักทั้งสามรายเพื่อมุ่งตรงสู่ห้างสรรพสินค้าย่านใจกลางเมืองใหญ่ ซูยองออกความเห็นว่าวันนี้เราจะรับประทานสเต็กในภัตตาคารชื่อดัง ซึ่งคุณป๋าเองก็ร่วมเห็นดีเห็นงาม แบคฮยอนเลยไม่อาจดื้อรั้นขัดใจผู้มีพระคุณทั้งสองได้

ยามถึงที่หมายอย่างปลอดภัย ชายหนุ่มถูกยกระดับจากตุ๊กตาเป็นคู่ควงของเพื่อนสาวหน้าตาน่ารัก ในขณะที่สองขาก้าวตรงไปข้างหน้า ผ่านประตูบานเลื่อนอัตโนมัติ แบคฮยอนที่มัวแต่สนใจบทสนทนาจากปากซูยองก็ไม่ทันระวังเนื้อระวังตัว เขาถูกแรงปะทะจากด้านหลังจนร่างกายเซถลา เกือบจะพาซูยองหน้าทิ่มไปอีกรายแล้วหากสองขาไม่แข็งแรงพอ

“โอ๊ย ตาบอดหรือยังไง ส้นรองเท้าฉันหักเลยเนี่ย!”

นั่นไม่ใช่เสียงของซูยอง หากเป็นเสียงของผู้หญิงแปลกหน้า ผู้เป็นต้นตอของแรงปะทะมหาศาลและกำลังผันตัวเองให้กลายเป็นผู้เคราะห์ร้าย ส้นรองเท้าของเธอข้างหนึ่งหักไม่เหลือชิ้นดี ใบหน้าสะสวยสิ้นความงดงามเมื่อมันถูกเคลือบทับด้วยความหงุดหงิดใจ

“พูดอย่างนี้ได้ยังไง เป็นน้องเองไม่ใช่เหรอคะที่มาชนพวกพี่จนหน้าแทบทิ่มกันทั้งคู่เนี่ย?”

“ใส่ร้ายกันซึ่ง ๆ หน้าอย่างนี้เลยเหรอคะ? ก็เห็นอยู่ไม่ใช่หรือว่าฉันเป็นผู้เสียหาย”

“น้องคะ มันไม่เกี่ยวหรอกค่ะว่าใครจะเสียหาย ที่โวยวายนี่หาคนกระทำไม่ใช่เหรอคะ? ถ้าน้องยังยืนยันว่าพวกพี่เป็นคนผิด เห็นทีคงต้องค้นกล้องวงจรปิดกันแล้วล่ะมั้งคะจะได้จบเรื่อง”

ซูยองเองก็ไม่ยอมเหมือนกัน เธอเกลียดนักไอ้พวกทำนิสัยเสียอย่างนี้ ดีไม่ดีจะเป็นพวกมิจฉาชีพทำผิดเองแล้วมาเรียกร้องขอความยุติธรรมพร้อมทั้งค่าเสียหาย

“ซูยอง พอเถอะ”

ผู้ชายเพียงคนเดียวในสถานการณ์ร้องห้าม พยายามลูบไหล่ให้เพื่อนใจเย็นขึ้น เพราะหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ทั้งสองฝ่ายคงไม่พ้นต้องมีเรื่องกันแน่

“แบคฮยอน ไม่ต้องมาห้ามเราเลยนะ”

“ฟังแฟนคุณบ้างก็ได้นะคะ ถึงจะดูซอมซ่อไปหน่อยแต่ก็เป็นคนดี มีความคิดมากกว่าผู้หญิงที่อวดมั่งอวดมี ประโคมแบรนด์เนมทั้งตัวอย่างนี้ หมดกับโรงเกลือไปกี่ร้อยล่ะคะ?”

ยัยเด็กนี่โตมายังไงถึงได้กล้าพูดจากับคนไม่รู้จักอย่างนี้? หน้าตาก็ดีเสียเปล่า “เดี๋ยวนะคะน้อง นี่หลุดประเด็นไปถึงไหนแล้วเนี่ย จู่ ๆ มาดูถูกกันอย่างนี้ไม่มีคนดี ๆ ที่ไหนเขาทำกันหรอกนะคะ”

“ซูยอง เกิดอะไรขึ้น”

เป็นคุณป๋าที่เสร็จจากธุระทางโทรศัพท์แล้วเพิ่งตามมาทีหลังเข้ามาร่วมสมทบเป็นสักขีพยานในสถานการณ์ พอจะอ่านออกว่าสภาพอารมณ์ของทั้งสองฝ่ายเป็นเช่นไร แม้จะยังไม่รู้ต้นรู้ปลายของเรื่องเลยก็ตามที

“คุณป๋า ก็น้องคนนี้น่ะสิคะ ชนซูยองกับแบคฮยอนจนส้นรองเท้าหักเสียเอง แต่มาเรียกร้องขอความรับผิดชอบ แถมยังพูดจาดูถูกกันอีกต่างหาก ”

“เหอะ ยังไม่เลิกพยายามบ่ายเบี่ยงอีกเหรอคะ?”

“เธอนี่ เลิกพูดเหมือนฉันเป็นคนผิดสักทีได้ไหม!”

“ซูยอง”

ผู้อาวุโสห้ามทัพที่กำลังจะเกิดขึ้นโดยการปรามคนของตน ตอนนี้ไม่ว่าใครจะเป็นผู้เสียหายก็ไม่สำคัญอีกแล้วเพราะอารมณ์ร้อนกันทั้งคู่ สู้ไกล่เกลี่ยให้เรื่องมันจบโดยที่ไม่มีปากเสียงต่อหน้าประชาชีให้อับอายไปมากกว่านี้เสียยังดีกว่า

“แต่คุณป๋าคะ—”

“เราเป็นผู้ใหญ่แล้ว ป๋าว่าสงวนกิริยาไว้ก่อนเถอะ – หนูล่ะ ไม่บาดเจ็บตรงไหนใช่ไหม?”

“ไม่ค่ะ”

“ดีแล้วล่ะ แต่รองเท้าเสียหายนี่นะ ถ้าอย่างนั้นให้ป๋าชดใช้ให้แล้วกัน แทนคำขอโทษ แล้วก็อย่าเอาความกันเลยนะ”

“คุณป๋า!”

“ป๋าขอเถอะนะ หงุดหงิดตอนนี้เดี๋ยวจะทานอาหารไม่อร่อยเสียเปล่า ๆ”

“เพราะคุณเป็นคนขอหรอกนะคะหนูถึงยอม”

หญิงสาวปริศนาว่าอย่างเย่อหยิ่ง เมื่อชายวัยกลางคนทรงภูมิฐานเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในสถานการณ์ที่น่ารำคาญใจ เธอก็มีทีท่าอ่อนลงมาก แน่นอนว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะได้คำตอบที่น่าพึงพอใจ

“ขอบใจนะ เราเดินสะดวกไหม? เดี๋ยวไปซื้อรองเท้ากันก่อน ค่อยแยกกัน”

คุณป๋าเป็นสุภาพบุรุษพอที่จะประคองผู้หญิงอายุคราวลูกเดินไปยังร้านขายรองเท้า ซ้ำยังให้เกียรติเธอเลือกยี่ห้อและช่วงราคาเองโดยไม่ได้ทวงถามถึงคู่เก่าที่พังไป ท่ามกลางความรู้สึกหงุดหงิดใจของซูยอง แบคฮยอนเป็นเพียงคนเดียวในเหตุการณ์ที่อมพะนำ เขาทำเพียงแค่รับฟังเสียงบ่นของเพื่อนสนิท จ้องมองคุณป๋าทรีตอิสตรีแปลกหน้าพร้อมความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่าง ดูเหมือนสัญชาติญาณจะทำงานผิดพลาดเพียงเพราะพบกับความคุ้นเคยโดยบังเอิญ

แบคฮยอนสลัดหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่านและเหตุการณ์เลือนรางที่ปรากฏขึ้นมาให้เห็นเป็นฉาก ๆ เฝ้าคอยให้หญิงสาวปริศนาที่พุ่งเข้ามาชนเขาจนเกิดเรื่องซื้อของจนเสร็จสรรพ ก่อนเอ่ยขอโทษแม้ตัวเองไม่ได้มีความผิดเมื่อเธอขอตัวจากไป ในภายหลังเมื่อไม่มีคนนอกแฝงตัวอยู่ในพวกเรา คุณป๋าก็ต้องตามใจซูยองอยู่อีกยกใหญ่เพื่อชดเชยให้กับการไกล่เกลี่ยที่ไม่ได้มอบความยุติธรรมให้คู่กรณีทั้งสองฝ่าย

แต่ซูยองไม่ได้ซื้อของแก้โมโหให้ตัวเองเพียงเท่านั้น ซ้ำยังเผื่อแผ่มาให้แบคฮยอนด้วยอีกราย เธอแค้นที่ผู้หญิงคนนั้นครหาว่าเขาซอมซ่อ ทั้ง ๆ ที่จริงแล้วการแต่งตัวของอีกฝ่ายก็ไม่ได้น่าเกลียด แค่สีของเสื้อผ้าดูไม่สดใสก็เท่านั้น คอยดูเถอะนะ เมื่อไรที่แบคฮยอนได้ทำงานกับเธอจริงจัง แม่จะแต่งองค์ทรงเครื่องให้แซ่บลืมตาย ไม่ว่าจะผู้หญิงหรือผู้ชายก็จะปฏิเสธเพื่อนของเธอไม่ได้อีก!

สูญเสียกันจนพอใจจึงได้ฤกษ์เริ่มมื้ออาหารกันเสียที ระหว่างทางไปยังจุดหมาย จู่ ๆ แบคฮยอนที่กวาดสายตามองบรรยากาศของห้างสรรพสินค้าไปเรื่อยเปื่อยก็หยุดฝีเท้า จุดรวมสายตาทะลุผ่านกระจกใสบานหนาของร้านอาหารสำหรับครอบครัวเข้าไปพบเจอกับคนคุ้นเคยบนที่นั่งสำหรับลูกค้าสี่ถึงหกท่าน ปาร์ค ชานยอล และปาร์ค ยูราอยู่ที่นั่น พร้อมกับผู้ใหญ่อีกสองราย ไม่ต้องเดาก็ตอบได้ว่าเป็นคุณท่านทั้งสองที่เพิ่งกลับมาถึงบ้านเกิดเพื่อเยี่ยมเยียนลูกชายและลูกสาว

แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่แบคฮยอนชะงักงัน ผู้หญิงแปลกหน้าซึ่งเป็นคู่กรณีชนเขาและซูยองจนหน้าแทบทิ่มต่างหากที่ทำให้เขาถูกสาป เธอกำลังแสดงท่าทีสนิทสนมกับชานยอล พูดคุยกับสมาชิกรอบโต๊ะอย่างเป็นธรรมชาติ ก่อนจะหย่อนตัวลงนั่งข้างเด็กหนุ่มที่แบคฮยอนเข้าใจตลอดมาว่าตนเองเป็นเจ้าของ ครอบครองที่นั่งที่อีกฝ่ายบอกว่ามันเป็นของเขา เธอกำลังครอบครองโอกาสในการทำความรู้จักที่เราควรจะทำด้วยกัน

แม้แบคฮยอนจะรู้อยู่กับอกว่าภาพเพียงเท่านั้นไม่อาจเทียบเทียมความจริงจากปากชานยอลได้ แต่เขาไม่อาจยับยั้งความฟุ้งซ่านที่พรั่งพรูออกมาเมื่อส่วนสมองเริ่มจับต้นชนปลายเรื่องเข้าใจผิดบางอย่าง ตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ชานยอลจะกลับบ้านพร้อมกลิ่นน้ำหอมแปลกจมูกทุกครั้ง ไม่รวมคืนนั้นที่หุนหันพลันแล่นออกไป ซึ่งแบคฮยอนเข้าใจว่าเป็นของพี่ยูรา หากมันไม่ใช่ ไม่ใช่อีกแล้วเมื่อเขาเองก็ได้กลิ่นเดียวกันจากเนื้อกายผู้หญิงคนดังกล่าว ไม่ใช่อีกแล้วเมื่อเขาจำได้ว่าพี่ยูราเลือกใช้แต่น้ำหอมที่ปรุงขึ้นมาโดยเฉพาะเท่านั้น เธอไม่เคยเปลี่ยนมัน ฉะนั้นแล้วกลิ่นบนร่างกายกับเสื้อผ้าของชานยอลนั่นจะเป็นของใคร?

คิดในแง่ดีก็อาจจะเป็นเพื่อนผู้หญิงคนอื่น ๆ ในคณะ แต่ต้องอยู่ใกล้ชิดกันขนาดไหนนะถึงมีกลิ่นติดมาอย่างนั้น? หรือถ้าแบคฮยอนเลือกจะเชื่อฟังสัญชาติญาณมากกว่าการปลอบประโลมตนเอง คำใบ้ของความจริงบางส่วนที่ชานยอลไม่เคยสารภาพก็ล้วนปรากฏอยู่ตรงหน้า

ความจริงที่ว่าชานยอลอาจไม่เคยเป็นของเขาเลยแม้เพียงครั้ง

ที่ผ่านมาแบคฮยอนก็แค่คาดหวังว่าเราจะได้รักและซื่อสัตย์ต่อกันจนคำว่าสถานะนั้นไม่ใช่เรื่องจำเป็นอีกต่อไปเพียงฝ่ายเดียว

 

 

*********

ขอโทษที่หายหัวไปนานค่ะ ช่วงนี้ยุ่ง ๆ แถมยังป่วยซ้ำอีก

อากาศเปลี่ยนบ่อย ทุกคนดูแลสุขภาพตัวเองด้วยนะคะ

ออกจากบ้านอย่าลืมใส่แมสก์ พกหมวกพกร่มด้วยเน้อ

#โหม๋

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 31 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

175 ความคิดเห็น

  1. #161 ออมม่า (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 30 กันยายน 2563 / 17:42

    จะด่าใครดี แชยองหรือชานยอล

    #161
    0
  2. #149 มนุษย์ขี้ชิป (@Kkkaewalin) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 8 กันยายน 2563 / 15:00
    แหะๆเราว่าชานยอลเห็นแก่ตัวอะและด้วยความที่เด็กอะเลยทำให้คิดน้อยไป อยากกอดพี่โหม๋เลย🥺
    #149
    0
  3. #148 mamochi (@mamochi) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 8 กันยายน 2563 / 12:46
    สงสารพี่โหม๋ ทำไมชานยอลทำแบบนี้
    #148
    0
  4. #147 paamai (@paamai) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 8 กันยายน 2563 / 02:11
    อ่ะ ชานยอลถ้าลังเลขนาดนี้ก็ปล่อยแบคไปเถอะ ถ้ารักแบคจริงตัวเองจะไม่ลังเลกับเรื่องพวกนี้ และจะไม่แคร์คนอื่นมากกว่าคนที่ตัวเองรัก แต่อย่างว่าไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย งั้นแบคก็มีสิทธิ์ ที่จะไปใช้ชีวิตของตัวเองโดยที่ไม่มีชานยอลได้เหมือนกัน
    #147
    0
  5. #146 ยัยหนูตัวเล็ก (@bambynaeer) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 8 กันยายน 2563 / 01:00
    ชานยอลคือเด็กอ่ะ อายุห่างกันห้าปีแล้วชานยอลก็นังมีนิสัยแบบเด็กๆด้วยทั้งอารมณ์ร้อน ทั้งเอาแต่ใจ โลเลอีกต่างหาก ให้ห่างกันบ้างก็ดีนะ พอแบคทำงานก็แยกๆกันไปไม่ต้องอยู่บ้านชานยอล ชานยอลก็อยากไปหาใครก็ได้ยังไงก็ไม่ใช่แฟนกันอยู่แล้ว
    #146
    0
  6. #145 b728 (@exopat01) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 7 กันยายน 2563 / 23:31
    รุ้สคกว่าพี่โหม๋น่าจะเปนที่ถ้าโกดมากน่าจะหายยาก(รึเปล่า) นายชานยอลนายเตรียมโดนไล่ออกจากประเทดพี่หมวย บ้ายบายค้ะ
    #145
    0
  7. #144 Autumn.Devil (@suju1004) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 7 กันยายน 2563 / 23:06
    เกียมด่าอืพี่ชานยอล สากกะบือพร้อมรบ ถ้ารู๊กชั้นเสียใจนะ คอยดู๊
    #144
    0
  8. #143 Saturnblue (@Saturnblue) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 7 กันยายน 2563 / 22:43
    แบคฮยอนดูแลชานยอลเป็นอย่างดีจะทำอะไรก็นึกถึงชานยอลตลอดแต่ดูสิ่งที่ชานยอลทำกับแบคฮยอนดิสถานะอะไรก็ไม่ให้แถมยังกลับไปคุยกับแฟนเก่าอีก
    #143
    0
  9. #142 Thisisyaniji (@Thisisyaniji) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 7 กันยายน 2563 / 21:15
    แง ถ้าจะเป็นแบบนี้ไม่ต้องมายุ่งกะลูกสาวชั้นเลยนะ อิพี่ชานยอล
    #142
    0
  10. #141 J_kanp (@JeepKannap) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 7 กันยายน 2563 / 20:13
    แงงงงงงงง แชยอง นังงูพิษ!!!!!!! ส่วนชานยอลอ่ะ ไม่ชัดเจนเลย เอาลูกเค้าไปกกไปกอดอยู่ทุกวันไม่ให้สถานะ ยิ่งตอนบอกว่าสับสนนะ คืออยากให้น้อนแบคไปหาคนอื่นที่ดีกว่านี้มากๆ ว่าแต่ทำไมน้อนเเบคเรียกคนนั้นว่าป๋าอ่ะ ทำงานอะไรเนี่ย ขอให้ไม่เป็นอย่างที่คิด ไม่นะไม่ไม่ไม่ไม่
    #141
    0
  11. #140 NiNoonis (@NiNoonis) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 7 กันยายน 2563 / 20:10
    ชานยอลเอาอีกเเล้วนะ 😭
    สงสารพี่หมวยย
    #140
    0
  12. #139 J_kanp (@JeepKannap) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 7 กันยายน 2563 / 20:04
    อ่านชื่อตอนละแบบบบบบย พี่ชานปิดบังอาไยยยย55
    #139
    0