โหม๋ : chanbaek

ตอนที่ 10 : สิ : โหม๋และโจรไร้สถานะ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 275
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 35 ครั้ง
    9 ส.ค. 63


- ตอนเต็มหาได้ในRAW -

 

หยาดน้ำตาของแบคฮยอนเปลี่ยนกลายเป็นเพียงแค่คราบเหลือทิ้งบนผิวแก้มขาวเมื่อรถสองล้อจอดสนิทที่หน้าบ้าน ชานยอลถอดหมวก ดับเครื่อง อมพะนำไม่ยอมพูดจา หอบหิ้วสัมภาระทั้งหมดที่เราซื้อมาเมื่อครู่ล่วงหน้าขึ้นเรือนไปโดยไม่หันมาสนใจกันเลยสักนิ

ความอบอุ่นซึ่งถูกแทนที่ด้วยอากาศยะเยือกเย็นยามค่ำทำให้ร่างน้อยกัดเม้มริมฝีปาก ค่อย ๆ ปีนลงจากเบาะด้านหลัง หลักฐานของความเสียใจถูกกลั่นออกมาอีกครั้งเมื่อรู้สึกว่าอีกฝ่ายจงใจหมางเมินกัน

ถูกชานยอลโกรธเข้าแล้ว โกรธจริงจัง โกรธยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ ...แบคฮยอนจะทำยังไงดี

ร่างเล็กพยายามปลอบตัวเองว่าอย่างไรเสียคืนนี้ก่อนนอนก็ยังมีโอกาสได้ปรับความเข้าใจ เลยฮึบความโศกเศร้าเอาไว้ขณะพาตัวเองขึ้นบ้าน เมื่อเงยหน้ามองแล้วก็เห็นชานยอลเดินสวนทางลงมาพร้อมกับผ้าขนหนูบนไหล่ แบคฮยอนหลีกทางให้อีกฝ่ายไปอาบน้ำแต่โดยดี เผื่อน้ำเย็น ๆ จะช่วยทอนอารมณ์คุกรุ่นลงได้บ้างไม่มากก็น้อย

“กลับมาแล้วเหรอลูก ไปเดินตลาดมาเป็นยังไงบ้าง?”

“แม่...”

แบคฮยอนเรียกมารดาด้วยเสียงอ่อน ตรงเข้าไปหย่อนตัวลงซอนซบหน้าขาของท่าน ปล่อยน้ำตาให้หล่นลงบนผ้าซิ่นโดยไม่คิดปิดบัง แทบจำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่เปราะบางถึงเพียงนี้มันตั้งแต่เมื่อไร

“เป็นอะไรลูก”

ฮวายอนรีบร้อนนั่งหลังตรง หรี่เสียงโทรทัศน์ลงเมื่อเห็นว่าลูกชายมีน้ำตา เธอวางมือบางลงบนเรือนผมของเจ้าตัวน้อย ค่อย ๆ ลูบมันอย่างเชื่องช้า นี่ระยะเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงที่ทั้งสองคนพากันไปเดินเล่นในตลาดนัดมันเกิดอะไรร้ายแรงขึ้นหรืออย่างไร? เมื่อเย็นยังดี ๆ กันอยู่เลยไม่ใช่หรือ?

“ชายอโกร่โน๋”

“แล้วหนูไปทำอะไรให้ชานยอลโกรธ?”

เมื่อครู่นี้คนนึงขึ้นมาทำหน้าบึ้งตึง เอาของมาเก็บแล้วก็ขอตัวไปอาบน้ำ ทีแรกเธอนึกว่าชานยอลหงุดหงิดเพราะอากาศร้อนเสียอีก แต่พอลูกชายมาหาพร้อมน้ำตาและคำสารภาพก็ปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดได้ ทว่าไม่รู้จะช่วยเหลืออย่างไรนอกจากให้คำแนะนำ ปัญหาความสัมพันธ์นี่ต้องปล่อยทั้งสองปรับจูนเข้าหากันเอง

“โน๋ปาคูกะแทอู แล้ถู่ดือปาก่อ ชายอมาเหก็เลอข้าจาผิ”

“อ้าว ถ้าอย่างนั้นทำไมหนูไม่อธิบายให้ชานยอลฟังล่ะลูกว่าเรื่องมันเป็นมายังไง”

“ชายอม่ะฟาโน๋เลอ”

“คงโกรธน่ะสิ เด็กหนุ่มก็อย่างนี้แหละนะ เอาไว้เดี๋ยวต่างคนต่างอาบน้ำอาบท่า ทิ้งระยะให้อารมณ์เย็นเสียก่อนค่อยคุยกันดีกว่าไหมลูก”

“โน๋กลัวชายอม่ะหาโกร่...”

คนพูดสูดจมูก ขดตัวเหมือนกุ้งต้มให้มารดาปลอบโอ๋ ขวัญที่เตลิดไปยังไม่กลับคืนสู่ที่ทางด้วยซ้ำแม้เวลาจะผ่านมาแล้วตั้งพักใหญ่

“คนรักกันชอบกัน จะโกรธกันได้นานสักเท่าไร – เนี่ย แม่ว่านะ เดี๋ยวชานยอลออกมาก็คงพร้อมจะฟังหนูแล้วล่ะ ไม่ต้องร้องไห้หรอกลูก”

ฮวายอนให้กำลังใจ ลูบศีรษะก่อนจับให้ลูกชายลุกขึ้นมานั่งเผชิญหน้า เกลี่ยเก็บหยดน้ำตาออกจากดวงหน้าน่ารักพร้อมรอยยิ้มบาง

“ดูซิ ลูกใครเนี่ย ขี้เหร่จริง ๆ เอาหน้าแบบนี้ไปคุยกับชานยอลได้เหรอ? จะไปอธิบายหรือไปร้องไห้ให้เขาฟัง ฮึ?”

“แม่อะ”

“ค่อย ๆ คุยกันล่ะ แม่ว่ายังไงชานยอลก็รับฟัง แค่หนูต้องเข้าหาให้ถูกจังหวะเท่านั้นเอง”

แบคฮยอนซบไหล่ฟังคำของมารดา ปาดน้ำตาออกจากใบหน้าป้อย ๆ เฝ้าคอยจนกระทั่งหูได้ยินเสียงฝีเท้าหนัก ๆ เดินขึ้นมาจึงพาตัวเองลงไปอาบน้ำบ้าง เขาอ่อนเพลียจนแทบหลับเพราะความเหนื่อยล้าที่เผชิญหน้ามาตลอดทั้งวัน พอเจอของเหลวเย็น ๆ จึงตาสว่างขึ้นมาได้

จัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าจากชุดไปรเวทมาเป็นชุดนอนเนื้อนุ่มสบาย แรงใจเพิ่มพูนตีคู่มาพร้อมสติสัมปชัญญะ แบคฮยอนเชื่อว่าเวลาชั่วระยะหนึ่งจะทำให้ชานยอลใจเย็นลงแล้ว เลยรีบเดินตรงเข้าห้องนอนไป หวังจะได้พูดคุยปรับความเข้าใจ แต่กลับกลายเป็นว่าภายในไม่มีใครทั้งนั้น

ชานยอลหายไปไหน?

พอตรวจดูโดยรอบยังพบอีกว่านอกจากเจ้าตัวแล้ว โทรศัพท์และกระเป๋าสตางค์ก็หายไปด้วยเช่นกัน ในตอนนั้นแบคฮยอนกลัวจับใจว่าชานยอลจะหนีออกไปไหนในสภาวะอารมณ์เคืองขุ่น แต่พอทำหน้าตาตื่นออกมายืนกลางบ้าน ยังไม่ทันถึงชานระเบียงเพื่อชะโงกดูจำนวนรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ คำบอกเล่าของแม่ก็ทำให้เขากระจ่าง ท่านว่าเมื่อครู่ชานยอลมาขออนุญาตปลีกตัวไปนอนที่บ้านสวน แสดงจุดยืนชัดเจนว่าไม่อยากพูดคุยกับใคร พรุ่งนี้เช้าจึงจะกลับมาที่บ้านใหญ่อีกครา

แบคฮยอนเองก็อยากเคารพความปรารถนาของอีกฝ่าย แต่เขาจะไม่ปล่อยให้ระหว่างเรามีเรื่องคาใจค้างคืนแน่ ฉะนั้นแล้วร่างเล็กจึงเดินลงจากบ้านหลังอวยพรให้มารดาหลับฝันดี ก่อนลัดเลาะผ่านสวนเพื่อตรงไปยังกระท่อมหลังเล็ก เห็นตั้งแต่ไกลว่าไฟถูกเปิดอยู่

ถือวิสาสะผ่านประตูเข้าไปด้านในโดยไม่ให้สัญญาณเตือนล่วงหน้า และพบว่าชานยอลนั้นกำลังยืนอัดควันบุหรี่เข้าปอดอย่างไม่กลัวเสียสุขภาพ ดูจากจำนวนก้นกรองแล้วที่อยู่ในมือนั่นคือมวนที่สาม มองเหม่อไปนอกหน้าต่างโดยไม่สนใจเขาเลยแม้แต่น้อย

แบคฮยอนจัดการลงกลอนประตูเสร็จสรรพ ถึงจะมั่นใจว่านั่นคงหยุดชานยอลยามฉุนเฉียวไม่ได้ แต่ใส่เอาไว้ก่อนก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร ระยะห่างเราสองนั้นแสนใกล้แต่กลับไกลเหลือเกินในความรู้สึก ร่างเล็กกลืนเม้มริมฝีปาก เพียงแค่จ้องมองเสี้ยวหน้าดุดันความเคร่งเครียดก็ตีตื้นขึ้นมาจ่อคอหอยอีกครั้ง ฝ่ามือบางชื้นเหงื่อเมื่อริมฝีปากหนายังคงเห็นว่าการพ่นระบายควันออกจากปอดนั้นสำคัญกว่าการสร้างบทสนทนาเพื่อปรับความเข้าใจ

จนกระทั่งหมดมวนที่สามนั่นล่ะถึงเกิดการเคลื่อนไหว ชานยอลดับไฟกับขอบหน้าต่าง จ้องมองแบคฮยอนอยู่ครู่หนึ่งก็พาตัวเองเข้าใกล้ ส่วนสูงที่ต่างกันทำให้เด็กหนุ่มยิ่งดูน่ากลัวในสถานการณ์ซึ่งเต็มไปด้วยความกดดัน

“หลีก”

“ม่ะ”

“บอกให้หลีก”

“ม่ะ!”

ไม่รู้ว่าไปเอาความกล้าจากไหนเสียงแข็งใส่ผู้ชายที่แผ่รังสีดำมืดออกมาไม่หยุด แบคฮยอนแค่ต้องการให้ชานยอลอยู่ด้วยกันเพื่อปรับความเข้าใจ ฉะนั้นแล้วการปล่อยอีกฝ่ายไปจะไม่มีวันเกิดขึ้นในคืนนี้แน่

“จะหลีกดี ๆ หรือจะหลีกด้วยน้ำตา”

ชานยอลขบฟันจนแนวกรามขึ้นสัน ข่มขู่ด้วยเสียงพร่าต่ำตลอดจนถึงแววตา ใบหน้าถมึงทึงขึ้งโกรธ ยิ่งอีกฝ่ายแสดงทีท่าดื้อรั้นใส่ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดใจ นิโคตินที่อัดเข้าไปช่วยอะไรไม่ได้สักนิด

“ถ้ากล้าทาก็อาเลอ! อาสิ ตีราเลอ! จะตีราท่าไรก็ด้า แต่สุท้าแล้ชายอต้อฟา— อื้อ!”

พอถูกท้าทายฟางเส้นสุดท้ายของอารมณ์ก็ขาดผึง ชานยอลผลักแบคฮยอนใส่ประตูจนเกิดเสียงดังตึง ก่อนหยุดถ้อยคำผรุสวาทเหล่านั้นด้วยริมฝีปาก เด็กหนุ่มทั้งบดเบียดและขบกัด ขับเคลื่อนการกระทำโดยแรงปะทุแห่งโทสะ สอดลิ้นรุกไล่ เกี่ยวกระหวัดช่วงชิงลมหายใจในขณะที่ตรึงข้อมือน้อยทั้งสองเอาไว้เหนือหัว

จูบของเขามีแต่ความดุดัน หยาบกระด้าง กระหายอย่างไม่มีที่สิ้นสุด มือหยาบอีกข้างที่ว่างงานเค้นคลึงตามทรวดทรงโองเอวด้วยความจาบจ้วง ห้วงแห่งอารมณ์หลากหลายถูกแสดงออกมาผ่านการกระทำ ยิ่งแบคฮยอนขัดขืนชานยอลก็ยิ่งยัดเยียดความเอาแต่ใจเหล่านั้นให้อีกฝ่ายรับไว้ ไม่ว่าจะอย่างไรหรือด้วยวิธีใด ในท้ายที่สุดอีกฝ่ายจะต้องยอมพ่ายต่อเขาเท่านั้น

แบคฮยอนทำได้เพียงส่งเสียงอึกอักในลำคอ เรือนกายตกอยู่ภายใต้อำนาจการควบคุมของอีกฝ่าย ชานยอลยอมผละออกไปเพียงครู่ก็หลงดีใจว่าอีกฝ่ายจะปรานีกัน แต่ไม่ใช่ มันไม่ใช่ เด็กนี่แค่ต้องการจะขบกัดริมฝีปากล่างของเขาเท่านั้น ซ้ำแรงลงฟันหนักหน่วงมากพอจะทำให้ลิ้นรู้รสสนิมเลือด กลิ่นคาวคลุ้งผสมปนกับกลิ่นควันลอยวนอยู่ปลายจมูกเมื่อชานยอลเริ่มตะโบมจูบอีกครั้ง

ชานยอลช้อนร่างบอบบางขึ้นเข้าเอวอย่างรวดเร็ว สาวเท้าแค่เพียงสองก้าวก็ถึงฟูก เขากดแบคฮยอนลงกับสังเวียนสีขาวสะอาด ไล่ริมฝีปากสัมผัสซอกคอขาวหอมกลิ่นบริสุทธิ์ ฉุดกระชากให้สาบเสื้อนอนแยกออกจากกันเพียงครั้งเม็ดกระดุมก็กระจัดกระจาย แบคฮยอนสะดุ้งผวา หวีดร้องเสียงสั่น หวาดกลัวชานยอลที่ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้านี้ยิ่งกว่าอะไรดี

สติสัมปชัญญะเตลิดพรึงเพริดไปไกลยามปลายนิ้วหยาบกดคลึงยอดอก เบียดบดจนมันขึ้นสีช้ำ ซ้ำชานยอลยังครอบริมฝีปากลงมาดื่มกินมันอย่างตะกรุมตะกราม แบคฮยอนนอนหลังไม่ติดฟูก กรีดครูดปลายเล็บกับผ้าปูไม่รู้ทิศทาง ความรู้สึกใหม่ที่อีกฝ่ายมอบให้ทั้งเป็นสุขทั้งทรมานจนความคิดตบตีกันวุ่นวาย เสียงหายใจขาดห้วงยามตระหนักว่าในอีกไม่ช้ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น ทว่าเขาหยุดมันไม่ได้ ต่อให้พยายามก็ไม่ไหว ชานยอลเหมือนพายุใหญ่ที่มาเพื่อทำลายทุกสิ่งอย่าง

และชานยอลจะโทษว่ามันเป็นเพราะแบคฮยอน

ความผิดของแบคฮยอนคนเดียว

 

*********

 

วาระสุดท้ายของชานยอลรุนแรง เดือดดาล ล้นหลามจนแบคฮยอนแทบรับไม่ไหว เขาพรูลมหายใจยามรอบกายเหลือเพียงแค่เสียงลมหายใจ ยอมคลี่คลายพันธนาการออกจากข้อมือบาง เสยเรือนผมขึ้นไปด้านบนอย่างลวก ๆ ดึงเสื้อนอนชุ่มเหงื่อทิ้งเพราะหงุดหงิดมามากแล้วเป็นทุนระหว่างทำกิจกรรม ก่อนล้มตัวลงนอนทับร่างพี่ชาย ไล่ฟอนฟัดบนเนื้อกายที่ยังหอมกรุ่นเหมือนกับหมาตัวใหญ่ซึ่งติดเจ้าของแจ

“แม่ง อยากกินเข้าไปทั้งตัว”

“ที่ทำไปเมื่อกี้ยังไม่มากพอหรือไง” แบคฮยอนว่าด้วยเสียงเหนื่อยอ่อน

“ไม่พอ กับพี่ไม่มีวันพอหรอก”

ปากว่ามือถึง ชานยอลเป็นเด็กหนุ่มที่เลือดลมยังดี ได้อ้อยอิ่งกับเนื้อแบคฮยอนอยู่พักหนึ่งให้หายใจเป็นปกติ ร่างกายซึ่งเสียดสีกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ปลุกปั่นเพลิงอารมณ์ให้คุขึ้นมาอีกครั้ง

“ไม่ พอ หยุดเดี๋ยวนี้นะชานยอล”

คนตัวใหญ่ไม่ได้โต้ตอบอะไร ซ้ำยังไม่ใส่ใจฟัง ที่แบคฮยอนทัดทานไปทั้งหมดนั่นเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา คนเอาแต่ใจใช้มือหนาลูบไล้ไล่ตามสัดส่วนโค้งเว้าผิดเพศสภาพ ส่วนริมฝีปากก็ขบเม้มซอกคอที่แทบไม่เหลือพื้นที่ว่างให้ประทับรอยซ้ำลงไป ในระหว่างนั้นเจ้าของร่างบางพยายามอย่างมากที่จะผลักไสอีกฝ่ายออกไกล ทว่าไม้ซีกหรือจะไปงัดไม้ซุง

“ชานยอล เราเจ็บ”

แบคฮยอนร้องบอกอย่างน่าสงสาร ข้อมือที่เริ่มเจ็บหนักขึ้นเรื่อย ๆ หมดเรี่ยวแรงขัดขืน เมื่อตระหนักว่าคงสู้อีกฝ่ายไม่ได้แน่แล้วจึงนอนนิ่งปล่อยให้เขานำพา จนต่อชะตาน่าอดสู คิดใจแง่ดีว่าหากยอมให้เรื่องนั้นเกิดขึ้นอีกครา ชานยอลอาจจะอยากฟังกันขึ้นมาบ้างก็ได้

ราวกับถูกดีดนิ้วเรียกสติ ระยะเวลาเพียงชั่วอึดใจที่ชานยอลผละออกมาพินิจคนใต้ร่างทำให้เด็กหนุ่มหยุดทุกการกระทำ พี่แบคฮยอนตัวเล็กกว่ากันมากอยู่แล้วมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เพราะอย่างนั้นเลยดูเปราะบาง แต่ชานยอลก็ยังลงมือทำเรื่องระยำกับพี่เขาลงได้ ตอนนี้ผิวเนื้อสีชมพูเต็มไปด้วยรอยจ้ำ กระทั่งหว่างขายังไม่ว่างเว้น ไหนจะยังมีอาการอ่อนเพลียที่แสดงออกให้เห็นอย่างชัดเจนนั่นอีก

“ขอโทษ” อารมณ์ที่เคยพุ่งพล่านจางหายไปในทันควัน “ชานยอลขอโทษครับ”

“ขอโทษแล้วมันเปลี่ยนอะไรได้ไหม ทำไมชานยอลไม่ฟังเราบ้าง ทำไมเอาแต่ฟังตัวเองทั้ง ๆ ที่รู้ว่าตอนนั้นอารมณ์กำลังเป็นใหญ่”

“แล้วจะให้ผมทำยังไง ก็ผมหึงพี่”

“อย่างน้อยก็ฟังกันหน่อยจะได้ไหม”

ชานยอลขี้โมโห ใจร้อนมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ยิ่งพยายามกดข่มอารมณ์มากเท่าไร ผลสุดท้ายยามมันระเบิดออกก็ไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้น แบคฮยอนเข้าใจธรรมชาติของอีกฝ่ายดี หากบางทีก็อยากจะให้มีสติสัมปชัญญะให้มากขึ้น รู้จักควบคุมตัวเองเสียบ้าง แม้วันนี้ไม่ได้สร้างผลกระทบเป็นวงกว้าง แต่วันหน้าเล่า? ใครจะกล้าการันตีได้ว่าพฤติกรรมหุนหันพลันแล่นจะไม่ทำให้ชานยอลเดือดร้อน?

“เราเข้าใจดีว่าเราเองก็มีส่วนผิดที่ผลักดันให้ชานยอลสติหลุด บางทีเราอาจจะต้องเป็นฝ่ายเอ่ยขอโทษเองด้วยซ้ำ เพราะทำอะไรไม่ระวังเนื้อระวังตัว ทั้งให้แจฮยอนกอดหอม ไหนจะแทอูวันนี้ แต่สิ่งที่เราพยายามบอกชานยอลคือมันไม่มีอะไรเลยจริง ๆ”

“เราปล่อยให้แทอูกอดก็เพราะว่าเราไม่รู้จะทำยังไง ชานยอลเข้าใจไหมว่านั่นก็เพื่อนเรา ตอนแรกเราไปกับเขาเพราะเข้าใจว่าเขาหวังดี แต่พอถูกรั้งให้เคลียร์กันเรื่องความสัมพันธ์ที่คาราคาซัง เราก็แสดงจุดยืนชัดเจนว่ามันจะไม่พัฒนาไปมากกว่านี้ เขาเลยอยากกอดลา เพราะเราเห็นแก่มิตรภาพเลยยอมสละเพื่อไม่เสียอะไรที่เป็นของชานยอลไปอีก ถ้าชานยอลมีสติก็คงจะเห็นแล้วว่าเราไม่ได้กอดตอบด้วยซ้ำ แค่อยากทำให้มันจบ ๆ ไปเสียที”

“เรารักชานยอลนะ ยอมชานยอลแล้วทุกอย่าง ถ้าชานยอลต้องการอะไร บอกเราดี ๆ เราก็พร้อมจะให้ สิ่งเดียวที่เราขอจากชานยอล คือช่วยฟังเราให้มากขึ้นได้ไหม แล้วหลังจากนั้นอยากทำอะไร เราจะไม่ขัดใจเลย”

“ชานยอลขอโทษที่โมโหร้าย”

ภาวะจำยอมของแบคฮยอนยิ่งทำให้ชานยอลรู้สึกผิด เขากดจูบบนผิวแก้มนุ่มแผ่วเบา เกลี่ยปลายนิ้วกับหัวไหล่ขาวราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะบุบสลาย พอนึกย้อนกลับไปแล้วก็เสียใจที่เซ็กส์ครั้งแรกของเราเต็มไปด้วยความป่าเถื่อน แทนที่จะนุ่มนวลชวนให้อีกฝ่ายหน้าผลัดสีเมื่อถูกนำมาเป็นประเด็นสนทนา

“เจ็บมากไหมครับ”

“คิดว่าเจ็บไหมล่ะ ถูกคนนั้นกระชากที คนนี้กระชากที ไหนจะเรื่องเมื่อกี้นี้อีก”

แบคฮยอนเอ่ยเสียงแข็ง ถึงจะเจ็บตัวแต่ไม่ได้คิดเสียใจ เขารู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเชื้ออยู่ใกล้ไฟอย่างไรก็ต้องเกิดเรื่องเลยเถิดขึ้นสักวัน แค่ไม่ได้คิดว่ามันจะถูกกระตุ้นด้วยความหึงหวง

หมายใจจะมอบบทเรียนให้เด็กหนุ่มร่างยักษ์หลาบจำว่าครั้งหน้าควรรับฟังกันก่อนลงมือกระทำสิ่งใด แต่การขอโทษทางอวัจนภาษาของอีกฝ่ายก็ทำให้ความคิดที่ว่าล้มเหลว ชานยอลไล่แตะจูบตั้งแต่รอยช้ำบนข้อมือ คราบน้ำตาบนดวงหน้า ตลอดจนถึงตำหนิจ้ำทั่วสรรพางค์ คนเคยหยาบกระด้างทำทุกอย่างด้วยความนุ่มนวลและอ้อยอิ่ง แบคฮยอนใจกระตุกทุกครั้งที่ริมฝีปากหนานาบแนบลงบนผิว หลอมละลายราวกับไอศกรีมเพราะความเร่าร้อนนั้น

“ขอโทษครับ ชานยอลผิดไปแล้ว”

ให้มันได้อย่างนี้สิ

“อย่าหมดรักชานยอลเลยนะ”

“ไม่ต้องมาอ้อนเลย”

แบคฮยอนเม้มกลืนริมฝีปาก แทบบ้าตายเพราะสายตาคู่นั้น ชานยอลโหมดนี้นี่มันอันตรายเหลือเกิน

“ไม่ชอบเหรอครับ ชานยอลเป็นอย่างนี้กับพี่หมวยแค่คนเดียวนะ”

ชานยอลคนเจ้าเล่ห์มีหรือจะไม่รู้ว่านอกจากหน้าตาตัวเองหล่อเหลาแล้วยังน่ารัก เขาพูดอย่างช่างอ้อนพร้อมกับเกลี่ยริมฝีปากคลอเคลียอีกฝ่าย

“ไม่ชอบ หยุดทำเดี๋ยวนี้เลย”

“ไม่ชอบหรือว่าเขิน หือ?”

“ไม่ชอบ ออกไปเลยนะ ตัวก็อย่างกับยักษ์ หนักจะตายแล้ว”

คนตัวเล็กมุ่ยหน้า แม้พยายามกักเก็บความรู้สึกไม่ให้แสดงออกอย่างชัดเจนแล้ว แต่กลับล้มเหลวเพราะผิวแก้มกำลังร้อนฉ่าอวดสายตาคนมอง แถมหัวใจใต้อกยังสั่นสะท้านเพราะรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

“เมื่อกี้นี้โดนทับตั้งนานไม่เห็นบ่นเลย”

“ชานยอล!” ร้องเอ็ดเสียงดังพร้อมทั้งออกแรงฟาดลาดไหล่เปลือยไปครั้ง

“เมื่อกี้นี้ผมขอโทษจริง ๆ นะ หนหน้าจะมีสติให้มาก จะไม่ทำให้พี่เจ็บอย่างคราวนี้อีกแล้ว”

“หยุด! พูด!”

คนถูกตวาดกลั้วหัวเราะ ถึงจะไม่อยากผละออกจากเนื้อกายหอม ๆ ของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย หากก็ยอมทิ้งระยะห่าง แต่ยังไม่วายดุนจมูกอ้อนคนใต้ร่าง ตั้งคำถามพร้อมแตะจุมพิตแผ่วเป็นรางวัลให้คนเก่งของวันนี้

“เหนื่อยมากใช่ไหม ง่วงหรือยัง”

“อื้อ พรุ่งนี้เช้าเดินทางด้วย ไม่รู้จะลุกเดินได้ไหม”

พอถูกทักแบคฮยอนก็หาววอด เผลอแป๊บเดียววันหยุดยาวก็สิ้นสุดลงแล้ว แทนที่จะได้กลับบ้านสบาย ๆ ไม่ลำบาก ดูจากอาการตอนนี้แล้ววันพรุ่งคงเดินเหินยาก ดีไม่ดีจะมีอาการประหลาดให้แม่จับผิดได้ด้วย

“ถ้าเดินไม่ไหวเดี๋ยวผมอุ้มพี่เอง”

“พูดเป็นเล่นไปได้ คนมองหมดสิ...นี่ ไม่ต้องทำหรอก เดี๋ยวเราจัดการเองก็ได้”

เสียงหวานเอ่ยทัดทานคนที่คว้าเอาผ้าขนหนูมาเช็ดทำความสะอาดผิวกายให้ ลำพังแค่ชานยอลอุ้มพามานอนหมอนดี ๆ ก็มากพอแล้ว แบคฮยอนเกรงใจ เดี๋ยวเขาหายใจทั่วปอดได้เมื่อไรก็คงมีแรงลุกขึ้นไปจัดการตัวเอง

“ผมจะดูแลเมียผม”

“เมียเมอบ้าอะไร”

“เอาไว้หนหน้าผมจะย้ำให้พี่รู้ว่าเมียอะไรแน่”

หนนี้ชานยอลยอมให้พี่หมวยซึนต่อไปเพราะสงสารหรอกนะ ถ้าหนหน้ายังมาทำไขสือไม่รู้ผัวไม่รู้เมียอีกจะทำให้ไม่กล้าเถียงเลยเชียว เด็กหนุ่มจัดการดูแลเรื่องความสะอาดให้อีกฝ่ายอย่างไม่เคยปฏิบัติกับใครมาก่อน ซ้ำยังช่วยสวมเสื้อผ้าให้เสร็จสรรพ ลุกขึ้นดับไฟ เอามุ้งกันยุงลงเพราะหน้าต่างของบ้านสวนเปิดโล่ง ก่อนมุดเข้ามานอนซ้อนหลังคนที่กำลังคุดคู้กอดผ้าห่มอยู่ด้านใน ร่างกายนาบสนิทแลกเปลี่ยนไออุ่น เจ้าของเสียงทุ้มเอ่ยอวยพรให้หลับฝันดี กระทั่งห้วงนิทรามาพรากเอาสติสัมปชัญญะไปจากคนทั้งคู่ในเวลาไล่เลี่ยกัน

 

*********

 

แบคฮยอนมั่นใจว่าเขารู้จักความเอาแต่ใจของชานยอลดี จนกระทั่งความสัมพันธ์ของเราลึกซึ้งขึ้นอีกขั้น ทั้งยังมีเรื่องทางกายเข้ามาเกี่ยวข้องนั่นล่ะถึงได้กระจ่างว่าที่ผ่านมามันก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งของจำนวนเต็มซึ่งไม่มีที่สิ้นสุด

เมื่อสัปดาห์แห่งการหยุดพักผ่อนจบลง ชานยอลก็ไม่ยอมให้แบคฮยอนกลับไปอยู่บ้านตัวเองอีก เรียกได้ว่าแทบจะย้ายสำมะโนครัวเขามาบรรจุในทะเบียนของบ้านนี้ด้วยเลยก็ว่าได้ อีกฝ่ายหาข้ออ้างมารั้งเขาไว้สารพัด พอรู้ว่าจะถูกขัดใจก็งัดลูกอ้อนมางอแงใส่ คนแก่วัยที่แพ้ทางเด็กมากอยู่แล้วเป็นทุนเลยยอมติดกับดักอย่างจนใจ มาอยู่กินด้วยทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้นิยามสถานะใดให้ชัดเจน

นอกจากเรื่องความเป็นอยู่จะต้องปรับเปลี่ยนตามความต้องการของคุณชายจอมเผด็จการแล้ว ข้อตกลงของคนพิเศษยังถูกริเริ่มร่าง ชานยอลขอร้องให้แบคฮยอนเป็นแบคฮยอนด้วยเนื้อแท้ ปลดเปลื้องเปลือกนอก การแสดงออก ตลอดจนถึงวิธีการสนทนาในระหว่างที่เราอยู่ด้วยกันสองต่อสอง โดยถือว่าเป็นช่วงทดลองกลับเข้าสู่สังคมเพื่อเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่า เขาค้านหัวชนฝาอยู่หลายครั้งหลายครา แต่ที่สุดก็ใจอ่อนยอมสนองความปรารถนา เพราะใบหน้าของชานยอลเวลาบึ้งตึงนั้นช่างไม่น่าพิศมัยเอาเสียเลย

“โคตรปวดไหล่เลยว่ะ”

“ก็เดี๋ยวนวดให้ไง”

แบคฮยอนจ้องมองเด็กหนุ่มที่คว่ำหน้าลงกับเตียงอย่างคนหมดสภาพ หลังจากชานยอลกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา การฝึกซ้อมกีฬาอย่างหนักเพื่อเป็นตัวแทนมหาวิทยาลัยก็เริ่มต้นขึ้น อีกฝ่ายบ่นให้ได้ยินแทบทุกวันว่าปวดเมื่อยตามร่างกาย เลยเป็นเหตุให้เขาต้องคอยพยาบาล กดนวดบรรเทาอาการอยู่ร่ำไป ซึ่งมันไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรงแบคฮยอนมากมายนักหรอกหากหน้าที่มีเพียงเท่านั้น ปาร์ค ชานยอลดันเป็นพวกมือไว ชอบหาเศษหาเลยลวนลามกันร่ำไป ปรามเท่าไรก็ไม่ยอมหยุดมือ

“โกนหนวดให้ด้วยได้ไหมอะ”

“นี่ปวดไหล่หรือเป็นง่อย?”

“แค่อยากให้พี่ทำให้ ไม่ได้เหรอ”

คนที่เคยนอนพูดเสียงอู้อี้ย้ายตัวเองมาสวมกอดเอวบางเอาไว้ วางคางลงกับอกช้อนตามองพี่ชายตัวเล็กซึ่งแม้จะยืนอยู่แต่กลับไม่ได้สูงกว่าเขาไปสักเท่าไร ชานยอลไม่ได้เป็นง่อยหรอก ที่ขอร้องเพราะแค่ชอบให้แบคฮยอนดูแลก็เท่านั้น มันน่ารักดี

“ไม่ต้องมาอ้อนเลย”

เด็กหนุ่มกลั้วหัวเราะในลำคอ กระชับกอดพร้อมวาดยิ้มประดับใบหน้า

“โกนหนวดให้ชานยอลหน่อยนะครับ”

“จะโกนก็ลุกสิ นั่งอยู่อย่างนี้แล้วเมื่อไรจะได้โกน”

สุดท้ายแล้วก็แพ้ทางเด็กมันทุกที แบคฮยอนอาการกระดากกระเดื่องของตัวเองโดยการตีตัวออกห่าง หันไปวุ่นวายกับเสื้อผ้าที่ชานยอลถอดฟาดเก้าอี้เอาไว้ตั้งแต่เมื่อเช้าอย่างไม่มีเหตุผล ขณะที่คนตัวใหญ่ปลดเปลื้องเครื่องแบบนักศึกษาท่อนบนออก ก่อนเดินตรงเข้าไปรอพี่ชายตัวเล็กในห้องน้ำ ครู่อึดใจเดียวอีกฝ่ายก็เข้ามาสมทบ เจ้าของมือใหญ่จึงยกเอวบางขึ้นวางเหนือเคาน์เตอร์

ในคราแรกแบคฮยอนตั้งใจจะเพิกเฉยมือปลาหมึกคู่นั้น แต่พอปล่อยเลยตามเลยแล้วก็กลายเป็นว่าการลงโฟมโกนหนวดบนใบหน้ากลายเป็นโอกาสชั้นดีให้ชานยอลรบกวนความตั้งใจ จึงตีอกปรามให้อยู่เฉยไปครั้ง ระหว่างนั้นเองบทสนทนาเกี่ยวกับเรื่องสัพเพเหระก็ช่วยทำให้ในห้องไม่เงียบงันจนเกินไป กระทั่งขั้นตอนของการลากมีดโกนบนปลายคาง คนตัวเล็กจำเป็นต้องใช้ความตั้งใจมากกว่าแต่ก่อน ดวงตาจดจ้อง ริมฝีปากเปิดเผยอ เย้ายวนอย่างเป็นธรรมชาติ เด็กหนุ่มต้องใช้ความอดทนอย่างมากเพื่อกดข่มอารมณ์ของตัวเองไว้ ประเดี๋ยวถูกคมเฉือนเข้าให้แล้วจะหมดหล่อเอาเปล่า ๆ

เพราะฉะนั้นทีที่บนใบหน้าเกลี้ยงเกลา การจู่โจมของนักล่าที่รอจังหวะมาโดยตลอดจึงเกิดขึ้นในทันควัน จูบร้อนแรงราวกับจะเผาไหม้ให้หลอมละลายเกิดขึ้นพร้อมกันกับฝ่ามือที่เสือกสอดลุกล้ำทุกหนแห่ง สัมผัสเหล่านั้นเกลี้ยกล่อมให้แบคฮยอนอ่อนระโหยโรยแรงภายใต้อ้อมแขนแข็งแกร่ง เคลิบเคลิ้มเพราะหลงใหลในเสน่ห์สารพัดของอีกฝ่ายอยู่เป็นทุน หลังจากเรื่องคืนนั้นเด็กยักษ์นี่ก็นุ่มนวลขึ้นมาก หากวันไหนเขาเหนื่อย อีกฝ่ายจะไม่ทู่ซี้ขอกระทำตามใจตน (เพราะจะไปทบต้นดอกในวันรุ่งขึ้นอยู่ดี)

“ไหนว่าปวดไหล่ไง”

รู้ตัวอีกทีหลังของแบคฮยอนก็สัมผัสกับผ้าปูเนื้อดี โดยที่บนร่างมีเด็กหนุ่มร่างยักษ์คร่อมทับ เขาล่ะเบื่อจริง ๆ กับไอ้คนที่บ่นว่าตัวเองเล่นกีฬาหนักนักหนา แต่สุดท้ายก็ยังมีแรงเหลือมากดกันลงเตียงเนี่ย

“เดี๋ยวค่อยปวดอีกทีหลังจากเสร็จเรื่องนี้”

“มันได้ด้วยเหรอ”

“ได้ดิ เดี๋ยวทำให้ดูเลย”

“ข้าวก็ยังไม่ได้กินนะ”

“กินพี่ก็อิ่มเหมือนกันนั่นแหละ”

ต่อให้เอาอะไรมาฉุดคงหยุดไม่อยู่ สุดท้ายแล้วก็ยอมปล่อยเลยตามเลย ถือว่าให้รางวัลที่ชานยอลตั้งใจซ้อมกีฬา แถมยังตั้งใจเรียนก็แล้วกัน แบคฮยอนตอบรับความเอาแต่ใจด้วยบทเรียนที่อีกฝ่ายเสี้ยมสอน หอบกระเส่าเมื่อริมฝีปากร้อนเลื่อนไล่ลงต่ำ สัมปชัญญะรับรู้เพียงการมีอยู่ของกันและกันขณะฝ่ามือทั้งสองสอดประสานอย่างแนบแน่น

ก่อนสถานการณ์จะพลิกกลับตาลปัตรเมื่อประตูหน้าห้องถูกเปิดผลัวะเข้ามาโดยไม่มีปี่ขลุ่ย

“ว้าย! ตาเถร!”

“เชี่ย! พี่! จะเข้ามาทำไมไม่เคาะประตูก่อน!”

แบคฮยอนขวัญกระเจิง รีบมุดหน้ากับอ้อมอกของชานยอลในทันควันเพราะถูกอีกฝ่ายกอดเอาไว้ สภาพของเราทั้งคู่ในตอนนี้ต่อให้แก้ตัวอย่างไรก็คงไม่ขึ้นว่าไม่ได้กำลังจะทำอะไรกัน เมื่อครู่นี้ที่ได้ฟังจากเสียงตะโกนตอบกลับแล้ว ฟันธงได้เลยว่าผู้บุกรุกใหม่นั้นคือพี่สาวของอีกฝ่ายเป็นแน่แท้ อย่างนี้แบคฮยอนจะดูเป็นคนอย่างไรกัน? โทษว่าเป็นความผิดความไม่รู้จักพอของชานยอลยังทันอยู่ไหม?

“แล้วทำไมชานยอลไม่ล็อกประตูล่ะ!”

ปาร์ค ยูราว่าพลางหน้าแดงเถือก ทันทีที่เธอเห็นว่าอะไรเป็นอะไรก็รีบหันหลังใส่คนทั้งคู่ในทันควัน นี่มันเพิ่งจะหัวค่ำ ทำไมชานยอลถึงมาคึกคักตอนนี้ แถมยังไม่ใส่กลอนประตูอีก น่าตีจริง ๆ เลยเชียว

“ก็ผมจะรู้ไหมล่ะว่าพี่จะพรวดพราดเข้ามา!”

“พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันนั่นแหละว่าชานยอลกำลังติดธุระอยู่ ลงไปข้างล่างเดี๋ยวนี้เลย พี่มีเรื่องจะคุยด้วย!”

สิ้นคำ หญิงสาวก็เหวี่ยงประตูปิดดังปัง ทิ้งให้ชานยอลอยู่กับอารมณ์ซึ่งมอดดับไปแล้วเพราะความตกอกตกใจ เขาซบหน้าลงกับลาดไหล่ของคนใต้ร่าง พร่ำบอกว่าเสียดายโอกาสนี้มากเพียงไร เลยได้รับจูบบนผิวแก้มปลอบใจหลังจากจัดการแต่งตัวให้อีกฝ่ายเรียบร้อยแล้ว เขาไม่ได้บอกให้แบคฮยอนติดสอยห้อยตามไปด้วยเพราะไม่อยากกระตุ้นความกระดากอาย พอคว้าเสื้อยืดออกมาสวมทับร่างกายได้เลยเดินตัวปลิวลงบันได กรอบสายตาเห็นพี่สาวนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นก็รีบตรงไปหา

“จะกลับมาทำไมไม่บอกก่อน”

“พี่โทรหาจนสายจะไหม้แล้ว แต่เลขหมายที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้”

หากย้อนเวลาได้ ยูราจะโทรเข้าบ้านเสียก่อนขับรถกลับมาโดยไม่บอกน้องชาย หรืออย่างน้อย ๆ ก็คงตัดสินใจเคาะประตูก่อนพรวดพราดเข้าไป

“สงสัยแบตหมด”

ยูราอ่อนใจกับข้ออ้างและอาการไม่ยี่หระต่อสถานการณ์ของน้องชาย

“นี่ระว่างที่พี่ไม่อยู่ ชานยอลพาใครมานอนบ้านบ้างเนี่ย เดี๋ยวจะฟ้องพ่อกับแม่เลยนะ บอกแล้วไงว่าอย่าพามาวุ่นวาย หนก่อนอีฟแซงพี่หายยังไม่คิดบัญชีเลยนะ”

ครอบครัวของเราไม่เคยปิดกั้นเรื่องเพศ มีปัญหาไม่ว่าเล็กใหญ่หรือลึกลับแค่ไหนก็ล้วนคุยกันได้เพราะเป็นคนหัวสมัยใหม่กันหมด ชานยอลไม่เคยถูกสั่งห้ามไม่ให้นอนกับใคร มีกฎแค่ข้อเดียวให้พึงปฏิบัติตามคืออย่าพาใครเข้ามาสุ่มสี่สุ่มห้า ข้าวของในบ้านหลายชิ้นราคาแพงและหายาก เกิดคว้าผู้หญิงนิสัยไม่ดีเข้ามาจะเป็นการชี้โพรงให้กระรอกเปล่า ๆ

ลำพังแค่สินค้าเคาน์เตอร์แบรนด์ของเธอหายมันไม่ได้สักเท่าไรหรอก มีแค่เคือง ๆ เล็กน้อยเท่านั้น แต่ของสะสมของพ่อกับแม่นี่ถ้าหายไปสักชิ้น มีหวังโดนสวดอวยพรจากบุพการีทั้งเครือแน่

ชานยอลคัดค้านเสียงแข็ง “แบคฮยอนไม่เหมือนคนอื่น”

“พี่จะแน่ใจได้ยังไง ที่ผ่านมาก็แสบ ๆ ทั้งนั้น”

“ไม่ใช่คนนี้ พี่เชื่อผมดิ เขาดูแลผมดี เรื่องอาหารการกินไม่เคยขาด ไม่เคยร้องขออะไร มีแต่ผมจะยัดเยียดให้ เสื้อผ้าก็ซัก งานบ้านก็แย่งแม่บ้านทำเกลี้ยง”

แบคฮยอนเป็นคนแรกที่ไม่เคยร้องขออะไร (มากไปกว่าการบอกให้หยุดเอาแต่ใจ) ซ้ำยังจะเป็นผู้ให้ชานยอลด้วยซ้ำ ทั้งความสุข ความสะดวกสบาย ความเอร็ดอร่อยที่อีกฝ่ายส่งต่อมานั้นเต็มไปด้วยความตั้งอกตั้งใจ ไม่ใช่พวกขี้ขโมย เศษเงินทอนไม่เต็มสิบไม่เคยริบเข้ากระเป๋าด้วยซ้ำ ไม่ต้องพูดถึงข้าวของของพ่อกับแม่หรือยูราเลย แค่เข้าใกล้ยังไม่ทำเพราะกลัวซุ่มซ่ามจนของพังแล้วไม่มีปัญญาใช้

น่ารักขนาดนี้จะเป็นคนร้ายกาจไปได้ยังไง เรดาห์ยูราพังแล้วล่ะ...

“เอาไว้พี่เห็นด้วยตาตัวเองก่อนแล้วถึงจะเชื่อ”

“แล้วพี่มีอะไร กลับมาบ้านทำไมเนี่ย?”

“พี่มาทำธุระแถวนี้เลยขี้เกียจขับรถกลับคอนโด เดี๋ยวศุกร์หน้าพ่อกับแม่จะกลับมาเยี่ยมสองสัปดาห์นะ ถ้าจะเอาแฟนไว้นี่ก็ช่วยบอกให้เขารู้ด้วย ประเดี๋ยวพ่อกับแม่จะเปิดไปเจอเซอร์ไพรส์เอา”

“ยังไม่ใช่แฟน”

“ฮะ? นี่ชานยอลไปเอาลูกเขามากก มาอยู่กินด้วยที่บ้านถึงขนาดนี้แต่ไม่ได้เป็นอะไรกันเหรอ? ทำไมทำแบบนี้ล่ะ”

“โอ๊ย ๆ ๆ ๆ ผมเจ็บนะ”

ยูราฟาดมือสะเปะสะปะลงบนร่างกายของน้องชาย ใบหน้าสวยหวานบึ้งตึงในทันควัน ถ้าอีกฝ่ายดีอย่างที่ชานยอลว่าจริง การกระทำอย่างนี้ของชานยอลก็ไม่ใช่เรื่องดี ถ้าพ่อแม่ทางนั้นรู้ว่าลูกตัวเองถูกนำมาเลี้ยงให้ทำงาน ตอบสนองความต้องการคงโกรธไม่น้อยเลย ยูราไม่เข้าใจ ทีอย่างนี้ล่ะไม่ยอมทำความสัมพันธ์ให้ชัดเจน แต่กับผู้หญิงพวกนั้นล่ะไวไฟนัก ชานยอลนี่ ไม่ได้เรื่อง!

“ไปจัดการให้เรียบร้อยเลยนะชานยอล อย่าให้พ่อแม่เขามาหาว่าเราทำอะไรไม่ดี ถึงจะเป็นผู้ชายก็เสียหายได้เหมือนกัน”

ชานยอลรับเสียงยานคาง “รู้แล้วครับ”

“รู้แล้วก็ทำด้วย”

 

sds

*********

ฟิคเรื่องนี้มีสิบห้าตอน

เพราะฉะนั้นก็สมควรแก่เวลาแล้วไหมคะ

#โหม๋

 

 


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 35 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

175 ความคิดเห็น

  1. #150 ออมม่า (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 17 กันยายน 2563 / 18:55

    แม่จะตีนะ ชานยอล

    #150
    0
  2. #132 Saturnblue (@Saturnblue) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2563 / 13:05
    อยากจะตีชานยอลจริงๆพอโกรธแล้วก็ไม่ฟังอะไรเลย แล้วเนี่ยเอาพี่เค้ามาอยู่ด้วยกันแล้วก็ไม่ยอมขอเค้าเป็นแฟนสักทีสมควรแล้วที่โดนพี่ยูราตี
    #132
    0
  3. #130 jellyxz (@jellika) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2563 / 09:30
    พี่โหม๋ใจดีจนเด็กมันได้ใจเลยเห็นมั้ยยย
    #130
    0
  4. #129 b728 (@exopat01) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2563 / 20:32
    โตนแรกโกดชานยอลมาก แบบไม่ฟังกันเลย แต่เหมือนว่าน่าจะปรับเข้าหากันตอนนี้อะไรๆกำลังดีและหวังว่าจะดีขึ้นไปอีกเยอะๆ อย่ามีเวลาแห่งการต้มมาม่าเรยค่ะ นุกราบขอล้อง
    #129
    0
  5. #128 J_kanp (@JeepKannap) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2563 / 20:18
    น่ารักนุ้บนิ้บจริง ทำไงให้ได้แฟนน่ารักแบบพี่หมวยดี
    #128
    0
  6. #127 xrim (@xrim) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2563 / 20:10
    ม่ายเอาาามาม่าาา ม่านเอามามาาาาา
    #127
    0
  7. #126 J_kanp (@JeepKannap) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2563 / 20:01
    แงงงงงงงง
    #126
    0