โหม๋ : chanbaek

ตอนที่ 1 : หนื่อ : โหม๋และโจรใจทราม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,166
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 115 ครั้ง
    5 ก.ค. 63

 

 

 

ช่วงสายวันหยุดสุดสัปดาห์ ท่ามกลางแสงแดดอุ่นๆ ที่ค่อนไปทางร้อนแรงเสียมากกว่า บนทางลาดยางสีทะมึนซึ่งทอดตัวอยู่บริเวณชานเมืองหลวงยังคงมีรถราแล่นสวนสลับไปมาให้เห็นเป็นระยะ

ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่กำลังคร่อมบังคับยานพาหนะสองล้อสุดคลาสสิค มือหนาบิดคันเร่งให้เครื่องยนต์ขับดันล้อหมุนไปข้างหน้าแข่งกับเวลาซึ่งไหลเร็วยิ่งกว่าสายน้ำตกหล่นจากหน้าผาหินสูง ดวงตาสีรัตติกาลภายใต้กระจกหมวกกันน็อคฉายแววขุ่นมัวหงุดหงิดไม่ปิดบัง เขาหักแฮนด์ลัดเลาะเลี้ยวเข้าช่องแคบเล็กๆ ระหว่างรถยนต์สองคัน แม้จะรีบร้อนหากก็ระมัดระวังไม่ให้ส่วนใดครูดข่วนผิวสัมผัสมันวาวเพื่อสร้างปัญหาเพิ่ม ชั่วขณะนั้นเอง ป้ายประทับเครื่องหมายการค้าของร้านสะดวกซื้อเจ้าดังปรากฏให้เห็นเด่นชัดอยู่ไม่ไกล เขาสับไฟเลี้ยวให้สัญญาณเพื่อนร่วมทางเป็นการบอกกล่าวทิศทางที่ตนเองต้องการไป ก่อนจะเบี่ยงเข้าซ้ายจนสามารถยึดเอาไหล่ทางเป็นถนนหลักได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

เสียน้ำมันในห้องเครื่องขับหมุนวงล้อวิ่งต่ออีกเพียงไม่กี่อึดใจ พื้นที่ตั้งตลาดนัดขนาดใหญ่หน้าหมู่บ้านที่มีร้านสะดวกซื้อตั้งเคียงข้างก็กลายเป็นสนามส่วนตัวของชายหนุ่ม เขาผลักคันเร่งหมุนแทบสุดรอบบิดเพิ่มความเร็วจนพื้นคอนกรีตโรยหินเกล็ดตีฝุ่นคลุ้งฟุ้งกระจาย เพื่อนำพาอาชาเหล็กสู่พื้นที่จอดรถโดยไม่กลัวเกิดอุบัติเหตุคอหักตายก่อนถึงจุดหมายแท้จริง และยามเมื่อระยะทางถูกร่นลงจนหลงเหลืออยู่ไม่ไกลนัก ปลายเท้าใหญ่ภายใต้รองเท้าผ้าใบก็หย่อนลงค้ำลากกับลานกว้าง ประสานงานช่วยเหลือคันเบรกหลังอีกหนึ่งแรง ซึ่งดังกล่าวส่งผลตรงถึงการตวัดกวัดแกว่งอย่างดุร้ายของช่วงท้ายยานยนต์ ร่างสูงเตะขาตั้งลงคานค้ำน้ำหนักโดยไม่แม้แต่เหลือบตามอง มือยกขึ้นปลดถอดหมวกนิรภัยออกพลางสอดปลายนิ้วเสยผมขึ้นลวกๆ ตัดรำคาญ ก่อนจะย้ายพาตัวเองไปยืนหยิบยกโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกงมากดต่อสายหาเพื่อนสนิทอย่างร้อนอกร้อนใจ

ชั่วครู่ที่เสียง ตู๊ด ได้ปฏิบัติงานของมันอย่างเต็มความสามารถ ก่อนจะถูกทดแทนด้วยคำพูดทักทายอันมิได้คล้ายคลึงกับวิถีปฏิบัติของมนุษย์มนาทั่วไป

(สี่ที่แถวบ้าน ไม่ว่างเลยมึง)

“ห่าเอ้ย นี่กูแวะจอดเส้นเข้าเมืองก็มีคนต่อคิวหมด เขาบอกว่ามากันตั้งแต่เที่ยงคืนวาน มันจะอะไรขนาดนั้นวะ”

ช่วงขายาวสาวก้าวดุ่มๆ เข้าทางประตูเลื่อนเปิดอัตโนมัติ พร่ำบ่นอย่างหัวเสียเมื่อนึกถึงร้านสะดวกซื้อสี่ลำดับอันเป็นจุดแวะพักก่อนหน้าที่เต็มไปด้วยบรรดาหญิงสาวผู้พกเอาความคลั่งใคล้พร้อมปึกเงินใส่กระเป๋ามาอย่างเต็มเปี่ยม ดวงตาสีน้ำตาลกลอกมองสำรวจโดยรอบบริเวณตามสัญชาติญาณ ยามเมื่อไม่เห็นกลุ่มลูกค้าน่าสงสัยก็เบาใจไปได้หนึ่งเปราะ

(พลังติ่งไงมึง พลังติ่ง แล้วนี่จะเอาไงอะ เหลืออีกแค่สิบนาทีนะ ให้กูกลับไปสแตนบายหน้าคอมพ์ฯ ไหม)

“เออ กลับไปเลย นี่กูเพิ่งถึงเซเว่นใหญ่ตรงตลาดนัด จะไม่ไปไหนละ เหี้ย ร้อนก็ร้อน ง่วงก็ง่วง ชอบก็ไม่ได้ชอบ เหง้าหน้านักร้องก็ไม่เคยเห็น สรุปว่านี่ใช่เรื่องที่กูต้องมาทุ่มเทปะ”

แม้จะมีความหงุดหงิดโมโหร้ายเข้ามาแทนที่ในระบบกลั่นกรองลักษณะการแสดงออกทางกายภาพ หากอย่างไรเสียนั่นก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความจริงว่าชายหนุ่มยังคงมีอารมณ์ง่วงงุนงัวเงียและเหนียวตัวเนื่องจากขับรถตากแดดมาพักใหญ่ เขาเดินตรงไปยังบาร์เครื่องดื่มสำเร็จรูปด้านใน ฉวยเอากาแฟซองเทใส่แก้วพลาสติก แล้วกดน้ำร้อนเติมใส่ลงไปให้ทำปฏิกิริยาจนผงเครื่องดื่มละลาย เปลี่ยนของเหลวใสๆ กลายเป็นสีน้ำตาลขุ่นข้น

(กูเตือนมึงแล้วไง ฟังกันบ้างป่ะล่ะ มึงไม่ใช่ผัวมันละนะ เผื่อจะลืม)

“ก็กูพยายามทำให้กลับมาเป็นผัวเมียกันเหมือนเดิมอยู่นี่ไง”

เขาทิ้งแก้วกาแฟเอาไว้บนเคาน์เตอร์ ขณะที่ปลีกตัวสับเท้าไปหยุดยืนอยู่หน้าตู้แช่เย็นขนาดใหญ่ ไม่ต้องเสียเวลาเอ้อระเหยเหมือนลูกค้าธรรมดา มือหนาก็ดึงเปิดบานประตูกระจกใสออกกว้าง ใช้ร่างกายกำยำสมกับตำแหน่งนักกีฬามหาวิทยาลัยค้ำยันดันมันไว้ แล้วคว้าเอาเครื่องดื่มชูกำลังมาใส่กระเป๋าเสื้อฮู้ดซึ่งกำลังทำหน้าที่ไม่ต่างกับตะกร้าบรรจุสินค้า

(ด้วยการเปย์?)

“แล้วกูทำจะอะไรได้ดีไปมากกว่านี้ได้วะ”

น้ำเสียงทุ้มทั้งฉุนเฉียวและเจือปนความเหนื่อยล้า รู้อยู่เต็มอกว่าเพื่อนสนิทจะต่อความยาวสาวความยืดไปในทางใดเมื่อได้ยินคำถามโง่เง่าเช่นนั้น

(ปล่อยวางไงสัด ปล่อยวาง มึงคิดว่าดีเหรอที่เขาจะกลับมาหามึงเพราะเงินอ่ะ ดีไม่ดีเขาจะหลอกเอาบัตรมึงไปเฉยๆ เลยด้วยซ้ำ)

“เออ ก็ช่าง กูทำแล้วสบายใจ”

เขาไหวไหล่ ไม่คิดใส่ใจหรือนำพาคำพูดดังกล่าวมาขบคิด แม้จะรู้ว่านั่นไม่ใช่เรื่องที่ควรทำเลยก็ตามที ชายหนุ่มก้าวเท้าตรงกลับไปหาแก้วกาแฟซึ่งถูกทิ้งไว้ไม่ไกล ยกมันขึ้นมาถือเอาไว้ ก่อนพาเรือนกายสูงใหญ่หยุดปักหลักลงตรงหน้าเคาน์เตอร์คิดเงินอันแสนเงียบเหงา เขาวางเครื่องดื่มทั้งสองแสดงต่อสายตาพนักงานหญิงที่ยืนประจำอยู่เพียงหนึ่งราย ปล่อยให้เธอได้หยิบจับสินค้าไปจ่อเครื่องอ่านบาร์โค้ด พลางส่งมือควานหากระเป๋าสตางค์ในกางเกง

(ตามใจพ่อเจ้าพระคุณเถอะ กูวางแล้วนะ ถึงบ้านละ จะไปเข้าเว็บรอ โชคดีมึง แต่ถ้าโชคร้ายจะดีกว่า)

“เก็บปากไว้แดกข้าวเถอะไอ้เหี้ย”

ร่างสูงสาปส่งปลายสายอย่างขุ่นใจ หยิบเอาธนบัตรมูลค่าห้าร้อยบาทขึ้นมาตระเตรียมเอาไว้สำหรับชำระค่าใช้จ่าย แล้วสอดอุปกรณ์การสื่อสารเข้าแทนที่ ดวงตาสีน้ำตาลแฝงความดุดันทอดมองการกระทำแสนอืดอาดของลูกจ้าง ก่อนกระตุกฮู้ดสีดำขึ้นคลุมศีรษะเช่นเคยชิน

“รับโดนัทอบร้อนทานเพิ่มไหมคะ ชิ้นละสิบส--”

“เอามาเลย ไม่ต้องอบ อาร์กติกแบล็คด้วยซองนึง”

เขาตอบตกลงตัดรำคาญกลางประโยคทั้งๆ ที่ไม่ได้พิศวาสขนมหวานสักเท่าไร และไม่ลืมเอ่ยปากสั่งสินค้าทำลายสุขภาพปอดมาเก็บเอาไว้เมื่อนึกขึ้นได้ว่าของเก่ากำลังจะหมด โดยไม่ทันระวัง เสียงทุ้มเข้มขึ้นหลายระดับ ดังกล่าวจึงส่งผลให้บุคลิกน่าเกรงขามค่อนไปทางน่ากลัวเด่นชัดจนหญิงสาวขวัญหนีดีฝ่อ เธอแสดงทีท่ากล้าๆ กลัวๆ แววตาแสดงถึงความพรั่นพรึง ส่วนมือก็หยิบจับสินค้าด้วยอย่างกระตือรือร้นมากกว่าคราแรก

“ร...รับมาห้าร้อยบาทนะคะ”

“ผมจะกดบัตรคอนเสิร์ตด้วย”

“คุณลูกค้าต้องรอสิบเอ็ดโมงตรงนะคะ ระบบเปิดตอนนั้น”

“อือ”

ใบหน้าหล่อเหลาพยักขึ้นลงขอไปที เขารับเอาเงินทอนมาใส่กระเป๋าก่อนตามด้วยถุงพลาสติกบรรจุสินค้า เหลือบมองเวลาบนหน้าปัดนาฬิกาแล้วกระตุกคิ้วขมวดเมื่อพบว่าเวลาช่างผ่านไปไวเสียเหลือเกิน เผลอครู่เดียวชายหนุ่มก็สูญเสียห้านาทีไปกับกิจกรรมไร้สาระ ช่วงขายาวขยับก้าวพาร่างสูงใหญ่โยกย้ายไปหยุดตรงหน้าตู้แช่ไอศกรีมเพื่อไม่ให้ตัวเองเกะกะขวางทางผู้ใช้บริการคนอื่นๆ มือหนาฉีกแกะห่อขนมโดนัทเนื้อกระด้างหักแบ่งใส่ปากเพียงสามคำก็หมดเกลี้ยง ต่อด้วยเครื่องดื่มชูกำลังรวดเดียวจนไม่หลงเหลือของเหลวใดๆ ตกค้าง เช่นเดียวกับกาแฟร้อนที่มีชะตากรรมไม่ต่าง หากเพียงแค่ใช้เวลานานกว่าเพราะมันร้อนก็เท่านั้น

“หมวย พี่จะเอาข้าวอุ่นไปส่งลูกค้า หนูมาเฝ้าเคาน์เตอร์ก่อน คุณเขามารอกดบัตรนักร้องตอนสิบเอ็ดโมง พี่ฮีชอลสอนกดไปบ้างแล้วใช่ไหม? รู้เรื่องหรือเปล่า?”

“...”

“ถ้างั้นพี่ฝากลูกค้าด้วย แล้วจะรีบกลับนะ ส่วนไอ้พวกที่เหลือ อีกสิบนาทีก็ออกมาได้แล้ว นี่กินข้าวเช้าหรือให้อาหารทางสายยาง ชักจะนานเกินไปละ”

“...”

บทสนทนาที่ดังเข้ามาในหูโดยไม่ตั้งใจมิอาจเบี่ยงเบนความสนใจชายหนุ่มไปจากแก้วกาแฟได้ ร่างสูงตั้งหน้าตั้งตาจัดการเครื่องดื่มแก้วสุดท้ายจนหมด แล้วนำเอาบรรจุภัณฑ์ไปใส่ถังขยะข้างประตูอัตโนมัติ เพียงชั่วครู่ที่เขาพบเจอกับอากาศร้อนระอุด้านนอก จู่ๆ ความรู้สึกอยากอัดควันเย็นๆ เข้าปอดก็แทรกโผล่เข้ามาในจิตใต้สำนึกตามวิสัยสิงห์อมควัน แต่สุดท้ายก็ต้องสลัดมันทิ้งไปเนื่องจากไม่อยากเสียเวลาโดยใช่เหตุ ช่วงขายาวก้าวพาเรือนกายกำยำกลับเข้ามาสู่อ้อมกอดของลมแอร์อีกครั้ง ซึ่งนั่นสวนทางกับพนักงานหญิงผู้หอบหิ้วถุงพลาสติกพะรุงพะรังออกมาพอดิบพอดี เสียงสัญญาณด้านหน้าดังขึ้นพร้อมกับบานกระจกใสที่เคลื่อนตัวปิดสนิทภายในไม่กี่วินาที ความเงียบงันกลายเป็นเพื่อนลูกค้าคนเดียวใต้ชายคาร้านสะดวกซื้อไปโดยปริยาย

หากไม่นานเสียงเอียดอาดของโช๊คประตูพนักงานก็ดังขึ้น พร้อมกันกับกลิ่นหอมของแป้งเด็กแคร์กระป๋องสีฟ้าที่ลอยโชยมาเตะจมูก ชายหนุ่มหยุดยืนปักหลักตรงหน้าเคาน์เตอร์หมายเลขหนึ่งซึ่งร้างผู้ให้บริการ พลางเคาะปลายนิ้วรอพนักงานแทน ดวงตากลมโตเหลือบมองนาฬิกาบนผนัง ทุกครั้งที่เข็มวินาทีขยับหมุน เขารู้สึกได้ถึงความกดดันและความตึงเครียด สภาวะอารมณ์เปลี่ยนกลับมาใกล้เคียงกับจุดวิกฤติอีกครั้งเมื่อเวลากระชั้นใกล้เข้ามาทุกที ขณะนั้นเองที่กรอบการมองเห็นปรากฏร่างเล็กๆ ในชุดยูนิฟอร์มสีเขียวอยู่ตรงหน้า อีกฝ่ายส่งยิ้มมาให้เขาเล็กน้อยก่อนจะเสเบนสายตาไปจดจ่อจอสี่เหลี่ยมขนาดกะทัดรัด มือก็กระชับจับเมาส์คลิกเข้าระบบกดบัตรคอนเสิร์ตเรื่อยเปื่อย

“ผมจะเอาเอสอี แถวหน้าสุด ที่นั่งหมายเลขเท่าไรก็ได้สองใบ ถ้าเอสอีไม่ทัน เอาเอสดีหรือเอสซีแทน แถวหน้าสุดเหมือนกัน ถ้าไม่ใช่ผมไม่เอา”

“อ—”

“หมวย! เดี๋ยวพี่จะจัดตู้น้ำเอง! แล้วหนูเอาป้ายโปรไปแปะนะ!”

“จ้า!”

เนี่ยนะหมวยที่ว่า?

ผู้ชายบ้าอะไรวะ ชื่อหมวย...

หรือเป็นทอม?

ดวงตากลมโตเจือประกายดุดันกวาดมองเจ้าของชื่อหมวยตั้งแต่ศีรษะจรดช่วงเอวภายใต้เครื่องแบบพนักงานร้านสะดวกซื้ออย่างจาบจ้วง เขาถือวิสาสะประเมินคนไม่รู้จักจากลักษณะทางกายภาพและอาภรณ์สวมใส่ สังเกตเห็นใบหน้าขาวเนียนไร้ตำหนิมีชิ้นจมูกกลมมนประดับตรงกลาง ดวงตาอันมีส่วนหางลากตกเก็บกักลูกแก้วสีน้ำตาลเอาไว้ พวงแก้มยุ้ยเจือสีระเรื่อคลับคล้ายคลับคลากับเด็กน้อยวัยกระเตาะ ริมฝีปากบางเฉียบปรากฏแต้มตำหนิเล็กๆ ตรงมุมขวาดูน่ารักไม่หยอก เส้นผมสั้นสลวยระท้ายทอยทิ้งตัวไหวตามแรงสะบัดของศีรษะ

ตัวเล็กจังวะ...

ความคิดข้างต้นได้รับอิทธิพลมาจากการที่สายตาส่งภาพจริงเข้าสู่สมอง และชานยอลก็หยุดมันเอาไว้เพียงเท่านั้นเมื่อโทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อกำลังสั่นตามคำสั่งผู้เป็นเจ้าของ ชายหนุ่มพบว่าเขาใช้เวลาอีกสี่นาทีไปกับการดื่มเครื่องดื่มและพิจารณาคนแปลกหน้า จนไม่ทันได้เตรียมตัวกดบัตรคอนเสิร์ตนักร้องที่แฟนสาว (เก่า) ชื่นชอบ ช่วงขายาวสับก้าวเข้าประชิดขอบเคาน์เตอร์หมายเลขหนึ่งอีกครั้ง ใช่ดวงตาภายใต้เงาสีดำทะมึนของฮู้ดผ้าบนศีรษะจ้องมองพนักงานคล้ายกำลังกดดัน หากก็เกิดกลายเป็นภาพน่าขันเมื่ออีกฝ่ายมัวแต่สนอกสนใจจอสี่เหลี่ยมจนละเลยลูกค้าหน้าดุ

เวลาบนจอแสดงผลด้านหน้าลดน้อยถอยลงทุกที แปรผกผันกับความเครียดและอาการปูดนูนของเส้นเลือดบนขมับชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ เขาเห็นพนักงานหมวยคลิกเข้าออกระบบกดบัตรเมื่อวาระสำคัญกระชั้นเข้ามา หากกระนั้นดวงหน้าขาวนวลก็มิได้แสดงความกังวลแต่อย่างใด ชานยอลจึงทึกทักเอาไปเองว่าเขาพบปรมาจารย์ด้านการกดบัตรเข้าให้แล้ว

“เอสอี แถวหน้าสุด สองใบนะ”

คนฟังวาดยิ้มบาง พยักหน้าหงึกหงักเป็นการตอบรับทางอวัจนภาษา แน่นอนว่าสายตายังคงจับต้องอยู่บนหน้าจอไม่ละไปไหนไกล ด้วยหวั่นใจว่าเพียงเสี้ยววินาทีที่เผลอไผลวอกแวกจะส่งผลให้พ่ายแพ้ในสงครามอันแสนดุเดือด

10 : 59 : 56

10 : 59 : 57

10 : 59 : 58

10 : 59 : 59

11 : 00 : 00

“เร็ว!!”

ปาร์ค ชานยอลขอสาบาน เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าเลขหนึ่งสองตัวจะมีอิทธิพลต่อระบบสั่งการของร่างกายถึงเพียงนี้

แต่ไหนแต่ไรก็ไม่ใช่คนใจเย็นเป็นทุนเดิม ยิ่งอยู่ภายใต้สภาวะกดดัน เขายิ่งมุทะลุดุดันยิ่งขึ้นจากเดิมทบเท่าตัว ร่างสูงฟาดฝ่ามือลงบนเคาน์เตอร์ ขยับปากเร่งเร้าคนตัวขาวไม่หยุดหย่อน สายตาจดจ้องอยู่กับภาพเคลื่อนไหวบนหน้าจอพร้อมความรู้สึกร้อนอกร้อนใจ แม้จะได้เห็นว่าระบบพาเข้าสู่หน้าแสดงผลให้เลือกรอบการแสดงแล้วก็ตามที

“วันอาทิตย์! กดเลย!!”

รวดเร็วเท่าคำสั่ง เสียงคลิกดังขึ้นหลังจากนั้นเพียงไม่กี่วินาที และแล้วภาพบนหน้าจอก็เปลี่ยนเป็นสีสันฉูดฉาด ตัวอักษรภาษาอังกฤษเรียงวางบนผังที่นั่งในฮออล์จัดงาน เคอร์เซอร์เมาส์ถูกเลื่อนไปยังโซนเอสอีตามคำสั่ง ตำแหน่งที่ดีที่สุดบริเวณแถวด้านหน้าถูกกดจองตามคำสั่ง ทุกอย่างกำลังเป็นไปได้สวยจนทั้งสองฝ่ายโล่งอกโล่งใจ หากแค่ครู่เดียวกระแสอารมณ์ด้านบวกดังกล่าวก็กลับกลายเป็นติดลบโดยพลัน เนื่องด้วยการแสดงผลนั้นค้างเติ่งอยู่กับที่ ไม่มีแววว่าจะขยับเขยื้อนไปไหน ไม่ว่าจะกดเมาส์ซ้ำสักกี่ครั้งชานยอลก็ไม่เห็นปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ พาลพาให้เขาหัวเสียมากยิ่งขึ้น

แม่งสิบเอ็ดโมงหนึ่งนาทีแล้ว เขาคิด ได้ยินกิตติศัพท์มานักต่อนักแล้วว่านักร้องวงนี้ทำลายสถิติตัวเองทุกปี บัตรเป็นหมื่นๆ ใบขายไม่เคยพอ ขนาดว่าถูกสปอนเซอร์กันเอาไว้หากำไรกับแฟนคลับตาดำๆ ต่อ ก็ยังมีคนพร้อมเปย์ ไม่ต้องพูดถึงพวกเวรที่จ้องจะฉวยโอกาสกดไปอัพราคา สองแสนห้าไอ้จงอินก็โพนทะนาให้ฟังมาแล้ว

ข้อต่อกระดูกบริเวณมือใหญ่หุบกำเป็นก้อนหมัดอันเขื่อง มันถูกบังคับให้ลอยขึ้นเหนือท็อปเคาน์เตอร์ กระทั่งสูงได้ระดับ ร่างหนาก็ส่งมันกลับลงไปกระทบกับพื้นผิวเรียบเสมอกันอีกครา ชานยอลไม่ยอมถูกเอาเปรียบแบบนั้นแน่ และเขาจะไม่ยอมให้การขับรถอาบแสงยูวีตั้งแต่เช้าเสียเปล่า

ปึง!

“ทำไมมันค้าง!”

“…………”

คู่สนทนาตัวเล็กกลืนเก็บริมฝีปาก ดวงหน้าขาวนวลสะบัดส่ายซ้ายขวาช้าๆ แนวคิ้วถูกดึงขมวดเข้าหากันจนช่องว่างบริเวณดังกล่าวยับย่น

“ไม่รู้!? เป็นพนักงานแต่ไม่รู้!?”

“…………”

เจ้าของเรือนร่างขนาดพกพามีเพียงความเงียบงันให้เป็นคำตอบ มือเล็กๆ ยังคงจับกำส่วนต่อพ่วงกับคอมพิวเตอร์แน่น ดวงตาเปี่ยมแววกังวลแจ่มชัด

“ยืนบื้ออยู่ทำไมล่ะวะ! แก้ปัญหาสิ! รีเฟรชไป!”

ท่าทางเด๋อด๋าของพนักงานหน้าอ่อนเปรียบได้กับเชื้อเพลิงที่หล่นรดบนกองไฟโทสะ ปาร์ค ชานยอล น้องเล็กของบ้านผู้ไม่โปรดปรานการถูกขัดใจยิ่งกว่าอะไรดีรู้สึกราวกับว่าต่อมความเกรี้ยวกราดกำลังถูกสะกิดยิกๆ วลีอมตะอย่าง ลูกค้าคือพระเจ้า วิ่งวนในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตามมาด้วยคำถามว่าทำไมเขาต้องทนกับความดื้อแพ่งไม่รู้ความนี่ให้เวลาอันมีค่าไหลผ่านไปเฉยๆ ด้วย!

“…………”

อีกครั้งที่คำตอบยังเป็นการสะบัดส่ายใบหน้า พนักงานตัวขาวปัดปฏิเสธลูกค้าอย่างไร้เยื่อใย แม้หัวใจจะสั่นไหวราวกับเกิดธรณีภัยอย่างรุนแรงก็ตามที

“ทำไมไม่รีเฟรช! เห็นไหมว่ามันค้างอยู่หน้าเดิมมาเป็นนาทีแล้ว!”

“ฮื่อ...”

เจ้าตัวเล็กครางในลำคอ ดวงตาสีน้ำตาลหลุบต่ำ ขยับย้ายอย่างล่อกแล่กเมื่อรู้สึกถึงแรงกดดันที่เพิ่มมากขึ้นจนหลอดลมตีบตันไปหมด

“ฮื่อเหี้ยไร! รีเฟรชเดี๋ยวนี้!”

ชานยอลสบถ พร้อมกับเริ่มขุดภาษาจากยุคสมัยพ่อขุนรามคำแหงมาใช้ เขาไม่สนใจอีกแล้วว่าตำราสมบัติผู้ดีจะบัญญัติข้อควรกระทำกับคนแปลกหน้าในที่สาธารณะอย่างไร ด้วยบัดนี้น้ำโหนั้นเดือดพล่านอยู่ภายในกายจนหลอมละลายสำนึกผิดชอบชั่วดีไปจนหมดสิ้น

“ม—”

หนึ่งคนต้องนี้พยายามเหลือเกินที่จะหาช่องเอ่ยเอื้อนอธิบาย เขาถูกสั่งห้ามอย่างเด็ดขาดไม่ให้รีเฟรชระบบเนื่องจากพี่ฮีชอลกำชับมาว่าอาจเสี่ยงเสียบัตรของลูกค้าได้ การไปตายเอาดาบหน้าตามคำสั่งลูกค้าตัวเขื่องจึงไม่ใช่เรื่องที่ควรทำนัก

“ทำ! เดี๋ยวนี้!”

“…………”

“กูบอกให้ทำ!”

“…………”

“เอ้า! นิ่ง! มึงจะลองดีใช่ไหม!”

“………!!!”

ดวงตากลมโตที่จดจ้องมองมาคล้ายกับจะฆ่ากันให้ตายทั้งเป็นส่งผลกระทบกระทั่งรุนแรงสู่สภาพจิตแสนอ่อนไหวของคนตัวเล็ก จนฝ่ามือซึ่งเคยถูกบังคับให้แช่แข็งนั้นเผลอกดรีเฟรชตามประสงค์อีกฝ่าย จอแสดงผลจึงได้ฤกษ์กลับมาอยู่ในสภาพปกติดังเดิม ไม่มีอีกแล้วแผนผังที่นั่งสีสันฉูดฉาด ไม่แม้กระทั่งรอบเข้าชมเช่นก่อนหน้า เหลือเพียงแค่รูปสี่เหลี่ยมพร้อมชื่อกำกับเรียงกันเป็นตับให้กดเลือกใหม่ ทั้งหมดทั้งมวลส่งผลให้พนักงานบริการถึงกับนิ่งไปเหมือนสัตว์สตัฟฟ์

“ยืนบื้ออยู่ทำไม! กดเข้าไปสิ! วันอาทิตย์เอสอี!”

“อื้อๆๆ ”

แล้วก็กลับมาขยับยุกยิกยึกยักตามคำสั่งเสียงดังของลูกค้าต่อ ร่างเล็กรีบดำเนินการอย่างคนงกๆ เงิ่นๆ เพราะยังขวัญเสียไม่หาย ถือว่าโชคดีมากแล้วที่ยังสามารถประคองสติสัมปชัญญะให้ประมวลผลคำพูดเป็นการกระทำได้ มิเช่นนั้นอีกฝ่ายคงโมโหยิ่งกว่าเดิมเป็นแน่ ดวงตาเล็กๆ จดจ้องอยู่บนหน้าจอสี่เหลี่ยม มือเลื่อนเคอร์เซอร์เมาส์ย้อนทวนทุกขั้นตอนตั้งแต่เริ่มภายใต้แรงกดดันมหาศาล และยามเมื่อเห็นระบบแจ้งว่าตำแหน่งนั่งยังคงมีอยู่ก็ใจชื้นพร้อมเพรียงกันทั้งคู่โดยมิได้นัดหมาย ชานยอลคิดว่าตนเองจะคลายปมคิ้ว รวมถึงลดดีกรีความเข้มข้นของเสียงลงบ้าง หากคู่สนทนาสามารถแก้ไขสถานการณ์ให้เป็นไปในแนวทางที่ถูกที่ควรได้

แต่อะไรๆ มันก็ไม่เป็นดั่งหวังไปเสียทุกอย่าง...

ทั้งๆ ที่ระบบแจ้งว่าบัตรยังถูกขายไม่หมด แต่ตำแหน่งนั่งในโซนเอสอีที่ชานยอลต้องการกลับมีเจ้าของเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเมื่อแถวหน้ามีชะตาเช่นนั้น แถวถัดไปตลอดจนถึงด้านหลังสุดอันมีราคาถูกกว่าก็ย่อมไม่แตกต่างกัน พนักงานตัวน้อยถึงกับใจเสียเมื่อเห็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า ทว่าไหวพริบปฏิภาณสั่งให้ฝ่ามือเล็กคลิกย้อนกลับไปตรวจสอบโซนพื้นที่เอสดีและเอสซีจากรอบแสดงวันอาทิตย์เพื่อความแน่ใจ เผื่อว่าจะยังมีบัตรหลงเหลือให้ลูกค้าบ้าง หากก็เป็นอีกครั้งที่ความผิดหวังแล่นตรงเข้าเล่นงานอย่างจัง

“ไปดูวันศุกร์”

ชานยอลสั่ง ไม่ใช่ด้วยน้ำเสียงขู่กรรโชก หากก็เข้มขรึมเกินกว่าจะกล่าวว่าเป็นปกติ เขาเฝ้ามองเคอร์เซอร์เมาส์ราวกับแมวมองปลาในอ่าง เมื่อพบพานสัญลักษณ์แบบเดิมแต้มเต็มทุกที่นั่งทั้งโซนเอสอี เอสดี และเอสซีของรอบการแสดงวันศุกร์แล้ว หัวคิ้วเข้มก็ยิ่งเคร่งขมวดเป็นปมใหญ่

“วันเสาร์”

พนักงานตัวเล็กรู้สึกถึงแรงกดดันจากการสั่นเส้นเสียงในลำคอหนาเพียงไม่กี่มิลลิวินาที ก่อนจะเริ่มลงมือดำเนินการตามสั่ง เขาตรวจสอบโซนที่นั่งทั้งสามอักษรอัลฟาเบทในรอบการแสดงวันเสาร์ แต่ช่างน่าเสียดายที่แม้แต่ที่ว่างเดียวก็ไม่ปรากฏให้เห็น พนักงานตัวจ้อยทำหน้าเศร้าสร้อยเมื่อทุกสิ่งเป็นเช่นนั้น ตัวเลขบนหน้าจอแสดงเวลาสิบเอ็ดนาฬิกาสี่นาทีเข้าไปแล้ว และจากคำให้การของพี่ฮีชอลผู้จัดการพ่วงมือกดประจำสาขา (ซึ่งวันนี้ไม่ได้มาประจำกะสาย) กล่าวเตือนเอาไว้ตั้งแต่ตอนถ่ายทอดวิชาว่าหากล่วงเลยนาทีแรกมาแล้ว ความหวังของลูกค้านั้นจะมีค่าเท่ากับศูนย์ทันที

“โว้ย! งั้นเอาบัตรอะไรก็ได้ที่มันเหลือมาสองใบ รอบไหนก็ได้ เอามา!”

นิ่งอยู่ได้ไม่ถึงนาทีชานยอลก็กลับมาเป็นคนเดิมที่พร้อมจะระเบิดเมื่อไรก็ได้ ชายร่างสูงก่นเสียงร้องอย่างหัวเสีย ยิ่งเห็นท่าทางลุกลี้ลุกลนเหมือนหนูติดจั่นของพนักงานด้านหลังเคาน์เตอร์ก็ยิ่งมีน้ำโห แถมไอ้จอแสดงผลที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ซึ่งตอกย้ำว่าบัตรนั่งถูกขายออกไปจนสิ้นโซนแล้วโซนเล่านั้นไม่ได้ช่วยแม้แต่จะฉุดดึงสถานการณ์ตึงเครียดให้ผ่อนคลาย

หกพันถูกกวาดราบเป็นหน้ากลอง

ห้าพันที่พอมองเห็นศิลปินเป็นตัวได้ก็ไม่เหลือ

สี่พันห้าที่ต้องเอาสุขภาพกายไปเสี่ยงกับมวลชนพลังช้างสารในหลุมทั้งสามไม่มีให้เห็นสักใบ

สามพันห้าไร้วี่แวว

สองพันห้าตรงตีนดอยคล้อยตามสี่อันดับข้างต้นไป

ส่วนหนึ่งพันห้านั้นไซร้...

FULL

ทั้งสามวัน

“เหี้ยเอ้ย!”

“เพราะมึงนั่นแหละซื่อบื้อ! ยืนพิรี้พิไรปล่อยเวลาทิ้งไปตั้งนาน ถ้ามึงรีเฟรชตั้งแต่แรกกูก็ไม่ชวดแบบนี้หรอก!!”

“มึงรู้ไหมกูขี่มอ’ ไซตากแดดมากี่โล! กูแหกขี้ตาตื่นมาตั้งแต่กี่โมงเพื่อถ่อมาซื้อบัตร! มึงรู้ไหม!!”

“แค่มึงยืนคลิกอยู่ที่เคาน์เตอร์เนี่ย ไม่ต้องดิ้นรนห่าอะไรเลย! แถมกระบวนการยังง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก จ่ายค่าน้ำค่าไฟยังยากซะกว่า! มึงเป็นพนักงานเซเว่นภาษาห่าอะไรทำไมถึงทำไม่ได้!!”

“…………”

“มองหน้ากู! ก้มไปมองเหี้ยไร!”

“…………”

เม้มปาก

“บอกกูมาตามตรง มึงไม่เคยกดบัตรนักร้องใช่ไหม กูได้ยินพี่คนเมื่อกี้เขาบอกว่ามึงต้องให้คนสอน”

“…………”

“ใช่ไหม!!”

“…………”

หลับตาปี๋แล้วส่ายหน้า

“ไม่เคยแล้วเสือกมายืนทำหน้าสลอนเหมือนคนโปรเพื่ออะไร!! ทำไมไม่ไปเรียกคนอื่นมากดแทน ห๊ะ!!”

“ทำไมมึงไม่เรียกคนอื่นมาทำ!!”

“กูพูดด้วยไม่ได้ยินหรือไง! หูหนวกหรอ!”

“แล้วอมเหี้ยอะไรไว้ในปาก! ตอบกูมาสิว่าทำไม!!”

“ตอบกู!!”

“กูบอกให้ตอบ!!”

“…………”

“ต้องให้กูง้างปากใช่ไหม!”

“มึงอยากลองดีนักใช่ไหม!!”

“ได้!! กูจัดให้ไอ้เตี้ย!!!”

“ฮื้อออ ยะทานุ!”

ยกมือไหว้

“มึงพูดว่าอะไรนะ?”

“นุขะโทะ! ยะทะนุเลอ! นุโกแล้!”

“นี่มึงเป็นต่างด้าวหรอ!”

“ฮึก! ฮือออออออออออออออออออออออออออ!!!”

“เอ้าไอ้เหี้ย! ร้องไห้ทำไ—”

“หมวย มีอะไรหรือเปล่า พี่— กรี้ดดดดดดดดดด!!! โจรปล้น!!”

“เฮ้ยพี่! ไม่ใช่—”

“จูฮยอก!! จูฮยอก!! ช่วยหมวยด้วย!!!”

“อะไรวะพี่… เหี้ย!! จีซู!! ไอ้จีซู!!! เอาไม้ถูมา!!!”

“ฮืออออออออออออออออ!!!!”

“ต่างด้าว!! มึงหยุดร้—”

“ฮือออออออออออออออออออออออ!!!”

“มันไม่มีปืน!!! ไม่มีปืนจูฮยอก!!!”

“พี่จีอึน! หลบมานี่!”

“ตีมัน! ตีมัน!!”

“เฮ้ย! ไม่ใช่แล้ว!”

“มึง!!”

“เหี้ย!!!”

วิ่งออกจากร้าน

“ไอ้โจรกระจอก!! มึงไปเลยนะ!!! ปล้นผิดสาขาแล้วโว้ยยยยย!!”

“กูจำทะเบียนรถไว้แล้ว เดี๋ยวโทรแจ้งตำรวจ”

“แม่ง กูก็ว่าเสียงเอะอะอะไร นึกว่าพวกเด็กๆ ยกโขยงกันมาซื้อขนม ที่ไหนได้...เหี้ย ขโมย”

“เข้าไปดูพี่แบคฮยอนก่อนมึง มันคงไม่กลับมาแล้วอะ หมุนรถซะฝุ่นตลบขนาดนั้น”

“พี่...เป็นไงบ้าง”

“ฮึก...ฮึก”

“ไปเอาน้ำมาให้หมวยมันหน่อยไป”

“หมวยมานี่ นั่งก่อน ใจเย็นๆ ค่อยๆ หายใจ เจ็บตรงไหนไหม?”

“…………”

ลูบแขนป้อยๆ

“ดูซิ มีแต่น้ำตา” ปาดน้ำตาให้ “อย่าขยี้”

“พี่ ทิชชู”

“มะพร้าวเป็นลูกๆ มีเข้ามาไหมวันนี้ ถ้ามีไปเอามา จีซู”

พี่ยูริเดินเข้ามา

“เกิดอะไรขึ้น? หมวยร้องไห้ทำไม?”

“เมื่อกี้มีโจรเข้ามาปล้นค่ะพี่ แล้วหมวยอยู่หน้าร้านคนเดียว หนูออกมาเห็นตอนมันตะโกนใส่น้อง จับไหล่น้องเขย่าจนหัวสั่นหัวคลอนไปหมด นี่ไม่รู้ว่าโดนอะไรบ้างถึงร้องไห้จ้าขนาดนี้ ปกตินอกจากยิ้มกับหัวเราะก็ไม่เห็นทำอะไร”

“ฟืดดดด”

“มันมาเอาอะไร? เงินหรอ หรือพวกวัยรุ่นมาปล้นบุหรี่? สาขาตรงสี่แยกเคยโดนไปเมื่อเดือนที่แล้วยังจับไม่ได้”

“ผมว่าไม่ใช่ว่ะพี่ ขู่กันซะเสียงสะเทือนเลื่อนลั่น มันน่าจะมาเอาตังค์นั่—”

“ม่ะ...”

“หมวยว่าอะไร?”

“ม่าอาตา”

“แล้วเอาอะไร? พวกปล้นบุหรี่?”

“ม่าช่า...ฮึก”

“ไม่ใช่พวกปล้นบุหรี่?”

“ม่าช่าโจ”

“ห๊ะ? จะไม่ใช่โจรได้ไงพี่หมวย ผม ไอ้จีซู กับพี่จีอึนก็เห็นอยู่ว่ามันแทบจะฆ่าพี่อยู่แล้ว”

“ฮื่อ...ม่าช่าโจจีๆ ”

“แล้วมันเป็นใคร?”

“ลู่ค้า...”

“…………”

“ค้ามาโกะบะคอเสอะ”

“…………”

“นุโกะห้าค้าม่าด้า”

“…………”

“ค้าก็โกะ โกะม่าๆ ”

“ใช่หรอพี่? แน่หรอ? ไม่ใช่ว่ามันหลอกเอานะ”

“แน่...ลู่ค้า”

“แล้วเราร้องไห้ทำไม?”

“ค้าดุ...”

“…………”

“เสียดาส่า”

“…………”

“จะนุขะเหย่าปามา”

“…………”

“นุเจะ”

“…………”

“นุโก”

“…………”

“นุก็... นุก็เลอร้อห้า ฮึก”

“เวร”

“รูปร่างเป็นยังไง โจรของพวกแกน่ะ?”

“สูงๆ พี่ ใส่เสื้อผ้าสีดำ ขับมอเตอร์ไซค์”

“ได้ทำอะไรเขาไหม?”

“ฟาดด้วยไม้ถูไปทีนึงพี่”

“แรงไหม?”

“ก็เจ็บอ่ะพี่”

“เยี่ยม”

“…………”

“ถ้ามีสายร้องเรียน ก็ยินดีด้วย พวกแกตายยกชุดแน่ๆ ”

“…………”

“เพราะนั่นมันลูกค้า!! ไอ้พวกบ้าเอ้ย!!!!”

 

 

 

*********

#โหม๋

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 115 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

175 ความคิดเห็น

  1. #124 @_@ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2563 / 23:14

    วงวารอิชาน5555555555 ก็สมควรโดนฟาดละแมะหัวร้อนเกิ้นนนนนน

    #124
    0
  2. #111 benjamin94 (@benjamin94) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2563 / 03:27
    เง้ออออ สงสารใครดี555
    #111
    0
  3. #100 Autumn.Devil (@suju1004) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2563 / 08:36
    เนี้ย ระวังกลืนน้ำลายตัวเองนะคะปชย
    #100
    0
  4. #74 ออมม่า (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2563 / 13:10

    ขำอะ แต่ชานยอล ก้อหัวร้อนไปป่าว สงสารน้องหมวย

    #74
    0
  5. #69 Bailew (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2563 / 23:51

    สนุกมาก

    #69
    0
  6. #64 Aor'z Sunisa (@aorsns) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2563 / 00:43
    น้องเจ่บ น้องกัว ปาร์ค!!! ชาน!!! ยอล!!!
    #64
    0
  7. #50 b728 (@exopat01) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2563 / 18:18
    จริงๆต้องแรกกว่านี้มะ ทำนุร้องไห้
    #50
    0
  8. #45 LoveekiL (@loveekil) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2563 / 20:52
    ใจร้าย พี่ชานยอลไม่น่ารัก พี่ชานยอลไม่น่ารักหรือเปล่า
    #45
    0
  9. #29 จีวอนชิ':) (@view1410) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2562 / 06:36
    สงสารน้อง แต่เข้าใจฟีลนั้น55555555
    #29
    0
  10. #16 spong.ka (@spongka) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 / 22:51
    ฟาดไปเถอะ ทพหนูหมวยร้องไห้
    #16
    0
  11. #13 aunaunmtyj (@aunaunmtyj) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 / 21:44
    5555555555 ขำจริงๆ ชอบอ่าาา แค่เปิดเรื่องก็สนุกแล้ว หลงน้องอ่า น้องน่ารักก ส่วนอิพี่คือแบบกลัวแล้ว555555555
    #13
    0
  12. #9 UNFOUND (@tuck_story) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2561 / 09:44
    โอ้ยยย หมวยลูกกก 5555555555555 เอ็นดู
    #9
    0
  13. #8 Bblu (@maya089) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2561 / 02:01
    เอ็นดูโน๋ ลูกกกกกกกก อ่านไปขำไป โอ๊ยย 5555
    #8
    0
  14. #7 J_kanp (@JeepKannap) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2561 / 00:27
    โอ้ยหมวยยยย หนูเป็นต่างด้าวที่น่ารักที่สุดในโลกเลยยย ขำความกดบัตรคอนไม่ได้ เออเก็ทฟีลว่าหัวร้อนจริง55555555555
    #7
    0
  15. #5 jellyxz (@jellika) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2561 / 17:22
    เอ็นดูหมวย ฮื่ออออ โน๋เจะ TT
    #5
    0
  16. #4 Reenazz_Ireen (@reenbabymile) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2561 / 11:08
    ขำไม่ไหวแล้ว55555555
    #4
    0
  17. #3 ` xoxq (@kimkeejae) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2561 / 23:54
    เอ้บยยยยยยยน น่ารักมาก ชานยอลไม่ต้องสานสัมพันกับเมียเก่าแล้ว สนใจมีเมียไหมเป็นต่างด้าวไหม ซื่อนะ หลอกง่าย จิง จีบไม่ยาก
    #3
    0
  18. #1 kaikyung9493 (@mumu18) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2561 / 22:31
    ตลก55555555555555555
    #1
    0