PROFESSOR : 'ของผม' [BL] Rewrite

ตอนที่ 10 : CHAPTER.︱9

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,111
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 377 ครั้ง
    24 ม.ค. 64

CHAPTER.︱9 

 

 

 

สะ...สอบเสร็จแล้ว

 

ตลอดสี่วันที่ผ่านมา บอกได้เลยว่าสติที่เคยมีแทบไม่หลงเหลืออีกต่อไปแล้ว ผมเหนื่อยขนาดที่ว่าสอบเช้าวิชาสุดท้ายเสร็จก็กลับมานอนตายที่บ้านทันที คิดดูต้องเหนื่อยขนาดไหนถึงไม่เดินไปหลับในห้องดี ๆ แต่กลับมานอนหมอบที่โซฟาในห้องนั่งเล่นแบบนี้

 

ผมคิดว่าตัวเองหลับไปนานพอสมควร มันนานพอให้เจ้าของบ้านตัวจริงกลับมาและเอาผ้าห่มมาคลุมร่างให้ เขาไม่ได้ห่มให้ด้วยความทะนุถนอมนักหรอก แต่มันเป็นการโยนแบบลวก ๆ เสียมากกว่า ถ้าเกิดจากการกระทำที่อ่อนโยนผมคงไม่สะดุ้งตื่นจนรู้ว่าเป็นฝีมือใครทำหรอก แต่ก็แค่ลืมตาขึ้นมาเพราะถูกขัดจังหวะการนอนเท่านั้น และเพียงไม่กี่วินาทีต่อมาผมก็หลับไปอีกรอบ

 

มารู้สึกตัวตื่นก็ตอนที่จมูกได้กลิ่นของกินหอม ๆ และท้องที่เริ่มร้องประท้วงว่าต้องการอาหารแบบสุด ๆ แล้วนั่นเอง งัวเงียลุกขึ้นนั่งบนโซฟาตัวเดิมโดยที่รอบตัวไม่มีแสงไฟมากนัก มีแค่ไฟจากห้องครัวเท่านั้นที่ให้แสงสว่าง ผมลุกขึ้นยืนโงนเงนเดินเข้าไปหากลิ่นหอม ๆ ตามที่ใจเรียกร้อง

 

เห็นพ่อครัวตัวสูงยืนหันหลังผัดอะไรก๊องแก๊งอยู่หน้าเตา ก็เลยเดินเมาขี้ตาเข้าไปหาแล้วกอดหมับเข้าที่เอวหนา พร้อมกับซบใบหน้าลงไปที่แผ่นหลังกว้างด้วยสติอันน้อยนิด ผมยังง่วงอยู่เลย แต่หิวจนแทบจะกินคนในอ้อมกอดเข้าไปแทนได้อยู่แล้ว กลิ่นตัวเขาก็หอม หอมจนน่ากินเข้าไปทั้งตัว

 

“หิวจัง”

 

“ตื่นแล้วก็ไปล้างหน้าล้างตา อย่ามาเกาะแกะมันน่ารำคาญ”

 

“หอมมม”

 

“รณ ปล่อยก่อน ฉันทำอาหารไม่ถนัด”

 

“…..” ขอปฏิเสธ

 

“รณ อย่ามึน ปล่อยได้แล้ว”

 

ผมก้มตัวลอดวงแขนคนตัวสูงเพื่อไปอยู่ข้างหน้า ทำให้เขาต้องขยับตัวถอยหลังนิดหน่อยเพราะผมอยู่ใกล้กระทะที่เขากำลังผัดบางอย่างอยู่มากเกินไป ผมช้อนสายตาขึ้นมองอีกฝ่ายด้วยตาปรือ ๆ ที่แทบจะปิดของตัวเองพร้อมกับส่งยิ้มไปให้ โปรเฟสเซอร์นนนมีสีหน้าเหมือนอยากจะทุบกะโหลกผมสักทีถ้าทำได้

 

โหดจังเลยนะ โหดแบบนี้นี่มันน่าจับมาจูบสักทีให้หายมันเขี้ยว ส่งยิ้มหวานให้เขาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ผมยอมปล่อยแขนทั้งสองข้างออกจากเอวหนาของร่างสูงแล้ว แต่ย้ายมาคล้องคออีกฝ่ายแล้วโน้มคอเขาลงมาเล็กน้อย พร้อมกับเขย่งปลายเท้าขึ้นไปประทับริมฝีปากที่หน้าผากแทน

 

“รณ”

 

ที่แก้ม

 

“หยุด” 

 

อีกข้างด้วย

 

“นี่...”

 

ปลายจมูกคม

 

“…..”

  

ผมสบตากับร่างสูงอย่างมีความหมาย หลุดยิ้มเล็ก ๆ เมื่อบนใบหน้าของอีกฝ่ายไม่มีแววล้อเล่นอีกต่อไปแล้ว ผมชอบสายตาเกรี้ยวกราดของเขา มันทำให้ผมคลั่ง...และอดใจไม่เคยได้เลยสักครั้งที่จะเอ่ยปากร้องขอ

  

“จูบเราหน่อย...”

 

“…...”

 

“นะครับลุง...อื้อ!

 

ริมฝีปากเรียบตรงจู่โจมเข้ามาโดยไม่ปล่อยให้ได้ตั้งตัวเลยสักนิด ผมที่ก่อนหน้านี้ยังอึน ๆ มึน ๆ จากการนอนนานเกินไปก็ถึงกับช็อกกับการกระทำที่คาดไม่ถึงของอีกฝ่าย แต่ผมไม่มีเวลาให้ทำแบบนั้นนานนักหรอก เพราะเมื่อเขาเริ่มต้นจูบนี้...ผมก็ยินดีจะตอบรับรสจูบกะทันหันของเขาด้วยความเต็มใจ

 

ขยับริมฝีปากไปตามการชักนำของอีกฝ่าย มันเป็นการจูบภายนอกที่ผมรู้สึกใจสั่นจนต้องคว้าลำคอแกร่งเอาไว้อย่างแน่นหนา เอียงใบหน้ารับจูบนั้นด้วยความช่ำชองไม่ต่างกัน ผมเริ่มไล้เรียวลิ้นไปตามกลีบปากบาง จุมพิตที่มุมปากเขาเบา ๆ อย่างยั่วเย้า เสียงแค่นหัวเราะในลำคอของเขาทำให้ผมหลุดยิ้มอย่างย่ามใจก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายรุกเสียเอง

 

เอวบางถูกแขนแกร่งตวัดรัดไว้ในอ้อมแขน ร่างถูกดันไปเรื่อย ๆ จนแผ่นหลังชิดกับประตูตู้เย็นโดยที่ริมฝีปากของเราทั้งคู่ยังคงทำหน้าที่ของมันได้ไม่ขาดตกบกพร่อง มีแต่จะเริ่มร้อนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เท่านั้น

  

เราจูบกัน ดูดดึงริมฝีปาก ตวัดเรียวลิ้นหยอกล้ออยู่อย่างนั้นจนความสุขจะจุกอกตายอยู่แล้ว สัมผัสของโปรเฟสเซอร์นนนดีอย่างที่คิดไว้จริง ๆ เขาเก่งจนผมแปลกใจว่าเอาเวลาไหนไปฝึก แต่ก็ต้องปัดความคิดตลก ๆ พวกนั้นทิ้งไปเมื่อนึกบางอย่างขึ้นมาได้

 

ผู้ชายอายุ 33 ไม่ใช่ตาแก่หัวโบราณทุกคนหรอกนะ อย่างน้อย ๆ ประสบการณ์ชีวิตของคนรุ่นนี้ก็ไม่น่าจะน้อยไปกว่ากัน ดีไม่ดีโปรเฟสเซอร์อาจจะเจนโลกมากกว่าเด็กที่พึ่งจะผ่านวัย 20 ปีมาได้แค่ปีเดียวแบบผมด้วยซ้ำ


“อื้มม” 


โปรเฟสเซอร์นนนถอนริมฝีปากออกไปอย่างอ้อยอิ่ง มีชั้นเชิงในการยุติกิจกรรมสานสัมพันธ์เล็ก ๆ นี้ลงให้ผู้สมรู้ร่วมคิดไม่รู้สึกเหมือนถูกขัดความต้องการมากจนเกินไป ผมค่อย ๆ ปรือตามองอีกฝ่ายช้า ๆ หอบหายใจเล็กน้อยหลังจบฉากจูบที่ค่อนไปทางร้อนแรงของเราทั้งคู่ มองลึกเข้าไปในดวงตาสีนิลของคนตรงหน้า

  

ภายในดวงตาคู่นั้น...ผมมองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากตัวเอง ผมเดาความคิดเขาไม่ออก และไม่มีสติสัมปชัญญะมากพอจะเดาด้วย มันจะด้วยเพราะเหตุอันใดก็ช่างมันเถอะ ผมไม่ตามหาเหตุผลของจูบนี้หรอก ผมไม่ได้อยากรู้ขนาดนั้น รู้แค่ว่าสิ่งที่ต้องการผมได้มันมาแล้วหนึ่งอย่าง จูบที่ไม่ใช่แค่ปากแตะปากเหมือนจูบแรกสมัยมัธยม

 

“เด็กใจแตก” คู่กรณีพูดเบา ๆ หลังถอนริมฝีปากออกไปแล้ว

 

“เราร้ายกว่านั้นเยอะ”

 

“พอใจแล้วใช่ไหม?”

 

“ถ้าหมายถึงจูบเมื่อกี้ละก็...เราคลั่งมันเลยล่ะ” ประโยคหลังผมกระซิบเสียงพร่าชิดใบหูอีกฝ่าย นิ้วเรียวบีบนวดที่หลังคอแกร่งด้วยจังหวะที่ทำให้คนถูกกระทำรู้สึกดีได้ไม่ยาก

 

“ใจง่ายจังนะรณกฤต เป็นแบบนี้กับทุกคนเลยสินะ”

 

“ก็คงอย่างนั้น แต่กับลุงมันพิเศษกว่าทุกคนนะครับ”

 

ยกยิ้มเจ้าเล่ห์ให้กับคนที่ใบหน้ายังไม่ได้ถอยห่างออกไปเท่าไหร่ เขามองผมด้วยสายตาเรียบนิ่ง ก่อนจะแกะแขนที่กอดคอตัวเองออกเบา ๆ ทางนี้ก็ไม่คิดจะดื้อดึงและยอมทำตามอย่างว่าง่าย วันนี้พอใจแล้วล่ะ ไม่สิ...มันยอดเยี่ยมกว่าที่คาดไว้เสียอีก ผมหลงใหลเขามากขึ้น มากขึ้นจนรู้สึกว่าถ้ามากกว่านี้เห็นทีจะไม่ไหว ผมอาจจะหน้ามืดตามัวและเผลอทำอะไรลงไปได้โดยง่าย ซึ่งแบบนั้นมันคงไม่ดีแน่ ๆล่ะ

 

“ดูเหมือนฉันต้องทำผัดผักใหม่ มันไหม้ กินไม่ได้แล้ว”

 

เจ้าของฉายาลุงเปรยขึ้นมาเบา ๆ คล้ายกับจะบ่นเมื่อกลับไปยืนอยู่หน้าเตาอีกครั้ง ผมเดินเข้าไปดูผัดผักที่ว่าด้วยคน ก็ต้องย่นจมูกมองมันด้วยความไว้อาลัย มันกินไม่ได้จริง ๆ ด้วยล่ะ เกรียมเชียว

 

“น่าเสียดายจัง” พึมพำกับตัวเองด้วยความสงสารผักเหี่ยว ๆ ในกระทะที่บางส่วนก็ดำเป็นถ่านไปแล้ว

 

“มันเป็นเพราะเธอ รู้ตัวใช่ไหม?”

  

“ทำไมโยนให้มันเป็นความผิดของเราล่ะ?”

 

ผมหันหน้าไปแย้งกับเขาทันทีเมื่อรู้สึกเหมือนถูกกล่าวหา ก็ทำลงไปด้วยกันทั้งคู่ ทำไมกลายเป็นผมที่ทำผิดต่อผัดผักในกระทะนั้นอยู่ฝ่ายเดียว ไม่เห็นจะยุติธรรมตรงไหน

 

“เพราะเธอหาเรื่องเอง”

 

“เราเปล่า”

 

“เธอยั่ว” เออ ยอมรับก็ได้ว่ายั่ว ก็เป็นฝ่ายรุกก่อนแบบนั้น ไม่เรียกว่ายั่วแล้วจะให้เรียกว่าอะไร แต่ผมไม่มีทางยอมรับผิดอยู่ฝ่ายเดียวหรอกนะ

 

“แล้วลุงจะคล้อยตามทำไมล่ะ”

 

“ถ้าไม่เล่นด้วยเธอก็ไม่หยุดสักทีน่ะสิ สาบานไหมว่าถ้าฉันไม่ทำเธอก็จะไม่ทำมันเหมือนกัน จูบนั้นน่ะ”

 

“เราไม่สาบานอะไรที่มันเสี่ยงต่อชีวิตตัวเอง เราจะจูบลุงไม่ว่าลุงจะจูบเราหรือไม่ก็ตาม ที่เราพูดขอไปก็แค่ยั่วให้ลุงเป็นฝ่ายเริ่มก่อน เรารักจูบนี้ยิ่งกว่าจูบไหน ๆ ที่เคยจูบมา”

  

“.....”

  

“เราง่ายมาก ๆ ถ้าลุงอยากได้ และใช่...มันจะเป็นแค่กับลุงคนเดียว”

  

เราทั้งคู่สบตากันตลอดเวลาที่ผมพ่นประโยคเหล่านั้นออกไป สองสายตาที่สื่อความหมายต่างกันไม่ละจากไปไหน ผมส่งสายตาท้าทายให้กับคนตรงหน้า ยกยิ้มบางเบาไร้แววเขินอายต่อคำพูดของตัวเอง ทางด้านคนโตกว่าก็ยังคงมีสีหน้าและแววตาเรียบนิ่งเช่นเคย แต่มุมปากกระตุกยิ้มพึงพอใจเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็น

  

“เธอมันเป็นเด็กใจแตก”

 

“เราเสียใจนะที่ลุงว่าเราแบบนั้น” คนที่บอกว่าเสียใจไม่มีทางยิ้มกว้างได้แบบผมแน่

 

“เธอชอบใจต่างหากที่ฉันใช้คำพูดใจร้ายกับเธอ”

 

“ลุงรู้จริง ๆ ด้วยว่าเราต้องการอะไร”

 

เขานั่นแหละตัวดี ใบหน้าแสนสุภาพ แววตาที่ซ่อนความร้ายกาจไว้ด้านใน ใครกันแน่ที่เป็นปีศาจ...ถ้าไม่ใช่เขา

 

“เพราะเธอมันดูออกง่ายยังไงล่ะ”

  

“เอ๋? เราเป็นแบบนั้นจริง ๆ เหรอ?”

 

“เลิกทำตัวใสซื่อกับฉันได้แล้ว มันไม่ได้ผลหรอก”

 

คุณก็เลิกห่มหนังแกะได้แล้วครับ หูเริ่มโผล่แล้วนะพ่อหมาป่า คิดจะอยู่ใต้หนังแกะไปอีกนานแค่ไหน จะอดทนต่อกันและกันได้อีกนานเท่าไหร่ ผมจะคอยดูวันที่คุณกระชากหนังปลอม ๆ ที่ห่อหุ้มร่างจริงของตัวเองออกนะครับ มันคงน่าดูไม่น้อยเลย

 

“แล้วแบบไหนถึงจะได้ผลล่ะ ต้องให้พูดตรง ๆ ว่าเราอยากให้ลุงทำกับเราบนโต๊ะอาหารแบบนี้เหรอ? ลุงต้องการแบบนั้นหรือเปล่าครับ?”

 

“ฉันต้องการให้เธอไปล้างหน้าล้างตาแล้วมากินข้าว รู้ไหมว่าตอนนี้มันกี่โมงแล้ว อย่าให้ต้องพูดซ้ำอีก”

 

“ครับพ่อออ รับทราบครับบบ”

 

ผมรับคำกวน ๆ ก่อนจะหันหลังเดินออกไปทางห้องนอนตัวเองอย่างว่าง่าย วันนี้ผมจะเป็นเด็กดี วันต่อ ๆ ไปก็ด้วย ถ้าเขาให้รางวัลเป็นจูบเล็ก ๆ น้อย ๆ ผมก็จะไม่ดื้อไม่ซน นี่หัวใจยังพองโตคับอกไม่ลดลงเลย

 

ชอบจริง ๆ ...ชอบจูบนั้นมากจริง ๆ

 

 

 

ใช้เวลาในการจัดการสภาพยุ่งเหยิงของตัวเองในห้องไม่นานนัก พอกลับเข้ามาที่ครัวอีกครั้งก็เห็นว่าอาหารทุกอย่างพร้อมทานแล้ว ผมนั่งลงที่เก้าอี้ตัวหนึ่งโดยที่มีโปรเฟสเซอร์เดินมานั่งฝั่งตรงข้าม พร้อมกับขวดน้ำเปล่าและแก้วน้ำสองใบในมือ มื้อค่ำเริ่มต้นขึ้นไม่ต่างจากทุกวัน เขาถามเรื่องสอบบ้าง ผมถามเรื่องที่เขาไปทำมาวันนี้บ้าง มันไม่ได้พิเศษอะไรขนาดนั้น แต่เราก็มักจะทำมันอยู่บ่อยครั้งหากมีโอกาส

 

“ข้อสอบยากมาก เรานึกว่าตัวเองจะตายอยู่ในห้องสอบแล้ว อาจารย์วัลจีลีนไม่ปรานีนักศึกษาเลยสักนิด”

 

“อาจารย์วัลจีลีนท่านมักเข้มงวดแบบนี้เสมอ”

 

“เราว่าเธอควรจะปลง ๆ ได้แล้ว ออกข้อสอบแบบนี้มันก็ไม่ไหวนะ”

 

“แล้วทำได้ไหมล่ะ?”

 

“ก็...น่าจะได้อยู่ เราอ่านมันทั้งคืนไม่ได้นอนเลยนะ ทำไม่ได้ก็ไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว ขอน้ำหน่อยครับลุง”

 

เขาหยิบขวดน้ำมาเทน้ำใส่แก้วให้ แต่ตาก็ยังมองมาที่ผมนิ่ง ๆ สลับกับมองแก้วน้ำไปด้วย ผมไม่ได้ถามหรือสงสัยว่าอีกฝ่ายมองทำไม เพราะมันก็ไม่ได้ต่างไปจากทุกครั้งที่เขาทำตัวแบบนี้ อาจจะ...ชินมั้ง ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันที่นี่ ผมรู้สึกว่ามันมีอะไรบางอย่างกำลังขับเคลื่อนไปพร้อมกับเรา เหมือนฟันเฟืองที่หมุนตามการก้าวย่างของเราช้า ๆ

 

“งั้นก็ไม่เห็นต้องบ่น มันผ่านมาแล้วไม่ใช่เหรอ”

 

“ก็ขอบ่นหน่อยเถอะ เราเหนื่อยจริง ๆ นะ”

 

“ถ้าอย่างนั้นก็รีบกินเข้าจะได้รีบไปนอน เหนื่อยนักก็พัก อีกไม่นานก็หาย”

 

“ไม่ล่ะ นอนทั้งวันแล้ว คืนนี้เราจะออกไปข้างนอกนะ พรุ่งนี้ก็ไม่มีสอบแล้วด้วย ว่างยาวไปทั้งอาทิตย์”

 

ผมปฏิเสธการนอนพักที่อีกฝ่ายเสนอ ถ้าต้องนอนมากกว่านี้เห็นทีว่าสมองผมคงไหลมารวมกันแน่ คืนนี้ต้องปล่อยผีกันหน่อย ผมไม่ได้ดื่มมานานแล้วด้วย ร่างกายโหยหาการเมาหัวราน้ำแล้ว

 

“ไหนบอกเหนื่อย?”

 

“ก็เหนื่อยไงเลยจะออกไปรีแล็กซ์ร่างกายอยู่เนี่ย...หรือลุงจะช่วยเราล่ะ เราโอเคนะ”

 

ผมยิ้มมุกปากขณะพูด คนตรงข้ามเงยหน้าขึ้นมามองเล็กน้อย แล้วก้มหน้าลงไปทานข้าวต่อคล้ายจะไม่สนใจคำพูดนั้น ก็ทุกทีแหละ เขาเคยแคร์ที่ไหน ผมจะทำอะไรมันก็ไม่เกี่ยวกับเขาอยู่แล้ว เมื่อก่อนผมออกไปข้างนอกแทบทุกคืน มาหยุดไปก็ตอนช่วงสอบเพราะต้องอ่านหนังสือ เรื่องอย่างว่าก็งดไปเต็ม ๆ อาทิตย์เหมือนกัน ตอนนี้มันรู้สึกว่าเริ่มจะมีความต้องการบ้างแล้ว

 

อาจจะเป็นเพราะจูบนั้นแหละมั้ง มันเป็นจูบที่ปลุกสัญชาตญาณดิบเถื่อนในตัวได้ดีทีเดียว

  

“ไม่สนใจหน่อยเหรอ?”

 

“.....”

 

“งั้นเราไปทำกับคนอื่นก็ได้ ไม่ง้อหรอก”

 

พูดไปหัวเราะไปก่อนจะหยิบจานเปล่าของตัวเองไปล้าง เสียงพูดเจื้อยแจ้วของผมยังดังเรื่อย ๆ ภายในครัวขนาดกำลังพอดีนี้ แต่ใครเล่าจะรู้ว่าคำพูดอวดดีของผมมันก็เป็นแค่เรื่องเล่าที่ไม่มีวันเป็นจริงเท่านั้นแหละ

 

‘ไปทำกับคนอื่นอะไรกัน แค่ลบสัมผัสของคุณผมยังทำไมได้เลยโปรเฟสเซอร์’

 

คุณได้ฝัง...ตัวตนของคุณลงในใจของผมอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว

 

 

 

คืนนี้ผมอยากเป็นอิสระ อิสระจากทุกสิ่ง จากการเอาแต่คิดถึงโปรเฟสเซอร์แก่ ๆ ที่บ้าน ลืมเรื่องที่น่าปวดหัวทิ้งไปก่อน เราจะดื่มด่ำกับแสงสีเสียงในยามราตรี ผมต้องการให้มันเป็นแบบนั้น และเมื่องานเลี้ยงเลิกรา ผมจะกลับรังของตัวเองโดยทิ้งหิ่งห้อยแสนสวยทุกตัวไว้ด้านหลัง

 

เพราะผมไม่สามารถหยิบหิ่งห้อยเหล่านั้นกลับไปได้เลยสักตัว

  

“มาคนเดียวเหรอครับหนุ่มน้อย”

 

เสียงและสัมผัสจากฝ่ามือเย็นชืดทำให้ต้องวางเครื่องดื่มในมือแล้วหันกลับไปเผชิญหน้ากับผู้มาใหม่ ผมจำน้ำเสียงและสัมผัสของเขาได้ มันไม่ใช่สัมผัสที่อ่อนหวาน แต่มันเป็นสัมผัสที่ทำให้สบายใจ

  

“ผมรู้แล้วว่าหลายอาทิตย์ที่ไม่ได้มาเหยียบที่นี่ ผมคิดถึงอะไรมากที่สุด”

 

คนฟังเลิกคิ้วเล็ก ๆ ที่มุมปากประดับรอยยิ้มพราวเสน่ห์อย่างคนที่รู้ว่าทำแบบไหนตัวเองถึงจะดูดีที่สุด ซึ่งผมว่าเขาเลือกได้ดีกับท่าทางแบบนี้ เพราะมันทำให้เขาดูฮอตสุด ๆ ไปเลย

 

“แล้วมันคืออะไรล่ะครับ คุณรณ”

 

“โกหกก่อนสิว่าคุณไม่รู้” รอยยิ้มแสนซนที่ตั้งใจแสดงออกไปช่างน่ารักจนคนมองอดจะยิ้มตามไปด้วยไม่ได้

 

“หึ ๆ ผมไม่รู้ครับ”

 

“ผมคิดถึงคุณ”

 

“คำนั้นควรเป็นผมที่ต้องพูดนะ”

 

พูดจบก็คว้าตัวผมเข้าไปกอดเบา ๆ ผมซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดนั้นไม่นานก่อนที่เขาจะคลายมันลงแล้วก้มหน้ามาประทับริมฝีปากลงบนศีรษะย้ำ ๆ อยู่หลายหน ผมหัวเราะน้อย ๆ กับท่าทางแบบนั้นของเขา มันเหมือนว่าผมเป็นน้องชายเขาอย่างนั้นแหละ ทั้ง ๆ ที่เรารู้กันดีว่าพี่กับน้องจะไม่นอนด้วยกันเด็ดขาด แต่ครั้งหนึ่งเราสองคนเคยทำเรื่องแบบนั้นลงไปแล้ว ถึงแม้มันจะมีอะไรบางอย่างผิดพลาดไปบ้าง แต่ก็ไม่มากพอให้เปลี่ยนความจริงข้อนั้นไปได้

 

“คุณดื่มวอดกาอีกแล้ว มันเป็นเครื่องดื่มที่คุณโปรดปรานอย่างนั้นใช่ไหม?”

 

“เพราะผมไม่ชอบให้ใครผสมเครื่องดื่มให้ต่างหาก”

 

ผมไม่ได้โกหก การที่จะต้องดื่มเครื่องดื่มพวกนี้ในที่อโคจรมันเสี่ยงสำหรับตัวผมเองแค่ไหน เรื่องนี้ผมรู้ดี ผมเคยถูกวางยาปลุกเซ็กซ์มาแล้วครั้งหนึ่ง ก็เพราะรับเครื่องดื่มจากคนไปทั่วนี่แหละ หลังจากนั้นก็ระวังในการรับเครื่องดื่มจากคนแปลกหน้ามากขึ้น อ้อ แต่ไม่ต้องห่วงหรอก ไอ้คนที่กล้าวางยาผมถูกจัดการไปแล้วเรียบร้อย ส่วนผมก็แค่หิ้วใครสักคนกลับไปด้วย สนุกกันจนถึงเช้า แม้ว่าฤทธิ์ยาโง่เง่านั่นจะหมดไปนานแล้วก็ตาม

  

“แม้กระทั่งผม?” 

 

“ยกเว้นคุณ” นี่ก็ไม่ได้โกหกเช่นกัน มีแค่คนตรงหน้าที่ผมไว้ใจให้ผสมเครื่องดื่มให้ เหตุผลแรกคือถูกใจรสชาติ เหตุผลที่สองคือถูกใจตัวบุคคล ก็คุณโชฉลาดพูด อยู่กับเขาแล้วรู้สึกสบายใจดี

  

“คุณกำลังอ้อนผมอยู่ใช่ไหมเนี่ย?”

 

“แล้วมันไม่ได้ผลเหรอครับ?”

 

เขาสบตากับผมยิ้ม ๆ แววตาของอีกฝ่ายดูจะสนุกสนานที่ได้คุยหยอกล้อกับผม ผมเองก็ชอบที่ได้คุยกับเขานะ คุณโชเป็นคนที่ทำให้รู้สึกว่าอยู่ด้วยแล้วไม่อึดอัด เขาเปิดเผย ไม่ละลาบละล้วง และมือเร็วแบบรู้เวล่ำเวลา เขาเป็นผู้ชายที่จัดอยู่ในหมวดไม่น่าเบื่อสำหรับผม และเป็นผู้ชายส่วนน้อยจริง ๆ ที่ผมยอมคุยด้วยโดยที่ไม่มีเรื่องอย่างว่าเข้ามาเกี่ยวข้องในทุก ๆ บทสนทนา

 

“คุณก็รู้ว่าคุณทำมันสำเร็จเสมอคนสวย”

 

“เพราะคุณหลงผมแล้วต่างหาก”

 

“ฮะ ๆ ใช่ ข้อนี้ผมไม่เถียง ก็คุณออกจะน่าหลงใหลขนาดนี้” มือแกร่งยกขึ้นมาลูบไล้ใบหน้าผมแผ่วเบา ผมไม่นึกรังเกียจสัมผัสของเขา เพียงแต่สัมผัสของใครบางคนมันเด่นชัดจนเกินไป อา...ทั้ง ๆ ที่ไม่อยากนึกถึงเลยแท้ ๆ

 

“ผมอยากดื่มเครื่องดื่มจากคุณแล้ว ช่วยทำเมนูพิเศษให้หน่อยได้ไหมครับคุณโช”

 

“รับทราบครับคุณหนู หึ ๆ”

 

ผมขำกับสรรพนามหยอกเย้าของอีกฝ่าย มันเป็นเรื่องตลกร้ายนะ คุณหนูอะไรกัน อย่างผมน่ะมันต้องนายน้อยถึงจะถูก ผมไม่ได้อ่อนหวานอ้อนแอ้นขนาดนั้นเสียหน่อย ผมมันก็แค่คนคนหนึ่งที่ชื่นชอบผู้ชายด้วยกันเองมากกว่าสตรีเพศเท่านั้น

 

คุณโชเดินหลบเข้าไปหลังเคาน์เตอร์บาร์ เขามองผมยิ้ม ๆ โดยที่ผมเองก็กำลังส่งยิ้มให้เขาเช่นกัน เรายิ้มขำให้กันไปมาเหมือนมีเรื่องตลกให้ทำแบบนั้น คุณโชพับแขนเสื้อเชิ้ตสีกรมท่าของเขาทีละข้างด้วยท่วงท่าที่สาว ๆ เห็นเป็นต้องหลงหัวปักหัวปำเป็นแน่ ผมก็แอบรู้สึกเสียดายเขานิด ๆ เหมือนกันนะ บางครั้งก็แอบสงสัยว่าถ้าไม่มีโปรเฟสเซอร์...มันจะเป็นเขาได้ไหม จะเป็นคุณโชได้หรือเปล่า ในตอนนั้นผมคงไม่ต้องมานั่งสับสนอยู่แบบนี้

 

“คุณอยากเมาแค่ไหนครับ?”

 

เขาถามแต่มือก็หยิบจับเครื่องมืออย่างคล่องแคล่วไปด้วย ผมมองการกระทำของเขาอย่างสนใจ แต่สุดท้ายก็ยอมคิดและตอบคำถามกลับไปสั้น ๆ

 

“ผมไม่อยากเมาครับ”

 

“หมายถึงไม่อยากดื่ม?”

 

“ผมอยากดื่ม แต่ไม่อยากเมาน่ะ”

 

“เป็นโจทย์ที่ยากมากจริง ๆ ถ้าไม่ใช่คุณผมคงโยนแก้วใส่ไปแล้ว”

 

“พูดเป็นเล่นไป ฮะ ๆ”

 

เขายักไหล่พอเป็นพิธีแล้วหันกลับไปเริ่มผสมเครื่องดื่มต่อ ผมนั่งมองเขาเงียบ ๆ ไม่ได้คิดอยากจะพูดอะไรนัก ผมอยากมาปลดปล่อยจริง ๆ อยากเป็นอิสระจากอะไรก็ตามที่มันหนัก ๆ อยู่ในอก ผมแค่อยากพักสักเดี๋ยว ดีขึ้นแล้วค่อยก้าวต่อไปข้างหน้า ก็เท่านั้น

 

“คุณไม่ชวนเขามาด้วย” คำถามถูกส่งมาจากบาร์เทนเดอร์สุดหล่อโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย เราไม่ได้คุยกันถึงเรื่องไหนเป็นพิเศษ แต่ไม่แน่ใจว่าทำไมหัวข้อถึงมาตกอยู่ที่เรื่องนี้ได้

 

“หืม?”

 

“คนที่คุณเอาแต่คิดถึงน่ะ ทำไมไม่ชวนเขามากับคุณล่ะ”

 

“อ้อ...” ความคิดที่ขุ่นมัวกำลังค่อย ๆ ตกตะกอน เรียงร้อยถ้อยคำอยู่สักพักก่อนจะตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเป็นปกติที่สุด

 

“ไม่รู้สิ เขาไม่ชอบที่ที่ผมอยู่นักหรอก สถานที่อโคจรกับคนคนนั้น...ดูจะไม่เข้ากันเลยสักนิด”

 

โปรเฟสเซอร์กับผับ? มันใช่ของคู่กันที่ไหนล่ะ

  

“เขาไม่ชอบที่คุณเป็น?”

 

“ไม่ได้สำคัญขนาดนั้นหรอกครับ เขาจะชอบไม่ชอบแบบไหนในตัวผมมันก็ไม่ได้สำคัญอะไรเลย”


“ทำไมล่ะครับ?”

 

ทำไมน่ะเหรอ...? อาจจะเป็นเหตุผลนี้ก็ได้

 

“เขาไม่จำเป็นต้องชอบผมก็ได้ แค่ผมได้ชอบเขาก็พอ อะไรทำนองนั้นมั้งครับ” ผมยิ้มเมื่อตอบคำถามนั้นจบ รู้สึกว่ามันน่าหัวเราะที่คนอย่างผมคิดอะไรตลก ๆ แบบนี้เป็นด้วย

 

“คุณคงชอบเขามากเลยนะครับ เป็นผู้ชายที่โชคดีจริง ๆ ด้วยสินะคนคนนั้น”

 

“ผมชอบร่างกายเขามากจริง ๆ และนิสัยเขาก็น่าค้นหา ผมว่าผมคงจะชอบในส่วนนั้นมากกว่าเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ แบบชู้สาวน่ะครับ”

 

“คุณแน่ใจเหรอครับเรื่องนั้น?”

 

“อะ...เอ๋?”

 

ผมมองอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ ทำไมถึงถามว่าแน่ใจไหม ก็ในเมื่อ...ในเมื่อมันก็ต้องเป็นเหตุผลนั้นเหตุผลเดียวเท่านั้นไม่ใช่หรือไง...

 

“ที่ว่าไม่ใช่เรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ น่ะ”

 

“ก็...”

 

“ไม่ต้องตอบผมหรอกครับ เก็บเอาไว้ตอบตัวเองดีกว่า”


“.....”

 

“เครื่องดื่มสำหรับคุณครับคุณหนู”

 

ผมที่เผลอตัวเหม่ออีกครั้งจำเป็นต้องหันกลับมาส่งยิ้มให้กับบาร์เทนเดอร์สุดฮอตที่เป็นฝ่ายผสมเครื่องดื่มให้ เลื่อนระดับสายตาลงมาตามมือขาวของคนที่ยื่นแก้วทรงสูงวางลงตรงหน้า พอเห็นสิ่งที่อยู่ในมือของอีกฝ่ายก็ถึงกับต้องขมวดคิ้วสงสัยในทันที

 

ผมหันกลับไปมองเขาสลับกับแก้วเครื่องดื่มนั้นแล้วก็ต้องหลุดขำออกมาเบา ๆ เป็นรอบที่เท่าไหร่ของคืนไปแล้วไม่ทราบ แต่นี่เขาซีเรียสหรือเปล่า เอาจริงเหรอ?

 

“เตกีล่า?”

 

“โจทย์คุณยากไปครับ”

 

“ฮะ ๆ แต่เตกีล่าเนี่ยนะ มันดู...คุณหนูไปไหม?”

 

“ดีแค่ไหนที่ผมไม่เสิร์ฟน้ำอัดลมให้คุณ โจทย์อยากดื่มแต่ไม่อยากเมา ผมคิดออกแค่น้ำอัดลมจริง ๆ นะคุณคนสวย”

 

“ดีใจจริง ๆ ที่ท้ายที่สุดแล้วคุณเลือกเตกีล่า”

 

ผมหัวเราะขำกับสีหน้าและการกระทำของเขา เข้าใจเลือกนะ ดื่มทั้งคืนก็ไม่มีทางเมาแน่ เขาหันกลับไปผสมเครื่องดื่มให้ตัวเองเช่นกัน เราคุยกันเรื่อย ๆ โดยแต่ละเรื่องก็ไม่ได้มีสาระสำคัญอะไรมากนัก บ้างเขาก็หยอกล้อให้ผมเขินเล่น ๆ บ้างก็ปล่อยมุกตลกให้รู้สึกอารมณ์ดี จริง ๆ คุณโชก็มีประโยชน์เหมือนกันนะ เขาฮีลคนรอบข้างได้ด้วยความสามารถในการยิ้มของเขา

  

“ทำไมคุณโชถึงชื่อโชล่ะครับ?”

 

ผมเลือกคำถามที่ไม่ได้สนใจอะไรเป็นพิเศษ แค่รู้สึกว่าบรรยากาศระหว่างเรามันกลับมาเงียบอีกครั้ง และผมไม่ชินกับมันนัก

 

“จริง ๆ ผมชื่อเต็มว่าพลอยโชว์ครับ”

  

“ถามจริง?”

  

“จริง”

 

เฮ้! นี่ตกใจจริง ๆ ไม่รู้มาก่อนเลยว่าชื่อเขาสะกดด้วยโชว์นี้ ก็นึกว่าชื่อโชเฉย ๆ ที่ไหนได้คือ Show ที่เป็นการแสดง เป็นชื่อที่แปลกมาก ไม่คิดว่าจะมีคนชื่อนี้เลย มันเก๋ดีนะ ผมชอบจริง ๆ

 

“ชื่อคุณแปลกดีนะครับ ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย”

 

“ใคร ๆ ก็บอกแบบนั้นครับ ผมมีน้องสาวอีกคนชื่อเพชรเจีย แปลกกว่าว่าไหม”

 

“คุณพ่อคุณแม่เข้าใจตั้งชื่อนะครับ ผมว่ามันเป็นชื่อที่ดีทีเดียว”

 

“เป็นคุณยายครับที่ตั้งให้ คุณพ่อกับคุณแม่ผมท่านไม่ค่อยถนัดเรื่องพวกนี้เท่าไหร่” รอยยิ้มอ่อนโยนเมื่อพูดถึงญาติผู้ใหญ่ทำให้ชายหนุ่มดูน่าคบหามากขึ้น เฮ้อ มองหน้าคุณพลอยโชว์ทีไรแล้วอดจะเสียดายไม่ได้ทุกที บุญมีแต่กรรมบังจริง ๆ รณเอ๊ย

 

“อ้อ คุณยายคุณพลอยโชว์นี่น่ารักดีนะครับ ตั้งชื่อให้หลานเสียคล้องจองกันเลย”

 

“ท่านน่ารักจริง ๆ ครับ ไว้วันหลังคุณรณไปพบท่านกับผมไหมล่ะครับ ผมเชื่อว่าคุณต้องตกหลุมรักหญิงชราแบบคุณยายของผมแน่ ๆ”

 

“ขอผ่านแล้วกันครับ ผมเข้าหาผู้ใหญ่ได้ไม่ค่อยดีนัก กลัวจะไปทำตัวเสียมารยาทเข้า”

 

“ไม่หรอกครับ คุณรณน่ารัก คุณยายผมจะชอบคุณเหมือนที่ผมชอบอย่างแน่นอน”

 

ผมยิ้มให้กับคำพูดหวาน ๆ ของบาร์เทนเดอร์จำเป็นพลางส่ายหน้าอย่างนับถือความลื่นไหลของเขา เป็นเจ้าของผับที่พูดจาอ้อนลูกค้าได้น่าหมั่นไส้ชะมัด ผมเปลี่ยนเรื่องคุยให้ไกลตัวผู้ใหญ่อีกครั้งเพราะไม่สะดวกจะไปพบคุณยายเขาจริง ๆ ผมเข้ากับผู้ใหญ่ไม่เก่ง และไม่ได้เป็นคนมีสัมมาคารวะขนาดที่จะไปคุยกับคนรุ่นยายโดยที่จะไม่ถูกอีกฝ่ายตำหนิเอาได้ ผมเป็นคนประเภทนั้น

  

“ดึกแล้ว ผมคงต้องขอตัวกลับก่อน” ผมเอ่ยขึ้นมาอีกครั้งเมื่อนาฬิกาบอกเวลาว่าถึงเวลาอันสมควรแล้ว

  

“หืม? นี่พึ่งจะเที่ยงคืนเองนะครับ”

 

“นั่นสิครับ แปลกมากเลยใช่ไหม?”

 

ผมหัวเราะเบา ๆ แล้วเตรียมตัวลุกขึ้นยืน กำลังจะขอตัวกลับอีกครั้งแต่เขาก็ยกมือขึ้นห้าม ก่อนจะถอดผ้ากันเปื้อนแล้วเดินออกจากเคาน์เตอร์ตรงมาทางนี้ ผมมองการกระทำของเขางง ๆ แต่ยังไม่ทันได้ถามอะไรสักคำก็ถูกดึงแขนให้เดินตามไปเสียก่อน

 

คิดจะทำอะไรของเขา?

 

“มีอะไรหรือเปล่าครับคุณพลอยโชว์?”

 

“เรียกโชเหมือนเดิมก็ได้ครับ ไม่ต้องเต็มยศขนาดนั้นหรอก”

 

“ผมชอบชื่อพลอยโชว์มากกว่านี่ครับ แล้วตกลงเรากำลังจะไปไหนกันครับเนี่ย?”

 

ถามเพราะเราเดินมาจนถึงลานจอดรถกันแล้ว โชคดีที่วันนี้ผมไม่ได้เอารถมา พวกการ์ดเป็นคนมารับเลยไม่จำเป็นต้องห่วงรถของตัวเอง แต่ทว่าคำถามที่ผมถามไปกลับได้คำตอบเป็นการเปิดประตูรถด้านข้างคนขับให้แทน เหมือนบอกเป็นนัย ๆ ว่าให้ขึ้นไปนั่งแต่โดยดี

 

“คุณพลอยโชว์ คืนนี้ผมอยากกลับไปนอนที่บ้านครับ”

 

“แน่นอนครับ แต่ผมจะเป็นคนไปส่งคุณเอง ขึ้นรถสิครับ”

  

“ไม่อยากรบกวนเลยครับ”

 

“ผมเต็มใจมาก ๆ ต่างหาก ไปเถอะครับ ผมแค่อยากแน่ใจว่าคุณกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยจริง ๆ”


ผมมองอีกฝ่ายอย่างชั่งใจ แต่ก็ต้องยอมแพ้ต่อสายตาเว้าวอนของเขา และยอมก้าวขึ้นไปนั่งบนรถโดยมีเขาเป็นคนเปิดและปิดประตูให้ จะว่าไปแล้วก็ไม่บ่อยนักหรอกที่จะมีคนปฏิบัติแบบนี้กับผม ถ้าไม่ใช่พวกการ์ดแล้วก็แทบจะไม่มีเลย ผมจำเป็นต้องมีคนเปิดประตูรถให้ที่ไหนกันล่ะ ผมก็ผู้ชายคนหนึ่งเลยนะ ทำเรื่องพวกนี้เองได้สบาย ๆ อยู่แล้ว

 

“คุณรณพักที่คอนโด Q ใช่ไหมครับ?”

 

“ผมย้ายออกมาแล้วน่ะครับ ตอนนี้อยู่ที่หมู่บ้าน H”

 

“อ้อ ย้ายมาอยู่กับผู้ชายคนนั้นหรือเปล่า?”

 

“ก็...ครับ ประมาณนั้น”

 

“แอบอิจฉาแฮะ ผมก็อยากให้คุณย้ายมาอยู่กับผมบ้างเหมือนกัน”

  

ผมหันไปมองคนขับยิ้ม ๆ ก่อนจะเบนสายตากลับไปมองแสงไฟข้างทางเหมือนเดิม กรุงเทพฯ ในเวลานี้เป็นภาพที่สวยงามและน่าหลงใหลที่สุด ผมชอบบรรยากาศยามค่ำคืนของมันจริง ๆ

 

“อย่าล้อเล่นสิครับคุณพลอยโชว์”

 

“ผมไม่ได้ล้อเล่นนะครับ”

 

“ผีเสื้อ”

 

“ครับ?”

 

“ผีเสื้อน่ะครับ คุณชอบมันหรือเปล่า?”

 

ถามโดยที่ไม่ได้หันไปมองคนที่กำลังคุยด้วยเลยด้วยซ้ำ ผมวาดนิ้วไปตามกระจกรถเป็นรูปผีเสื้อในจินตนาการช้า ๆ เอนศีรษะพิงกระจกรถเอาไว้แบบนั้นแล้วยกยิ้มบางแต้มริมฝีปากตลอดเวลา ผมชอบผีเสื้อนะ

 

“ก็ไม่ได้เกลียดเป็นพิเศษนะครับ ถามทำไมเหรอ?”

 

“แล้วคุณรู้จักผีเสื้อราตรีลูน่าไหม?”

  

“คิดว่าไม่นะครับ ไม่รู้จักผีเสื้ออะไรเลย” สำหรับคนที่อยู่แต่กับเหล้าและผู้คนก็ไม่แปลกใจนักที่จะไม่รู้จัก ที่น่าแปลกใจนั่นคือผมต่างหาก คนที่ไม่ควรรู้จักสัตว์สักชนิดบนโลกนี้ควรเป็นผมสิ แม้แต่สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติในประเทศนี้ผมยังไม่เคยไปเลย โลกแคบก็แบบนี้

 

“ผีเสื้อราตรีลูน่า เป็นสัตว์ที่งดงามมากเลยนะ ปีกของมันเป็นสีเขียวเหลือง สวยงามมากทีเดียว”

 

“คุณดูจะชอบมันนะ”

  

“ครับ ผมชอบ แล้วคุณพลอยโชว์ทราบหรือเปล่าว่ามันไม่มีปากด้วยนะ”

  

“หืม? ถ้าอย่างนั้นมันจะกินอาหารยังไงล่ะครับ คงลำบากน่าดูเลย” ผมหัวเราะน้อยๆ กับคำตอบของเขาก่อนจะพูดต่อ

 

“ครับ มันก็อาจจะลำบาก แต่เพราะมันไม่มีปาก มันเลยไม่จำเป็นต้องกินอาหารไง”

 

“อ๋อ แปลกนะครับ ถ้าไม่กินอะไรแล้วจะไม่ตายเหรอ หรือมันอยู่ได้ด้วยการสังเคราะห์แสงอะไรแบบนั้นหรือเปล่า?”

 

คำถามที่ไม่ได้มีเจตนากวนประสาทแน่ ๆ ของเขาทำให้ผมหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ ผมดูออกว่าอีกฝ่ายสงสัยและคิดแบบนั้นจริง ๆ ไม่แปลกหรอกครับที่ทุกคนจะงง เพราะครั้งแรกผมก็สงสัยเหมือนกันว่าทำไม แต่เมื่อรู้คำตอบก็ถึงกับร้องอ๋อทันที เหตุผลที่มันไม่มีปาก...เหตุผลที่มันเกิดมา

 

“มันมีอายุขัยที่สั้นน่ะครับ ผีเสื้อราตรีพันธุ์นี้มีชีวิตอยู่ได้แค่อาทิตย์เดียวเท่านั้น”

 

“แบบนั้นก็แย่เลยนะครับ ทั้ง ๆ ที่สวยงามขนาดนั้นแท้ ๆ แต่กลับมีชีวิตที่สั้นจนยากต่อการครอบครอง”

  

“ครับ แต่มันก็มีเหตุผลของมันนะครับที่ผีเสื้อราตรีลูน่าไม่มีปาก”

 

“ยังไงครับ?”

  

สายตาของผมตกอยู่ในสถานที่ที่ไกลแสนไกล เรื่องราวนับร้อยนับพันที่เคยผ่านมาค่อย ๆ เด่นชัดขึ้นในความทรงจำ เรื่องราวที่อยากจะลืม เรื่องราวที่แสนชิงชัง

 

“ผีเสื้อราตรีลูน่ามีชีวิตหนึ่งอาทิตย์เพื่อสืบพันธุ์อย่างเดียวน่ะครับ”

 

“.....”

 

“มันไม่จำเป็นต้องกินอาหาร เพราะหน้าที่ของมันก็มีแค่ผสมพันธุ์และวางไข่ จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมผีเสื้อราตรีลูน่าถึงไม่มีปาก”

 

ไม่ต้องดื่มกิน เพียงแค่เกิดมาทำหน้าที่ของตัวเอง สืบพันธุ์และวางไข่ ไม่ช้าไม่เร็วก็รอวันตายจากโลกนี้ไป วงจรชีวิตที่แสนสั้น วงจรที่น่ารังเกียจ

 

“เพราะหลังจากมันทำหน้าที่ผสมพันธุ์ของมันเสร็จ...อายุขัยของมันก็จะหมดลงไปด้วยเช่นกัน”

 

“คุณรณ...”

 

“ผมว่าผีเสื้อราตรีลูน่าน่ะ...คล้ายกับผมมากเลยล่ะครับ”

 

“.....”

 

เพราะแบบนั้นผมจึงชอบมัน อย่างน้อย ๆ มันก็ทำให้ผมรู้สึกอุ่นใจ ว่าไม่ใช่แค่ผมคนเดียวในโลกที่มีชะตากรรมแบบนี้ อย่างน้อยที่สุด ผีเสื้อราตรีลูน่าก็จะตายไปพร้อมกับผมเช่นกัน ผมคงไม่เหงาอีกต่อไปแล้ว

 

 

 

ตลอดทางเราไม่ได้คุยอะไรกันอีกหลังจากนั้น ผมบอกลาและขอบคุณเขาสั้น ๆ ก่อนจะหันหลังกลับแล้วเดินเข้าไปในบ้านทันที ไฟในห้องนั่งเล่นถูกปิดไปแล้ว แต่แสงจากทางเดินที่มุ่งตรงไปยังห้องนอนสองห้องยังเปิดอยู่ ผมเดินตามแสงไฟไปอย่างไม่เร่งรีบ เปิดประตูเข้าไปในห้องที่มีประตูสีขาว จัดการชำระล้างร่างกายและใช้เวลาไม่นานมากกับกิจกรรมนี้ ผมออกมาเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดนอนสบายตัว เดินไปที่ประตูบานเดิมและเปิดมันออกอีกครั้ง

 

สองเท้าก้าวเข้าไปยังห้องที่อยู่สุดทางเดิน ประตูสีดำสนิทดูน่าค้นหา ลองหมุนลูกบิดประตูเบา ๆ ก็พบว่ามันไม่ได้ล็อก ผมรู้สึกแปลกใจนิดหน่อยแต่ก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจนัก หลังบานประตูมีร่างสูงที่ผมคิดถึงนอนหลับสนิทบนเตียงกว้างภายในห้อง ผมเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายช้า ๆ ก่อนจะตัดสินใจวางเข่าลงบนเตียงข้างหนึ่งแล้วค่อย ๆ คลานขึ้นไปบนเตียงเดียวกัน

 

กางแขนคร่อมร่างอันสมส่วนของคนใต้ร่างเอาไว้ ลอบมองพินิจใบหน้าคมเข้มติดจะเย็นชาที่ผมหลงใหลมันจนแทบบ้า ยิ้มนิด ๆ เมื่อคิดถึงเหตุการณ์เมื่อตอนหัวค่ำที่ผ่านมา และเพราะแบบนั้นผมจึงค่อย ๆ โน้มใบหน้าลงไปใกล้กับใบหน้าของคนที่หลับไม่รู้เรื่องรู้ราว ก่อนจะค่อย ๆ ประทับริมฝีปากลงบนกลีบปากเรียวที่ผมชื่นชอบมันมาโดยตลอด


ผมไม่ได้รุกล้ำไปมากกว่าการเอาปากแตะปาก ผมแค่อยากจูบเขาก่อนนอนเท่านั้น เมื่อพอใจแล้วจึงล้มตัวลงนอนข้างกายอีกฝ่าย ยกแขนขึ้นมาโอบกอดร่างนั้นเอาไว้อย่างรักใคร่

 

“ฝันเห็นผมด้วยนะครับ โปรเฟสเซอร์”

 

ผมชอบเขา...ชอบโดยที่แทบไม่มีความหวังใด ๆ หลงเหลืออยู่เลย

  

 


ในช่วงเวลาที่ต่างกันไม่นานหลังจากที่เด็กหนุ่มเข้าสู่ห้วงนิทรารมณ์ ชายหนุ่มที่นอนนิ่งให้คนตัวเล็กกว่าตนกอดค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาในความมืด เขาไม่ได้หลับ หรือจะพูดให้ถูกคือรู้สึกตัวตื่นตั้งแต่ประตูห้องถูกเปิดออกแล้ว

 

นนนไม่ใช่คนประมาทเลินเล่อ ทุกครั้งเขามักจะล็อกห้องขณะนอนหลับพักผ่อนเสมอ แต่มันกลับไม่ใช่ในครั้งนี้ โปรเฟสเซอร์หนุ่มตั้งใจลืมมันเพราะเหตุผลบางอย่างต่างหาก

 

เป็นเหตุผลที่กำลังนอนหลับตาพริ้มข้าง ๆ กายแกร่งนั่นเอง

 

เขาพลิกตัวช้า ๆ เพราะกลัวจะทำให้ร่างบางตื่น แต่เด็กน้อยที่หลับสนิทก็เพียงแค่ขยับกายเบียดชิดเพื่อเรียกหาความอบอุ่นจากร่างหนาเท่านั้น ใบหน้าคมยกยิ้มเอ็นดูคนที่กอดเอวตัวเองเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ก่อนที่ตัวเขาเองก็เลือกที่จะคว้าร่างเล็กเข้ามาไว้ในอ้อมแขนเช่นกัน

 

นนนไม่อยากจะรู้เหตุผลของการกระทำที่มันเกิดขึ้น เขาไม่อยากจะสนใจความถูกต้องอะไรก็ตามที่มันค้ำคออยู่ เขารู้เพียงแค่ว่าเด็กคนนี้มีกลิ่นตัวที่หอม มันเป็นกลิ่นของสบู่ เส้นผมนุ่มมีกลิ่นของแชมพูติดอยู่จาง ๆ ร่างบางนุ่มนิ่มไม่ต่างจากหมอนข้าง นี่คือทั้งหมดที่เขารู้

  

และเขาจะจมเข้าสู่ห้วงนิทราอีกครั้ง โดยที่ข้างกายมีเด็กน้อยที่เขาจะโอบกอดเอาไว้ไปจนกว่าจะถึงเช้า

 

พรุ่งนี้...พรุ่งนี้เขาจะกลับไปเป็นคนเดิม คนที่ใช้สมองไตร่ตรองในทุก ๆ การกระทำ แต่คืนนี้...คืนนี้เขาจะทำตามที่ใจตัวเองต้องการบ้าง แค่คืนนี้

 

แค่คืนเดียว...

 



______________________________

[100%]

หายไปนานมากกกกกกกกกกกกก การแก้เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยากมากจริงๆค่ะ มีคนมาให้กำลังใจเราเยอะเลย ขอบคุณมากๆ นะคะ เราจะพยายามให้มากขึ้นค่ะ ในส่วนของเนื้อหาจะเริ่มเห็นพัฒนาการความสัมพันธ์ของทั้งคู่แล้วใช่ไหมคะ แต่อย่าเพิ่งตกใจไปนะคะ อย่างที่บอกว่าเราแจ้งไว้แล้วว่าเรื่องนี้มันผิดจรรยาบรรณครู 100% เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่เรื่องดีเลย และเราไม่ต้องการให้ Romanticize กับความสัมพันธ์นี้ เราเลยเขียนให้โปรเฟสเซอร์ต้องลงมือทำอะไรที่ถูกต้องได้แล้ว ในตอนถัดๆ ไปจะได้เห็นความตั้งใจและการกระทำของเขาได้เองค่ะ อย่าเพิ่งด่าเรานะคะ เราไม่ได้สนับสนุนเรื่องนี้ค่ะ อยากให้ใจเย็น ๆ เพราะก็มีบางคนจิกเปียเราในทวิตอยู่บ้าง555555555 ถ้าชอบไม่ชอบยังไงสามารถคอมเมนต์และสกรีมแท็กให้เราได้นะคะ เราชอบอ่านค่ะ ฝากแท็กด้วยนะคะ

 



    #นนนรณกฤต    
Twitter : Click
Fanpage : Click

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ erotic mam x mam gif
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 377 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

929 ความคิดเห็น

  1. #929 Rtom_2705 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 มกราคม 2564 / 22:38
    คุณไร้ท์มาแล้ววววว
    #929
    0
  2. #928 TitipatN (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 มกราคม 2564 / 13:00
    อยากได้ทั้งสองเวอร์ชั่นมาเก็บไว้จังเลย
    #928
    0
  3. #927 MamMew (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 มกราคม 2564 / 11:50
    ไม่ว่าจะเป็นคุณนนเวอร์ชั่นไหนเราก็ชอบ สู้ๆนะคะไรท์
    #927
    0
  4. #863 ttni♡ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 30 เมษายน 2563 / 02:19
    ตอนน้องเล่าเรื่องผีเสื้อคือทั้งเหงาทั้งเศร้าเลย น้องเปิดใจกับโชประมาณนึงเลย ก็อย่างที่น้องบอกโชคือคนที่น้องรู้สึกสบายใจเวลาอยู่ด้วยกัน;-;
    #863
    0
  5. #853 Sansuyu (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 30 เมษายน 2563 / 00:55
    ฮรือออ เขิลคุณลุง
    #853
    0
  6. #827 cutieyou (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 29 เมษายน 2563 / 13:00
    น้องผ่านอะไรมาบ้างอยากรู้เลย ส่วนคุณ Prof. ก็หวั่นไหวกับน้องจริงๆ แล้วใช่ไหม
    #827
    0
  7. #813 srpyw (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 26 เมษายน 2563 / 15:03
    ตอนน้องพูดถึงผีเสื้อทำไมมันถึงเศร้าจนาดนี้นะTT
    #813
    0
  8. #792 piechicofic (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 7 เมษายน 2563 / 00:35

    โอ๊ะโอ ตัวเล็กจะไม่ได้หนีเราไปไหนกันใช่มั้ย
    #792
    0
  9. #769 canookss (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 6 เมษายน 2563 / 00:42
    ตอนน้องพูดถึงผีเสื้อทำไมเราเศร้าาา ฮืออออ
    #769
    0
  10. #740 เลดี้วาย (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 3 เมษายน 2563 / 13:58
    ฮั่นแน่ คูมลุ๊งงงงงงงงงง
    #740
    0
  11. #638 exoxoxo1122 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2562 / 00:14
    มันเริ่มตะหงิดๆใจแปลกๆ..
    #638
    0
  12. #588 Kim-kibom (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2562 / 10:54

    คุณลุงก็แอบมีใจอ่ะ

    #588
    0
  13. #563 KUNGKIK5544 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 19:59
    ทำไมซึนนนน
    #563
    0
  14. #534 ppp_12 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2562 / 10:57
    ทีมโชรณ555555
    #534
    0
  15. #509 aliz (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2562 / 19:19
    แอบเป็นกบฏ เชียร์คุณโช
    #509
    0
  16. #358 หมาป่าผู้กระหายเลือด (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 / 12:40
    เฮ้ยย คือตอนรณพูดเรื่องผีเสื้อนี่คือแบบ รู้สึกว่าน้องเหงามากๆเลยอ่ะ
    #358
    0
  17. #270 ^^นูน่าหัวสีชมพู^^ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2561 / 23:49
    โถ่ลุง จริงๆก็สนใจเด็กใจแตกใช่ไหมล่ะ5555
    #270
    0
  18. #251 pparpbebi。 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2561 / 06:47
    เนี่ยยยจริงๆก็สนใจเค้าเหมือนกันละซี่ไหนจะจูบไหนจะตั้งใจไม่ล็อคห้อง;//; รอวันที่คุณลุงหลงน้องน้า
    #251
    0
  19. #224 Orracha Jultha (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2561 / 15:08
    เนี่ยยจริงๆก็ชอบเหมือนกันใช่มั้ยละ ทำไมมาเป็นซึนโถ่
    #224
    0
  20. #109 Lyly1307 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 9 กันยายน 2560 / 01:28
    โอ้ยยยยยยย มีความอบอุ่น ชอบบบบบบบบ
    #109
    0
  21. #51 LILITH 💋 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 2 กันยายน 2560 / 20:47
    เราชอบบบ
    #51
    0
  22. #47 pleple779205 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 2 กันยายน 2560 / 18:23
    โอ้ยยย ชอบโชอ่ะเอาจริงๆ ฮรืออ ชอบในความอบอุ่นของนาง
    #47
    0
  23. #46 ์ฺBaconmybaek. (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 1 กันยายน 2560 / 23:24
    โอ้ยยยจงได้กานนนนน 5555
    #46
    0
  24. #45 Nan Panatda (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 1 กันยายน 2560 / 21:27
    โปรเฟสเซอร์รีบๆหลงรณเถอะ เพี้ยงงงง
    #45
    0
  25. #44 dark.tz (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 1 กันยายน 2560 / 20:54
    แหม...ลุงก็ร้ายไม่เบา อย่าแต่ว่ารณสิลุง5555555
    แต่คุณบาร์เทนเดอร์ก็ดูรู้อะไรดีๆนะเนี่ย
    ปล.อยากเห็นเมจคุณบาร์เทนเดอร์จังค่ะ หล่อมากมั้ยอ่ะ555555
    #44
    0