[Yaoi] หมื่นเส้นทางของผู้ถูกสาป

ตอนที่ 6 : ถ้ำในป่าวงกต(2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 25
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    17 ส.ค. 62

              เมื่อผ่านพ้นถ้ำมืดมาได้ ปลายทางที่ปรากฏต่อสายตากลับเป็นเหมือนอุโมงค์ใหญ่ที่กินพื้นที่กว้างและดูโอ่โถงใหญ่โต ภายในพื้นที่กว้างนี้จะสังเกตได้ว่าสีของหินเปลี่ยนไปกะทันหัน ถ้าหันหลับไปมองทางถ้ำกินที่พวกเทียนหลางเพิ่งผ่านมา สีของหินจะมีสีดำเทาคล้ายหินทั่วไป ทว่าเมื่อมาถึงปลายทางนี้ สีของหินกลับเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเหลือบส้ม ทั้งพื้นผิวก็ไม่ได้สากเหมือนหินถ้ำ กลับเรียบละเอียดกว่ามาก ที่ตรงนี้เองก็ไม่มีแสงจากดวงอาทิตย์ แต่ที่สามารถมองเห็นทุกอย่างได้ชัดเจนนั้นเป็นเพราะแสงจากแร่ผลึกแก้วที่โตส่องแสงจนทำให้ภายในบริเวณที่ควรจะมืดดั่งเช่นเดียวกับทางที่ผ่านมาสว่างไสว

ผลึกแก้วเหล่านี้สามารถน้ำมาใช้ประโยชน์ได้หลายวิธี แน่นอนว่าสามารถนำมาทำเป็นยาพิษได้ด้วยเช่นกัน เทียนหลางรู้จักพวกมันจากตำรายาพิษเสียมากกว่าในตำรายารักษา ทว่า...ผลึกชนิดนี้ ไม่ใช่ว่าควรจะมีอยู่แต่ในเมืองปีศาจหรอกหรือ? เหตุใดจึงมีอยู่ที่นี่ อีกทั้งจำนวนยังมากอีกด้วย...

“ดูท่านจะชอบพวกมันนะ” เสียงของผู้ที่ร่วมเดินทางมากลับเขาเอ่ยขึ้น พอรู้สึกตัว เทียนหลางถึงค่อยๆถอนมือออกจากมือที่คอยประคองเขาไว้พลางก้มหัวเล็กน้อยเป็นเชิงขอบคุณ ที่ไม่น่าเชื่อคือผู้ที่คอยให้ความช่วยเหลือเขามาตลอดกลับเป็นเด็กชายที่ดูแล้วมีอายุประมาณแค่สิบห้าสิบหกปีมนุษย์เท่านั้น เขาสวมชุดสีดำคลิปทองเนื้อผ้าดีเหมือนคุณชายจากบ้านไหนสักแห่ง แม้ยามนี้เทียนหลางจะใส่ชุดสีดำเช่นกัน กลับเกิดข้อเปรียบเทียบอย่างมหันต์ ผ้าเนื้อหยาบราคาไม่ถึงสองร้อยผลึก ทั้งยังสกปรกมอมแมมจากการล้มลุกคลุกคลานที่ป่าดินชื้นด้านนอก ขนาดเองก็หลวมโพรกไม่พอดี ถ้าคนอื่นเห็นคงคิดได้อย่างเดียวว่าพวกเขาสองคนเป็นนายกับบ่าวอย่างไม่ต้องสงสัย

“อืม...ก็ไม่เชิง ข้าเคยเห็นแต่ในตำรา พวกมันเป็นส่วนประกอบของยาได้หลายขนานเลยนะ เคยได้ยินว่ามันมีอยู่แต่ในเมืองปีศาจ ไม่คิดว่าจะมีอยู่บนพื้นดินด้วย”

“ไม่หรอก แม้ในโลกปีศาจก็ไม่มีแร่ผลึกแก้วอยู่แล้ว พวกมันมีอยู่แต่ที่นี่เท่านั้น ถ้าหากท่านต้องการ...เพียงเท่านี้ท่านก็คงใช้ไม่หมดแล้ว”

“หืม เมืองใต้พิภพไม่มีหรือ?” เทียนหลางถามขึ้นทันควัน “มิใช่ว่าเมืองปีศาจตั้งอยู่บริเวณที่มีสินแร่นี้อุดมณ์สมบูรณ์ที่สุดหรอกหรือ” ตัวเขายังสามารถจำภาพแผนที่ที่ถูกเขียนไว้อย่างลวกๆในตำราเก่านั่นได้อย่างดี

ผู้ที่เดินขนาบกับเขาตอบด้วยท่าทางเฉยเมย “เคยมี ก่อนหน้านี้มันเป็นแร่ที่หาได้บริเวณที่ตั้งเมืองปีศาจปัจจุบัน แต่ตอนนี้หายไปหมดแล้ว”

“ทำไมล่ะ?”

“เจ้าเมืองปีศาจสั่งทำลายทิ้งหมด”

“อ้อ...” เทียนหลางอยากจะถามต่อว่าทำไมแต่ในใจลึกๆรู้สึกเกรงใจ จึงไม่ได้กล่าวสิ่งใดอีก เขาไม่ได้รู้เกี่ยวกับเมืองปีศาจมากเท่าไหร่นัก รู้เพียงว่าเป็นเมืองที่อยู่ใต้ดิน แร่ผลึกแก้วก็เป็นแร่ที่หาได้จากใต้ดินเช่นกัน มั่นใจได้ว่าขณะเมืองปีศาจตั้งใจจะปักหลักขยายที่ไปตรงนั้นจึงได้ทำลายสินแร่นี้ไปจนสิ้น

ถ้าจะว่ากันแล้ว แต่เดิมเมืองปีศาจมิได้ยิ่งใหญ่ เหล่าปีศาจที่อยู่มาใช้ชีวิตอย่างไร้กฎเกณฑ์ บ้างก็ขึ้นมาอยู่บนโลกมนุษย์ ทว่าเมื่อราวร้อยกว่าปีที่ผ่านมากลับมีผู้ตั้งตนเป็นผู้ปกครองเมืองปีศาจปรากฏตัวขึ้น แม้ไม่มีใครเคยเห็นตัวสักเท่าไหร่ แต่อำนาจกลับล้นฟ้าจนเป็นที่โจษจันยันโลกมนุษย์ เขาขยายพื้นที่เมืองปีศาจ รวบรวมจัดระเบียบเหล่าปีศาจสามชนชั้นได้ภายในเวลาไม่นาน สร้างความยิ่งใหญ่มั่งคั่งจนทุกฝ่ายกลัวเกรง หากว่าตามปกติคงเรียกได้ว่าเป็นบุคคลที่เก่งและน่านับถือผู้หนึ่งได้เลย เพราะเขาสามารถจัดระเบียบสถานที่และบุคคลที่อิเหระเขระขระ ทั้งยังทำให้เมืองปีศาจมีความเฟื่องฟูในระยะเวลาไม่ถึงสามศตวรรษ พูดไปแล้ว ตัวเขาที่จะมีชีวิตอยู่ได้อีกนานโขก็รู้สึกละอายใจไม่น้อย เทียนหลางไม่มั่นใจตัวเองว่า ถ้าเขาอยู่ได้นานกว่านี้จะสามารถทำอะไรยิ่งใหญ่เช่นนั้นได้

พวกเขาเดินตัดผ่านโถงใหญ่เพื่อไปยังฝั่งตรงข้ามที่ปรากฏทางเดินต่อไปเช่นกันกัน ปากทางของอีกด้านกลับเป็นเหมือนถ้ำที่เทียนหลางเข้ามา หินเปลี่ยนเป็นสีดำเทาสากๆ ทว่าเมื่อมองลอดเข้าไปพื้นที่นี้กลับเป็นเหมือนห้องๆหนึ่งที่ประกอบด้วยบ่อน้ำใสสะอาดตรงกลาง และแสงที่ลอดมาจากทางด้านบนที่เป็นรูโหว่ของถ้ำ รอบๆมีพืชขึ้นประปราย แม้จะขึ้นมั่วๆเหมือนวัชพืช แต่หากสังเกตให้ถี่ถ้วนจะพบว่าพืชเหล่านั้นเป็นสมุนไพรทั้งสิ้น คราวนี้ในพื้นที่นี้ไม่มีเห็ดเรืองแสงหรือแร่ผลึกแก้วอีกแล้ว แสงที่เกิดขึ้นจึงมีแต่แสงที่ลอดเข้ามาจากทางด้านนอกเพียงเท่านั้น โชคไม่ดีนักที่เมืองหยูเตี่ยนแห่งนี้เมฆบดบังทั้งอาทิตย์และจันทรา เวลานี้ที่ควรมีแสงจันทร์รำไรจึงมืดไม่น้อย

เมื่อมีการปรากฏตัวของผู้มาเยือน จู่ๆกลับเกิดแสงสว่างที่กลางบ่อน้ำ แสงเล็กๆเริ่มก่อตัวใหญ่ขึ้นและเกิดเป็นรูปร่างเรือนรางไม่แน่ชัด ฝนหยุดตกกะทันหัน เมฆคล้อยเคลื่อนตัวออกไปจากบริเวณช่องว่างด้นบนถ้ำช้าๆจนแสงจันทร์ส่องเข้ามาที่บ่อน้ำอย่างพอดิบพอดี

“นายท่าน...?” กลุ่มก้อนแห่งแสงสว่างส่งเสียงออกมา เป็นเสียงก้องๆกังวานน่าฟังยิ่ง เมื่อเห็นเช่นนี้เราคงไม่ต้องเดาเสียให้มากความ เธอผู้นี้คงจะเป็นภูติน้ำที่เป็นเจ้าของปรากฏการณ์แน่นอนแล้ว ทว่าเธอเรียกว่านายท่าน? เทียนหลางหันมองไปที่เด็กชายด้านข้างตัวเขาทันที ขณะเดินทางมาเขาเองก็เคยบอกว่าเคยพบเจอภูตินี้มาหนหนึ่งแล้ว  ฉะนั้นทุกอย่างคงต้องเกี่ยวข้องกับพวกเขาแล้ว ทั้งปรากฏการณ์ฝนตกไม่หยุดและปรากฏการณ์ฝนหยุดตกด้วย

“เหตุใดฝนจึงตกอีก?” เมื่อได้รับคำถาม ภูติน้ำผู้ที่มีท่าทางนอบน้อมเมื่อครู่ก็เปลี่ยนท่าทีเป็นความเกรี้ยวกราดที่ทำให้เทียนหลางถึงกับถอยหลัง

“เพราะเจ้าพวกมนุษย์หน้าโง่พวกนั้นไงล่ะเจ้าคะ ยามเมื่อฝนหยุดตกครานั้น ริอาจคิดจะเข้ามาจับตัวสัตว์ภูติ ข้าจึงมิให้โอกาสอีก” เสียงของนางแฝงด้วยความโกรธเกรี้ยวอยู่หลายส่วน ทุกครั้งที่เอ่ยถ้อยคำจึงเหมือนถ้ำจะเกิดการสั่นสะเทือนน้อยๆ

“ทางเข้าถ้ำมีกวงกู ยังมีผู้สามารถฝ่าเข้ามาได้หรือ?”

“ครานั้นครึ่งหนึ่งเองก็เป็นความผิดของข้าเองเจ้าค่ะ สัตว์ภูติที่ดูแลหลุดเดินออกไปทางปากถ้ำจึงทำให้ถูกจับได้ แต่โชคดีที่วงกตทำงานจึงทำให้ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น”

ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น เห็นทีคงจะเป็นแค่ทางฝั่งนี้แน่แล้ว เกรงว่าอีกฝั่งที่เผลอไปจับสัตว์ภูติตัวนั้นคงกลายเป็นวิญญาณอยู่ที่ไหนสักแห่งเป็นแน่

เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้ เทียนหลางก็บังเกิดข้อสงสัย

“เหตุใดท่านถึงได้มั่นใจว่าเขาจะจับสัตว์ภูติไปเล่า เขาอาจจะมาเพื่อช่วยเหลือก็ได้”

“หืม...เจ้า..สายเลือดต้องสาปที่อายุนับเป็นหลายศตวรรษถามคำถา---” พูดยังไม่จบประโยค ภูติน้ำพลันนึกขึ้นได้อย่างหนึ่ง “ท่านคือ...” อีกครั้งที่เทียนหลางฟังภูติน้ำพูดไม่จบ เด็กหนุ่มด้านข้างเขาเอื้อมมือมาปิดหูเขาเอาไว้ จากนั้นสีหน้าของนางก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มสนุกสนาน เด็กหนุ่มถอนมือออก เทียนหลางจึงหันไปถาม

“มีอะไรรึป่าว?”

“ไม่มี...”เด็กชายตอบ เข้าเมินหน้าไปอีกทางหนึ่ง จึงหันกลับมาเปลี่ยนเรื่อง “เรื่องที่ท่านถาม คำตอบนั้นง่ายมาก...นั่นคือไม่มีมนุษย์ดีๆที่ไหนเข้ามาถึงปากถ้ำได้หรอกถ้าหากไม่มีจุดประสงค์เลวร้าย” ลึกๆแล้วเทียนหลางปรากฏชื่อของตัวเองในใจทันที เพราะตัวเขาเองก็มาถึงที่ถ้ำนี้เช่นกัน “โดยปกติแล้วถ้ำนี้ซ่อนสายตาจากคนทั่วไป ไม่ว่าจะเดินเท่าไหร่ก็ไม่ถึง ทั้งด้านในยังไม่มีสิ่งใดน่าสนใจ ท่านไม่คิดเช่นนั้นหรือ?”

“ทว่าผู้คนก็ยังพยายามเดินทางมาเนืองๆ นั่นมีสาเหตุอยู่ หากท่านเคยซื้อค่าข่าวความลับของเมืองหยูเตี่ยนล่ะก็ คงจะทราบกัน”

ค่าข่าวความลับ...ความลับไม่มีในโลก เพียงแต่บางความลับต้องใช้เงินซื้อ ค่าข่าวความลับของเมืองหยูเตี่ยน ใช่ว่าเทียนหลางจะไม่เคยได้ยิน เพียงแต่ราคาค่างวดนั้นไม่ต่างจากราคาของหีบสมบัติที่เมืองอีกฟากของทะเล อย่างเทียนหลางนั้นไม่มีทางเลยที่จะทราบข่าวลับเช่นนี้ได้

“หากท่านไม่ทราบนั่นก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เอาเป็นว่าคนที่จะมาที่ถ้ำแห่งนี้ไม่ใช่คนดีอย่างแน่นอน”

...

บางทีอาจจะเป็นเรื่องของแร่ผลึกแก้วก็เป็นได้ เทียนหลางคิด แต่ตัวเขากลับไม่ได้สนใจจึงปล่อยผ่านไปอย่างที่อีกฝ่ายว่า

“ท่านรู้ไหมว่าชาวบ้านเหล่านั้นกระจายข่าวอะไรไปบ้าง...ท่านคิดว่าแค่ฝนตกต้องตามฤดูกาลจะทำให้เมืองเล็กๆแบบนี้มั่งคั่งได้หรือ? ไม่เลย เหล่าทรัพย์สินพวกนั้นก็มาจากราคาข่าวที่ชาวบ้านขายไปทั้งสิ้น หากปล่อยรอดกลับไปก็ยิ่งจะทำให้ลำบากมากขึ้นเท่านั้น”

เทียนหลางมองภาพได้ชัดทันที มนุษย์มีอายุขัยเพียงไม่นาน ไม่ต้องคิดเรื่องอันใดเข้าใจยาก ทำให้ตัวเองมีชีวิตสุขสบายนั่นก็เพียงพอแล้ว เรื่องการลักลอบจับสัตว์ภูติเองก็เป็นหนึ่งในการรุกราน มนุษย์เชื่อว่าสัตว์ภูติเหล่านี้มีคุณสมบัติทางการรักษาที่พิเศษ จึงพยายามจับไปลงหม้อยาอยู่เสมอ ช่วงหลายร้อยปีก่อนที่ล่ากันอย่างแพร่หลาย จำนวนของพวกมันก็ลดลงอย่างรวดเร็ว ตอนนี้คงได้เวลาที่จะหาที่เงียบสงบหลบซ่อน ทว่ายิ่งหายากก็ยิ่งเป็นที่ต้องการ ต้องโดนล่าอย่างไม่จบสิ้น

“พวกท่านได้ฟังเรื่องราวแล้ว ท่านว่าควรจะจัดการเช่นไรเล่า นายท่านยังจะบอกให้ข้าหยุดลงโทษพวกเขาอีกหรือไม่”

“ก่อนอื่น เรื่องที่เจ้าทำมันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น ยกเว้นอารมณ์ของเจ้าเอง” เด็กหนุ่มว่าต่อ “แม้ว่าฝนจะตก แต่ผู้ที่ต้องการเดินทางมาก็มาอยู่ดี และชาวบ้านก็ยังคงขายความลับของถ้ำนี้ให้วุ่นวาย เช่นนั้นก็จะยังมีคนตั้งใจฝ่าวงกตมาอยู่ดีใช่หรือไม่” เนื่องจากพูดเข้าประเด็นทุกดอก ภูติน้ำจึงไม่ได้ว่าสิ่งใดออกมา

“เช่นนั้น ไม่ลองทำให้ข่าวลือนั้น ไม่มีใครเชื่อดูเล่า” เทียนหลางลองเสนอ

“ท่านว่าควรทำอย่างไร?”

“การหยุดข่าวลือเป็นเรื่องยากกว่าการสร้างข่าวลือใหม่ จะเป็นไปได้หรือไม่หากเราทำให้คนอื่นเชื่อว่าถ้ำนี้ไม่มีสิ่งใดอยู่”

ฝ่ายเด็กชายเมื่อได้ฟังก็ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย “เป็นวิธีที่ดี เช่นนั้นลองสร้างถ้ำลวงตาให้พวกเขาเข้าไปเดินเล่นดู ถ้าพวกเขาเห็นว่าไม่มีอะไร สักพักข่าวลือก็คงถูกข่าวลือใหม่ลบล้างไป เมื่อเขารู้ว่ามาแล้วไม่คุ้ม พวกเขาก็คงไม่มากัน ท่านช่างคิดหาวิธีได้ดีนัก” เด็กชายหันมาเอ่ยปากชมเทียนหลาง ก่อนจะหันไปสั่งภูติว่าให้เป็นไปตามนั้น

เพียงแต่ที่เทียนหลางไม่ได้เห็นคือรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยเลศนัยของอีกฝ่าย

เทียนหลางไม่คิดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจะแก้ไขได้รวดเร็วเช่นนี้ รู้สึกงงกับเรื่องราวอยู่ไม่น้อย สักพักถึงนึกได้เฟิงเซี่ยและเซียวเสารออยู่ที่ป่าข้างนอก ตัวเองต้องรีบหาวิธีส่งสัญญาณเพื่อนำทางให้สองคนนั้นออกมาได้

“เจ้า...เอ่อท่าน ชื่ออะไรหรือ? เราเจอกันมาตั้งนานแล้วยังไม่ทราบชื่อกันเลย ตัวข้าชื่อว่าเทียนหลาง ท่านอยากให้ข้าเรียกท่านว่าอะไร”

“เรียกข้าว่าชิงเพ่ยก็ได้” ชิงเพ่ยยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยตามแบบที่ตัวเขาชอบทำ เทียนหลางรู้สึกได้ว่าแม้ตัวเขาจะอยู่ในร่างของเด็กชาย แต่ดูอย่างไรก็ไม่น่าจะเป็นเด็กธรรมดาๆได้เลย

ใช่สิ...เมื่อตัดความน่าจะเป็นทุกอย่างออกไปแล้ว คิดอย่างไรก็เหลือแค่ว่า เขาต้องเป็นปีศาจแล้ว! ทว่าเมื่อเขาไม่มุ่งปองร้ายใคร นั่นก็ถือว่าไม่เป็นปัญหาใด

“ท่านชิงเพ่ย เช่นนั้นข้าอยากจะขอความช่วยเหลือสักหน่อย เหล่าเพื่อนๆของข้าติดอยู่ในป่าวงกต หากท่านไม่คลายวงกตที่สร้างออก อย่างน้อยมีสิ่งใดที่จะช่วยส่งสัญญาณให้พวกเขาได้หรือไม่”

“แน่นอน เมื่อท่านขอร้อง ข้าจะปฏิเสธได้อย่างไร” ชิงเพ่ยตกลง ไม่ลืมที่จะหันไปพูดคุยกับภูติน้ำหลายคำ

“รับทราบเจ้าค่ะนายท่าน” เมื่อได้ยินอีกฝ่ายตอบรับจึงเดินกลับไปหาเทียนหลาง ระหว่างนั้นภูตินำก็หายตัวในบ่อน้ำเดิมที่ตนออกมา

“เช่นนั้นเราไปที่ด้านหน้าเมืองก่อนแล้วค่อยส่งสัญญาณให้พวกเขาเถิด” เทียนหลางพยักหน้า จากนั้นจึงตั้งใจจะย้อนกลับไปยังทางที่เข้ามา เห็นดังนั้นชิงเพ่ยจึงเอาแขนรั้งเอวบางของเทียนหลางไว้ก่อน “เราจะไม่ออกไปทางนั้นแล้ว”

“แล้วเราจะออกไปทางไหน?”

ชิงเพ่ยไม่ตอบ เพียงแต่ชี้ขึ้นข้างบน เทียนหลางมองตาขึ้นไปเห็นรูโหว่ขนาดใหญ่ที่มีแสงจันทร์ส่องผ่านช่องนั้นลงมาที่บ่อน้ำ แน่นอนว่าเขาก็พอเข้าใจได้ทันทีว่าอีกฝ่ายหมายถึงสิ่งใด เพียงแต่...

“ข้าไม่มีวิชาตัวเบา ไม่สามารถกระโดดไปที่สูงๆเช่นนั้นได้หรอก”

“เช่นนั้นข้าจะแบกท่านไป”

“ห่ะ!?----” เทียนหลางไม่ทันได้เตรียมใจใดๆทั้งสิ้น ตัวเองก็ถูกชิงเพ่ยที่มีร่างกายภายนอกเท่าเด็กชายอายุสิบห้าสิบหกแบกต้นขึ้นเหมือนอุ้มเด็ก เขาทำท่าจะกระโดดขึ้นไปแต่เทียนหลางดิ้นขลุกขลักอย่างรับไม่ได้

จะบ้าหรือ!?? สภาพแย่เกินไปแล้ว เขารับไม่ได้ เขาอายุตั้งเท่าไหร่ อายุร่างกายก็ต่างก็เกินไป ไม่ได้ ไม่ได้ ไม่ถูกต้อง ผิดมหันต์เลย!! ความคิดที่ตีกันจนยุ่งเหยิงของเทียนหลางไม่อาจทำให้อีกฝ่ายหยุดการกระทำ เมื่อเขาตั้งใจจะกระโดดขึ้นไป เขาก็กระโดดขึ้นไป

เพียงครู่เดียวก็มีลมลู่ใส่อย่างแรง เทียนหลางที่ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาไม่มีวิชาอะไรสักอย่าง ไม่เคยใช้วิชาอะไร แทบจะตกใจจนกรีดร้อง เพียงแต่เมื่อทำแบบนั้นไม่ได้ตนจึงกอดคออีกฝ่ายเอาไว้แน่น เมื่อขึ้นมาอยู่เหนือถ้ำและลงสู่พื้นดินเรียบร้อย ชิงเพ่ยถึงได้ปล่อยเทียนหลางให้เป็นอิสระ เทียนหลางได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ คิดว่าชีวิตนี้ไม่เอาอีกแล้ว...

“ขอบคุณท่านมาก....” เทียนหลางมองไปทางหน้าถ้ำเดิมที่ตนเดินเข้าไป วิธีกระโดดออกมานี้ อย่างไรก็เร็วกว่าเดินในถ้ำมืดทางคดเคี้ยวอยู่มากโข

“ไม่เป็นไร เราไปกันเถอะ” คราวนี้ชิงเพ่ยต้องเดินนำเทียนหลางออกจากป่าวงกตที่เขาเดินหลงอยู่นานสองนานเมื่อก่อนหน้านี้ สาเหตุที่ต้องไปส่งสัญญาณที่หน้าเมืองเป็นเพราะที่นี่คือวงกตซ้อนวงกต ถ้าหากส่งสัญญาณในเขตป่าวงกตอยู่ ผลก็คือสุดท้ายเขาก็จะเดินหลงในวงกตอีกแห่งอยู่ดี

ชิงเพ่ยมองเทียนหลางที่เดินตามตนเองไม่ห่างก่อนจะเอ่ยปาก “หากท่านมีสิ่งใดที่สงสัย ท่านจะถามก็ได้นะ”

“เช่นนั้นข้าขอถาม...ข้ายังคงสงสัยเรื่องที่ท่านพูดเรื่องของภูติ ข้าไม่เห็นว่านางจะเข้าข่ายข่าวลือที่ว่าภูติไม่คิดอะไรสักเท่าไหร่นัก”

“ทุกเรื่องต้องมีข้อยกเว้น เพียงแต่ฝนที่ตกครั้งแรกที่เมืองนี้...ช่วงฤดูฝนจนถึงฤดูหนาวของปีที่แล้ว เป็นเพราะตรรกะที่แปลกประหลาดในหัวของภูติจริง เพียงแต่ช่วงที่หยุดไปแล้วเกิดขึ้นใหม่เป็นช่วงที่นางทำสิ่งใดมีสาเหตุพอดี แต่ก็อย่างที่ท่านเห็น นางแก้ปัญหาแบบไม่คิดว่าจะคุ้มหรือไม่”

“เช่นนั้น ข้าขอถามท่านอีกหนึ่งคำถาม” เทียนหลางสูดหายใจเข้าลึกๆ “ตามที่ข้าเดา ข้าคิดว่าท่านน่าจะเป็นปีศาจ”

อีกฝ่ายครุ่นคิดเล็กน้อย ยกยิ้มตอบ “ก็กึ่งๆเหมือนจะใช่” แต่เทียนหลางไม่ได้สงสัยเรื่องนั้น ยิงคำถามที่ตนอยากรู้ทันที “เช่นนั้นท่านคงจะรู้จักสายเลือดต้องสาป ท่านรู้หรือไม่ว่า ต้องทำอย่างไร ถึงจะจบชีวิตของสายเลือดต้องสาปได้?”

“...”

“...”

“นี่น่ะหรือคือเหตุผลอีกครึ่งหนึ่งที่พาท่านมาที่นี่?”

...

..

.


------------------ต่อตรงนี้-----------------


“ใช่...” เทียนหลางตอบ ยามนี้เมฆที่บังแสงจันทร์ค่อยๆเคลื่อนตัวคล้อยผ่านไปอย่างช้าๆ ใบหน้าของเทียนหลางเมื่อถูกกระทบด้วยแสงจึงดูแตกต่างจากชิงเพ่ยที่อยู่ฝั่งเงาทมึน

“ที่ผ่านมาท่านคงมีชีวิตที่ยากลำบากมากเลยใช่หรือไม่”

“ถ้าให้พูดตามความรู้สึกก็คงตอบว่าใช่”

“...”

“เพียงแต่”

“แต่?”

“มันก็ยังมีความโชคดีอยู่ในช่วงเวลานั้น ตลอดเวลา...” เทียนหลางยิ้มเมื่อคิดถึงช่วงที่เขายังเจอคนดีที่ผ่านมาหาเขาในช่วงเวลาต่าง ๆ คนที่แวะเวียนมาหาเขา บ้างก็เลี้ยงข้าวเขาที่กำลังหิวโซ บ้างก็สนับสนุนเสื้อผ้าให้เขาบ้าง แม้จะมีช่วงเวลาที่แย่มากมาย ทว่าช่วงเวลาที่เจอผู้ที่จะมาช่วยเหลือเขานั้น นับได้ว่าวิเศษทีเดียว “ราวกับว่า...มีใครสักคน ช่วยเหลือข้าอยู่ในที่ไกลมาก”

“ใครบางคน...”

“ใช่” รอยยิ้มของเทียนหลางยังคงไม่หายไป เขามองขึ้นไปบนท้องฟ้า ดวงจันทร์ฉายชัดในสายตา “เหมือนกับ...เทพเจ้าแห่งดวงจันทร์”

เมื่อได้ยิน อีกฝ่ายหัวเราะหึเบาๆ คงเป็นเพราะความสามารถในการตั้งชื่อของเทียนหลาง เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่ดังไม่เบา

“ทำไมถึงเป็นดวงจันทร์เล่า?”

“เพราะเทพผู้นี้...ช่างเย็นชาเหลือเกิน”

“...”

“ทิ้งความหวังมาให้ตัวข้าที่หมดหวังเสมอ ทว่า ท่านคือใครกัน? รู้สึกเหงาทั้งที่เหมือนมีคนอยู่ข้างๆ แต่ก็ไม่มีใครเนี่ย รู้สึกไม่ดีเท่าไหร่”

“ตอนนี้เองก็ยังเหงาอยู่หรือ?”

“ตอนนี้? ...คิดว่าไม่ขนาดนั้น เพราะถ้าเขาเฝ้ามองอยู่จริง อย่างน้อย เขาคงเข้าใจความรู้สึกของข้าบ้างแล้วล่ะ”

“งั้นหรือ”

“แล้วตกลง เจ้ารู้รึเปล่า”

“วิธีที่จะทำให้ท่านตายน่ะหรือ?” เทียนหลางพยักหน้า “ท่านจะไม่รอพบเทพผู้ช่วยเหลือท่านก่อนหรือ?”

“อ้า...เจ้าตอบไม่ตรงคำถามอีกแล้ว ทำไมเจ้าชอบตอบข้าด้วยคำถามนักนะ” เทียนหลางทำท่าเหนื่อยใจ ทว่าไม่มีทีท่าอารมณ์เสีย “มันก็เหมือนการเดิมพัน ข้าจะเจอเขาก่อน หรือข้าจะหาวิธีตายได้ก่อน”

“เช่นนั้น อย่างไรท่านก็ตายอยู่ดี ไม่ว่าจะเจอหรือไม่”

“ข้าถึงได้กล่าวว่ามันคือการพนัน ถ้าเจอก็คงถือว่าเป็นกำไรที่สวรรค์มอบให้ข้ากระมัง”

“ท่านมิใช่คนเชื่อเรื่องสวรรค์เสียหน่อย” ทั้งสองก้าวเดินต่อมาเรื่อยๆ จนหลุดจากบริเวณป่า ชิงเพ่ยที่เดินนำหน้าขึ้นไปเล็กน้อยแล้วหันกลับมาหาเทียนหลาง “ข้าว่าเปลี่ยนดีกว่า...ท่านมาพนันกับข้าเถิด...”

...ว่าท่านจะเจอคนผู้นั้นก่อน หรือท่านจะหาความหวังที่ทำให้ท่านอยากมีชีวิตอยู่ต่อได้ก่อนกัน”

“ข้าว่า...เราอยู่มานาน จนไม่มีของแบบนั้น(ความหวังที่ทำให้อยากอยู่ต่อ)แล้วนะ”

“ท่านเก็บไปคิดเสียหน่อยเถิด” เทียนหลางระบายยิ้ม คราวนี้แสงจันทร์สาดท่องที่ใบหน้าเด็กหนุ่ม ดูแล้วงดงามยิ่ง เบื้องหลังของเด็กหนุ่มหรือก็คือเบื้องหน้าของเทียนหลางยามนี้กลับเป็นป้ายหมู่บ้านหยูเตี่ยนเสียแล้ว สนทนากันไปมา ทำให้เวลาผ่านไปไว้จริงๆ เห็นทีคงเป็นเพราะตัวเขาไม่ได้คุยกับผู้อื่นมานานมาแล้วก็เป็นได้

“ข้าจะส่งสัญญาณเรียกเพื่อนของท่านมา” ว่าจบเด็กหนุ่มยกยิ้มมากกว่าเดิม เขาตบมือหนึ่งทีจนเกิดเสียงดังไปทั่วบริเวณ จากนั้นครู่หนึ่งบนฟ้าปรากฏแสงของพลุสีแดงกระจายตัวเป็นแสงระยิบระยับย้อมสีนวลของดวงจันทร์กลายเป็นสีแดง สัญลักษณ์นี้ค้างอยู่บนฟ้าเป็นเวลาเกือบนาทีถึงจะค่อยๆแตกเป็นแสงระยิบระยับละเอียด สีของดวงจันทร์จึงค่อยๆกลับเป็นนสีนวลดังเดิม

“เห็นทีข้าคงขอตัวก่อน”

“จะไปแล้วหรือ”

...

“เราจะได้พบกันใหม่แน่นอน”

“เพียงแค่เรียกชื่อข้าก็พอ หรือเพียงแค่ท่านอธิษฐาน ข้าจะไปหาท่านแน่นอน”

...

“ข้ารู้สึกคุ้นเคยคำนี้...” ในใจของเทียนหลางเกิดความรู้สึกขึ้นมา “ในใจข้าตอบว่า มันคือคำโกหก”

“งั้นครั้งนี้...มันจะไม่ใช่” รอยยิ้มของเด็กหนุ่มคือภาพสุดท้ายในสายตาของเทียนหลางก่อนเกิดลมแรง และชิงเพ่ย...หายไปแล้ว...

...

“เจ้า...อวิ๋นเทียนหลาง! เจ้าอยู่กับใครมา!!” เสียงของเซียวเสาที่เพิ่งออกมาจากเมืองคำรามแทนเสียงฟ้าผ่า

“เจ้าก็น่าจะรู้ยังจะไปถามเขาอีกหรือ ไม่มีฟ้าผ่ายังต้องมีเสียงเจ้าอีก ช่างไรอารยะเสียจริง” เฟิงเซี่ยพึมพำด้วยน้ำเสียงที่ไม่เบา

เมื่อได้เห็นทั้งสองคนออกมาจากป่าวงกตได้อยากปลอดภัย เทียนหลางรู้สึกโล่งใจอยู่ลึกๆ เดินเข้าไปหา “พวกท่านเป็นอะไรหรือไม่”

“พวกข้าปลอดภัยดี แต่เจ้าต่างหาก เมื่อกี้...เมื่อกี้....”

“หากท่านเซียวเสาหมายถึงผู้ที่ส่งสัญญาณนำทาง เขาเป็นผู้ที่ข้าเจอในถ้ำวงกต เป็นผู้ช่วยเหลือข้าและคลี่คลายสถานการณ์”

“ไม่อ่ะ เขาไม่ได้คลี่คลายสถานการณ์หรอก ตัวเขานั้นล่ะที่น่าจะเป็นต้นเหตุ”

ถึงตรงนี้เทียนหลางไม่เข้าใจการประมวลผลของเซียวเสาเท่าใดนัก

“ท่านเซียวเสารู้จักคนผู้นี้อยู่แล้วหรือ”

“ไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว” เซียวเสาบุ้ยหน้า ท่าทางหงุดหงิด

เฟิงเซี่ยกางพัดประจำตัวออกมาอยู่ที่ระดับปาก กล่าวว่า“โชคดีที่แถบนี้ไม่มีใครอยู่ ไม่เช่นนั้นคงได้ร่วมงานใหญ่แน่”

“พวกท่านมิคิดจะอธิบายให้ข้าเข้าใจหน่อยหรือ”

“ไม่ล่ะ อธิบายไป มีแต่จะทำให้เจ้าอยากรู้อยากเห็น เจ้าอยู่ห่างเขาไว้เถิด เท่านี้ชีวิตเจ้าก็ยุ่งยากวุ่นวายจะตายแล้ว อย่าให้มากกว่านี้เลย”

“...”

“ตามที่เซียวเสาว่าไปล่ะนะ แล้วต่อจากนี้ ท่านอวิ๋นจะเอาอย่างไรต่อ”

“ข้าคงเดินทางไปทั่ว เห็นทีคงต้องแยกจากพวกท่านตรงนี้แล้ว ขอบคุณที่ช่วยเหลือ”

“ไม่ล่ะ ไปไม่ได้ อย่างไรเขาต้องกลับมาอีกแน่ๆ เดินทางด้วยกันอีกพักเถิด เจ้าเองก็ว่างอยู่ไม่ใช่รึ” เซียวเสาหันไปถามเฟิงเซี่ย

“เจ้าเห็นข้าไร้งานไร้การเหมือนเจ้ารึยังไง แต่ถ้าเจ้าจะตามติดท่านอวิ๋น ข้าก็ขอร่วมทางไปอีกสักพักแล้วกัน”

“ย้อนแย้งจริง ห่วงก็ว่าตรงๆ”

“เจ้านั่นล่ะที่ห่วง”

“ข้าเปล่า!!

“เอาล่ะๆ จริงๆพวกท่านไม่ต้องห่วงข้า ตัวข้าไม่ได้ลำบากอะไรนัก พวกท่านไม่ต้องเสียเวลาอันมีค่ามาดูแลข้าหรอก แม้ข้าจะไร้ซึ่งพลัง แต่ข้าก็อยู่มาได้เป็นร้อยปีแล้ว หลังจากนี้เองก็เช่นกัน” คู่ขุนนางปราการได้ฟังดังนั้นก็กรอกตา หันไปกระซิบกระซาบกันเอง

“เขาไม่เข้าใจหรอ?”

“เขาไม่เข้าใจหรอก เขาจำไม่ได้ เขาจะเข้าใจได้ยังไง...”

เทียนหลางรู้สึกได้ว่าคู่ขุนนางปราการมีอะไรปิดบังตนเองอยู่ ทว่าหากถามไปแล้ว เห็นทีคงไม่ได้คำตอบ เช่นนั้นไม่ถามก็คงเหมือนกัน

“อันที่จริง พวกข้าไม่ได้มีธุระใด การเดินทางร่วมกับสหายเป็นเรื่องปกติ ว่ากันว่าหลายหัวดีกว่าหัวเดียว ท่านอวิ๋นอย่าได้เกรงใจพวกข้าเลย พวกข้ายินดีทั้งนั้น”

เทียนหลางเผยรอยยิ้ม ประสานมือโค้งตัวขอบคุณ

...



----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

นานๆเจอกันที แต่ฝากนิยายด้วยนะคะ สำหรับเรื่องนี้คิดว่าอยากค่อยๆเขียน มาช้าแต่มะนะ(・」o・)」

             

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น