[Yaoi] หมื่นเส้นทางของผู้ถูกสาป

ตอนที่ 5 : ถ้ำในป่าวงกต(1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 27
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    3 ส.ค. 62

เทียนหลางเดินเข้ามาในถ้ำที่เย็นเชียบ กลิ่นอับและความมืดทำให้น่าหวาดหวั่นไม่น้อย โชคดีที่ยังคงมีแสงสลัวของเหล่ากวงกู ทำให้ภายในถ้ำยังคงมีแสงสีฟ้าอ่อนไม่มืดจนเกินไป

กวงกูหรือก็คือเห็ดแสง รูปร่างเป็นเห็ดที่มีแสงสว่างในตนเอง สามารถที่จะเปล่งแสงออกมาในที่มืดได้ แม้จะเห็นแบบนี้อันที่จริงแล้วคือปีศาจชนิดหนึ่ง ถูกจัดเป็นปีศาจชั้นต่ำเพราะไม่สามารถเดินเหินพูดคิดได้ด้วยตนเอง ตามปกติแล้วไม่น่าจะต่างจากเห็ดธรรมดา แต่มันดันมีข้อแตกต่างที่ถึงตัวของมันจะทำอะไรไม่ได้แต่ก็ยังสามารถสื่อสารได้กับคนที่สื่อสารกับมันได้ จากในข่าวลือ คนที่จะทำอะไรแบบนี้ได้ก็คงจะเป็นผู้ปกครองเมืองปีศาจยามนี้กระมัง...

และอีกอย่างที่สำคัญยิ่ง คือกวงกูนั้นมีพิษทุกส่วน กินไปมีแต่จะกลายเป็นผีแล้วต้องลากสังขารไปกราบผู้ปกครองเมืองปีศาจเพื่อขออาศัยในเมืองด้วย ทว่า...นั่นเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับมนุษย์เท่านั้น

นอกเหนือจากมนุษย์ ถ้าหากกินเข้าไปก็คงจะมีอาการชาเป็นอัมพาตชั่วขณะเท่านั้น อย่างเทียนหลางเองถ้ากินเข้าไปก็จะเป็นอาการแบบกรณีหลัง อีกทั้งตัวมันจะหลั่งละอองพิษอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย ต่อให้ไม่ต้องกินมันเข้าไป แค่เดินๆอยู่ในที่อากาศไม่ถ่ายเทกับเหล่ากวงกู สุดท้ายก็ต้องหมอบกระแตอยู่ดี ทั้งที่เป็นอย่างนั้นเทียนหลางกลับยังคงสบายดีทั้งที่เจอกวงกูเรืองแสงมาตลอดทั้งทางที่เดินในถ้ำ เรื่องนี้ก็นับเป็นเรื่องแปลก แต่ก็นับได้ว่าเป็นโชคดีของเขาไป

ทางในถ้ำเป็นทางคดเคี้ยว ทว่ามีทางเดียว เทียนหลางทำเพียงเดินเข้ามาเรื่อยๆเท่านั้น ภายในถ้ำไม่มีเสียง ไม่มีแสงลอดผ่านจากที่ใด มีเพียงแสงสีฟ้าสลัวจากกวงกู กลิ่นอับชื้น บรรยากาศน่ากระอักกระอ่วนจนอยากจะวิ่งย้อนไปที่ทางเข้า...ขณะที่เทียนหลางคิดแบบนั้น จู่ๆเหล่ากวงกูที่คอยให้แสงมาตลอดก็พลันเปลี่ยนจากสีฟ้าเป็นสีแดง จากนั้นเทียนหลางสัมผัสได้ถึงเสียงฝีเท้า ไม่รู้ว่าใกล้หรือไกลเพราะเสียงสะท้อนจากการก้าวเดินก้องไปทั่วทั้งถ้ำ จากนั้นเมื่อรู้สึกว่าบุคคลปริศนากำลังใกล้เข้ามา เหล่ากวงกูที่เปล่งแสงสีแดงก็พากันดับแสงของตัวเอง สภาพถ้ำเช่นนี้ เมื่อปราศจากแสงของกวงกูแล้วก็เป็นเพียงที่มืดเท่านั้น

เทียนหลางสำรวจทัศนวิสัยของตัวเอง พบว่าย่ำแย่เกินไป ในถ้ำนี้มืดเกินไป ไร้แสงเกินไป แม้มือของตนเองก็ไม่สามารถมองเห็นได้ เทียนหลางเลือกที่จะนิ่งไม่ส่งเสียง พยายามคลำหาผนังถ้ำเพื่อหาหลักให้ตนเอง มือขวาของเทียนหลางกวาดหาผนังเย็นชื้นไปตามความรู้สึกว่าน่าจะอยู่ตรงนั้นก่อนที่กวงกูจะเลิกเปล่งแสง แต่กลับกลายเป็นว่าตัวเขาไม่ได้จับถูกผนังถ้ำ ข้อมือของเขาต่างหากที่ถูกคว้าไว้ เทียนหลางพยายามชักมือกลับตามสัญชาตญาณ ทว่าอีกฝ่ายก็ไม่ปล่อยให้เขาทำเช่นนั้นได้โดยง่าย ช่วงนั้นเทียนหลางถึงรู้สึกได้ว่ามือที่คว้าตนอยู่นั้นอุ่นไม่น้อย

ถ้ายังอุ่นก็แสดงว่า...มนุษย์หรือ?

“เจ้า...” เทียนหลางพลั้งปากจะถามว่า มนุษย์หรือ? แต่ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าหากถามออกไปแบบนั้น ตนเองคงเป็นคนที่ไม่ใช่มนุษย์เสียเองเพราะคงไม่มีมนุษย์คนใดถามคนอื่นว่าอีกฝ่ายเป็นคนรึป่าวอย่างแน่นอน เทียนหลางจึงเปลี่ยนเป็นคำถามกลางๆ “...ใครน่ะ?”

“บอกไป ท่านจะรู้จักข้าหรือ?”

“คิดว่าไม่...”

“หึหึ ท่าน...แปลกคน” แม้จะมองไม่เห็นแต่เมื่อสัมผัสได้ถึงน้ำเสียงที่เจือรอยยิ้ม เทียนหลางก็เบาใจไปเปราะหนึ่ง

บุคคลปริศนาถามต่อ “แล้วตัวท่าน มาทำอะไรที่นี่?”

“หากข้าบอกว่ามาช่วยเหลือคนในหมู่บ้านหยูเตี่ยนให้รอดพ้นภัยพิบัติ เจ้าจะเชื่อข้าไหม?” เทียนหลางลองถามแหย่ดู ถ้าหากเป็นสายเลือดต้องสาปที่มีอายุขัยยืนยาวแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้จักตนที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ และคงจะรู้ด้วยว่าตนไร้พลังความสามารถ การจะมีช่วยคนในหมู่บ้าน คิดอย่างไรก็ฟังดูแปลกประหลาด ทว่าคำตอบที่ได้กลับมากลับต่างจากที่คาดไว้อยู่มากโข

“หากเป็นท่านหรือ? ...ข้าคงเชื่อครึ่งนึงกระมัง” เจ้าของเสียงคลายมือที่จับข้อมือของเทียนหลางไว้

สายตาที่เริ่มชินกับความมืดเล็กน้อยของเทียนหลางจึงพยายามเดินตามทางต่อพลางถามกลับ “ครึ่งนึง?”

“ก็ท่านยังไม่ได้บอกเหตุผลอีกครึ่งแก่ข้าไม่ใช่หรือ?”

เทียนหลางนิ่งไปชั่วขณะจึงเลือกที่จะเปลี่ยนเรื่อง

“ที่ท่านมาที่นี่ เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเช่นเดียวกันหรือไม่”

“อันที่จริงข้าไม่ได้สนใจนัก เพียงแต่จู่ๆมีเหตุให้ต้องสนใจเท่านั้น” เทียนหลางยิ้มค้างในความมืด รู้สึกว่าทำไมบทสนทนาช่างเป็นไปอย่างยากเย็น ไม่ว่าจะคิดกี่ตลบก็รู้สึกได้ว่าคนผู้นี้ช่างเป็นประเภทไม่โกหก แต่พูดไม่หมดเสียจริงๆ

“จริงหรือไม่ที่เขาว่ากันว่าภูติเป็นประเภทที่ไม่คิดอะไร”  เมื่อได้ยินคำถามอีกฝ่ายทำหน้าแปลกใจเล็กน้อย เพียงแต่เทียนหลางไม่สามารถเห็นได้ในที่ไร้แส่งเช่นนี้ อีกฝ่ายครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วตอบออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ

“ใช่ ถึงจะไม่ทั้งหมด เพราะทุกอย่างย่อมมีข้อยกเว้นทั้งสิ้น เพียงแต่ถ้าท่านหมายถึงตัวที่อยู่ด้านใน คงพูดได้ว่ายิ่งกว่าคำว่าไม่คิดอะไร”

“เคยพบแล้วหรือ?”

“ช่วงฤดูหนาวกระมัง...”

เทียนหลางลองคิดต่อ... เป็นไปได้ไหมว่าคนผู้นี้เป็นคนที่ทำให้ฝนหยุดตกในเมืองหยูเตี่ยนจนถึงช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ เพราะจากคำพูดก็เหมือนรู้เรื่องที่เกิดขึ้นภายในเมืองเป็นอย่างดี แถมยังรู้อีกด้วยว่ามีภูติอยู่ด้านใน เทียนหลางที่เดินมายังไม่รู้เลยว่าตัวเองจะได้พบเจอกับอะไร ถึงอย่างนั้นก็เหมือนจะได้ยืนยันเรื่องที่ว่าคนก่อเรื่องเป็นภูติได้แล้ว

แต่จะว่าไปแล้ว เขาเป็นใครกันล่ะ? ดูจากลักษณะการเดินที่ค่อนข้างคล่องแคล่วเมื่อยู่ในถ้ำแล้ว คาดเดาได้ว่าเขาคงมีทัศนวิสัยในการมองเห็นที่มืดที่ดีกว่าตัวเทียนหลางที่ต้องเอามือจับกำแพงอยู่มากนัก...อย่างน้อยก็ต้องเป็นผู้มีวิชาแล้ว

ซ้ำเขายังเคยเจอภูติ ภูติเกลียดมนุษย์อย่างกับอะไร มั่นใจได้เลยว่าแทบจะไม่มีมนุษย์คนใดได้เห็นภูติอย่างแน่นอน

เช่นนั้นแล้ว...เขาเป็นใครกันล่ะ? ตัวเลือกที่เหลือก็มีเพียงปีศาจและภูติ ผี ภูติน่ะไม่ใช่แน่ แต่จะบอกว่าเป็นปีศาจก็ฟังดูรู้สึกน่ากังขาอย่างไรชอบกล

“ข้าขอเสียมารยาทถามอะไรท่านสักอย่างได้หรือไม่” เทียนหลางไม่รออีกฝ่ายตอบ ชิงพูดต่อทันที “พอเจ้ามาถึง กวงกูก็ดับแสงทันที---” เทียนหลางเงียบกะทันหันเมื่ออีกฝ่ายจับไหล่ของเขาทั้งสองข้างจากทางด้านหลังแล้วออกแรงดึงตัวเขาให้ถอยหลังเล็กน้อย

“ท่านกำลังจะชนกำแพงถ้ำแล้ว...” เทียนหลางวาดมือไปด้านหน้าของตนเอง พบว่ามีกำแพงอยู่ในระยะขวางหน้าเขาอยู่จริงๆ

“ขอบคุณ”

มองผ่านเงามืดๆเห็นได้ว่าฝ่ายตรงข้ามพยัหน้าเบาๆ เป็นเชิงว่าไม่เป็นไร เขาหันมาคว้ามือของเทียนหลางที่คลำกำแพงมาประคอง ส่วนมืออีกข้างของเขาก็ดันหลังของเทียนหลางอยู่เบาๆเพื่อกำหนดทิศทางการเดินให้ เขาดันเทียนหลางหมุนไปอีกด้านหนึ่ง เนื่องจากมองไม่เห็น เทียนหลางจึงไม่รู้ว่าตัวเองเดินไปทางทิศใดกันแน่ ปกติคงนับได้ว่าเขาไว้ใจคนนำทางคนนี้พอดู แต่ที่จริงน่ะหรือ คือต่อให้ผู้นำทางจะพาตนไปหากับดักหรือไม่...การที่เขาเดินเองก็คงแย่พอกัน เทียนหลางจึงตัดสินใจตามน้ำอย่างไม่ยากเย็น

“ท่านมองไม่เห็นในที่มืดหรอกหรือ...” เขาถาม

“แปลกหรือ? คนปกติก็มองไม่เห็นในที่มืด เป็นเรื่องปกตินะ” เทียนหลางยิ้มกับตัวเอง มนุษย์น่ะปกติ เพียงแต่เขาไม่ใช่มนุษย์ การมีสายตาเหมือนคนปกติถึงได้ไม่ปกติ

ผู้มาเยือนมองเห็นสายตาของเทียนหลางในความมืดพลางมีความรู้สึกหลายอย่างเข้ามาประดัง เขาเอาเท้าเตะกะโหลกมนุษย์ที่ขวางทางเดินไปรวมกองอยู่อีกด้านที่พวกเขาเพิ่งหันเหทิศทางมา ที่ตรงนั้นมีกองกระดูกมากมายอยู่รวมกันราวกับถมที่

การที่คนที่เขาประคองอยู่มองไม่เห็นน่าจะดีกว่าจริงๆ...

“ใช่...จริงอย่างที่ท่านกล่าวมา ส่วนคำถามที่ท่านอยากจะถามข้า คือข้าทำอะไรกับกวงกูเหล่านั้นใช่หรือไม่ ที่จริงข้ายังไม่ได้ทำอะไร ข้าเพียงเห็นท่านเข้ามาในถ้ำจึงตามเข้ามาเท่านั้น”

เป็นอีกครั้งที่เทียนหลางไม่ได้ข้อมูลอะไรจากคำตอบของอีกฝ่าย ในใจอยากจะเอามือขึ้นมากุมขมับไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ คำถามต่อไปของเทียนหลางจึงเป็นคำถามที่เป็นกลางอย่างถึงที่สุด

 “เช่นนั้นหากเสียมารยาทต้องขออภัย เจ้าไม่ใช่มนุษย์ใช่หรือไม่?”

...

...

“เจ้าไม่ใช่มนุษย์ใช่หรือไม่?”

“ใช่” เขาตอบสั้นๆ เอี้ยวมือที่ประคองเทียนหลางไปด้านหน้าเล็กน้อยเพื่อบอกเป็นนัยๆว่าพื้นด้านหน้าต่างระดับจากเดิม เมื่อเห็นว่าเทียนหลางเข้าใจ มิได้เดินสะดุดสิ่งใดจึงกล่าวต่อ “ข้าแค่เคยเป็น... เคยคิดว่าตนเองเป็น อันที่จริงการที่ท่านถามเช่นนี้ สำหรับข้าไม่นับว่าเสียมารยาท หากทักว่าข้าคือมนุษย์ นั่นต่างหากที่เสียมารยาท”

“เจ้าเกลียดชังมนุษย์หรือ?”

“ข้าชังทุกคนที่ทำลายสิ่งที่ข้ารักนั่นแหละ”

เมื่อได้ฟังคำตอบที่หนักแน่น เทียนหลางจึงได้แต่พยายามคิดหาความเป็นไปได้ต่างๆนานา และความคิดก็หยุดลงด้วยคำตอบว่าอีกฝ่ายคงมีเรื่องเจ็บช้ำน้ำใจบางอย่างกับมนุษย์เป็นแน่

“นั่นคง...เป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก ต้องขออภัยด้วยที่กล่าวถึง”

“ไม่เป็นไร หลังจากนี้มันก็จะดีขึ้นแล้ว”

“ขอให้ดีขึ้นเร็วไว”

“...ข้าก็หวังเช่นนั้น”

หลังเดินในที่มืดที่ไร้ปลายทางมานานกลับเริ่มเห็นแสงลิบๆที่เส้นทางของถ้ำพาไป...

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

สวัสดีนักอ่านทุกท่านนะคะ เนื้อเรื่องก็ดำเนินกันมาทีละนิดเนอะ อาจจะอัพช้าหน่อยน้าาา


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น