[Yaoi] หมื่นเส้นทางของผู้ถูกสาป

ตอนที่ 3 : หยาดพิรุณที่ไม่สิ้นสุดในเมืองหยูเตี่ยน(2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 42
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    17 ก.ค. 62

ภาพในเมืองตอนนี้ไม่ต่างอะไรจากเมืองที่ฝนตกธรรมดา ทว่ามีช่าวบ้านในเมืองไม่น้อยที่ย้ายไปพำนักที่อื่นชั่วคราว เมืองหยูเตี่ยนในยามนี้ถึงได้ดูเงียบเชียบกว่าที่ควรจะเป็น อีกทั้งพืชผัก ผลผลิตทางการเกษตรก็เหี่ยวเฉาจากการที่ได้รับน้ำมากจนเกินไป จนกลายเป็นของเสียไปทั้งแปลง

“น่าหดหู่จริงๆ” เซียวเสาพูดขึ้นมา

“ตามข่าวลือที่ข้าได้ยิน เหมือนว่าฝนจะตกติดต่อกันมาตั้งแต่ฤดูฝนของปีก่อน” เฟิงเซี่ยเสริม

“ข้าก็ได้ยินเช่นนั้นเหมือนกัน แต่เมื่อเห็นแล้ว...บางทีคงจะเป็นเพียงข่าวลือบางส่วนเท่านั้น” เทียนหลางมองไปที่แปลงปลูกของชาวบ้านที่มีเศษซากของพืชบางอย่างนอนกองเฉาอยู่ “ผลผลิตในแปลงที่เหี่ยวเฉาไป ดูอย่างไรก็เป็นพืชที่ถูกปลูกในฤดูใบไม้ผลิ...”

นั่นหมายถึงว่าพวกเข้ายังเพิ่งปลูกพวกมันเมื่อใบไม้ผลิที่ผ่านมาแน่นอน

แค่เพียงพูดเกริ่นดังนั้นขุนนางฝ่ายวางแผนที่ได้ชื่อเป็นขุนนางปราการฝ่ายบุ๋นอย่างเฟิงเซี่ยก็เข้าใจได้ทันที เขานำพัดขึ้นมาไว้ระดับปากเช่นเคย ทว่าปัญหาคือขุนนางปราการฝ่ายบู๊ที่ได้รับผลกระทบจากการประมวลผลอันปราศจากสัญชาติญาณ

“แล้วมันยังไงเล่า?” เซียวเสากอดอก “พวกเจ้าจะเข้าใจกันสองคนรึยังไง”

“อย่างที่ท่านอวิ๋นกล่าวไป ถ้าหากว่าฝนตกลงมาตั้งแต่ฤดูฝนของปีก่อน นั่นหมายถึงว่าพืชผักในแปลงของชาวบ้านต้องไม่ใช่ของเหล่านี้” เฟิงเซี่ยมองไปยังแปลงปลูกอีกครั้ง “อีกทั้งต่อให้เป็นฤดูใบไม้ผลิของปีก่อน เกรงว่าพืชผลเหล่านี้คงจะไม่เหลือแม้แต่ซากให้เราได้เห็น...นั่นหมายถึงว่าพวกเขาจะต้องปลูกพวกมันขึ้นมาใหม่”

เทียนหลางจึงเสริมขึ้นมา “และแม้ถ้าพวกเขาต้องการจะลองปลูกพืชผักขึ้นมาใหม่เพื่อการดำรงชีวิตจริง หากเป็นข้า ข้าคงจะเลือกพืชที่ชอบน้ำชอบฝนเสียมากกว่า ไม่มีทางที่จะเลือกพืชใบไม้ผลิอย่างแน่นอน”

“อืม พอฟังแล้วก็น่าจะเป็นแบบนั้นจริงๆด้วย ปลูกไปอย่างไรก็ไม่น่าจะโต...” เซียวเสาพยักหน้าเข้าใจ

“นั่นแหละคือปัญหา...เซียวเสา” เฟิงเซี่ยแตะไหล่เซียวเสาในขณะที่มือข้างขวายังคงถือพัดประจำตัวอยู่ระดับปาก

“ปัญหายังไงกัน? พวกเขาก็น่าจะรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว คำสาปทำให้ฝนตกทั้งปี ยังเลือกปลูกพืชตามฤดูการอีก มันเหี่ยวเฉาตายก็ถูกของมันแล้ว”

“อย่างที่ท่านเซียวเสาว่า ฝนตกขนาดนี้ไม่สำคัญว่าจะฤดูอะไร ปลูกพืชยังไงก็น่าจะผิดฤดู มันจึงไม่น่าจะโต ทว่าหากดูในแปลงแล้ว พวกมันก็โตะนะ...” ทุกคนหันไปมองที่แปลง ถึงแม้ว่าต้นไม้จะเน่าเฉาแค่ไหน แต่รูปทรงกิ่งก้านก็ยังคงอยู่พอให้เห็นได้ “...แม้จะไม่ได้งอกงามกระทั่งออกผล แต่ก็ยังโตมาได้ขนาดนี้ในสภาพอากาศที่มีฝนแบบไร้การควบคุม...เรื่องนี้แหละที่ข้าว่ามันแปลก”

“อย่างนั้นเป็นไปได้หรือไม่ว่าพวกเขามั่นใจว่าจะปลูกพืชเหล่านี้ได้?”

“ข้าเองก็คิดเช่นนั้น มีชาวบ้านที่ลือกันว่าฝนตกที่เมืองหยูเตี่ยนติดต่อกันตั้งแต่ฤดูฝนของปีก่อน ข้าเองก็ไม่อยากตัดประเด็นนั้นทิ้ง เชื่อว่าอย่างไรมันต้องมีมูลความจริงแน่นอน” เทียนหลางหวนนึกถึงร้าน้ำชาข่าวสะพัดที่มีชาวบ้ามาคุยกันเรื่องของเมืองหยูเตี่ยน แม้จะเล็กน้อย แต่ก็มีชาววบ้านบางคนเชื่อว่า เรื่องที่ฝนตกตลอดปีของเมืองหยูเตี่ยนเป็นเพียงข่าวลือ

ทำไมเขาถึงเชื่อว่ามันไม่จริง... อาจจะเป็นเพราะเขารู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับเมืองที่ทำให้เขาคิดว่าเมืองนี้ ฝนไม่ได้ตก

“ถ้างั้นเป็นไปได้หรือไม่ว่า...”

“มีช่วงที่ฝนหยุด/มีช่วงที่ฝนหยุด” ทั้งเทียนหลางและเฟิงเซี่ยประสานเสียงตอบพร้อมๆกัน นั่นทำให้รู้สึกว่าสมมติฐานนี้ดูหนักแน่ขึ้นไม่น้อย

“พวกเจ้า...เอาเข้าไป เข้ากันได้ดีเหลือเกิน” เซียวเสาส่ายหัวแล้วเอามือกุมขมับ เรื่องที่เขาฟังไม่รู้เรื่องเขาก็เลือกที่จะปล่อยไป ปล่อยให้เหล่าคนสมองเพชรวิเคราะห์กันไป ส่วนเขาค่อยรองานใช้กำลังอาจจะเหมาะสมกว่าก็เป็นได้

“เป็นไปได้นะ อย่างไรในช่วงที่ผ่านมาก็มีเหล่าผู้ฝึกวิชาเดินทางเข้ามาไม่น้อย อาจจะมีใครที่สามารถหยุดปรากฏการณ์นี้ได้ชั่วครู่ก็ได้ ชาวบ้านถึงเข้าใจว่าทุกอย่างกลับสู่ปกติและทำหน้าที่ของตนต่อไป”

“ดูจากพืชที่เฉาไปแล้ว มันสามารถโตมาได้จนเกือบจะออกผล ฤดูใบไม่ผลิที่เราพูดถึง คงไร้พิรุณมาสักพักใหญ่เลยกระมัง ไม่เช่นนั้นพืชเหล่านี้คงไม่เติบโตได้ถึงเพียงนี้”

เฟิงเซี่ยที่ได้ยืนยันสมมติฐานนั้นรวบพัดเข้ากับฝ่ามือจนได้ยินเสียงฟรึ่บ หันหลังกลับไปหาเซียวเสาที่กำลังหลบฝนอยู่ใต้ชายคาบ้านหลังหนึ่ง “เซียวเสา ข้าว่ามีงานกันแล้วล่ะ”

“หืม...?”

“งานนี้เหมาะกับเจ้ามาก”

“อืม...”

“พะ...พวกท่า-----”

โครมมม!!!

เทียนหลางเข้ามาห้ามไม่ทัน เซียวเสาหันหลังกลับไปพังประตูบ้านที่ตนเองใช้หลบฝนจนพังยับ เฟิงเซี่ยก็เหมือนจะพอใจกับผลลัพธ์อย่างมาก ขุนนางปราการคู่นี้ช่างเข้าอกเข้าใจกันเหลือเกิน เฟิงเซี่ยไม่ชอบออกคำสั่งมาก ส่วนเซียวเสาก็มีสัญชาตญาณที่ว่องไวในการเข้าใจคำสั่งมากกว่าการวิเคราะห์คำสั่ง จนสภาพออกมาเป็นแบบนี้... เพราะเทียนหลางไม่ได้มีประสาทสัมผัสต่อความผิดปกติที่ไวไม่สู่สองคู่ขุนนางนั่นเลยไม่สามารถห้ามไว้ได้ทัน

“พวกท่านทำแบบนี้ได้อย่างไร!? หากพวกท่านอยากหาข้อมูลหรืออะไรทำไมไม่เคาะประตูดีๆ!

“แบบนี้ไวกว่า ข้าชั่งความคุ้มค่าแล้ว”

“พวกท่านลืมเอามารยาทไปชั่งด้วยรึป่าว!?”

              ขุนนางปราการคู่นี้ไม่ได้สนใจเรื่องที่เทียนหลางจะกล่าว พวกเขาเดินอาจๆเข้าไปราวกับไม่มีสิ่งใดเสียหาย ทรัพย์สิน(ประตู)ไม่เสียหาย มารยาทไม่เสียหาย

ภาพต่อมาที่ปรากฏตรงหน้าจึงแทบไม่ต้องเดาให้มากความ ชาวบ้านหนึ่งและชาวบ้านสองนั่งกอดกันกลมอยู่ที่มุมห้องข้างตั่งไม้ ยิ่งพวกเขาเห็นร่างใหญ่โตบึกบึนของเซียวเสายิ่งทำให้เสียขวัญจนดูสติหลุดลอย จังหวะนั้นเฟิงเซี่ยจึงได้ผลักเซียวเสาไปยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลังของตน เทียนหลางที่เดินเข้ามาสุดท้ายพูดขอโทษในใจตลอดเวลา เขาถูกเฟิงเซี่ยลากมาอยู่ด้านหน้าแทนเซียวเสาที่ต้องถอยลงไป จากนั้นเทียนหลางรู้สึกได้ว่าตัวเองถูกสะกิดเบาๆ เป็นเฟิงเซี่ยที่นำพัดฉลุลายด้ามนั้นมาสะกิดตนเองเพื่อบอกให้เขาเป็นผู้เจรจา ไม่ใช่ว่าพ่อค้าสมควรเป็นผู้เจรจาหรือหรือ? เทียนหลางคิดในใจ เฟิงเซี่ยพอจะเดาได้จึงกระซิบให้ได้ยินกันแค่สองคน

“เจรจาที่ยังไม่เห็นกำไร ข้าไม่ทำหรอก เชิญท่านอวิ๋นเลย...”

              เทียนหลางที่ไม่ผ่านการคุยกับคนมานานสูดหายใจเข้าลึกๆก่อนจะปรับเสียงให้ปกติที่สุด “พวกท่านไม่ต้องกลัวไปนะ สหายของข้าเป็นคนรุนแรง ไม่ถนัดด้านการเข้าหาคน ใจร้อนโผงผาง ยิ่งเห็นสถานการณ์ในเมืองที่น่าสลดเหล่านี้แล้ว พวกเขาย่อมร้อนใจอยากได้ข้อมูล ไม่ทราบว่าพวกท่านจะให้ความช่วยเหลือได้หรือไม่?” เฟิงเซี่ยมองรอยยิ้มราวกับพระโพธิสัตว์โปรดชาวโลกของเทียนหลางแล้วรู้สึกว่าตนเองคิดถูกแล้วที่ให้เทียนหลางเจรจา

อะไรจะช่างมีความอดทนและใจเย็นเช่นนี้ ผิดกับคนที่เจอสถานการณ์โดนฝังลงดินลิบลับ เมื่อหันไปมองทางเซียวเสาก็เหมือนเขาจะคิดเหมือนกัน เห็นได้ว่ามือข้างหนึ่งของเซียวเสาเตรียมพนมขึ้นมาแล้ว ที่บอกว่ามือข้างเดียวนั่นก็เพราะมืออีกข้างของนักรบผู้นี้กำลังจับกระบี่คู่กายเตรียมใช้กำลังเพื่อเรียกสติชาวบ้านขวัญเสียทั้งสองคนให้กลับมา แทนการใช้วิธีละมุนละม่อมที่เทียนหลางกำลังทำ โชคดีที่รังสีพระโพธิสัตว์ของเทียนหลางแผ่ไพศาลไปยังเซียวเสาด้วย ชาวบ้านคู่นี้ถึงได้สติกลับมาอย่างปลอดภัย

              ...

“พวกเราก็ไม่ค่อยรู้เรื่องใดนักหรอกขอรับท่านผู้มีวิชา...แต่เรื่องน่าจะเกี่ยวข้องกันกับพิธีขอฝนที่เป็นประเพณีของหมู่บ้านขอรับ”

“พิธีขอฝนหรือ? ของแบบนั้นจะทำให้ฝนตกได้จริงหรือ?”

“ปกติข้าก็อยากจะพูดแบบนั้นนะ แต่เซียวเสา เจ้าช่วยลืมตาแล้วมองออกไปทางประตูที่เจ้าเพิ่งพังเข้ามาเถอะ แล้วจะรู้ว่าขอได้จริงหรือไม่”

“น่า...พวกท่านทั้งสอง เรามาฟังเรื่องราวกันต่อเถิด...แล้วเรื่องราวเป็นอย่างไรต่อ”

“ตามที่พวกเราได้ยินมา แต่เดิมหมู่บ้านของพวกเราเคยประสบภัยแล้ง มิได้สามารถเพาะปลูกอะไรได้ดีดั่งช่วงหลังที่ผ่านมา ช่วงที่ยังประสบปัญหานั้นอยู่ จู่ๆก็มีแสงปรากฏขึ้นที่เขาด้านหลังหมู่บ้าน...” พูดได้เท่านี้เทียนหลางก็รีบจับตัวเซียวเสาที่ทำท่าจะรุดไปทันทีให้อยู่ฟังก่อน “เหล่าบรรพบุรุษในยามนั้นไม่มีทางออก จึงตัดสินใจทำพิธีบวงสรวงเพื่อขอฝน ใครจะเชื่อเล่าว่าวันถัดมาฝนจะตกลงมาจริงๆ”

“อืม...จากนั้นฝนก็ตกต้องตามฤดูกาลตลอดเลยหรือ?”

“เห็นว่าไม่นะขอรับ ผู้อาวุโสเคยเล่าว่าปีต่อมาก็ยังเกิดปัญหาแล้งอยู่ดี แต่เมื่อทำพิธี ฝนก็ตกลงมา จากนั้นหมู่บ้านจึงจัดพิธีขึ้นทุกปี จึงทำให้ฝนตกต้องตามฤดูเรื่อยมา ผลผลิตงอกงามขอรับ” ได้ฟังดังนั้นสามผู้มีสายเลือดต้องสาปก็มองหน้ากันเอง ชาวบ้านจึงได้เล่าเรื่องต่อ “ทว่าเมื่อปีหลังๆที่ผ่านมา สามปีก่อนเป็นปีที่มีน้ำมากขอรับ”

เซียวเสาเดาล่วงหน้า “พวกเจ้าเลยไม่ทำพิธี? เทพเลยโกรธ??”

เฟิงเซี่ยขัด “ของแบบนั้นมีจริงที่ไหนเล่า จะมีก็แต่...” เขาเอาพัดขึ้นมาระดับปากแต่ไม่พูดสิ่งใดต่อ

“ไม่ขอรับ...เนื่องจากเป็นพิธีที่ทำสืบต่อกันมานาน จึงยังทำพิธีแม้จะไม่ได้ขาดแคลนน้ำ ส่วนสิ่งที่ตามมาคือฝนตกลงมาอย่างผิดปกติ ปีต่อจากนั้นก็ยังคงเป็นเช่นเดิมจึงไม่ทำพิธีในปีที่มีน้ำมากขอรับ”

“แล้วเหตุการณ์เป็นเช่นไร”

“อย่างที่พวกท่านผู้มีวิชาได้เห็น ย่ำแย่มากขอรับ...”

...

หลังจากได้ข้อมูลที่น่าจะเกี่ยวข้องมาแล้ว ทั้งสามก็ออกมาจากบ้านหลังนั้นทันทีเพื่อจะมุ่งตรงไปทางในเรื่องเล่าที่บอกว่าเกิดแสงโดยเฟิงเซี่ยไม่ลืมที่จะทิ้งค่าซ่อมประตูไว้ให้ในฐานะที่ได้รับค่าตอบแทนเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์

ไม่นานนักพวกเขาทั้งสามคนก็มาอยู่ที่ภูเขาหลังหมู่บ้าน แม้จะเป็นภูเขาลูกไม่ใหญ่ ทว่าป่าโดยรอบของภูเขานั้นค่อนข้างรก ลึกและสลับซับซ้อนอย่างมาก เมื่อเดินย่างเข้ามาแล้ว ต้นไม้สูงก็ปกคลุมจนแทบมองไม่เห็นผืนฟ้าสีเทาที่ฉาบไปด้วยเมฆฝน สภาพป่าเช่นนี้ หากจู่ๆมีสัตว์ร้ายคงไม่มีผู้ใดคัดค้านเป็นแน่

“ท่านเฟิงเซี่ย ประโยคที่ท่านพูดค้างไว้ในบ้าน ท่านพอจะเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วหรือ?” เทียนหลางยังคงเดินมากับขุนนางปราการโดยเหมือนจะลืมไปสิ้นว่าตนเองไม่มีวิชาใดที่จะสามารถป้องกันตัวเองได้ติดตัวมาเลยแม้แต่น้อย

“แค่เดานะ แต่ข้าว่าต้องไมผิดแน่ ทั้งเรื่องแสงและสิ่งที่เกิด...น่าจะเป็นฝีมือของภูติ”

“อา...ออกแนววุ่นวายแล้ว”

“ใช่...”

เทียนหลางและเฟิงเซี่ยพูดกันด้วยน้ำเสียงสลด จะมีแต่เซียวเสาที่ต้องการคำอธิบายฉบับเร่งด่วน ระหว่างทางจึงอธิบายสมมติฐานไปด้วย

โลกมนุษย์มีทั้งภูตผีปีศาจครบครัน ภูติที่พูดถึง ถ้าให้เฟิงเซี่ยเป็นคนบัญญัติคำ เชื่อได้เลยว่าเขาต้องบัญญัติไปว่าภูติเท่ากับเซียวเสาอย่างแน่แท้ เขาพูดออกมาเต็มปากว่า พวกภูติเป็นประเภทสมองกล้ามเนื้อเรียบไร้รอยหยัก ทุกอย่างที่พวกนี้คิดขึ้นมาได้มีระบบที่แน่นอนเช่นหนึ่งแล้วต้องสอง ทำแบบนี้ต้องตามด้วยแบบนั้น ยึดหลักตรรกะแบบไม่บิดพลิ้ว ถ้าเทียบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อได้รับของเซ่นไหว้ต้องประทานฝน มันก็จะเป็นแบบนั้นร่ำไปไม่เปลี่ยนแปลง วนลูปของการรับของเซ่น ให้น้ำฝน ไปแบบนี้หลายสิบปีโดยไม่ได้รู้เรื่องสภาพแวดล้อมหรือสาเหตุอะไรทั้งสิ้น

“นั่นเป็นเพราะ...พวกนี้ มันไม่คิดยังไงล่ะ ยิ่งหลังจากไม่ได้ของไหว้ ในหัวของภูติคงคิดว่าถูกทอดทิ้งประทานฝนให้ทั้งวันทั้งคืนแบบไม่ลืมหูลืมตา ช่างวุ่นวายเสียจริง”

“จะจริงรึป่าวนะ เรื่องที่ว่าภูติไม่คิดอะไร...” เทียนหลางเอ่ยพลางใช้สมองคิดตามไปด้วย

“ใช่สิ สมองกล้ามเนื้อเหมือนเซียวเสานั่นแหละ”

“เขาได้ยินนะ...”

“แต่ก็โชคดีแล้วล่ะที่ภูติที่โผล่มาที่เขายามนั้นเป็นภูติพิรุณ ถ้าเป็นภูติเพลิง หลังได้ของเซ่นไหว้ ป่าวรอบๆนี้คงได้โดนเผาเป็นตอตะโก ยิ่งไหว้ยิ่งไฟโหมแน่” เฟิงเซี่ยเหน็บแนมแบบไม่ปิดบัง ถ้ายิ่งไม่ใช่เรื่องของตนเองยิ่งซ้ำติมด้วยความสนุกอีกด้วย

“แต่นั่นยังไมใช่คำตอบทั้งหมดเลยไม่ใช่หรือ? ที่พวกเจ้าคิดเอาไว้ ไม่ใช่ว่ามีช่วงที่ฝนหยุดไปหรอกรึ?”

“เจ้ายังจะเอาคำตอบอีกเหรอ? ตั้งแต่ข้าคิดว่าภูติเป็นต้นเหตุ สมองข้าก็ไม่จำเป็นต้องคิดต่อแล้ว เจ้าพวกนี้ไม่มีเหตุผลเสียหน่อย มันไม่มีสาเหตุเท่าใดนักหรอก คิดไปก็เสียเวลา สู้ไปเจอเลย ไม่ต้องคิดแล้ว”

แม้เทียนหลางจะอยากเถียงแทนเหล่าภูติสักคำสองคำ แต่ก็ต้องยอมรับว่าตนเองไม่รู้ว่าจะช่วยเช่นไรดี...เรื่องก่อความวุ่นวายนั้นไม่มีใครเกินเหล่าภูติได้เลย...

ในพื้นที่เขาที่ชาวบ้านเล่าให้ฟังเป็นบริเวณที่รกไปด้วยป่า ยิ่งประกอบกับฝนที่ปรอยลงมาบางๆตลอดเวลายิ่งทำให้ไม่น่าเดินเป็นอย่างยิ่ง โคลนเละเฉอะแฉะเสียจนอยากจะหันหลังเดินกลับไปทางที่เข้ามา

ปัญหาเหล่านี้ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำอะไรเทียนหลางไม่ได้ เขาผู้ที่นอนหลับใหลอยู่ในดินป่าช้ามาไม่รู้กี่ปี จะมารังเกียจแค่เดินบนดินเหลวนั่นผิดวิสัยนัก จะติดก็แต่ขุนนางปราการที่ใช้ชีวิตมาอย่างดีเท่านั้นเอง...

“ตอนข้าไปรบ ยังไม่ต้องเจออะไรแบบนี้เท่าไหร่เลย...” พอจะเดาได้ทันทีว่าพวกเขาเกลียดสถานการณ์ตรงหน้าไม่น้อย

“ข้าว่า เราลองแยกกันไหม?”

...

---------------------------------------------------------------------------------------------------------

ตอนนี้อาจจะต้องมีการจัดการแก้ภาษาเพื่อตบให้เข้าที่อีกหน่อยในภายหลัง อย่างไรก็รับเนื้อหากันไปก่อนนะคะ~~~(*´∇`*)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น