[Yaoi] หมื่นเส้นทางของผู้ถูกสาป

ตอนที่ 2 : หยาดพิรุณที่ไม่สิ้นสุดในเมืองหยูเตี่ยน(1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 65
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    12 ก.ค. 62

...

สายเลือดต้องสาปคือผู้ที่ครอบครองสายเลือดผู้ถูกสาป เป็นการส่งผ่านคำสาปลงมาทางสายเลือดที่เกิดขึ้นมานาน ในสามรุ่นมักจะมีคนประเภทนี้โผล่ขึ้นมาสักคน สิ่งเดียวที่สายเลือดต้องสาปมีคืออายุขัยที่ไม่จำกัด และสิ่งที่สายเลือดต้องสาปจะได้รับคือความเกลียดชังจากเหล่ามนุษย์และการถูกล่าจากเหล่ามนุษย์ มีสองวิธีที่จะทำให้คนเหล่านี้ตายคือ...และ...

ซึ่งมันเป็นสิ่งที่...เทียนหลางยังคงหาคำตอบ

...

จากข่าวลือที่แพร่สะพัดออกมาจากเมืองหยูเตี่ยนสามารถทำนายได้เลยว่าจะต้องมีเหล่าผู้ฝึกวิชาเดินทางไปรวมกันที่นั่นอย่างแน่นอน เมืองที่ฝนตกไม่หยุดตลอดทั้งปี ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนจากการที่ไม่สามารถเพาะปลูกได้ เมฆครึ้มมัวจนดูราวกับว่าดวงอาทิตย์ได้ถูกกลืนกินหายไปโดยเมฆหมอกตลอดกาล อะไรที่จะทำให้เกิดความผิดปกตินี้ ไม่ต้องเดาก็พอจะรู้ได้ว่าเป็นฝีมือของปีศาจไม่ผิดแน่

พอคิดว่าตนเองต้องไปเผชิญหน้ากับเหล่าผู้กร้านโลกแล้วเทียนหลางได้แต่ถอนหายใจยาวแล้วพยายามสาวเท้าเดินให้ไวเท่านั้น เทียนหลางรู้ตัวเองว่าไม่มีความสามารถที่จะไปหยุดปรากฏการณ์ประหลาดนี้ได้ เพียงแต่ถ้าเกี่ยวกับปีศาจหรือเหล่าผู้มีสายเลือดต้องสาป(พวกอายุขัยไม่จำกัด) อย่างไรก็อาจจะมีความน่าจะเป็นสักน้อยนิดที่จะทำให้ตัวเองหาวิธีละทางโลกได้นั่นเอง

กว่าที่เทียนหลางจะเดินทางถึงเมืองหยูเตี่ยนก็ผ่านจากวันที่เขาได้ยินข่าวลือที่ชาวบ้านลือกันไปสามวันสามคืน ภาพตรงหน้าสามารถบอกปรากฏการณ์ได้เป็นอย่างดี มีเมฆครึ้มและฝนแบ่งเขตฟ้าชัดเจน แม้จะเป็นฝนที่ตกปรอยๆ ทว่ากลับไม่มีทีท่าจะหยุด หยาดพิรุณกินพื้นที่ตั้งแต่ทางเข้าหมู่บ้านไปจนถึงภูเขาด้านหลัง นับว่าเป็นบริเวณที่กว้างทีเดียว

ที่หน้าทางเข้าหมู่บ้านยามนี้กลับไม่ได้มีคนมากอย่างที่เทียนหลางคาดการณ์ คิดได้เป็นสองทางคือพวกเขาจนปัญญาที่จะแก้ไขเรื่องราวจึงได้เดินทางกลับไป และอีกประเด็นคือเทียนหลางมาปรากฏตัวช้าเกินไป ซึ่งดูจากเหตุการณ์แล้วก็สามารถรวบมันได้ทั้งสองอย่างเป็นประเด็นเดียวกัน ข้างหน้าจึงมีกลุ่มคนประปรายไม่ถึงสิบคน

เทียนหลางเดินเข้ามาถึงหน้าหมู่บ้านที่มีป้ายไม้ผุๆตั้งตระหง่าน ด้านหลังป้ายหมู่บ้านจะเข้าเขตฝนทันที คนอื่นจึงได้เลือกที่จะยืนออกันอยู่ด้านนอก เมื่อมีผู้มาเยือนใหม่ คนกลุ่มนั้นก็หันมาเป็นทางเดียวกันทั้งยังหันไปซุบซิบนินทาเทียนหลางต่อหน้าตัวเขาเองอีกด้วย ทว่าเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่เขาโดนจนชาชิน จึงไม่คิดจะเก็บมาใส่ใจนัก

“ดูสิว่าเจอใคร”

“นั่นท่านผู้อาวุโสที่ยามนี้มีปัญญาไม่ต่างจากมนุษย์อายุร้อยปีไม่ใช่รึ ยังเยาว์นัก ยังเยาว์นัก” เสียงทักทายอันไม่เป็นมิตรส่งมาหาเทียนหลางอย่างไม่ปิดบัง ทุกคนต่างส่งไม้ต่อเพื่อเหยียดหยามเทียนหลางซึ่งหน้าอย่างไม่คิดปิดบัง เทียนหลางทำแค่เพียงยิ้มรับแล้วทักทายตอบอย่างสุภาพ

“ไม่ได้พบพวกท่านเสียนาน สบายดีหรือไม่”

“หากเทียบกับท่านแล้ว พวกเราคงสบายดีอยู่มากโข” ว่าแล้วก็มีลูกคู่ร้องโห่รับหัวเราะฮาเฮกันอย่างสนุกสนาน เทียนหลางยังคงใจเย็น ไม่ใส่ใจคำเหล่านั้น หันไปทักทายผู้มาใหม่ที่เขาเคยพบกันมาก่อนหน้า เขายืนหลบในมุมที่ไม่มีใครสังเกตเห็นได้พักหนึ่งแล้ว

“ท่านเฟิงเซี่ย สบายดีหรือไม่” เฟิงเซี่ยยังคงอยู่ในชุดเอกลักษณ์ของตนเอง ชุดผ้าชั้นดีหรูหราอู้ฟู่สมกับเป็นผู้ร่ำรวยมั่งคั่งทางฝั่งตะวันตกของเมือง เฟิงเซี่ยยามก่อนผันตัวเป็นพ่อค้าเคยเป็นถึงอัครเสนาบดีผู้เกรียงไกร สติปัญญาล้ำเลิศ แม้เขาจะออกจากการทำงานให้ราชวงศ์มาเป็นเวลากว่าสองศตวรรษ แต่ผู้คนก็ยังคงเกรงบารมีของเขาอยู่หลายส่วน

“จริงๆก็ไม่ค่อยดีแต่ถ้าเทียบกับท่าน...เทียนหลางแล้ว ข้าคงสบายดีไม่น้อย” เทียนหลางยิ้มรับ ถ้อยคำที่ใช้แม้จะคล้ายคำที่คนอื่นพูดถึงเขาอยู่ทั้งประโยค แต่เจตนาที่กล่าวออกมานั้นช่างต่างกันจนสัมผัสได้ เฟิงเซี่ยนั้นแต่เดิมเป็นคนที่มีนิสัยหยิ่งทระนง ไม่ว่าใครก็พูดถึงเขาแบบนั้น จะมีเทียนหลางที่คิดต่างออกไปบ้าง ซึ่งในความหมายของเฟิงเซี่ย ไม่รู้ว่าเขาเจตนากล่าวว่าเทียนหลางลำบากเรื่องใด แต่เรื่องนี้เทียนหลางกลับไม่คิดจะเก็บมาใส่ใจนัก

สักพักเมื่อเหล่าผู้อาวุโสกำลังเรียงลำดับยศถาเพื่อทักทายก็ยังไม่วายที่จะหันมาพูดใส่เทียนหลางสักหลายคำ

“เมืองหยูเตี่ยนนี่ไม่ใช่เมืองเดียวกันที่พบสายเลือดต้องห้ามเมื่อหลายปีก่อนหรอกรึ”

“แหม เรื่องนานปีแบบนั้นข้าก็หลงๆลืมๆไปบ้าง ไม่ทราบว่ามีผู้ใดทราบหรือไม่ว่าเด็กนั่นหายไปไหนแล้ว”

“พวกท่านไม่ลองถามคนที่ช่วยเด็กปีศาจนั่นดูเล่า เขาอาจจะรู้อะไรก็ได้นะ”

แน่นอนว่าเทียนหลางไม่ได้เข้าใจเรื่องราวที่พวกเขาคุยกันเลยสักกระผีกริ้น เนื่องจากความทรงจำที่ตกหายของเทียนหลางจึงทำให้ตัวเขาไม่ทราบเรื่องที่ตัวเองทำก่อนที่จะลงไปอยู่ในโลง แน่นอนว่าไม่แค่ความทรงจำก่อนที่จะฟื้นขึ้นมาเท่านั้นที่หายไป แม้แต่ความทรงจำช่วงแรกที่เทียนหลางเพิ่งฟื้นขึ้นมาเองก็เลือนรางหาใดเปรียบ หมอกมัวที่อยู่ในหัวของเขาบดบังเรื่องนั้นเสียจนไม่รู้เรื่อง...

เพียงแต่ว่า...ไม่ว่าจะครั้งไหนก็เหมือนกับทุกคนจะกล่าวหาว่าตัวเทียนหลางได้ช่วยสายเลือดต้องห้ามเอาไว้ จึงทำให้ถูกสาปแช่งจากคนทั่วไปและเหล่าผู้มีสายเลือดต้องสาปเองก็กีดกันเขาจากทุกเรื่อง เมื่อลองหาข้อมูลเกี่ยวกับสายเลือดต้องห้ามดู เขาถึงได้รู้ว่าผู้มีสายเลือดต้องห้ามนั้นเกิดขึ้นมสจากพิธีกรรมสาปแช่งอันเลวร้ายที่หมายจะเอาชีวิตใครสักคน ถ้าหากสำเร็จ อีกฝ่ายจะตายอย่างแน่นอน แต่ถ้าหากไม่แล้ว...ฝ่ายที่ทำพิธีจะต้องโดนปีศาจกัดกินดวงวิญญาณ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นคือปีศาจนั่นจะจุติลงมาใหม่ อยู่ในคราบของมนุษย์ ทว่ามีพลังของปีศาจ ซึ่งไม่ว่าใครก็ไม่ยอมรับ มนุษย์เกลียดชัง สายเลือดต้องสาปผู้มีอายุยืนยาวเองก็ต่อต้านการกัดกินดวงวิญญาณผู้ให้กำเนิดเช่นกัน

หากจะให้เปรียบเทียบความเกลียดชังก็เห็นจะเป็นว่า ถ้าถามคนทั่วไปว่า ผู้ที่ช่วยปีศาจเป็นอย่างไร พวกเขาจะตอบอย่างพร้อมเรียงว่า ไม่คู่ควรอยู่!!!’ ทว่าหากจะให้พูดแล้ว การช่วยเหลือบุคคลจะนับเป็นอะไรได้ อย่างไรก็ไม่น่าจะสร้างความร้าวฉานได้ขนาดนี้แน่นอน เทียนหลางจึงเชื่ออย่างสุดใจอยู่ลึกๆว่าก่อนหน้านี้ตนเองต้องทำอะไรที่แย่มากอย่างแน่นอน

“ท่านเฟิงเซี่ย ท่านรู้จักข้าเมื่อก่อนหน้านี้ด้วยใช่หรือไม่ ยามนั้นข้าทำอะไรแย่ไปมากมายขนาดนั้นเชียวหรือ” เฟิงเซี่ยในชุดสีเขียวอ่อนหันมามองเทียนหลางแวบหนึ่ง ก่อนจะมองไปด้านหน้าและตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“ก็ไม่นี่”

...

ทว่าหลังจากที่ได้รับคำตอบที่ทำให้โล่งใจบ้าง ประโยคหนึ่งของผู้กร้านโลกก็ลอยเข้าหูเทียนหลางพอดี

“สังหารมนุษย์ช่วยเหลือปีศาจ คุณธรรมช่างชัดแจ้งนัก”

...

 จู่ๆผู้มาใหม่อีกผู้ก็ปรากฏขึ้นจากบนฟ้า “แล้วเจ้าจะยอมพวกเขาอีกนานไหม!!!!!!” เสียงก้องดั่งฟ้าผ่าหน้าเมืองฝน คนที่ใส่ชุดนักรบเต็มยศผู้มีร่างกายกำยำ เสียงดังข่มขวัญผู้คน...คงจะเป็นใครไม่ได้นอกจาก...

“ท่านเซียวเสา ยินดีที่ได้พบท่านอีกครั้งขอรับ” เหล่าผู้อาวุโสด้วยอายุแต่ร่างกายยังคงความหนุ่มไว้ต่างก้มหัวเคารพอย่างพร้อมเพรียง

“เซียวเสา ลมอะไรหอบมาที่นี่เล่า” เฟิงเซี่ยก้าวออกมาพร้อมกางพัดแกะสลักที่เป็นของประจำตัวออกมาบังปากเอาไว้

เซียวเสาในชุดนักรบ ทั้งเนื้อทั้งตัวยามขยับมักมีเสียงกรุ๊งกริ๊งของโลหะกระทบกันจนเป็นเอกลักษณ์ เขาสาวเท้าเข้ามาประชิดตัวเทียนหลางได้ในพริบตา เสียงทุ้มห้วนๆพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงติเตียน “เจ้า! ทำไมถึงยังปล่อยให้พวกเขากระแซะเหน็บแนมได้นานสองนาน เจ้าคิดว่าตนเองเป็นนักพรตรึอย่างไร”

“น่าๆ เซียวเสา เจ้าจะโมโหไปไย” หมายถึงจะโมโหเทียนหลางไปทำไม เฟิงเซี่ยเดินมาห้ามความหัวร้อนของเซียวเสาโดยไม่ลืมที่จะเหลือบตาไปมองทางกลุ่มผู้ที่หัวเราะเยาะเทียนหลางอีกครั้ง พวกเขานอกจากจะต้องยอมก้มหัวให้เซียวเสา ยังต้องหลบตาทำตัวลีบดั่งแผ่นกระดาษเมื่อได้รับสายตาเหยียดหยันของเฟิงเซี่ยอีกด้วย

จะว่าไป ต่อให้เป็นผู้กร้านโลกถึงพียงไหนก็คงไม่กล้าที่จะเอาต่อกรกับคู่หูคู่สร้างฉายา ขุนนางปราการเมื่อพวกเขาอยู่พร้อมกันหรอก หากเฟิงเซี่ยเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋น ขุนนางฝ่ายบู๊ก็ต้องยกให้เซียวเสาผู้รักความยุติธรรมเหนือสิ่งอื่นใด สมกับที่เคยเป็นมือขวาของจักพรรดิ์เมื่อสามสมัยก่อน หลังจากที่จักรพรรดิพระองค์นั้นเสด็จสวรรคต พวกเขาก็ยังคงจงรักภักดีต่อสหายร่วมรบผู้นั้นเสมอมา เหมือนว่าพวกเขาไม่ได้เป็นข้ารับใช้ หากแต่เป็นสหายที่เคียงบ่าเคียงไหล่เสียมากกว่า นับได้ว่าเป็นโชคของเทียนหลางที่คนคู่นี้เลือกที่จะให้ความช่วยเหลือเขา ตนเองถึงยังมีจุดยืนอยู่บ้าง

“ขอบคุณท่านเซียวเสาที่เป็นห่วง หากแต่ข้าก็เป็นอย่างที่พวกเขากล่าวมาทั้งสิ้น”

“ฮึ เจ้าใช้สิ่งใดมองถึงได้ตาบอดมืดมัวพ่นออกมาว่าข้าเป็นห่วงเจ้ากัน”

“ถ้างั้นข้าคงมองผิดไป ต้องขออภัยท่านแล้ว”

“เจ้า!!

ในช่วงที่บทสนทนาเล็กน้อยดำเนินไป เหล่าผู้มีชีวิตยืนยาวท่านอื่นก็ค่อยๆสลายหายตัวไปจากบริเวณ หากคู่ขุนนางปราการอยู่ที่นี่ พวกเขาก็คงไม่มีความจำเป็นอะไรอีกต่อไป อย่างไรสถานการณ์ของเมืองนี้ก็คงต้องคลี่คลายอย่างแน่แท้ หรือถ้าหากคู่ขุนนางปราการไม่อาจแก้ไขสถานการณ์นี้ได้ พวกเขาก็คงทำอะไรไม่ได้เช่นกัน คิดได้เช่นนั้นแล้ว แทนที่จะอยู่ให้พวกเขาเหม็นหน้า สู้ขอกลับไปตั้งหลักในที่ปลอดภัยเสียดีกว่า

หลังจากเหล่าผู้เกะกะขวางทางออกไปจากหน้าหมู่บ้าน เฟิงเซี่ยที่ทนฟังคนสมองกล้ามเนื้ออย่างเซียวเสาเถียงกับผู้ดีแสนยาจกอย่างเทียนหลางมานานสองนานก็ถึงเวลาขัดคอได้เสียที

“เซียวเสาและท่านอวิ๋น ไม่ทราบว่าทำไมพวกท่านถึงมาอยู่ที่นี่” เพียงเพื่อหยุดบทสนทนา เฟิงเซี่ยถามคำถามทั่วไปเพื่อให้สามารถตัดเข้าเรื่องได้ง่ายๆ อวิ๋นคือแซ่ของเทียนหลางก่อนที่จะลงไปอยู่ใต้ผืนดินป่าช้าเมื่อหลายปีก่อน ปกติเฟิงเซี่ยจะเรียกเทียนหลางว่า ท่านอวิ๋น เสมอ เพียงแต่เมื่ออยู่ต่อหน้าคนที่เหยียดหยามเทียนหลางจึงได้เปลี่ยนสรรพนามชั่วคราว

“ข้าหรือ? ข้าเพียงแต่ผ่านทางมา เพียงแต่รู้สึกแปลกๆจึงได้แวะมาเท่านั้น ไม่คิดว่าจะมีคนประเภทเดียวกันชุมนุมกันอยู่เป็นฝูง” เซียวเสาตอบแบบปกติ ในสายตาของเฟิงเซี่ยแล้วเขามักจะรู้สึกหมันไส้ในสัญชาตญาณของเซียวเสามาแต่ไหนแต่ไร บุคคลสมองกล้ามเนื้อที่ใช้เพียงสัญชาตญาณก็เอาตัวรอดจากสนามรบมานักต่อนัก ทั้งที่เขากลับต้องคิดนู่นนั่นนี่จนหัวแทบระเบิด พวกเขามักจะเรียกบุคคลสายเลือดต้องสาปว่า คนประเภทเดียวกัน เพราะหลีกเลี่ยงที่จะพูดว่า ต้องสาป นั้นเอง ถึงเวลาเรียกแบบนี้แล้วจะร้สึกกระดากปากที่ต้องเหมารวมตัวเองไปเป็นแบบเดียวกับคนเหล่านั้นบ้างก็ตามที

“ข้าได้ยินข่าวลือจึงหมายจะผ่านมาลืบเรื่องราวเท่านั้น เรื่องปราบปีศาจ ข้าไม่อาจทำได้อยู่แล้ว”

“สูญเสียพรสวรรค์ของตนเองไปจริงๆหรือนี่?”

“ข้าไม่รู้ว่าข้าเสียไป หรือว่าข้าไม่เคยมีกันแน่”

“...”

“ท่านอวิ๋น...เรื่องนั้นอย่าได้คิดมากไป ส่วนตัวข้ามาที่นี่เพราะข่าวลือเช่นกัน อันที่จริงข้าทราบข่าวมาได้สักพักแล้ว เพียงแต่มิได้สนใจเท่าใดนัก เห็นว่าเวลาผ่านมานานยังไม่ได้รับการแก้ไขจึงแวะมาดูเสียหน่อย”

“อย่าเลยเฟิงเซี่ย พูดเหมือนคนดีแค่ไหน อันที่จริงเพราะปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขมานาน เงินรางวัลคงพุ่งสูงมากโขเลยแวะมาหอบกลับไปเสียมากกว่า...” พอเรื่องแบบนี้เจ้าเซียวเสากลับหัวไวอย่างไม่น่าเชื่อ เฟิงเชี่ยแอบจิ๊ปากอยู่ในใจ ที่ไม่คาดคิดมากที่สุดคือสหายร่วมรบในกาลก่อนของตัวเองจะมาร่วมด้วยช่วยกันในสถานการณ์ที่เขาอาจจะหอบถุงเงินถุงทองกระสอบใหญ่กลับไปทำทุนได้ โผล่มาหลังจากไม่เจอกันนานก็กลายมาเป็นตัวหารเงินรางวัลเสียได้ แต่ถ้าคิดตามปกติแล้ว หากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองหยูเตี่ยนเหลือบ่ากว่าแรงจริงๆ การที่มีเซียวเสายอดนักรบมาเป็นตัวล่— ตัวช่วยก็ถือว่ากำไรต่อส่วนที่ต้องจ่ายอยู่ดี

ในพิภพนี้ไม่มีใครไม่รู้จักฉายาของเฟิงเซี่ย พ่อค้าหน้าเลือดแห่งตะวันตก ผู้ที่เคาะพัดหนึ่งทีกำไรสามสิบเท่าตัว โบกพัดสองทีกระแสการค้าก็ตกอยู่ในมือของเขา ว่ากันว่ากระแสสินค้ารายวันนั้นขึ้นๆลงๆแปรผันตรงกับอารมณ์ของเฟิงเซี่ยผู้นี้เลยทีเดียว ไม่มีทางที่เซียวเสาจะไม่รู้จักสหายผู้นี้ หลังจากแยกกันเพราะการสวรรคตขององค์จักรพรรดิ สหายที่มีดีด้านหัวคิดก็เบนสายเข้าสู่ทางเดินพ่อค้าทันที กอบโกยกำไรมหาศาลก่อตั้งตัวอย่างมั่นคงภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชีวิตมนุษย์ แล้วการค้าของเขาตั้งแต่ตอนนั้นทำมานานแค่ไหนลองคำนวนดู... กำไรคงมหาศาลจนถมที่มิดเลยทีเดียว

“น่า พวกท่าน เราเข้าไปดูสถานการณ์ด้านในเมืองกันดีหรือไม่ อย่ายืนอยู่ตรงนี้กันเลย” เทียนหลางใช้เอกลักษณ์ของตัวเองอย่างความสงบนิ่งกล่อมเกลาทั้งคู่ให้เดินตามเขาเข้าเมืองที่ถูกแบ่งเขตฟ้าไปอย่างง่ายดาย

...


---------------------------------------------------------------------------------------------------------

ทักทายท่านผู้อ่านค่าาาา ยินดีต้อนรับเข้าสู่เมืองฝนนะคะ!ヽ(=´▽`=)ノ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น