Ruse เล่ห์รัก กลปรารถนา [Yaoi]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 9,332 Views

  • 137 Comments

  • 387 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    80

    Overall
    9,332

ตอนที่ 8 : 07 ความเคลื่อนไหวที่เงียบงัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 546
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    28 ม.ค. 62

07

ความเคลื่อนไหวที่เงียบงัน




อู่หนิงที่อยู่ในเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ได้แต่นึกปลงตกกับอาการหัวร้อนของเจ้านาย เขารีบส่งผ้าเช็ดมือให้ไป๋ลู่เหอ แล้วสั่งให้สาวรับใช้นำชามาเสิร์ฟใหม่อย่างรู้งาน

เรื่องเมื่อคืนนี้ ถึงจะไม่มีใครเล่าให้ฟังชัดเจน ชายหนุ่มก็เดาเหตุการณ์ทั้งหมดได้ ตั้งแต่ที่เจ้านายของเขาเดินทางไปยังภัตตาคารเฟยลี่เพื่อคุยธุระกับไป๋ลู่เหอ

นอกจากเรื่องงานแล้ว อีกนัยยะหนึ่งก็เพื่อล่อหวังหยูเฟิงให้ตามมา จากนั้นก็รอจังหวะ เมื่อแน่ใจว่าผู้กองหวังที่ตกเป็นเป้าหมายอยู่ในสายตา เขาก็โทรศัพท์ให้ลูกน้องฝีมือดีจัดฉากการลอบยิง

ถ้าวิเคราะห์จากสถานการณ์แล้ว การกระทำนี้ก็เพื่อสร้างความสับสนให้หวังหยูเฟิง ตบตานายตำรวจที่เฝ้าจับผิดอยู่หลายวัน ทว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของเจ้านายของเขามีเพียงอย่างเดียว

เจิ้งหยุนต้องการเรียกร้องความสนใจและหาทางใกล้ชิดคนที่เล็งเอาไว้เท่านั้น!

อู่หนิงได้แต่นึกทอดถอนใจกับความบ้าบิ่นที่แสนอันตราย ทุกอย่างก็เหมือนจะลงล็อกตามแผน แต่กลับมีเรื่องที่เหนือความคาดหมายเกิดขึ้น

การที่หวังหยูเฟิงได้เจอกับไป๋ลู่เหอ

คนทั่วไปอาจจะมองเห็นแต่ความงดงามและชื่นชมกับทุกอิริยาบถของไป๋ลู่เหอ ทว่าหากได้รู้จักในระดับหนึ่งก็จะทราบว่า แท้จริงแล้วร่างบางราวกับเทพธิดาจำแลงเป็นผู้ชาย แน่นอนว่าคุณนายไป๋นิยมชมชอบเพศเดียวกัน และถ้าสนิทสนมกันเป็นอย่างดีก็จะทราบอีกว่า เขาแข็งแกร่ง เพราะเป็นบุตรคนโตของตระกูลหม่า ซึ่งสืบทอดและมีสำนักในการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้อันเลื่องชื่อ อีกทั้งที่นี่ก็เปรียบเสมือนแหล่งที่ใช้คัดเลือกคนมีฝีมือไปเป็นบอดี้การ์ดแห่งหนึ่ง

เดิมทีไป๋ลู่เหอเหมาะสมที่จะเป็นผู้นำสำนักอย่างยิ่ง แต่เพราะรสนิยมส่วนตัวที่ไม่อาจเป็นที่ยอมรับในตระกูล ทำให้ว่าที่ผู้นำขับไล่ตัวเองออกมา แล้วเปลี่ยนแซ่ ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังมีอำนาจพอจะควบคุมสำนักหม่าอยู่เบื้องหลัง

แต่ความลับที่ซ่อนอยู่ภายใต้รูปร่างบอบบางไม่ได้มีแค่นั้น เพราะถ้าหากรู้จักไป๋ลู่เหออย่างแนบแน่นลึกซึ้งก็จะรู้อีกว่า หญิงสาวประเภทสองคนนี้ยังมีอาวุธประจำตัวที่ได้มาตั้งแต่เกิด แถมยังเป็นฝ่ายรุกยามที่ได้ออกรบในสงครามสวาทอีกด้วย

อาจเป็นเพราะฟีโรโมนใสสะอาดของหวังหยูเฟิงที่ล่อลวงเจ้านายของเขาอยู่นั้น ก็ส่งกลิ่นหอมล่อหลอกไป๋ลู่เหอเช่นเดียวกัน และนำพารอยลิปสติกที่ต้นคอของผู้กองหนุ่ม ซึ่งสิ่งนั้นก็ทำให้เจิ้งหยุนหัวเสียไม่น้อย

โชคยังดีที่หวังหยูเฟิงยังไม่ถูกพญาหงส์กลืนกินไปทั้งตัวเสียก่อน

"เสี่ยวหนิง รับใช้คนบ้าอย่างนี้คงเหนื่อยแย่สินะ ถ้าทนไม่ไหว ก็มาอยู่กับฉันได้"

ไป๋ลู่เหอส่งยิ้มให้บอดี้การ์ดหนุ่มที่ทำหน้าที่เป็นผู้ติดตามประจำตัวของเจิ้งหยุนอย่างเชิญชวน อู่หนิงได้แต่โค้งรับเล็กน้อยอย่างสำรวม

"ผมยินดีรับใช้นายไปจนตายครับ"

"เชอะ!"

 ไป๋ลู่เหอสะบัดผมลอนสีเปลือกไม้อย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนที่ร่างบางจะย้อนกลับมาที่จุดเริ่มต้นในการมาที่นี่ของตัวเอง

"แล้วตกลงเรื่องที่โดนยิงว่าอย่างไร" ไป๋ลู่เหอเอ่ยถามอย่างข้องใจ ถึงจะหมั่นไส้อีกฝ่ายเต็มประดา แต่เขาก็ไม่นึกนิ่งดูดาย อาจเป็นเพราะเคยดูแลชายหนุ่มมาตั้งแต่ยังเด็ก

"ไม่มีอะไร" เจิ้งหยุนตอบเสียงเรียบ แล้วเปลี่ยนเรื่องราวกับเหตุการณ์เฉียดตายที่เกิดขึ้นกับตัวเองเป็นแค่เรื่องธรรมดาสามัญ "แล้วเรื่องที่วานไปเมื่อคืนเป็นอย่างไรบ้าง"

"ก็พอจะได้ข่าวอยู่หรอก ไอ้แก่นั่นมีกำหนดจะส่งอาวุธเถื่อนราวเดือนหน้า" ไป๋ลู่เหอตอบเสียงเรียบ หลังจากมองสภาพร่างกายและท่าทางของชายหนุ่มที่ยังปกติดี เขาก็วางใจเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน "เสี่ยวเทียนเร่งมาหรือ"

"เปล่า ก็แค่อยากจัดการให้จบไวๆ" เจิ้งหยุนตอบ เขาละสายตาจากคู่สนทนาไปยังวิวทะเลด้านนอก "จะได้เอาเวลาไปทำอย่างอื่น"

"ทำอย่างอื่น? เธอตั้งใจจะทำอะไรต่ออย่างนั้นหรือ" ไป๋ลู่เหอถามต่อด้วยความสนใจ เจิ้งหยุนหันสายตากลับมามองอย่างเย็นชา

"ไม่ใช่เรื่องของคุณ"

"เชอะ!"

ไป๋ลู่เหอลุกขึ้นยืน ร่างบางลูบผมของตัวเองเล่นด้วยท่าทางงดงาม นัยน์ตากลมทอดมองชายหนุ่มผมยาวที่ยังนั่งอย่างมีมาดไม่สนใจใคร

"ถ้าอย่างนั้นฉันกลับก่อน เดี๋ยวต้องไปอบผิวสักหน่อย"

"เชิญ"

คำตอบรับที่แฝงเจตนาขับไล่อย่างไม่ปิดบัง ไม่ได้ทำให้ไป๋ลู่เหอขัดเคืองใจ ขาเพรียวที่สวมใส่รองเท้าส่นสูงสีขาวมุกก้าวออกจากห้องอย่างสง่างาม ก่อนจะหมุนตัวกลับมาเหมือนเพิ่งจะนึกอะไรบางอย่างออก

 "จริงสิ! เรื่องของหลีซิง"

เจิ้งหยุนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนหน้านี้เขาได้ฝากฝังลูกชายของ

ถานอี้เทาให้ไป๋ลู่เหอดูแล เพราะเกรงเด็กหนุ่มจะตายเปล่า ถ้าหากมุทะลุ

จะแก้แค้นกงเจ๋อตวน

"ฉันส่งเขาไปที่สำนักเมื่อหลายวันก่อน จื่อฝานเพิ่งรายงานมาเมื่อคืน ดูเหมือนว่าจิตใจจะเข้มแข็งดี แต่ร่างกายไม่เอื้อเท่าไร"

"อืม"

"จะไม่ถามอะไรต่อหรือ เธอเป็นคนฝากฝังมานี่"

"ไม่มี ไม่ได้อยากรู้อะไร"

ไป๋ลู่เหอไม่ต่อบทสนทนาอีก ร่างบอบบางหายลับไปจากสายตาเจ้าของคฤหาสน์



▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣



“คุณเจิ้งมาแล้วค่ะ”

“ขอบคุณครับ”

หวังหยูเฟิงในชุดเครื่องแบบเก็บเอกสารที่กำลังทำอยู่ให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินออกจากห้องเพื่อไปสอบปากคำผู้ต้องสงสัย ซึ่งตอนนี้ก็พ่วงตำแหน่งผู้เสียหายจากเหตุการณ์เมื่อคืนนี้ด้วย

เมื่อผู้กองหนุ่มเดินเข้าไปในห้องสอบสวน เจิ้งหยุนที่วันนี้ใส่เพียงเสื้อเชิ้ตขาวสะอาดและกางเกงยืนส์สีซึดก็หันมามอง แล้วยกยิ้มทักทาย

“สวัสดีครับคุณหวัง”

“สวัสดีครับ แผลของคุณเป็นอย่างไรบ้าง”

“โอเคครับ ไม่ได้ร้ายแรงอะไร เพราะความช่วยเหลือของคุณแท้ๆ”

หวังหยูเฟิงไม่ได้โต้ตอบกับเจิ้งหยุนอีก เขานั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม นัยน์ตาสีนิลทอดมองคนตรงหน้าที่มีท่าทางสบายอารมณ์ ผิดกับความรู้สึกของเขาที่กำลังเคร่งเครียดขึ้น หลังจากเตรียมการสำหรับการสอบปากคำเสร็จ ผู้กองหวังก็เริ่มทำหน้าที่ของตัวเอง

“ผมจะขอถามถึงเหตุการณ์เมื่อคืนนี้ คุณคิดว่า ทำไมคุณถึงถูกลอบยิง”

“ไม่รู้สิครับ”

“คุณสงสัยใครเป็นพิเศษบ้างหรือเปล่า”

“ไม่มีหรอกครับ”

“คุณเจิ้ง กรุณาให้ความร่วมมือด้วยครับ”

หวังหยูเฟิงมองคนตรงหน้าอย่างกดดัน ทว่าอีกฝ่ายก็ยังตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่อง

“ผมก็ตอบเท่าที่ผมรู้นะครับ”

เจิ้งหยุนคิดว่าตัวเองไม่ได้โกหก เรื่องที่ทำไมเขาถึงถูกลอบยิง ถึงจะเป็นคำสั่งของตัวเอง แต่ชายหนุ่มก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า ทำไมถึงได้คิดทำแบบนั้น

ก็แค่อยากทำล่ะมั้ง...

ส่วนเรื่องที่เขาไม่ได้สงสัยใคร เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาจากแผนการของตัวเองทั้งนั้น

ถึงคำถามที่ผ่านไปจะไม่ได้อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดีจนชวนให้หงุดหงิด แต่หวังหยูเฟิงก็ไม่ได้แสดงท่าทีอะไร นอกจากจดบันทึกคำให้การไว้เป็นหลักฐาน แล้วเริ่มตั้งคำถามต่อไป

“เมื่อคืนนี้คุณไปที่ภัตตาคารเฟยลี่ทำไม”

“ผมไปกินข้าวครับ”

นัยน์ตาสีดำสบมองกับดวงตาคมอย่างจับผิด แต่สิ่งที่ค้นพบคือท่าทางปกติของคนตรงหน้า

“คุณรู้จักกับไป๋ลู่เหอหรือเปล่า”

“รู้จักครับ ตั้งแต่ผมย้ายมาอยู่ที่เมืองนี้ ผมก็เป็นลูกค้าขาประจำของเขา”

“เป็นไปได้ไหมที่เหตุการณ์เมื่อคืนนี้เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ”

“บางทีอาจจะเป็นคู่แข่งที่ไม่ชอบหน้าผมก็ได้มั้งครับ”

"แล้วตอนนี้คุณทำธุรกิจอะไรบ้าง"

"ผมมีผับเป็นของตัวเอง แล้วก็กินเงินกงสีที่บริษัทของครอบครัวเป็นรายได้เสริมครับ"

"คุณมาอยู่ที่นี่นานหรือยัง"

"ผมย้ายมาอยู่ที่นี่ได้ราวหนึ่งปีมั้งครับ"

"แล้วทำไมคุณถึงเลือกมาอยู่ที่นี่"

"อืม ก็ดูเหมือนที่นี่จะน่าอยู่ แล้วผมก็ดีใจที่ได้เจอตำรวจอย่างคุณหวังด้วย"

หวังหยูเฟิงมองเจิ้งหยุนที่ยังไม่ได้แสดงท่าทางผิดปกติอะไร นอกจากการให้ปากคำที่แทบจะเสียเปล่า

"ครับ แล้วคุณรู้จักถานอี้เทาหรือเปล่า"

เจิ้งหยุนเลิกคิ้วขึ้น ใบหน้าหล่อเหลาแสดงท่าทีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบคำถามด้วยน้ำเสียงเนิบช้า

"ผมไม่แน่ใจ แล้วเขาเป็นใครหรือครับ"

 "ถานอี้เทาคือผู้มีอิทธิพลคนหนึ่งของเมืองนี้ แต่เขาเพิ่งถูกฆ่าตายเมื่อปลายเดือนก่อน"

"อย่างนั้นหรือครับ"

เจิ้งหยุนแค่ยิ้มรับไปตามเรื่อง ชายหนุ่มไม่ได้รู้สึกกดดันอะไร ถ้าหากจะถูกไล่ต้อนเกี่ยวกับเรื่องนี้ แถมเขายังรู้สึกสนุกด้วยซ้ำ

 ในการสอบปากคำครั้งนี้ก็ไม่ต่างจากเกมวิ่งไล่จับ คนส่วนใหญ่มักจะชอบเป็นผู้ที่วิ่งไล่ เพราะเหมือนมีอำนาจมากกว่าอีกฝ่าย แต่เขาไม่คิดแบบนั้น

สำหรับเจิ้งหยุนแล้ว การได้หาวิธีหลบหลีกจากการถูกวิ่งไล่และเหยียบย่ำความล้มเหลวของคนไล่จับที่คิดว่าตัวเองเหนือกว่าครั้งแล้วครั้งเล่า มันสนุกและน่าสนใจมากกว่า

"เรื่องของเขาเป็นข่าวดัง นอกจากการตายของเขาแล้ว ก็ยังมีเรื่องที่ตึกของเขาถูกไฟไหม้ด้วย คุณน่าจะเคยได้ยินมาบ้าง"

"อืม ก็เหมือนผมจะเคยได้ดูข่าวไฟไหม้ตึกอยู่เหมือนกันนะครับ"

"คุณมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้"

"ก็ดีมั้งครับ ผู้ร้ายตายไป บ้านเมืองก็สงบสุขมากขึ้น แล้วคุณหวังคิดว่าอย่างไรล่ะครับ"

 "ผมคิดว่า คนผิดควรถูกลงโทษตามกฏหมายมากกว่าการถูกฆ่าโดยใครบางคน"

"นั่นสินะครับ ว่าแต่...ผู้มีอิทธิพลที่ตายไปแล้วคนนี้เกี่ยวอะไรกับเรื่องของผมหรือครับ"

เจิ้งหยุนแสดงสีหน้าสงสัยออกมาอย่างชัดเจน ผู้กองหวังยังทำท่าทางนิ่งเฉยเฝ้าสังเกตพฤติกรรมและบทสนทนาอย่างเก็บงำความคิด

"เพราะถานอี้เทาที่เคยมีอำนาจตายไป พวกลูกน้องหรือกลุ่มคนที่อยากจะครองอำนาจแทนก็อาจจะอยากก่อเรื่องขึ้นเพื่อประกาศศักดาของตัวเองก็ได้"

"แย่จังเลยนะครับ ผมก็เป็นแค่คนทำมาหากินธรรมดาด้วย แล้วตอนนี้จับคนร้ายได้หรือยังครับ"

"ยังครับ ถ้าจับได้จะแจ้งให้คุณทราบอีกครั้ง หลังจากนี้อาจจะเรียกคุณมาสอบปากคำเป็นระยะ"

"ได้ครับ"

หลังจากจบการสอบปากคำเบื้องต้น หวังหยูเฟิงก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ โดยที่มีเจิ้งหยุนลุกขึ้นยืนตาม

“คุณหวังครับ ผมมีเรื่องอยากจะคุยด้วยหน่อยครับ”

“อะไรครับ”

หวังหยูเฟิงมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างนึกแปลกใจ เจิ้งหยุนผ่อนลมหายใจออกมา ใบหน้าหล่อเหลาแสดงท่าทีไม่มั่นใจ

“เรื่องเมื่อคืนนี้ แล้วก็เรื่องที่คุณเพิ่งเล่าให้ฟัง ทำให้ผมรู้สึกไม่ปลอดภัยเท่าไรครับ” เจิ้งหยุนเอ่ยขึ้นพร้อมกับมองใบหน้านิ่งเฉยของอีกฝ่ายอย่างกังวล “ผมอยากได้คนคุ้มกันเป็นพิเศษจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ”

“เรื่องนั้นผมจะลองสอบถามให้” หวังหยูเฟิงตอบรับไปตามเรื่อง เขาไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจ อย่างไรก็ต้องถามสารวัตรก่อน

“ครับ ต้องรบกวนคุณหวังแล้ว”



▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣



“ได้เรื่องอะไรบ้าง”

หวังหยูเฟิงมองฟ่านมู่เหยียนเล็กน้อย ก่อนจะสนใจคอมพิวเตอร์ที่กำลังทำงานอยู่ต่อ เขาเพิ่งทำการสอบปากคำเสร็จสิ้นเมื่อชั่วโมงก่อน

“น่าสงสัยมากกว่าเดิม”

“นั่นสิ ตอนนี้ก็ยังปัดความเป็นไปได้ของเจิ้งหยุนไม่ได้”

“คงต้องจับตามองไปก่อน จนกว่าจะได้อะไรเพิ่มเติม”

ฟ่านมู่หยียนพยักหน้ารับ ก่อนเสียงโทรศัพท์ที่โต๊ะทำงานของอีกฝ่ายจะดังขึ้น

“สวัสดีครับ”

[ผู้กองหวังมาพบผมที่ห้องตอนนี้ด้วย]

“ครับ"

หลังจากหวังหยูเฟิงวางสาย ชายหนุ่มก็ลุกขึ้นจากที่นั่ง ท่าทางของเพื่อนสนิท ทำให้ฟ่านมู่เหยียนต้องเอ่ยถามด้วยความสงสัย

"จะไปไหน”

“สารวัตรเรียก”

คำตอบที่ได้รับ ทำให้คนฟังต้องพ่นลมหายใจออกมา แล้วกดยิ้มที่มุมปาก

“ขอให้โชคดี”

“อืม”

หวังหยูเฟิงเดินออกจากห้องทำงานของตัวเองด้วยความเบื่อหน่าย เพราะเขารู้ดีว่า การที่สารวัตรเรียกหาแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่นอน



▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣



“ขออนุญาตครับ”

หวังหยูเฟิงเดินเข้ามาในห้องทำงานของสารวัตรใหญ่ ก่อนที่เขาจะนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามโต๊ะทำงาน

“ผมได้รับเรื่องมาว่า เมื่อคืนมีคดีที่ภัตตาคารเฟยลี่ใช่ไหม”

“ครับ ตอนนี้สอบปากคำผู้เสียหายเบื้องต้นแล้ว เหลือตามจับตัวคนร้าย”

“อืม ผมได้คุยกับคุณเจิ้งเมื่อครู่นี้ เขาอยากให้ตำรวจเข้าไปคุ้มกัน เพราะรู้สึกไม่ปลอดภัย”

หวังหยูเฟิงนึกประหลาดใจ เขาไม่คิดว่า เจิ้งหยุนที่กำลังตกเป็นผู้ต้องสงสัยจะกล้าติดต่อกับสารวัตรด้วยตัวเอง

“ครับ ผมกำลังจะส่งเรื่องนี้แจ้งท่านพอดี”

“ในเมื่อคุณก็จับตามองดูเขาอยู่แล้ว คุณก็ควรจะรับหน้าที่นี้ไม่ใช่หรือ"

ผู้กองหนุ่มชะงักความคิดของตัวเอง แล้วมองคนตรงหน้านิ่ง สารวัตรเองก็มองเขาด้วยท่าทีสุขุม นัยน์ตาที่ผ่านประสบการณ์ฉายแววน่ายำเกรง

“เอ่อ...ก็จริงอย่างที่ท่านว่า”

หวังหยูเฟิงยอมรับ ในตอนแรกเขานึกแปลกใจที่ตัวเองได้รับหน้าที่เพิ่มแบบกะทันหัน ทั้งที่สถานีตำรวจแห่งนี้ก็ยังมีเจ้าหน้าที่อีกหลายนายที่เหมาะสม ทว่าเมื่อได้ยินคำอธิบายเพิ่มและพิจารณาอีกครั้ง ชายหนุ่มก็เข้าใจ หน้าที่นี้เหมาะกับเขามากที่สุดแล้ว

“ถ้าอย่างนั้นงานนี้คุณก็รับผิดชอบไปแล้วกัน”

“ครับ”



▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣-▣



ภายในคฤหาสน์ริมทะเล ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าหล่อเหลา นัยน์ตาสีดำทอดมองแสงอาทิตย์สุดท้ายของวันผ่านหน้าต่างอย่างสงบ เขายกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย เมื่อทบทวนเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้และต่อจากนี้

"นายคิดว่าคุณหวังจะรับหน้าที่นี้หรือครับ"

หลังจากเดินทางกลับที่พักได้ครู่หนึ่ง เจิ้งหยุนก็สั่งให้อู่หนิงต่อสายหาสารวัตรที่ดูแลสถานีตำรวจที่ผู้กองหวังทำงานอยู่ แล้วพูดคุยถึงความต้องการของตัวเอง แต่ก็ไม่ได้เจาะจงเลือกตำรวจคนไหนเป็นพิเศษ

"อืม เพราะนี่เป็นโอกาสดีที่จะจับตามองฉันอย่างใกล้ชิด”

“แล้วถ้าเกิดว่าเป็นคนอื่น?"

เจิ้งหยุนหันมามองอู่หนิงเล็กน้อย ถึงอีกฝ่ายจะมีบทบาทในฐานะลูกน้อง แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้ถือตัวและไว้วางใจไม่ต่างจากเพื่อนหรือคนในครอบครัว ทุกสิ่งที่เขาคิดและต้องการจะทำ คนตรงหน้าจะรับรู้เสมอ

"ถ้าเป็นแบบนั้น ฉันจะให้อีเดนจัดการ"

ในฐานะเจ้าของผับกาเบรียล เจิ้งหยุนคงไม่มีสิทธิ์ไปสั่งการข้าราชการชั้นผู้ใหญ่คนไหนได้ ทว่าในฐานะของกรรมการบริหารของอีเดน คอร์เปอเรชั่นแล้วไม่ใช่

บริษัทอีเดน คอร์เปอเรชั่นได้ควบคุมธุรกิจหลายอย่างภายในประเทศ นอกจากนี้ยังบริจาคเงินสนับสนุนหน่วยงานรัฐและเอกชนต่างๆ ในแต่ละปีไม่น้อย และการใช้อำนาจในการเลือกนายตำรวจที่ต้องการสักคนก็ง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก

"หึ! ฉันจะให้เขาตามติดแบบไม่ให้คลาดสายตาเลย"


TBC+++++++  08ล่ากับผู้ถูกล่า


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

0 ความคิดเห็น