(Dramione) What The Room Requires

ตอนที่ 21 : 21

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,918
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 112 ครั้ง
    27 เม.ย. 60

VVVVVVVVVV

Home is behind

The world ahead

And there are many paths to tread

Through shadow

To the edge of night

Until the stars are all alight.

Mist and shadow

Cloud and shade

All shall fade.

All

Shall fade

-Lord of the Rings

 

 

 

 

เฮอร์ไมโอนี่

 

 

วันเวลาค่อยๆผ่านพ้นไป ฉันก็เริ่มจะคุ้นชินกับมัน ฉันเพิ่งรู้ว่าความอิจฉาและความสงสัยกัดกร่อนจิตใจได้มากขนาดไหน ก็ตอนที่ฉันไม่ได้รู้สึกถึงมันอีกแล้ว ฉันจดถ้อยคำทุกอย่างของเดรโกลงในไดอารี่ อ่านมันทุกคืนก่อนนอน ให้พวกมันไหลผ่านสมองก่อนที่ฉันจะหลับลง ยิ่งฉันอ่านมันนานเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งอดทนกับการไม่ได้ยินเสียงของเดรโกได้มากขึ้นเท่านั้น

และฉันก็หวังว่าจะอดทนได้นานพอ

มันเกิดขึ้นในบ่ายวันหนึ่ง ตอนที่ฉัน ปัทมา ปารวตี และจินนี่นั่งอยู่ในห้องสมุดกับมาดามพรินซ์ และกำลังพูดคุยกันเรื่องหนังสือบทที่สี่ของ ไพรด์ แอนด์ พรีจูดิต และเทศกาลเต้นรำในช่วงศตวรรษที่สิบเก้ากันอย่างสนุกสนาน ฉันนั่งอยู่ใกล้กองหนังสือที่ถูกจัดระเบียบอยู่บนโต๊ะเตี้ยๆ เล่มก็อปปี้ของหนังสือถูกถือไว้ในสองมือของฉันด้วยใบหน้าอมยิ้ม มาดามพรินซ์กำลังนั่งฟังอย่างตั้งใจ ขณะที่จินนี่กำลังพูดถึงมิสเตอร์ดาร์ซี่ด้วยดวงตาเป็นประกาย ร่วมกับคำถามมากมายของปัทมาและปาราวตีเกี่ยวกับเรื่องการแบ่งชนชั้นในยุคนั้น มาดามพรินซ์ตอบคำถามของพวกเธออย่างระมัดระวังและใจเย็น ฉันแอบหวังลึกๆว่าเธอจะเป็นครูสอนวรรณกรรมได้ในวันหนึ่ง

“ครั้งหน้าเรามาพูดถึงเรื่องราวในบทที่สิบกันไหม?” มาดามพรินซ์เริ่ม พวกเราลุกออกจากเก้าอี้และเก็บมันไว้ใต้โต๊ะให้เรียบร้อย ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยกับคำถามของมาดาม จินนี่ ปาราวตี และปัทมาเดินออกมาจากห้องสมุด ทั้งสามคนตกหลุมรักมิสเตอร์ดาร์ซี่ไปแล้วเรียบร้อย แค่เพราะว่าเขาบุคลิกดีและดูเงียบขรึม ไม่เหมือนพวกผู้ชายคนอื่นๆในเรื่อง ฉันหันไปมองมาดามพรินซ์ ใบหน้าของเธอเปื้อนรอยยิ้ม แต่ก็เหมือนเช่นเคย ฉันไม่สามารถเดาใจเธอจากใบหน้าของเธอได้

“ขอบคุณค่ะ มาดาม” ฉันกล่าว สาวเท้าเดินไปที่ประตู “นั่น..ทำให้ฉันคิดอะไรได้หลายอย่างเลย”

“ดีใจที่เธอเข้าใจสิ่งที่ฉันพูดนะ มิสเกรนเจอร์” พรินซ์เอ่ย จัดกองกระดาษให้ตรงกัน “เจอกันสัปดาห์หน้า”

“ค่ะ ไปก่อนนะคะ” ฉันตอบรับ ก้าวเท้าออกมาจากห้องสมุด แต่ยังไม่ทันที่จะเดินผ่านห้องเรียนประวัติศาสตร์เวทย์มนต์ มาดามพรินซ์ก็เดินเข้ามาหาฉันก่อน

“มิสเกรนเจอร์ มินเกรนเจอร์ คอยเดี๋ยว”

ฉันหยุดเดิน มาดามพรินซ์กำลังกระหืดกระหอบมาทางนี้ ชุดคลุมตัวยาวสะบัด ในมือของเธอถือหนังสือสีดำไว้และยื่นมาให้ฉัน ฉันขมวดคิ้วมอง

“คะ?”

“ฉันต้องเอานี่ให้เธอในวันนี้ วันนี้ และห้ามสายไปกว่านั้น ฉันเกือบจะลืมเสียแล้ว” เธอหอบ “ขอโทษด้วย ศาสตราจารย์สเนปฝากมาให้เธอ”

ฉันกลืนน้ำลายอึกใหญ่ รู้สึกใบหน้าที่เริ่มชาขึ้น แต่พยักหน้า และรับมันไว้

“ขอบคุณมากเลยนะคะ”

“ไม่เป็นไร” เธอตอบ แล้วเดินกลับไปทางเดิมสู่ห้องทำงานของเธอ ฉันหลบมุมเข้าบริเวณตู้หนังสือ ใกล้ๆกับบริเวณเขตต้องห้าม เปิดมันออก ชูไม้กายสิทธิ์ขึ้น

มีข้อความใหม่ส่งมาหาฉัน ฉันไม่ได้ตอบอันล่าสุดของเดรโก ด้วยความกลัวว่าจะถูกจับได้ แต่เล่มนี้ไม่ใช่ศาสตร์แห่งการโน้มน้าวใจเหมือนเล่มเก่า และฉันทนที่จะรอเปิดมันในห้องนอนไม่ได้ ฉันแตะไม้ลงบนปกของหนังสือ

“อะพาริเซียม”

และเก็บไม้กายสิทธิ์กลับไป เปิดหน้าแรกออกอ่าน สายตากวาดไปทั่วทุกตัวอักษร

 

จดหมายจากสงคราม รวบรวมจดหมายทั้งหมดที่มาจากสงครามทั้งหมด

 

มันดูเหมือนหนังสือเล่มใหม่กว่าเล่มเดิม ฉันจึงไม่ต้องเปิดมันอย่างระวังเหมือนเคย แต่ก็ยังต้องใช้เวลา กว่าจะพลิกผ่านแต่ละหน้า หวังว่าตัวเองจะไม่พลาดอะไรก็ตามที่เขาจะส่งมาหาฉัน

ฉันพลิกแต่ละหน้าช้าลง จนมาหยุดอยู่ที่หน้าสามสิบ

ไม่มีประโยคไหนที่ถูกขีดเส้นใต้ไว้ แต่ทั้งย่อหน้าถูกวงไว้ด้วยหมึกสีเขียวแทนการขีดเส้น ฉันกลั้นหายใจ และเริ่มต้นอ่านทั้งย่อหน้า มือที่ถือหนังสืออยู่สั่นน้อยๆ

 

จดหมายจากซูลิแวน บาโลว์ ทหารในสงครามกลางเมือง อเมริกา ถึงภรรยาของเขา ซาร่าห์ วันที่14 กรกฎาคม 1861

แด่ซาร่าห์ ภรรยาที่รักของผม

จากที่พวกเขาบอกมา พวกเราจะต้องเคลื่อนย้ายกองกำลังออกไปในไม่กี่วันข้างหน้า หรืออาจเป็นวันพรุ่งนี้ ผมอาจไม่ได้ติดต่อคุณอีก นี่อาจเป็นสิ่งสุดท้ายที่ผมจะเขียนถึงคุณได้..

 

ฉันยกมือขึ้นปิดปาก ขาทั้งสองข้างเสมือนหมดแรง ฉันทรุดนั่งลงไปบนพื้น ไม่สามารถละสายตาไปจากตัวหนังสือทั้งหลาย ความรู้สึกทั้งสุขและเศร้าผสมปนเปเข้ามา

 

ผมไม่ได้หมดกำลังใจหรือเกิดความกลัวขึ้นมาแต่อย่างใดในการร่วมรบอีกครั้งนี้ ผมรู้ว่าพวกเราแข็งแกร่งพอที่จะเอาชนะพวกมันได้ ผมติดหนี้พวกเขาทั้งหลายอย่างใหญ่หลวงจากการเสียสละอันทรงเกียรติ และผมรู้สึกภูมิใจอย่างยิ่งที่จะได้ตอบแทนบุญคุณของพวกเขา ชดใช้หนี้ชีวิตของผมที่ค้างไว้

ซาร่าห์ ที่รักของผม ความรักที่มีให้กับคุณนั้นไร้จุดสิ้นสุด เหมือนพันธนาการผมไว้ มีเพียงอำนาจใหญ่หลวงของหน้าที่เท่านั้นที่ยับยั้งมันได้ ผมจำเป็นจะต้องออกไป และทำทุกอย่างเพื่อแผ่นดินของเรา

ผมคิดถึงทุกเวลาอันสวยงามที่เราอยู่ด้วยกัน ผมขอขอบคุณพระเจ้าอย่างที่สุดที่ส่งคุณเข้ามาในชีวิต ช่างยากเย็นหากจะปล่อยความหวังทุกอย่างให้สลายไปกลายเป็นเถ้าถ่าน หากพระองค์ทรงมีเมตตา ผมหวังว่าจะได้อยู่กับคุณไปตลอดชีวิต มองดูลูกๆของพวกเราเติบโตขึ้นอย่างสมศักดิ์ศรีและงดงามที่สุด ผมหวังอย่างสุดหัวใจ มันอาจคำอธิษฐานเพียงน้อยนิดต่อพระกรุณาของพระเจ้า ผมรู้ดี ความหวังที่จะกลับไปหาภรรยาที่รักของผมอย่างปลอดภัย

ถ้าผมไม่ได้กลับไป ซาร่าห์ที่รัก ได้โปรดอย่าลืมความรักอย่างมหาศาลที่ผมมอบไว้ให้กับคุณ หากลมหายใจสุดท้ายของผมหมดลงในสนามรบ สิ่งสุดท้ายที่ผมจะคิดถึงคือคุณ ได้โปรดให้อภัยในความผิดพลาดใดๆก็ตามที่ผมเคยทำไว้ ถือเป็นความโง่เขลาอย่างยิ่งนัก ผมอยากจะปกป้องคุณ และลูกของเราไว้ด้วยกำลังทั้งหมดที่มี ผมยินดีที่จะมอบความสุขทุกอย่างบนโลกให้คุณ และต่อสู้ไปกับความโหดร้ายด้วยกัน แต่ผมไม่อาจทำได้ สิ่งเดียวที่ผมทำได้คือยืนมองคุณจากโลกอันห่างไกลที่พวกเราไม่มีวันได้เจอกัน อวยพรให้คุณผ่านพ้นทุกอย่างไปด้วยดี และรอคอยอย่างอดทนว่าพวกเราจะได้พบกันอีก แต่ ซาร่าห์ที่รัก หากคนตายสามารถฟื้นคืนชีวิตกลับมาได้ละก็ ผมจะอยู่ข้างคุณเสมอ ทั้งในวันที่สวยงามและคืนที่มืดมนที่สุด กับช่วงเวลาทุกวินาทีที่คุณมีความสุข หากคุณสัมผัสได้ถึงสายลมพัดแผ่วอยู่ใกล้ๆ นั่นคือลมหายใจของผม หากสัมผัสได้ถึงความเย็น นั่นคือวิญญาณของผม ซาร่าห์ หากว่าผมไม่ได้กลับไป ได้โปรดอย่าร้องไห้หรือเสียใจเลย ผมจะรอ วันที่พวกเราจะได้พบกันอีก บนสวรรค์

 

ฉันนั่งนิ่งพิงกำแพงหินตลอดวันที่เหลือ ไม่ได้ลุกออกไปไหน ไม่ได้ส่งเสียงใดๆออกมา นักเรียนหลายคนเดินผ่านบริเวณที่ฉันนั่ง เสียงของพวกเขาดังอยู่รายรอบ เสียงฝีเท้าเดินและเสียงพูดคุยก้องสะท้อนไปทั่ว ฉันทอดสายตา มองออกไปยังกำแพงอีกด้านที่ไกลออกไป ถือหนังสือไว้บนตัก แสงอาทิตย์ส่องผ่านเข้ามาในหน้าต่าง และแสงเทียนที่ถูกจุดขึ้นข้างโถงทางเดิน แต่สิ่งที่ฉันเห็นมีเพียงความมืดเท่านั้น

 

 

เดรโก

 

 

“เลจิลิเมนท์!

เสียงของเขาดังก้องอยู่รอบบริเวณ ผมมองดูปลายไม้กายสิทธิ์ของสเนป และดวงตาสีดำเข้มที่หรี่แคบของเขา สูดหายใจเข้าและออก คาถาสะท้อนไปทั่วห้องโล่งๆ และในวินาทีถัดมา หมอกควันสีดำเหมือนยาพิษก็เข้าปกคลุม ครอบงำทั่วหัวสมองของผม แต่ผมสามารถจัดการมันได้ในทันที

สเนปลดไม้ของเขาลงช้าๆ

“ดีมาก” เขาพูดเสียงเบา สำรวจใบหน้าของผมจนทั่ว “ฉันประทับใจมาก”

ผมไม่ได้สนใจจะตอบรับกับคำชมของเขานัก ผมสูดหายใจสั้นๆ และไล่หมอกควันนั้นออกไปให้หมด มีเพียงเศษซากเล็กน้อยของมันเท่านั้นที่เหลืออยู่ แม้ผมจะยืนอยู่ใต้โคมไฟอันใหญ่ส่องสว่างในห้องทำงานของเขาก็ตาม

สเนปหันหลังกลับไปทางตู้หนังสือ ยัดหนังสือเล่มเล็กและเศษกระดาษลงไปในเสื้อคลุมของเขา ผมใช้โอกาสที่เขาไม่เห็นมองสำรวจรอบๆภายในห้อง ตู้เก็บของหลายชั้น วางไว้ด้วยขวดบรรจุยาหลายหลากชนิด ภาพเหล่านี้ช่างดูคุ้นตาจนคล้ายห้องส่วนตัวของผม หรืออาจเพราะช่วงที่ผ่านมานี้ผมใช้เวลาไม่นานในการนอนหลับ และใช้เวลาเกือบทั้งหมดอยู่ในห้องของสเนป เรียนรู้คาถาสกัดใจ

ผมเรียนรู้บางอย่างมาจากป้าเบลล่าทริกซ์ เพื่อเป็นประโยชน์ในการใช้ทำงานที่ได้รับมอบหมายจากจอมมาร  งานที่ต้องเก็บเป็นความลับกับทุกคน ตอนนี้ผมได้ใช้สิ่งเหล่านั้นที่เคยเรียน ใช้มันพร้อมๆกับพรสวรรค์ที่มี และผลลัพธ์ของมันทำให้ศาสตราจารย์สเนปถึงกับเอ่ยปากชมว่าผมเป็นนักเรียนที่ดีที่สุดเท่าที่เขาเคยสอนมาเรื่องการสกัดใจ

เวลากำลังใกล้เข้ามาแล้ว

ผมเอนน้ำหนักจากเท้าข้างนึงไปอีกข้าง กลืนน้ำลาย สูดหายใจอย่างลึกที่สุดขณะรอคอย กล้ามเนื้อทุกชิ้นหนักอึ้ง ลมหายใจช้าและลึกลง ความกังวลฝังตัวอยู่ในช่องท้องเหมือนเป็นบ้านพักของมัน ผมไม่สามารถเลิกคิดถึงเรื่องนี้ได้

เหมือนกำลังยืนอยู่ริมหน้าผา หน้าผาเดียวกันกับที่ผมยืนอยู่เป็นประจำตั้งแต่เกิดมา ความดำมืดไม่มีที่สิ้นสุดรอคอยผมอยู่เบื้องหน้า ผมมองลงไปด้านล่าง สายลมเย็นๆพัดตีปะทะใบหน้า ความคิดของผมกลายเป็นห้วงเหวดำมืดไร้จุดจบ ผมสูดหายใจลึก ผลักความรู้สึกนั้นออกไป และมันก็อาจจะได้ผล ยังมีแสงสว่างอยู่ในห้วงความดำมืดเบื้องหน้า

ผมไม่ได้อยู่คนเดียว

ผมมองสเนป เขาหันหน้ากลับมาหาโต๊ะที่วางขวดยาไว้กระจัดกระจายและเริ่มจัดมันให้เรียบร้อย มันกระทบกันดังกริ๊กๆตอนที่เขายกมันและวางไว้อีกที่ ผมยกมือที่สั่นเทาขึ้นนวดต้นคอ พยายามไล่ความกังวลทั้งหมดออกไป มองดูสเนปในสิ่งที่เขากำลังทำเป็นรอบที่ร้อยของวัน

ผมรู้จักเขามานาน เซเวอรัส สเนป ตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก ผมจำไม่ได้หรอกว่ารู้สึกยังไงตอนที่เจอกันครั้งแรก แต่สเนปช่างดูมืดมนและลึกลับเสมอ มากกว่าผู้เสพความตายหลายๆคนที่พ่อแม่ผมรู้จักเสียอีก เขาทำให้ผมกลัวตั้งแต่เด็ก จนเมื่อผมโตพอที่จะเข้าเรียน ผมถึงได้มองเขาอย่างชื่นชม หวังที่จะเป็นแบบนั้นสักวัน สเนปเหมือนความดำมืดที่ขับไล่แสงสว่างออกไปจนหมด ผมอยากจะเป็นแบบนั้น บุคคลที่ช่างน่าเกรงขาม ทรงอำนาจ และเยือกเย็นเช่นเขา

ผมเพิ่งรู้ว่าตัวเองมองเขาผิดไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

“เธอคือใครหรือครับ? ศาสตราจารย์” ผมถามขึ้นท่ามกลางความเงียบ

สเนปยืดตัวขึ้น ดูแข็งขืน มือยังวางอยู่บนโต๊ะ แต่ผมเหนื่อยเกินที่จะคิดหาคำพูดดีๆ คุ้นชินมากเกินจนไร้ซึ่งความเกรงกลัว ผมรู้จักเขาค่อนข้างดี

สเนปมีอารมณ์ขันแบบที่คาดไม่ถึงบ้างในบางครั้ง และนั่นทำให้ผมประหลาดใจ เหมือนเขาเพียงสวมหน้ากากความเย็นชาเมื่อเขาอยู่กับนักเรียนทั้งหลาย และทิ้งระยะห่างระหว่างพวกเขาเอาไว้

ผมรู้ว่าเขาเสียใจแค่ไหนกับเรื่องในอดีตที่ผ่านมา อดีตของเขาเอง ความผิดพลาดของเขาทั้งหมดเหล่านั้น..

และเสียใจกับสิ่งที่พวกเรากำลังจะทำในอนาคต

“เธอพูดถึงเรื่องอะไร?” สเนปถาม น้ำเสียงต่ำเหมือนกำลังเตือน ผมวางมือสองข้างลงและพูดขึ้น

“ผู้หญิงคนนั้นในความคิดของคุณ” ผมตอบ “คนที่ผมสีแดง คนที่ศาสตราจารย์กำลังคิดถึงไงครับ เธอดูคุ้นตามากเลย”

สเนปไม่ได้หันมามอง เขาไม่ได้ขยับหรือเคลื่อนไหว ผมขมวดคิ้ว ลูบแขนซ้ายด้านในของตัวเอง

“เธอทำให้ผมคิดถึงพอตเตอร์” ผมยอมรับ ไม่สามารถปฎิเสธเป็นอย่างอื่นได้

สเนปเงียบไปนานมาก ผมคิดว่าเขาคงไม่ตอบคำถามของผมเสียแล้ว จนกระทั่ง

“พอตเตอร์ได้ตาของเธอมา”

ผมมองเขา แต่ไม่ได้พูดอะไรออกไป

“เธอชื่อลิลลี่ พอตเตอร์” สเนปบอกผมในที่สุด เสียงของเขาแหบต่ำ ดวงตาของสเนปมองผมอย่างมั่นคง สเนปเงยหน้า และพูดขึ้นอีก

“เธอคือเหตุผลของทุกอย่าง” เขาพูด และหยุดไปชั่วขณะ “อย่างน้อย ก็สำหรับฉัน”

ผมผ่อนลมหายใจที่กลั้นใจออกมา กลืนน้ำลายลงคอ

“ผมเข้าใจครับ” ผมกระซิบตอบ และเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง ใบหน้าไร้อารมณ์ของสเนปดูอ่อนลง

“ฉันรู้”

ผมกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ความเจ็บแสบเสียดทะลุในหน้าอก ผมกำหมัดแน่น

“ดัมเบิลดอร์..” ผมเริ่ม และหยุดเพื่อคุมน้ำเสียงของตนเอง “ดัมเบิลดอร์เป็นเพื่อนของคุณ ใช่ไหมครับ?”

ดวงตาของสเนปไหววูบ มองมาที่ผมและเลิกคิ้ว

“นั่นแล้วแต่ว่าเธอนิยามคำว่าเพื่อนยังไง” เขาตอบเสียงเรียบ

“คุณเชื่อใจเขา” ผมพูดอีก “และเขาก็เชื่อคุณ เขายอมเสี่ยงเพื่อคุณ แม้ว่ามันอาจแลกด้วยชื่อเสียงและตำแหน่งของเขา”

“บางทีนะ เด็กน้อย” สเนปพึมพำ จัดแขนเสื้อคลุมให้เรียบร้อย “ฉันคิดว่าเธอกำลังพยายามทำให้ชีวิตของฉันลำบากขึ้น”

ผมไม่ได้พูดอีก แต่ไม่ได้หันหน้าหนีเขา ผมมองสเนป และรอคอย ศาสตราจารย์ถอนหายใจออกมาสั้นๆ

“ใช่” เขาตอบเสียงเบา “ฉันหวัง.. ว่าเขาอาจจะเรียกฉันว่าเพื่อน

ความเงียบปกคลุมพวกเราสองคนเป็นเวลานาน ผมรู้สึกเหมือนความกังวลลอยไปลอยมาอยู่ในท้อง และโซเซเหมือนพื้นดินกำลังเอียงไปมา

“แล้ว..” ผมถามขึ้น หาคำพูดที่ดีที่สุด “แล้วคุณจัดการกับมันยังไง?”

ร่างกายของสเนปแข็งทื่อ

“ฉันต้องจำไว้ว่าสุดท้ายแล้ว ฉันกำลังทำตามคำสั่งของเขา” สเนปเอ่ยตอบ “ไม่ใช่โวลเดอมอร์”

ผมเข้าใจแล้ว คิ้วของผมขมวดชนกัน สองเท้ายืนอยู่บนพื้นหินอย่างมั่นคง ความกล้าหาญที่เข้ามาแทนความเจ็บปวดเมื่อครู่ สเนปยื่นมือออกมา แตะข้างศีรษะผมด้านนึง อย่างอ่อนโยนมากกว่าที่พ่อผมเคยทำเสียอีก สเนปสัมผัสมันไว้แบบนั้นสักพัก และยกมือออก ยืดตัวขึ้นตรง

“มาเถอะ มิสเตอร์มัลฟอย” เขาเรียกในที่สุด “ได้เวลาทำงานแล้ว”

 

 

เดรโก

 

 

ผมและสเนปเดินผ่านห้องโถง แต่ละก้าวมั่นคง คบไฟไม่ได้ถูกจุดไว้ มันจึงค่อนข้างมืด พวกเราเดินอยู่ในเงาเหมือนผีสองตนเวลา อากาศเย็นเยียบ ไม่มีเสียงพูดคุยจากรูปภาพเหมือนทุกวัน พวกเราเลี้ยวเข้าตรงหัวมุมหนึ่ง ตามด้วยอีกหัวมุม จนมาหยุดอยู่เบื้องหน้าหอคอยสูงใหญ่ ใกล้กับที่ผมจากมา ห้องต้องประสงค์

หัวใจผมเต้นรัว หัวสมองว่างเปล่า ผมหันไปมองสเนป เขาก็กำลังมองผมเหมือนกัน

สเนปไม่ได้พูด เขาเพียงก้าวเท้าเดินต่อไปยังโถงถัดไป สเนปคงสั่งให้นักเรียนทุกคนเข้านอนหมดแล้ว

ผมมาถึงห้องโถงใหญ่ในที่สุด เสียงเพลงดังออกมาจากที่ไหนสักแห่งทางด้านหลัง ผมหลับตา เงี่ยหูฟัง และคิดถึงสิ่งที่ตนปรารถนา


"Carry my soul into the night
May the stars light my way
I glory in the sight
As darkness takes the day
…"


ประตูปรากฏออกมาจากกำแพง มันเปิดออกกว้าง ผมสาวเท้าเข้าไปข้างใน สู่แสงสีน้ำเงินอ่อนๆที่รออยู่ในความมืดและฝุ่นผง


"Ferte in noctem animam meam
Illustrent stellae viam meam
Aspectu illo glorior
Dum capit nox diem
…"


ผมเดินตรงเข้าไปยังตู้เสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว ผ่านกองขยะและสิ่งของที่กระจัดกระจายทั้งหลาย และรอคอย


"Sing a song, a song of life
Lived without regret
Tell the ones, the ones I loved
I never will forget
…"


ประตูตู้เปิดออกช้าๆ ฝุ่นผงเล็กๆหล่นลงมาที่พื้น หมอกควันสีดำพุ่งพวยออกมานอกบานประตูที่อ้าออก เหมือนน้ำหมึกที่กระจายตัวไปทั่ว มือสีขาวโผล่พ้นขอบประตู ผมสูดหายใจ หันหลังวิ่งกลับไปยังประตูห้องต้องประสงค์ และเปิดมันออกจนสุดเพื่อที่มันจะได้ไม่งับปิด แล้วผมก็วิ่งเต็มกำลัง ออกไปข้างนอกห้องให้เร็วที่สุด


"Cantate vitae canticum
Sine dolore actae
Dicite eis quos amabam
Me numquam obliturum
…"


ผมรู้ว่าเวลามาถึงแล้ว และนั่นจะต้องเป็นที่ไหน เสียงเพลงค่อยๆเงียบลงในขณะที่ผมวิ่งขึ้นบันไดอีกขั้น และอีกขั้น และอีกขั้น สู่ด้านบนหอดูดาว ผมเคยขึ้นมาบนนี้หลายครั้งแล้ว การขึ้นมาอีกรอบจึงไม่ทำให้ผมรู้สึกเหนื่อยมากนัก

ผมหันไปมองรอบๆ มือนึงเกาะอยู่บนราว อีกมือถือไม้กายสิทธิ์ ผมปีนขึ้นไปอีก จนรู้สึกได้ถึงสายลมเย็นๆพัดเข้าหาใบหน้า

และรู้สึกได้ถึงพ่อมดที่ใช้คาถาพรางตัวแอบอยู่ไม่ไกล แต่ไม่ได้ตกใจแต่อย่างใด ผมคิดไว้แล้วว่ามันต้องเกิดขึ้น

ผมรู้ว่ามันคือพอตเตอร์ เป็นเขาซ่อนตัวอยู่ใต้ดาดฟ้า พอตเตอร์และดัมเบิลดอร์เพิ่งกลับมาจากงานที่อันตรายอย่างยิ่ง ผมรู้สึกได้ถึงเขาอย่างชัดเจน ราวกับว่าเขากำลังยืนขึ้นให้ผมเห็นชัดๆ

ผมรู้เรื่องของเขา เรื่องของเขาทุกเรื่อง อันที่จริงแล้ว ผมรู้เกี่ยวกับตัวของพอตเตอร์เองมากกว่าที่เขารู้เกี่ยวกับตัวเองเสียอีก และผมรู้ว่าหากเกิดอะไรขึ้น ผมจะต้องปกป้องเขาไว้จากลอร์ดโวลเดอมอร์ แม้มันจะต้องแลกกับชีวิตผมเองก็ตาม จนกว่าจะถึงเวลานั้นที่จอมมารต้องการ และหากผมพลาด ทุกสิ่งที่ผมทำเพื่อปกป้องเฮอร์ไมโอนี่และครอบครัวจะมีค่าเป็นศูนย์ เหมือนศาสตราจารย์สเนป กับผู้หญิงที่มีผมสีแดงคนนั้น

มันช่างแตกต่างออกไป เมื่อผมต้องปกป้องเธอไว้ด้วย และทำงานนี้ให้สำเร็จ

ผมเดินออกไปจากมุมมืดของดาดฟ้า สู่พื้นที่ที่มีแสงสว่างของดวงจันทร์ส่องลงมา และชะลอฝีเท้าลง

ดัมเบิลดอร์ยืนอยู่ตรงนั้น ใกล้กับราวเหล็กที่กั้นไว้ เส้นผมสีขาวและหนวดเคราสีเดียวกันของเขาพัดไปตามแรงลมใต้แสงสีเงิน เสื้อคลุมตัวยาวโบกสะบัด ภาพตรงหน้าช่างดูเหมือนจุดจบเหลือเกิน

“สายันต์สวัสดิ์ มิสเตอร์มัลฟอย” เขาพยักหน้าให้ผม “อะไรทำให้เธอขึ้นมาบนนี้ล่ะ?”

ผมก้าวตรงไปหาอาจารย์ใหญ่ กำไม้กายสิทธิ์ไว้ในมือ

“ผมมาหาคุณ” ผมพูด “เผื่อคุณต้องการคนช่วย”

ดัมเบิลดอร์ยิ้มจางๆ

“ถือเป็นเกียรติอย่างสูง ขอบใจมาก”

ลึกลงไป หัวใจของผมแทบสลายเป็นเสี่ยงๆ ผมกดความรู้สึกนั้นไว้ ไม่ให้ปรากฎบนใบหน้า แต่ไม่สามารถซ่อนมันไว้จากพ่อมดผู้แสนฉลาดตรงหน้าได้ เขามองผมอย่างสงสารและเข้าใจ

สงสาร

เหมือนกับว่าผมเป็นคนที่กำลังจะตาย ไม่ใช่เขา

ผมอ้าปากกำลังจะพูดอะไรสักคำ แต่ไม่มีคำไหนหลุดออกมา ศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์ก้มหน้าลง ทอดตามองต่ำ เขาทำให้ผมคิดถึงพอตเตอร์ ผู้ที่ตอนนี้ซ่อนตัวอยู่ข้างใต้ กำลังเงี่ยหูฟังทุกอย่าง ทุกคำพูด ผมขบฟัน หลับตาลง สูดหายใจลึกท่ามกลางบรรยากาศกดดัน

ผมลืมตาขึ้น หัวคิ้วชนเข้าหากัน ผมมองหน้าดัมเบิลดอร์ ภาพตรงหน้าเหมือนไฟเผาไหม้ทั่วร่าง ความเจ็บปวดกัดกินจิตใจของผม ผมเงยหน้า มองท้องฟ้าข้างบนอย่างไร้ความหวัง

เขาเป็นเพื่อนของผม

ผมตั้งแง่กับดัมเบิลดอร์ตั้งแต่วันแรกที่เจอกันในปีแรก ทำเหมือนเวลาพ่อของผมปฎิบัติกับเขา ทั้งเยาะเย้ยและดูถูก ไม่ว่าจะเป็นการกระทำใดๆของดัมเบิลดอร์ก็ตาม ชื่อของเขา การตัดสินใจของเขา วิธีที่เขาสอน หรือการที่เขายอมรับในพวกที่เกิดจากมักเกิ้ลและพวกทรยศต่อเลือด

และเขาปกป้องชีวิตผม ดัมเบิลดอร์ยื่นมือออกมาช่วยผมไว้จากความมืด ศาสตราจารย์ชรายอมสละเวลาพักผ่อนของตัวเองในยามค่ำคืนเพื่อช่วยผมจากฝันร้ายที่ทำให้ผมสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึก เขาเล่าเรื่องพ่อมดผู้มีชื่อเสียงหลายคน ปลอบประโลมผมด้วยคำพูดที่น่าฟัง ด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยนและสติปัญญาลึกล้ำ

หัวใจผมเต้นแรงและเร็ว

เขาเป็นเพื่อนผม แต่มิตรภาพของพวกเรานั้นไม่มีโอกาสถูกสร้างขึ้นด้วยซ้ำ ผมเสียทุกอย่างไป ทุกอย่าง และรวมถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ด้วย

ประตูบานหนักเปิดออก ดวงตาของผมมองใบหน้าของดัมเบิลดอร์ ประกายตาของศาสตราจารย์ฉายแววแข็งขึ้น

“ถึงเวลาแล้วสินะ”

ผมกัดฟัน และพนักหน้ารับ

ความอาลัยฉายออกมาผ่านดวงตาของพ่อมดชรา

“ฉันคิดว่าตอนนี้ ฉันควรจะทำเพื่อให้มันง่ายขึ้นสำหรับเธอ ดีกว่านั่งรอเวลาที่พวกนั้นจะมาถึง” ศาสตราจารย์ตัดสินใจ “เราไม่ต้องการคนที่ไม่จำเป็นในปรากฏตัวในช่วงเวลานี้” เขาหยิบไม้กายสิทธิ์ออกมา ผมเองก็หยิบไม้ของตัวเองขึ้น

มันหนักอึ้งเหมือนกำลังแบกโลกทั้งใบ

“เอ็กซ์เปลลิอาร์มัส” ผมกระซิบ

แสงสว่างวาบจากปลายไม้ ตรงเข้าไปยังมือของดัมเบิลดอร์และส่งผลให้ไม้ของเขาหลุดออกจากมือ หล่นลงกระทบกับพื้นหิน หายไปในเงามืด

“ดีมาก ดีมาก” เขากล่าวชม และสั่งให้ผมลงมือทันที ผมกัดกระพุ้งแก้ม มันจำเป็นที่จะต้องทำตามคำสั่งของเขา ผมยกไม้ เตรียมโจมตี

เสียงฝ่าเท้าที่กำลังเดินขึ้นบันไดมาทำให้หัวใจของผมแทบหยุดเต้น

“เดรโก” ศาสตราจารย์พูดขึ้น ผมมองหน้าเขา

“สัญญากับฉัน ว่าเธอจะจำคำพูดนี้ไว้เสมอ” เขาเอ่ย “เธอกล้าหาญกว่าที่เธอรู้ เธอเข็มแข็งมากกว่าที่เธอเห็น และเธอฉลาดกว่าที่ตัวเองคิด”

มือของผมสั่นเทา ผมกลืนน้ำลาย แล้ว

ผมก็รู้สึกถึงมัน พวกเขามาถึงแล้ว ป้าเบลลาทริกซ์ เฟนเรีย เกรย์แบ็ค และผู้เสพความตายคนอื่นๆ ป้าเบลล่าทริกซ์เดินเข้ามาช้าๆ ดวงตาของเธอจับจ้องที่ดัมเบิลดอร์อย่างมีความสุข ผมเม้มริมฝีปากแน่น

“เอาล่ะ” เธอประกาศก้อง “ดูสิ ว่าพวกเรามีใครมาด้วย” เธอเดินอ้อมหลังผม ตามมาด้วยเกรย์แบ็คอยู่ข้างๆ ป้าวางคางไว้บนไหล่ของผมข้างขวา

“ดีมาก เดรโก” เธอหายใจ ส่งเสียงเหมือนกำลังส่งจูบ มือซ้ายของผมกำหมัดแน่นจนแทบหัก

“สวัสดีตอนเย็น เบลล่าทริกซ์” ดัมเบิลดอร์ทัก “ฉันคิดว่าเราควรกล่าวทักทายกันหน่อย ว่าไหม?”

“คงงั้น อัลบัส” เธอเอียงคอ “แต่ฉันกลัวเหลือเกินว่าเราจะมีเวลาเหลือน้อยลงทุกที” ป้าแสยะยิ้มให้เขา และรอคอย ผมไม่ได้ขยับตัว ป้าเบลล่าเอียงคอมอง

“ทำซะ” ป้าสั่ง ดวงตาเบิกโพลง

“เขาไม่รู้สึกเสียใจสักนิด” เกรย์แบ็คคำราม เขายืนอยู่ทางขวา กำลังแยกเขี้ยว “เหมือนพ่อของเขานั่นแหละ”

ดวงตาของป้าจับจ้องมาที่ผม ในขณะที่สมองของผมเริ่มประมวลคำโกหกขึ้นมา

“ขอฉันทำให้มันเสร็จในแบบของฉันเถอะ” เกรย์แบ็คเสนอ

“ไม่!” ป้าตะโกน “จอมมารบอกชัดเจนแล้ว ต้องให้เดรโกทำเท่านั้น!” เธอพยักเพยิดมา สีหน้าผิดหวัง ผมไม่ได้มองเธอตอบ ผมมองกลับไปยังดัมเบิลดอร์ และรอคอยร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำ รอคอยเสียงฝีเท้าสุดท้ายที่จะก้าวขึ้นมาบนนี้..

“เดี๋ยวนี้!” เบลล่าทริกซ์เร่ง เสียงของเธอสูงขึ้นเรื่อยๆ “ทำเลย เดรโก เดี๋ยวนี้!

“ไม่” เสียงค้านดังขึ้นด้านหลังผม

ผมลดไม้ลง ศาสตราจารย์สเนปปรากฏตัวขึ้นในนาทีสุดท้าย

เขามองหน้าผม ใบหน้าของสเนปเรียบเฉย ผมก้าวออกไปให้พ้นทาง

ดัมเบิลดอร์ทอดตามองต่ำ อีกครั้ง สเนปก็ทำเช่นนั้นเหมือนกัน

แฮร์รี่กำลังซ่อนอยู่ตรงจุดไหนสักแห่งใกล้ๆ..

หัวใจผมเต้นรัวเมื่อคิดถึงข้อนี้ ถ้ามันไม่เกิดขึ้น พอตเตอร์จะต้องทำอะไรบ้าๆแน่

“เซเวอรัส” ดัมเบิลดอร์เรียกเพื่อนของเขา สเนปเงยหน้า มองหน้าพ่อมดชรา

ความอ่อนโยน ความเศร้าสร้อยและความกล้าหาญปรากฏอยู่บนใบหน้า

เบลล่าทริกซ์มองสเนปเขม็ง บรรยากาศเงียบเหมือนไม่มีเสียงหายใจ

ดัมเบิลดอร์กล่าวคำสุดท้ายออกมา แก่สเนปโดยตรง

“ได้โปรด”

ไม่มีใครขยับตัว

สเนปยกไม้ขึ้น

“อะวาดา เคดราฟวรา”

แสงสีเขียวส่องประกายวาบไปทั่วหอคอย ผมไม่ได้หลบตาไปทางอื่น หรือหลับตา สายฟ้าสีเขียวฟาดเข้ากลางหน้าอกของศาสตราจารย์ชรา ใบหน้าของเขาว่างเปล่า ดัมเบิลดอร์หงายหลัง หล่นลงจากหอคอย

ภาพนั้นติดตา ฝังเข้าไปในสมองของผม

ทั่วร่างกายเย็นเฉียบเหมือนน้ำแข็ง

สเนปหันหลับมา แตะไหล่ของผม ดึงให้ผมออกไปยังประตู ลงไปยังบันได

เสียงหัวเราะแหลมอย่างมีความสุขของป้าเบลล่าดังก้อง  ตามมาด้วยตรามารที่ถูกยิงขึ้นฟ้า

พวกเราวิ่งลงไปยังด้านล่าง ผ่านพอตเตอร์ ผมและสเนปนำหน้าผู้เสพความตายทุกคน สองเท้าวิ่งอย่างรวดเร็ว ผมไม่สามารถให้นักเรียนคนไหนผ่านเข้ามายังบริเวณนี้ได้

และมาถึงยังห้องโถงใหญ่ ป้าเบลล่ากระโดดขึ้นโต๊ะอาหาร เหยียบทำลายถ้วยและจานชามทั้งหมด กรีดร้องอย่างมีความสุข

ศาสตราจารย์ท่านนึงยืนอยู่ข้างประตู เขามองทุกอย่างด้วยดวงตาเบิกกว้าง

สเนปเร็วกว่า เขาโบกไม้ และศาสตราจารย์คนนั้นก็กระเด็นไปด้วยคาถาสตูเปฟาย ผมกำไม้ไว้ในมือ พร้อมที่จะใช้ในสถานการณ์นี้ มองหาทุกคนที่พร้อมจะเป็นศัตรูของเรา

เสียงของป้าเบลล่าหยุดลง ผมชะงัก และหันกลับไป

ป้าชี้ไม้กายสิทธิ์ไปที่กระจกสีบนหน้าต่างที่ติดอยู่กับกำแพง

ไม่นะ

เธอส่งเสียงหัวเราะแหลมผิดมนุษย์ และเสกคาถา

กระจกทุกชิ้นระเบิดออกมา แตกกระจายลงบนพื้น เทียนที่ลอยอยู่บนอากาศมอดลง ชิ้นส่วนของมันตกลงมาเบื้องล่าง สายลมเย็นๆพัดเข้ามาเมื่อไม่มีกระจกกั้น ป้าเบลล่าหัวเราะอย่างชอบใจ คล้องแขนผม ดึงผมไปด้วยเหมือนกำลังเต้นรำ ผมกัดฟันแน่น

สักวันเถอะ ป้าเบลล่า..

ผมเจอศาสตราจารย์อีกสามคน และสเนปเสกคาถาขัดเขาไว้ได้ก่อนที่พวกนั้นจะลงมือ เมื่อพวกเราออกมายังสนามด้านนอกได้แล้ว ป้าก็ปล่อยมือจากแขนผม พวกเราเดินเข้าไปในป่า ต้นไม้สีดำขึ้นอยู่เรียงรอบ

ผมไม่ได้รู้สึกกลัวป่าที่ดำมืดนี้อีกแล้ว หรือแม้แต่อันตรายที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืด

 

“แล้วคุณจัดการกับมันยังไง?”

 “ฉันต้องจำไว้ว่าสุดท้ายแล้ว ฉันกำลังทำตามคำสั่งของเขา ไม่ใช่โวลเดอมอร์”

 

 ผมกำไม้กายสิทธิ์จนแน่น เงยหน้า มองตรงเข้าไปยังความมืด

 

"Sing a song, a song of life
Lived without regret
Tell the ones, the ones I loved
I never will forget 

Never will forget…"

 

 

 

 

 

 

 

 

เผื่อใครไม่เข้าใจหรือตามไม่ทันว่าเกิดอะไรขึ้นกับดัมเบิลดอร์ เหตุการณ์นี้คือที่เกิดขึ้นในเล่มหกตอนท้ายค่ะ  

 

รีบมาอัพ ช่วงนี้ไม่ค่อยว่าง แต่จะแปลให้จบ ไม่ทิ้งแน่นอนค่ะ UvU

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 112 ครั้ง

481 ความคิดเห็น

  1. #472 อากิสะ (@aomaum30072549) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 13 เมษายน 2563 / 05:20

    ร้องไห้น้ำตาไหลมันเศร้ามากเลยค่ะ
    #472
    0
  2. #455 piinkhyun (@piinkhyun) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 15 มกราคม 2563 / 15:34
    ไม่นะ????????????????
    #455
    0
  3. #454 piinkhyun (@piinkhyun) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 15 มกราคม 2563 / 15:33

    สเนปปป
    #454
    0
  4. #441 N_Ahgase&Army (@0804452409) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2562 / 23:04
    ร้องไห้แล้ว
    #441
    0
  5. #426 Tarantallegra (@Tarantallegra) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2562 / 11:41

    จุกอกมากเลยค่ะ

    #426
    0
  6. #366 ป่าสีน้ำเงิน (@kamontip-123) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 9 กันยายน 2561 / 20:17

    ตอนนี้หน่วงมาก ฮืออออ

    #366
    0
  7. #359 Miya. (@yonoop) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2561 / 22:05

    โอ้ยยยย สเนป

    #359
    0
  8. #333 cloudzel_ (@cloudzel_) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2561 / 12:57
    สเนปดีมาก:-;
    #333
    0
  9. วันที่ 28 กรกฎาคม 2561 / 19:43
    โอ๊ยะไักียลดรกีฟเกรีนคขเนเน้รไุะบ่ว่
    #281
    0
  10. #247 kuychai (@kuychai) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2561 / 16:27
    โอ้วววว
    #247
    0
  11. #187 l!i:.นู๋ นิ้ ง.:i!l (@ninko) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2560 / 18:52
    เศร้ามากก 

    รักสเนปนะ เป็นคนที่ซื่อสัตย์มากอะ 

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 23 กรกฎาคม 2560 / 18:52
    #187
    0
  12. #125 tuktahiper (@tuktahiper) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 29 เมษายน 2560 / 21:25
    หน่วง.....
    #125
    0
  13. #124 Memoris S'Misa (@misakikawaichi68) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 28 เมษายน 2560 / 16:18
    เศร้า...
    #124
    0
  14. #123 Smlielyy (@M3636) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 28 เมษายน 2560 / 10:55
    หน่วงมากจริงๆค่ะ รอน้าาาาา
    #123
    0
  15. #122 juliet! !! (@juliet1992) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 28 เมษายน 2560 / 04:06
    เฮ้ออออออออ  หน่วงมากก
    #122
    0
  16. #121 MalfoyFelton (@MalfoyFelton) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 28 เมษายน 2560 / 01:51
    อือหือ เข้าใจความรู้สึกตัวละครเลย สู้ๆค่ะไรต์
    #121
    0
  17. #120 litter girl (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 27 เมษายน 2560 / 22:35
    ลุ้นๆๆๆจร้าาา เดรกกะเฮอร์จะได้เจอกันอีกมั้ยเนี่ย
    #120
    0
  18. #119 บิลเลียส (@Ororite) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 27 เมษายน 2560 / 22:02
    หน่วงมากกกกกกกกกกกก
    #119
    0