(Dramione) What The Room Requires

ตอนที่ 20 : 20

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,083
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 112 ครั้ง
    17 เม.ย. 60

VVVVVVVVVVVVV

Everybody needs inspiration

Everybody needs a song

A beautiful melody when the night's so long

Because there is no guarantee

That this life is easy

When my world is falling apart

When there's no light to break up the dark

That's when I look at you

When the waves are flooding the shore

And I can't find my way home anymore

That's when I look at you

When I look at you I see forgiveness

I see the truth

You love me for who I am

Like the stars hold the moon

Right there where they belong

And I know I'm not alone

 

 

 

ฉันตั้งสติ คิดทบทวนทุกอย่างที่เกิดขึ้น กอดแฮร์รี่และรอนไว้แน่น มากกว่าที่เคยทำ ฉันร้องไห้อยู่ในอ้อมกอดของแฮร์รี่ถึงสองครั้ง แฮร์รี่ปลอบโยนฉันอย่างอ่อนโยนและอดทน ฉันเพียงร้องไห้อย่างเงียบๆ ฉันเองก็ไม่ได้อยู่ในอารมณ์อยากเล่าเช่นกัน

แฮร์รี่มองฉันอย่างสงสัยและกังวล จนในที่สุด เขาก็เอ่ยปากถามออกมา

เธอกำลังตกหลุมรักใครอยู่หรือเปล่า? เฮอร์ไมโอนี่

น้ำตาของฉันไหลออกมาราวเขื่อนพัง แฮร์รี่กอดฉันไว้แน่น ปลอบโยนฉันว่ามันจะดีเมื่อทุกอย่างจบลง และเขาไม่ได้ถามอะไรฉันอีกเลยหลังจากนั้น

รอนที่น่าสงสารดูเหมือนจะไม่เข้าใจกับความรู้สึกของฉัน ที่จู่ๆก็เกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ ฉันจึงพยายามที่จะไม่แสดงมันออกมา ในเวลาที่เขาอยู่ใกล้ๆ จนฉันคุ้นชินกับมันในที่สุด และกลายเป็นเรื่องง่ายกับการไม่แสดงความรู้สึกเสียใจออกมา มันช่วยให้ฉันลืมได้เล็กน้อย อย่างน้อยก็ได้เพียงช่วงเวลาสั้นๆ พวกเขาทั้งคู่ต่างไม่รู้ว่าตัวเองสำคัญกับฉันมากขนาดไหน และยิ่งในเวลาที่ฉันต้องเจอหน้าเขาทุกวัน

เดรโกยังอยู่ที่นั่น ตลอดเวลา ฉันเพิ่งรู้ในตอนนี้เอง ว่าพวกเราต้องเจอกันมากขนาดนี้ ไม่ว่าจะตามทางเดินระหว่างไปเรียน ในห้องอาหาร ในห้องสมุด หรือระหว่างทางเดินกลับหอประจำบ้านของเรา ฉันรู้สึกได้ถึงการมีอยู่ของเขา เหมือนแสงไฟที่ลุกโชนอยู่ในห้องโถง รู้สึกได้ถึงความเฉยชาระหว่างพวกเราสองคน

ฉันไม่สามารถพูดกับเขาได้แม้ประโยคเดียว หรือคำพูดเดียว ต่อหน้าแครบ กอยล์ และแพนซี่ที่ตามติดเขาแจแล้ว เดรโกจะต้องตอบกลับมาอย่างหยาบคายแน่ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อตัวฉันเอง หรือกับตัวเขาเองก็ตาม ฉันไม่กล้าขัดคำสั่งของดัมเบิลดอร์ หากพวกเราจะนัดเจอกันสองคน เดรโกตีตัวห่างจากฉัน เขาไม่เคยสบตาฉัน และทุกสิ่งทุกอย่างก็ดูเหมือนจะเป็นใจที่จะกีดกันพวกเราสองคนออกจากกัน

พวกเราต่างใช้ชีวิตประจำวันให้เหมือนปกติ เดิน ทานอาหาร เรียน และทำงาน ทำเหมือนต่างฝ่ายต่างไร้ตัวตนในสายตาของอีกฝ่าย สิ่งเดียวที่ฉันเคยทำ(ตลอดเวลาอันยาวนาน ตอนที่ไม่มีใครสนใจฉัน) คือแอบมองเขาจากที่ไกลๆ ใบหน้าอันไร้ที่ติของเดรโก ดวงตาสีฟ้าใสส่องประกายสะท้อนกับแสง พอช่วยทำให้ฉันหายคิดถึงเขาได้บ้าง

จนกระทั่งบ่ายวันหนึ่ง ขณะที่พวกเราทั้งสามคนกำลังพักผ่อนอยู่ในสวนหย่อม เป็นเวลานานแล้วที่ฉันและเพื่อนไม่ได้ออกมานอกปราสาท อ่านหนังสือ หรือเล่นเกมส์กัน แฮร์รี่และรอนกำลังวุ่นอยู่กับการทอยคริกเก็ตไปมา ฉันนั่งอยู่ใต้เงาของหน้าต่าง แกล้งทำเป็นเหมือนว่ากำลังตั้งใจทำการบ้าน แต่สายตาเหลือบมองไปทางเดรโกกับแพนซี่ที่นั่งอยู่บนพื้นหญ้า และเล่นหมากรุกอย่างสบายอารมณ์

ความรู้สึกแหลมคมเสียดแทงขึ้นมาในหน้าอกจนหายใจลำบาก ฉันจับหนังสือไว้แน่นด้วยนิ้วมือเย็นเยียบ ฉันจำความรู้สึกนั้นได้ ฉันจำตอนที่เดรโกเคาะนิ้วของเขาเข้ากับคางเวลาใช้ความคิด คิ้วสีบลอนด์เข้มขมวดเข้าชนกัน แต่ความเจ็บเสียดจากของแหลมคมในตอนนี้ เทียบกับสิ่งต่อไปที่เกิดขึ้นไม่ได้เลย

แพนซี่จูบเขา ฉันไม่รู้ว่าอะไรทำให้เธอเริ่มแบบนั้น ฉันอดที่จะมองไม่ได้ ก่อนที่จะรู้ตัวและหลบตา ทำเป็นอ่านหนังสือดังเดิม แต่เมื่อฉันเงยหน้าขึ้นมา เดรโกเงยหน้าขึ้น รับกับแสงอาทิตย์ จูบตอบแพนซี่อย่างดูดดื่ม เขาไม่ได้แสดงอาการไม่พอใจแต่อย่างใด

ฉันปิดหนังสือดังฉับ ลุกขึ้นยืน ไม่อยากเห็นภาพตรงหน้า หรืออะไรก็ตามที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้น ฉันเดินก้าวไวๆ เปลี่ยนเส้นทางไปที่กระท่อมของแฮกริกแทน

ฉันเคาะประตูอย่างหัวเสีย แฮกริดเปิดประตูออก และเมื่อเห็นหน้า เขาก็พยายามจะช่วยด้วยการถามคำถามออกมามากมาย ฉันตอบกลับไป ทุกอย่างล้วนเป็นการโกหก เรื่องที่ฉันหงุดหงิดเกี่ยวกับเรื่องผลการเรียนห่วยๆของฉัน แฮกริดพึมพำเกี่ยวกับการออกเกรดให้เด็กนักเรียนของสเนปที่ไม่ค่อยจะยุติธรรม และเชิญฉันเข้าไปในบ้านเพื่อดื่มชา

ฉันนั่งลงบนโซฟาตัวใหญ่ของเขา มือกุมถ้วยชาไว้ หัวสมองยังฟุ้งซ่านถึงแต่เรื่องนั้น มองไฟในเตาผิงที่ลุกโชน และฟังแฮกริกพูดถึงเรื่องสัตว์วิเศษตัวใหม่ที่เขาเจอ ตัวแอชวิเดอร์ หรือแมงป่องพ่นไฟได้ ฉันยิ้มให้เขา ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงได้สนใจสัตว์ประหลาดพวกนี้นัก..

แฮกกริดดีกับฉันมาก ฉันอยากจะอยู่ที่นี่ต่อจนถึงเย็นเลยทีเดียว เขาทำให้ฉันหัวเราะออกมาได้บ้าง

แต่เมฆฝนที่เริ่มก่อตัวทำให้ฉันต้องออกมาจากกระท่อม กลับไปสู่ปราสาท ฉันลุกขึ้นยืน กล่าวขอบคุณเขาสำหรับการรับรองที่แสนอบอุ่น และออกมาจากกระท่อมก่อนที่แฮกริดจะเอ่ยปากลา หวังว่าจะกลับไปได้ทันก่อนฝนตก แต่ก็ไม่

หยาดเม็ดฝนโปรยปรายลงมาทันทีจนเนื้อตัวเปียกโชก ฉันเสกคาถาป้องกันใส่หนังสือ และมุ่งหน้ากลับไปยังประตูทางเข้า ฉันเกือบจะผ่านเขาไปได้อยู่แล้วเชียว

“ฉันมีอะไรจะบอกเธอแน่ะ เกรนเจอร์”

ฉันสะดุ้ง หยุดเดินโดยทันที เดรโกยืนอยู่ใต้กำแพงด้านขวาของฉัน ฉันมองหน้าเขา เดรโกทำบึ้ง เสียงแข็ง แต่เนื้อตัวเปียกปอน เหมือนเขารอให้ฉันกลับมาตั้งแต่ฝนเริ่มตก ฉันมองไปรอบๆ มีแค่พวกเราสองคนตรงนี้ แต่ฉันแน่ใจว่าจะต้องมีใครสักคนอยู่ใกล้ๆแน่ ถ้าเดรโกแสดงออกกับฉันแบบนี้

“อะไรล่ะ?” ฉันถาม บังคับเนื้อตัวไม่ให้สั่นด้วยความหนาวเย็น

“จะไปรู้หรอ?” เขาตอกกลับ “ศาสตราจารย์สเนปสั่งให้ฉันมาบอกเธอ ไม่งั้นฉันคงไม่มีวันพูดกับเธอแน่” แล้วเขาก็ยื่นกระดาษแผ่นเล็กๆมาให้ ฉันรับมันไว้ ขยับปากเป็นคำว่าขอบใจกลับไป และก้มศีรษะลง

“สเนปบอกว่าเธอควรจะอ่านมันเดี๋ยวนี้” เขาพูด ฟังดูเหมือนประโยคคำสั่ง “มันเป็นเรื่องเร่งด่วน”

“ก็ได้” ฉันพึมพำ

“อย่าทำหายล่ะ” เขาเตือน “ฉันรู้ว่าเธอซุ่มซ่ามแค่ไหนกับการทำของหาย”

เสียงของเขาขาดหาย ฉันเงยหน้ามอง และเพียงระยะเวลาหนึ่งที่ฉันสบตาเขา ดวงตาสีฟ้าเข้มมองกลับมาเช่นกัน เหมือนกำลังมองทะลุเข้าไปยังหัวใจ แต่ก่อนที่ฉันจะทันได้พูด เขาก็หันหลังกลับ เดินจากไปแล้ว ทุกก้าวดูแข็งขืน เย็นชา

ฉันมองตามหลังเดรโกไปจนสุดสายตา จนเดรโกลับหายไปยังหัวมุมเลี้ยง และฉันผ่อนลมหายใจที่กลั้นไว้ออก หลบเข้ามุมมืดในซอก และคลี่ม้วนกระดาษออกอ่าน

ฉันกะพริบตา มันไม่ใช่ลายมือของสเนป

ลายมือของเดรโก

 

มีหนังสือที่ฉันอยากจะให้เธออยู่ในห้องสมุด มันถูกเก็บไว้ให้เธอ

 ได้รับอนุญาตจากศาสตราจารย์สเนปแล้ว

Aparecium (อะพาริเซียม)

 

ฉันพับกระดาษหลังอ่านจบ ด้วยมือสั่นเทา เก็บมันไว้ในกระเป๋าเสื้อ ตัดสินใจอย่างรวดเร็วว่าจะไปที่ห้องสมุด โดยไม่สนว่าจะต้องไปเรียนในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า

 

 

เฮอร์ไมโอนี่

 

 

“มาดามพรินซ์คะ?” ฉันเอ่ยเสียงเบา

ใบหน้าแหลมของเธอเงยขึ้นจากใต้โต๊ะ สะท้อนรับแสงไฟ เธอมองฉันด้วยดวงตาหรี่แคบ

“มิสเกรนเจอร์” เธอตอบเสียงเรียบ ฉันมองไปรอบๆห้องสมุดที่สูงและแคบ เต็มไปด้วยหนังสือวางเรียงกันทั่งทุกชั้นแถว กลิ่นหนังสือเก่าลอยอยู่ในอากาศ ฉันสูดหายใจ ฉันชอบกลิ่นกระดาษในนี้เสมอ กลิ่นไม้และหนังสือ สงบ มีมนต์ขลัง และเคร่งครึม..

ฉันหันกลับไปหาบรรณารักษ์ หญิงสาวมองฉันอย่างแหลมคม

“มาดามคะ” ฉันกล่าว ทำเสียงต่ำแบบที่คิดว่าเธอชอบ “ศาสตราจารย์สเนปอนุญาติให้ฉันยืมหนังสือในชื่อของฉัน”

เธอกะพริบตา

“แน่นอน” เธอว่า และหันหลับกลับไปยังกองหนังสือที่จัดวางอย่างสมบูรณ์แบบข้างๆโต๊ะ นิ้วเรียวยาวของมาดามไล้ตามขอบปก และหยุดอยู่กึ่งกลาง เธอดึงมันออกมาอย่างระมัดระวังที่สุด ราวกับมันเป็นตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ และยื่นให้ฉันด้วยมือสองมือ มาดามเงยหน้า กวาดสายตามองหน้าฉัน และยกคิ้วบางๆขึ้น

“น่าสนใจมากที่ศาสตราจารย์สเนปเก็บนี่ไว้ให้เธอ มันไว้สำหรับศึกษาพวกมักเกิ้ล แต่ไม่ได้ใช้มาหลายปีแล้ว อย่าทำมันเสียหายโดยเด็ดขาดล่ะ” เธอเอ่ยเสียงเศร้า “พวกเธอชอบยืมหนังสือไปและมีไม่กี่เล่มที่กลับมาอย่างสมบูรณ์”

 ฉันรอคอย อย่างอดทน ไม่ได้ยื่นมือออกไปรับโดยทันที ฉันรู้ จากวิธีที่เธอถือมันไว้แบบนั้น มาดามยังพูดไม่จบ เธอมองฉันอย่างสงสัย

“นี่เป็นฉบับปรับปรุงครั้งแรก เกรนเจอร์ เล่มสุดท้ายในห้องสมุด มีผู้วิเศษมากมายหรือแม้แต่มักเกิ้ลที่อยากจะได้มันไปไว้ในพิพิธพันธ์ของเขา แต่..” เธอก้มลงมองหนังสือ และดวงตาอ่อนโยนลง อย่างน่าประหลาดใจ “ฉันไม่อยากจะทิ้งงานเขียนของเจน ออสตินไปจริงๆ”

ฉันชะงักนิ่งไป มาดามส่งหนังสือมาให้ฉัน ฉันรับมือไว้อย่างระมัดระวังที่สุด อ่านแต่ละตัวอักษรบนหน้าปก

 ศาสตร์แห่งการโน้มน้าวใจ

และรู้สึกเหมือนลำคอตีบตันราวกับจะร้องไห้

“ฉันอนุญาตให้เธอยืมหนังสือแค่สามวัน สามวันเท่านั้น” มาดามกล่าว “แต่ถ้าเธอชอบและอยากจะอ่านมันอีกรอบ..” เธอกระแอมและคลี่แผ่นกระดาษออก “เธอต้องเอากลับมาให้ฉันตรวจสอบเสียก่อนว่ามันไม่เสียหาย แล้วฉันจะอนุญาตให้เธอยืมต่อได้”

“ขอบคุณมากค่ะ มาดามพรินซ์” ฉันตอบ “ฉันจะดูแลมันอย่างดีที่สุดเลยค่ะ”

“หวังว่าเธอจะทำตามที่บอกล่ะ” เธอเอ่ยเตือน

“ฉันสัญญาค่ะ” ฉันกล่าว กอดมันไว้อย่างแน่นหนา และตรงกลับไปยังห้องนอน

 

 

เฮอร์ไมโอนี่

 

 

ฉันถอดรองเท้าโดยการสะบัดมันออกอย่างเร่งรีบ และกระโดดขึ้นไปบนเตียงนอน ปิดม่านทั้งหมดที่เปิดไว้ เหลือเพียงแสงอาทิตย์ลอดเข้ามาเพียงนิดเดียว มีฉันเพียงคนเดียวในห้องนี้ แต่ฉันไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ทุกคนจะเลิกเรียนและกลับเข้ามา ฉันไม่อยากจะถูกขัดจังหวะ หัวใจของเต้นรัวเร็ว

ฉันวางหนังสือลงบนหมอนอย่างระวัง ระวังมากๆ และเปิดหน้าแรก ลมหายใจติดขัดอย่างตื่นเต้น ฉันกำลังอ่านหนังสือฉบับปรับปรุงครั้งแรกของเจน ออสติน

ฉันดึงแผ่นกระดาษออกมา เปิดมันออก อ่านทวนอีกรอบ ดวงตาจับจ้องไปที่คาถาที่ปรากฏบนกรรทัดสุดท้าย อะพาริเซียม

คงจะเป็นคาถาสำหรับเผยหมึกล่องหน

ฉันดึงไม้กายสิทธิ์ออกมา ชี้ไปที่หนังสือ และหวังว่าตัวเองจะไม่ตื่นเต้นจนทำกระดาษไหม้เสียก่อน ฉันขยับปาก เอ่ยคาถานั้น

“อะพาริเซียม”

และเปิดหน้าหนังสืออย่างระมัดระวัง มองหาอะไรก็ตามที่ซ่อนอยู่

ฉันสูดหายใจลึก พยายามจะไม่อ่านตัวอักษรที่ไม่จำเป็นในหน้าหนังสือ มันใช้เวลาอยู่นานพอสมควร ฉันมองหาสัญลักษณ์ทุกอย่าง เส้นที่ถูกขีดไว้ หรือดอกจัน หรือโน้ตอะไรก็ได้

นั่น ย่อหน้าทั้งหน้าที่ถูกขีดไว้ด้วยหมึกสีเขียวอ่อน หมึกที่จางหายไปได้อีกครั้ง แต่ฉันมองเห็นมัน และอ่านมันอย่างรวดเร็ว ยกมือขึ้นกอดตัวเองไว้ กลั้นความเจ็บปวดที่เสียดแทงเข้ามาในหน้าอก

 

หัวใจสองดวงที่ปิดไว้ ไร้ความรู้สึกที่ประสานกัน ไร้ความพอใจ ไร้ซึ่งใบหน้าแห่งความรัก ตอนนี้พวกเขาต่างกลายเป็นคนแปลกหน้า หรือแย่กว่าคนแปลกหน้า พวกเขาไม่มีวันได้กลับมาร่วมชีวิตกันอีก กลายเป็นความบาดหมางกันไปตลอดชีวิต

 

ฉันรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้น เดรโกพยายามจะสื่อสารกับฉันในวิธีที่เขาคิดว่าจะไม่มีใครจับได้ ผ่านศาสตราจารย์และหมึกล่องหน และคำพูดที่เขาส่งหาฉัน ซึ่งเป็นคำพูดที่อยู่ในหนังสือ ฉันเข้าใจเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น

เขาพูดถึงเรื่องของพวกเรา สิ่งที่พวกเรากำลังเผชิญหน้าและสู้กับมัน หลังจากออกมาจากห้องต้องประสงค์

แต่ฉันไม่ใช่คนที่จูบคนไปทั่วนี่ และเดรโกก็ไม่ได้เป็นคนที่ร้องไห้อยู่ในห้องในเวลาที่ฉันออกไปไหนมาไหนกับแฮร์รี่และรอน ความโกรธ อิจฉา และเจ็บปวดแทรกซึมเข้ามาในโสตประสาท ฉันก้มหน้าลง กลั้นน้ำตาไว้ไม่ให้ไหลออกมา

ฉันลืมตาขึ้น หมึกสีเขียวปรากฏออกมาอีกรอบ ฉันอ่านทวนย่อหน้านั้นอีกหน และหยิบไดอารี่ของตัวเองออกมา จดคำนั้นของออสตินลงไป ฉันมั่นใจว่าจะไม่มีใครรู้เรื่องนี้แน่ แม้แต่ดัมเบิลดอร์เองก็ตาม และหวังว่าแม้เขาจะรู้ เขาก็คงจะไม่ว่าฉัน

ฉันเปิดกลับไปยังหน้าแรก เพื่อจะอ่านหนังสือให้หมดทั้งเล่ม มองหาคำพูดที่จะตอบกลับไปให้เดรโก ภาวนาว่าคุณออสตินจะเขียนอะไรที่เป็นประโยชน์ลงไป สิ่งที่จะช่วยฉันได้

 

 

เฮอร์ไมโอนี่

 

 

ฉันอ่านหนังสือเล่มนั้นจบในสองวัน โดยไม่ได้แตะต้องการบ้านเลย แต่ฉันมั่นใจว่าจะใช้เวลาไม่นานในการทำมันให้เสร็จ ทุกครั้งที่มีเวลาว่าง ฉันจะนั่งอยู่หน้าเตาผิง ในห้องนั่งเล่นรวม หรือบนเตียงนอน เพื่ออ่านหนังสือ แฮร์รี่และรอนขยับมานั่งข้างๆเมื่อเขาเห็นฉันในห้องนั่งเล่น แฮร์รี่มักจะถามว่าอะไรที่ฉันกำลังอ่านอยู่ และรอนแสดงท่าทางว่าไม่สนใจในแบบที่สุภาพของเขา แฮร์รี่ไม่ได้ถามฉันเกี่ยวกับเนื้อเรื่องของมัน ฉันต่างหากที่เป็นคนเล่าให้เขาฟัง แฮร์รี่ฟังอย่างตั้งใจ การคุยกับเขาทำให้ฉันพอจะหายเหงาไปได้บ้าง

ฉันอ่านมันจนจบในที่สุด ฉันยืมหมึกล่องหนมาจากรอน เขามักมีของแปลกๆแต่วิเศษแบบนี้เสมอ ของที่ได้มาจากพี่ชายฝาแฝด ฉันกลับไปยังห้องนอนของตัวเอง ดึงผ้าม่านลง จุดแสงที่ปลายไม้กายสิทธิ์ และหาที่เหมาะๆในการตอบกลับ

ฉันอ้อนวอนต่อมิสออนตินอยู่ในใจเงียบๆ และมาดามพรินซ์ ขอให้เธอให้อภัยฉัน พร้อมๆกับที่ฉันจรดปลายปากกา ขีดเส้นลงบนหนังสือ

 

ถึงแม้ว่าฉันจะอ่อนแอและโศกเศร้าตามที่เป็นอยู่ก็ตาม แต่ฉันไม่เคยคิดจะเปลี่ยนใจเลย

 

ฉันนั่งตัวตรง มองหมึกที่ค่อยๆจางหายไปช้าๆจนกลายเป็นกระดาษสีขาวดังเดิม ฉันรอจนแน่ใจ เป่าให้แห้งทับอีกรอบ และเมื่อตรวจสอบหน้าหลังของกระดาษเรียบร้อยแล้ว ฉันก็ปิดหนังสือ รอเวลาที่จะกลับไปคืนขณะล้มตัวลงนอนบนเตียง

 

 

เฮอร์ไมโอนี่

 

 

“นี่ค่ะ มาดามพรินซ์” ฉันกล่าว ถือหนังสืออย่างทะนุถนอม เธอยืนตัวตรงขึ้นข้างหลังโต๊ะ มองฉันอย่างประหลาดใจเล็กน้อย และรับมันไป

“เธอไม่ชอบมันหรือ?”

“ไม่ค่ะ ฉันชอบมันมาก” ฉันตอบ “ฉันอ่านมันจบเมื่อคืนนี้ วางไม่ลงเลย”

เธอยิ้มให้ฉันอยู่หรือเปล่านะ? ฉันตอบไม่ได้ มาดามวางมันลงและเปิดดูแต่ละหน้า

“ฉันมีข้อความมาจากศาสตราจารย์สเนปค่ะ” ฉันเอ่ย

“หืม?” พรินซ์ครางในลำคอ ไม่ได้เงยหน้าจากหนังสือ

“เขาถามว่าคุณจะกรุณาเก็บมันไว้ให้เดรโกมัลฟอยได้ไหมคะ?”

พรินซ์เงยหน้าขึ้น

“อีกแล้วหรือ?”

ฉันกลืนน้ำลาย

“ค่ะ มาดาม”

“ทำไมล่ะ?”

ฉันยักไหล่

“ฉันก็ไม่รู้ค่ะ มาดาม” ฉันว่า “แต่ศาสตราจารย์สเนปบอกว่าเขาจะรับผิดชอบอย่างเต็มที่หากเกิดอะไรขึ้นกับหนังสือ”

มาดามกัดฟันอย่างขบคิด แต่สุดท้ายเธอก็พยักหน้า

“เอางั้นก็ได้ ขอบคุณมาก มิสเกรนเจอร์”

“ขอบคุณเช่นกันค่ะ มาดาม” ฉันตอบ และเดินออกมาจากห้องสมุดด้วยเสียงฝีเท้าที่เงียบที่สุด ดีใจกับคำโกหกของตัวเองที่เรียบลื่น ฉันสะบัดหัวไล่ความคิด เร่งฝีเท้าไปทางโรงนกฮูกเพื่อส่งจดหมายให้เดรโก แจ้งเขาว่าศาสตราจารย์สเนปอยากให้อ่านหนังสือเล่มนั้นในห้องสมุด

 

 

เฮอร์ไมโอนี่

 

 

กลับเข้าสู่บรรยากาศการเรียน ฉันได้แต่โทษตัวเองกับการตั้งใจเรียนของตนเองที่มากเกินไป แต่มันเป็นนิสัยของฉันไปซะแล้ว ฉันจึงต้องทำงานนี้ให้ดีที่สุด และผ่านมันไปให้ได้

ทุกอย่างดูจะยากขึ้น แฮร์รี่หงุดหงิดง่ายขึ้นกว่าเดิมและรอนที่กังวลมากไป เวลาไม่ได้ผ่านไปนานมากเท่าใดนัก หลังจากที่ฉันออกมาจากห้อง แต่ดูเหมือนความกดดันในตอนนี้จะอยู่กับเราไปตลอดกาล ความระอุร้อนของบรรยากาศตอนนี้กำลังจะเผาไหม้ฉัน

หลังจากการนั่งเรียนอยู่ในห้องสมุดมาทั้งวัน และงานที่อาจารย์แต่ละท่านสั่งก็ดูจะยากขึ้นเรื่อยๆ มันทำให้ฉันพลาดอาหารเย็นด้วย ฉันเดินออกมา ลงบันไดที่จุดด้วยแสงคบเพลิงสลัวๆ หอบหนังสือไว้เต็มอ้อมแขน ตั้งใจว่าจะใช้เวลาทั้งหมดอ่านมันให้จบ ผมเผ้าของฉันยุ่งเหยิง เสื้อผ้าเปื้อนเหงื่อและฝุ่น แขนเริ่มล้าจากการแบกหนังสือกองหนัก หัวใจเต้นรัว ฉันเดินผ่านรูปภาพมากมายที่แขวนอยู่ข้างกำแพง ได้ยินเสียงพวกเขาพูดคุยกัน ฉันทำหูทวนลมต่อพวกเขาเหมือนเช่นเคย และภาวนาให้ขึ้นไปถึงห้องนั่งเล่นรวมได้อย่างสวัสดิภาพ

เงาดำๆขยับอยู่ตรงหัวมุมด้านหน้า ฉันชะลอฝีเท้าลง ขมวดคิ้วมองเงาสูงๆ และกัดฟันเมื่อมันแยกออกเป็นสองเงา เงาหนึ่งเตี้ยและป้อมกว่าอีกอันที่อยู่ข้างๆ

แครบและกอยล์

พวกเขาเดินตรงเข้ามา มองฉันอย่างรังเกียจ ยิ้มให้อย่างบิดเบี้ยวที่สุด

“ดูนี่สิ ใครเอ่ย” กอยล์พูด “นังมักเกิ้ลจิ๋วที่พวกเรารู้จักกันดีนี่นา”

ฉันถอนหายใจและกลอกตา ขยับมือที่ถือหนังสือหนังอึ้งไว้

“พวกนายไม่มีอะไรดีกว่านี้ให้ทำหรือไง?”

“ดีกว่าอะไร?” แครบถาม “ขวางทางเดินเธอน่ะนะ?”

พวกเขามองหน้ากัน

“ไม่มี” แครบและกอยล์ตอบพร้อมกัน

“อย่าได้บังอาจ” ฉันเอ่ยเตือน ก้าวถอยหลัง แต่กอยล์ไวกว่า เขาเดินตรงมาด้านหน้าและปัดหนังสือฉันให้ล้มลง ฉันพยายามประคองมันไว้ แต่แรงของเขาทำให้กองหนังสือล้ม กระจัดกระจายไปทั่วบันไดหิน หน้าแต่ละหน้าเปิดออก แครบและกอยล์ระเบิดหัวเราะออกมา

“กล้าดียังไง” ฉันตะโกน “นี่ไม่ใช่ของฉัน นี่หนังสือของห้องสมุด!

“เหมือนฉันต้องสนงั้นแหละ” กอยล์โต้

ฉันตบหน้าเขา

เสียงดังสะท้อนไปทั่วโถงบันได กอยล์มองหน้าฉัน ดวงตาเบิกกว้าง รอยมือสีแดงเด่นชัดบนใบหน้าซูบตอบ ฉันกัดฟัน พยายามจะเดินไปอีกทาง แต่แครบจับฉันไว้จากด้านหลังด้วยมืออ้วนๆของเขา

เขาหักแขนขวาของฉันไปด้านหลังและง้างขึ้น ฉันกรีดร้อง ความเจ็บแล่นไปทั่วทั้งหัวไหล่และแขน

“ปล่อยฉัน!” ฉันสะบัด ดิ้นให้หลุด แต่มือหนาของแครบจับไว้ด้วยแรงมหาศาล เขาบังคับให้ฉันยืนขึ้น กอยล์เดินเข้ามา แยกเขี้ยว และก้มใบหน้าน่าเกลียดของเขาลงมาใกล้

“แกคิดว่าแกเป็นใคร ถึงได้บังอาจแตะต้องฉัน?” เขาคำราม “นังเลือดสีโคลนโส

มือของใครสักคนเอื้อมมาจากด้านหลัง ต่อยเข้ากับคางของกอยล์ให้เขาล้มลงในครั้งเดียว แครบปล่อยมือจากแขนฉัน ส่งเสียงร้องอย่างประหลาดใจ ฉันขยับออกจากด้านข้างอย่างทุลักทุเล หันกลับไปมองอีกฝั่ง

เดรโก มัลฟอย ยืนอยู่ที่นั่น เหนือร่างของกอยล์ กุมมือขวาของตัวเองไว้ด้วยมือซ้าย หอบหายใจอย่างหนัก ก้มหน้ามองลูกสมุนของเขา แครบยืนชิดกับกอยล์ อ้าปากหอบหายใจ

“ดูสิ่งที่พวกแกทำกับฉันซะ!” เดรโกตะโกน “แกทำมือฉันหัก!

“นาย..นายต่อยเขา!” แครบชี้อย่างง่อยๆไปที่เพื่อนของเขาซึ่งนอนอยู่บนพื้น

“นายต่อยฉัน!” กอยล์โอดครวญ กุมคางของเขา

“ก็เออสิ” เดรโกต่อว่า “ขี้เลื่อยมันอัดสมองพวกแกอยู่รึไง?”

แครบและกอยล์มองเดรโกอย่างว่างเปล่า เดรโกเขยิบเข้าไปใกล้แครบ

“แกอยากโดนไล่ออกรึไง?” เขากัดฟันตอบ “เรามีงานสำคัญต้องทำ แต่พวกแกเอาแต่เล่นอยู่รอบๆบันไดนี่ เหมือนคู่รักทุเรศๆ แกล้งนักเรียนที่เป็นสัตว์เลี้ยงแสนรักของอาจารย์ทุกคน แกโชคดีแค่ไหนที่ไม่มีใคร—“

“มี” เสียงเย็นเฉียบไร้อารมณ์ดังขึ้น

ฉันหันกลับไป และเห็นร่างสูงโปร่งในชุดสีดำก้าวลงมา ผมสีดำล้อมกรอบใบหน้าของเขา ผิวซีดเซียว ดวงตาสีดำดุกวาดมองรอบๆบริเวณ เขาหยุดเดิน และมองสลับไปมาระหว่างฉันกับเดรโก

ศาสตราจารย์สเนปกวาดตามองพวกเราทุกคน เลิกคิ้วขึ้นกับกองหนังสือที่เรี่ยราดอยู่บนพื้นด้วยสายตาที่เย็นชาเหมือนน้ำแข็ง

“มิสเตอร์แครบ มิสเตอร์กอยล์” เขาเอ่ยเสียงเย็น “สิบแต้มจากบ้านสลิธีรีน ข้อหาทำลายทรัพย์สินของโรงเรียนที่เก่าแก่ กว่าปู่ย่าตายายของพวกเธอเสียอีก กลับห้องนั่งเล่นรวมไปได้แล้ว”

แครบและกอยล์ยืนมองสเนป อ้าปากค้าง

“เดี๋ยวนี้” เขาออกคำสั่ง

ชายหนุ่มสองคนถอยหลังจากไปในทันที เหมือนหมูสองตัวกำลังเดินลงบันได สเนปโบกไม้กายสิทธิ์ของเขาไปที่กองหนังสือ มันกลับมาจัดเรียงตัวเองให้เป็นระเบียบตามเดิม และลอยอยู่กลางอากาศ

“มิสเกรนเจอร์” เขาเรียก หันหน้ามาหาฉัน “ดูเหมือนว่ามิสเตอร์มัลฟอยจะบาดเจ็บนิดหน่อย ช่วยพาเขาไปส่งห้องพยาบาลที”

“ไม่ครับ ศาสตราจารย์ ผมคิดว่าไม่จำเป็น” เดรโกแย้ง

“นี่ไม่ใช่คำขอร้อง มิสเตอร์มัลฟอย” สเนปเตือน “ฉันจะเอาหนังสือพวกนี้ไปคืนมาดามพรินซ์ และแจ้งให้ทราบเรื่องที่ทรัพย์สินของเธอเสียหาย ฉันจะรับผิดชอบเอง”

ถ้าตอนนี้หัวใจของฉันไม่ได้กำลังจะระเบิดออกอย่างตื่นเต้น ถ้าไหล่ของฉันไม่ได้กำลังเจ็บปวด และถ้าฉันไม่ได้กำลังแปลกใจกับความยุติธรรมแบบใหม่ของสเนปล่ะก็ ฉันคงจะยิ้มให้เขาอย่างดีใจไปแล้ว

แต่อารมณ์ยินดีทั้งหมดค่อยๆจางหายไปทันทีเมื่อฉันเห็นสายตาของเดรโก

“เร็วๆล่ะ” สเนปว่า

“ค่ะ ศาสตราจารย์” ฉันกล่าว เดรโกไม่ได้หยุดรอฉัน เขาเดินออกไปทางห้องพยาบาลทันที ฉันกัดริมฝีปากและเริ่มเดินตาม

“มิสเกรนเจอร์”

ฉันหันกลับไปตามเสียงเรียกของสเนป

“ถ้าเธออยากได้ความช่วยเหลือใดๆเกี่ยวกับเรื่องนั้นอีกล่ะก็” เขาชูไม้กายสิทธิ์ขึ้น “อย่าลืมเรื่องรูปวาดล่ะ”

หัวคิ้วของฉันขยับเข้าหากันอย่างมึนงง แต่สเนปไม่ได้อธิบายเพิ่ม เขาหันกลับไป เดินลงไปตามโถงทางเดิน กองหนังสือลอยตามหลังเขาไปด้วย

ฉันเลิกสนใจ และเดินตามเดรโกที่อยู่ด้านหน้า กำลังจะเลี้ยวเข้าตรงหัวมุม ฉันก้าวเร็วขึ้นเพื่อให้ตามทัน และในที่สุดก็เดินอยู่ข้างๆเขา

ไม่มีใครพูดอะไรสักคำ เสียงฝีเท้าของพวกเรากระทบพื้นหิน ฉันเหลือบมองใบหน้าของเขา ขณะที่พวกเราเดินผ่านใต้คบไฟ

ดวงหน้าของเดรโกซีดขาว รอยดำคล้ำปรากฏอยู่ใต้ดวงตาสองข้าง มือซ้ายถือไม้กายสิทธิ์ไว้ ฉันกลืนน้ำลาย เริ่มจะเชื่อขึ้นมาว่ากระดูกของเขาหักจริงๆ

“เจ็บไหม?” ฉันกระซิบถาม

“เจ็บ” เดรโกตอบห้วนๆ

กลุ่มเด็กนักเรียนบ้านเรเวนคลอที่เดินผ่านมา ทุกคนต่างพูดคุยและหัวเราะอย่างมีความสุข และกำลังกลับไปยังหอนอนของตนเอง ทำให้ฉันต้องรีบทิ้งระยะห่างออกมาอยู่ข้างหลังเขาแทน เหมือนว่าพวกเราไม่ได้มาด้วยกัน พวกเขาไม่ได้มองมาที่เราแม้แต่นิดเดียว ฉันเร่งฝีเท้าให้ทันเดรโก เมื่อพวกนั้นเดินผ่านไปแล้ว เดรโกไม่ได้มองหน้าฉันเลย

เสียงฝีเท้าค่อยๆดังขึ้นมาจากห้องโถง เป็นสัญญาณว่าทุกคนต่างทานมื้อเย็นกันเสร็จเรียบร้อย และกลับไปยังห้องนั่งเล่นรวมของแต่ละบ้าน ฉันถอยออกไป เดินให้ห่างจากเดรโกตามเดิมเพื่อลดการเป็นจุดสนใจ และพวกเราต่างทำมันได้ดีเสียด้วย

ฉันพยายามเหลือบมองเดรโก พยายามจะมองใบหน้าของเขาโดยตรง แต่มันล้มเหลว เดรโกไม่ได้หันมาทางฉันเลย คำถามมากมายวนเวียนอยู่ในสมอง มันทำให้กระเพาะอาหารหมุนบิดเป็นเกลียว

เขาจะไม่ให้ความสนใจกับฉันแม้แต่นิดเลยหรือ? หรือเดรโกแค่กำลังเล่นละครตบตาอย่างแนบเนียนที่สุด? หรือเขาอาจกลับไปยังตัวตนที่แท้จริงของเขา?

หรือฉันจะเสียเขาไปแล้ว?

ลมหายใจของฉันฉันยกมือกุมหน้าอกไว้อย่างไม่รู้ตัว ความคิดนั้นทำให้ฉันสำลัก เขาขมวดคิ้ว หันหน้ามาหาฉันในที่สุด ฉันหันกลับไป พยายามสบดวงตาสีฟ้าเข้ม แต่เดรโกหันหน้าหนีก่อนที่ฉันจะทำอะไรได้ ความจุกเจ็บแทรกขึ้นเป็นริ้วๆในหน้าอก

เดรโกเดินช้าลง แต่ยังไม่พูดอะไรออกมา และไม่ได้มองหน้าฉัน เพียงแต่ขยับเข้ามาใกล้ฉันมากขึ้น จนไหล่ของพวกเราอยู่ห่างกันแค่ไม่กี่นิ้ว ฉันมองไปรอบๆ เพิ่งสังเกตว่าเราเข้ามาในส่วนที่ฉันไม่เคยเห็นในปราสาทนี้ และในที่สุดพวกเราก็ถือบันไดเข้าสู่ปีกของห้องพยาบาล

ฉันและเดรโกเดินขึ้นไปได้ครึ่งทาง ตอนที่เขาเซลงอีกด้าน ร่างกายของเขาเอียงไปอีกฝั่งหาราวบันได ฉันเอื้อมมือออกไป คว้าแขนเขาไว้ได้ทัน เดรโกสบถ ใบหน้าแสดงออกอย่างไม่พอใจ

“ฉันขอโทษ ฉันขอโทษ” ฉันพึมพำด้วยความตกใจ

“ไม่ใช่ความผิดของเธอ มือฉันต่างหาก” เขาพูด ฉันมองลงไปที่มันและ มือของเขากลายเป็นสีขาวซีด รอยช้ำสีน้ำเงินเข้มพาดผ่านอยู่บนมืออย่างน่ากลัว

ฉันจับแขนของเขาไว้ให้มั่นคง แขนอีกข้างโอบไหล่เดรโกไว้เพื่อพยุง

“มาเถอะ” ฉันเรียก “เกือบจะถึงแล้ว มาเถอะ”

เดรโกเหมือนกำลังจะเป็นลม พวกเราจึงต้องเดินช้าลง ฉันพยุงเขาขึ้นบันไดครึ่งทางที่เหลือ จนเกือบมาถึงประตูห้องพยาบาล

น้ำหนักตัวของเดรโกพิงมาที่ฉัน ฉันขมวดคิ้ว เขาเคยแข็งแรงกว่านี้ และฉันรู้ว่ากระดูกหักมันเจ็บขนาดไหน แต่เดรโกดูเหมือนจะเป็นยิ่งกว่า เหมือนว่าร่างกายของเขาไม่ได้พักผ่อน และผ่านการทำงานหนักมาอย่างมาก

ฉันรู้ว่าต้องเป็นงานนั้นแน่

แต่เขาจะพูดถึงมันไมได้ ฉันกัดฟัน และครุ่นคิดกับคำถามของตัวเอง

แล้วพวกเราก็มาหยุดอยู่หน้าประตูห้องพยาบาล ที่ด้านหนึ่งของมันเปิดอ้าออก

“เธอทิ้งฉันไว้ตรงนี้เถอะ” เขาเอ่ยเสียงเบา ศีรษะเอียงตก สายตาจับจ้องไปยังพื้นหิน “ฉันจะเข้าไปเอง”

“นายจะไม่เป็นไรใช่ไหม?” ฉันถาม

เดรโกหัวเราะหึๆ และยิ้มให้ฉันอย่างประหลาด

“ฉันก็หวังว่าฉันจะไม่เป็นไร”

ฉันเดินตัดหน้าออกมา ขวางเขาจากห้องพยาบาล เงยหน้าขึ้น สบตาเขา เดรโกเงยหน้าและมองหน้าฉัน ดวงตาสีฟ้าสบกับดวงตาสีน้ำตาล ฉันมองลึกเข้าไป แต่ไม่เห็นร่องรอยของความเย็นชา ความเหยียดหยาม และความร้ายกาจแบบแต่ก่อน มีเพียงรอยคล้ำสีดำใต้ตาที่เด่นชัด และความเจ็บปวดของเขาผ่านริมฝีปาก

ฉันอยากจะบอกเขาเพียงอย่างเดียว อย่างเดียวเท่านั้น

แต่ประตูห้องพยาบาลอีกด้านก็เปิดออก ในห้องเต็มไปด้วยมาดามพรอมฟรีย์ และผู้คนอีกมากมายที่อยู่ด้านใน

ฉันจับมือของเดรโกขึ้นมาถือไว้ กุมไว้อย่างอ่อนโยนที่สุด และจูบลงไปบนหลังมือของเขา

เดรโกยืนพิงฉัน แตะหน้าผากของเขาเข้ากับหน้าผากของฉัน แค่เพียงแปปเดียวเท่านั้น แล้วฉันก็ปล่อยมือเขา ถอยออกไป  จับประตูไว้ให้เขาก้าวเข้าไปด้านใน

เดรโกเดินตรงเข้ามา และหยุดอยู่ใกล้ๆทางเข้า

"อ้อ อีกอย่าง” เขาเอ่ย “ศาสตราจารย์สเนปฝากให้ฉันมาบอกเธอว่าเขาเตรียมหนังสือไว้ให้เธออีกเรื่อง”

“ขอบใจ” ฉันตอบกลับ เดรโกเงยหน้ามองฉัน และก้าวหายเข้าไปในห้องพยาบาล ฉันปิดประตูตามหลังเขา และเดินกลับไปที่ห้องสมุด

 

 

เฮอร์ไมโอนี่

 

 

มาดามพรินซ์ตรงเข้ามาหาฉันทันทีเมื่อฉันก้าวพ้นธรณีประตูสู่ห้องสมุด สายตาเฉียบคมของเธอเป็นอย่างแรกที่ฉันเห็น ตามด้วยแขนผอมๆที่เอื้อมมาจับข้อมือ ฉันเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของเธอ แต่ไม่มีอะไรผิดปกติ ไม่มีร่องรอยของความสงสัย หรือความผิดหวังใดๆ

“ฉันรู้เรื่องที่เกิดขึ้นตรงบันไดแล้ว มิสเกรนเจอร์” เธอร้องออกมา และดึงฉันให้เดินไปยังโต๊ะทำงานของเธอตรงมุมห้อง “พวกเด็กเปรตนั่น!

“เรื่องนั้นเองหรอคะ มาดาม” ฉันกล่าว เดินเร็วขึ้นเพื่อให้ทันก้าวยาวๆของเธอ

“ต้องใช้เวทย์มนต์มหาศาลเลยที่จะซ่อมพวกนี้เสร็จ” เธอปล่อยมือและชี้ไปที่โต๊ะกว้างซึ่งรกไปด้วยกองหนังสือยับเยินอันน่าสงสาร มาดามหันมามองฉัน

“ฉันรู้มาว่าเธอและมิสเตอร์มัลฟอยเกิดการปะทะกันเล็กน้อยกับพวกป่าเถื่อน ตรงบันไดริมโถงทางเดิน”

“ใช่ค่ะ หนูบาดเจ็บนิดหน่อยที่ไหล่ ส่วนเดรโกมือหัก”

“ดีจริง เธอพยายามจะปกป้องพวกหนังสือ” เสียงมาดามฟังดูปลาบปลื้มและภูมิใจมาก มาดามพรินซ์นั่งลงบนเก้าอี้ ฉันเกือบจะหัวเราะออกมากับความรักหนังสือของเธอ แต่ก็รู้ว่ามาดามพูดจริง เธอยอมเสียมือของตัวเองข้างหนึ่งก็ได้เพื่อจะแลกกับการปกป้องมัน

ฉันกลืนน้ำลาย และนั่งลงข้างเธอ รู้ตัวว่าโอกาสในการหาหนังสือเล่มใหม่ท่ามกลางห้องสมุดนี้ริบหรี่ลงเรื่อยๆ

“โอ้ย เกือบลืมน่ะ” พรินซ์หันมาและหยิบหนังสือเล่มปรับปรุงของศาสตร์แห่งการโน้มน้าวใจมาให้ “ศาสตราจารย์สเนปจองนี่ไว้ให้เธอแน่ะ เธออยากจะอ่านมันอีกรอบสินะ”

“ฉัน ใช่ค่ะ ใช่” ฉันพูดตะกุกตะกัก รีบฉวยมันไว้และกอดไว้ในอ้อมแขน ดวงตาของมาดามตวัดมาที่ฉัน และมองกลับไปที่หนังสือ

“เยี่ยมมาก” เธอเอ่ยชม “และ..ถ้าเธออ่านเสร็จแล้ว จะดีมากถ้าเธอจะมาเล่าให้ฉันฟังว่ารู้สึกอย่างไรกับมัน”

ดวงตาของมาดามเต็มไปด้วยความเปราะบาง ส่องผ่านเป็นประกายในแก้วตาสีดำ ฉันยิ้มบางๆ มาดามพรินซ์ที่น่าสงสารเพียงแต่อยากมีคนคุยด้วยเท่านั้น

“ฉันรับปากค่ะ” ฉันสัญญากับเธอ “เพื่อนของฉันบางคนก็สนใจเรื่อง ไพรด์ แอนด์ พรีจูดิต เหมือนกัน พอจะมีเล่มก๊อปปี้อื่นๆของเรื่องนี้ไหมคะ

“ฉันคิดว่ามีนะ” ดวงตาของมาดามเป็นประกาย “ใครล่ะ เพื่อนผู้หญิงหรือ?”

“จินนี่ วีสลีย์ ปัทมาและปาราวตี พาติล

“น่ารักจริงๆ เด็กพวกนี้” เธอพูด “บอกพวกเขาว่าจะมายืมหนังสือไปอ่านเล่นก็ได้ และบอกฉันด้วยว่าพวกเขาคิดยังไง”

“ขอบคุณนะคะ มาดาม” ฉันเอ่ยตอบ กอดหนังสือให้แน่นขึ้น และเดินออกมาจากห้องสมุด

 

 

เฮอร์ไมโอนี่

 

 

หลังจากกล่าวราตรีสวัสดิ์กับแฮร์รี่ รอน รวมถึงจินนี่เรียบร้อย และเปลี่ยนชุดเป็นชุดนอนเสร็จสรรพแล้ว ฉันก็ปีนขึ้นเตียงนอน ปิดม่านลง เสกคาถา จุดไฟที่ปลายไม้กายสิทธิ์

ฉันวางหนังสือที่ยืมมาไว้บนหมอน กัดริมฝีปากด้านใน ชี้ไม้ไปที่หนังสือและเอ่ยคาถา

“อาพาริเซียม”

ปลายไม้จ่ออยู่หน้ากระดาษเก่าๆ ฉันเปิดผ่านแต่ละหน้าไปเรื่อยๆ มองหาทุกบรรทัด รู้ว่ามีเวลาไม่มากนักก่อนที่หมึกสีเขียวจะค่อยๆจางหายไป

เป็นเวลานานพอสมควรที่ฉันหา ฉันเปิดมาถึงบทที่ยี่สิบ แต่ยังไม่เจอข้อความของเขาสักตัว

แล้วฉันก็เจอมัน ฉันยกมือปิดปากด้วยความตกใจ หลับตาปี๋ ความรู้สึกอย่างเป็นสุข ความผ่อนคลายและความเจ็บปวดแทรกซึมเข้ามาที่หน้าอก

 

“ชายหนุ่มไม่สามารถรักษาความเจ็บปวดของตนเอง จากความซื่อสัตย์ของเขาที่มีต่อหญิงสาวได้ เขาไม่ควรจะทำ และเขาไม่สามารถทำได้”

 

 

คืนนั้น ฉันนอนหลับไปกับหนังสือที่ถูกกอดไว้แนบหน้าอก และเป็นครั้งแรกในเวลายาวนาน ฉันไม่ได้ร้องไห้ แต่ความเจ็บปวดที่มีนั้นทำให้ฉันหวังว่าจะร้องไห้ออกมาได้

แต่ถ้าเดรโกยังอดทนกับเรื่องพวกนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ฉันเองก็ต้องทำให้ได้เหมือนกัน

 

ชายหนุ่มไม่สามารถรักษาความเจ็บปวดของตนเอง จากความซื่อสัตย์ของเขาที่มีต่อหญิงสาวได้

 

เขาไม่ควรจะทำ

 

และเขาไม่สามารถทำได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เจน ออสติน เป็นนักเขียนนิยายเรื่องไพรด์ แอนด์ พรีจูดิตค่ะ เรื่องที่เดรโกอ่านในห้องต้องประสงค์ และคนแต่งคนเดียวกับที่เดรกเอาหนังสือมาให้เฮอร์อ่านในตอนนี้นั่นแล

 

กลับมาแล้วค่า สวัสดีปีใหม่ไทยรีดเดอร์ทุกท่านเด้ออ ไปเล่นน้ำสงกรานต์ที่ไหนกันมาไหมเอ่ย?

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 112 ครั้ง

481 ความคิดเห็น

  1. #453 piinkhyun (@piinkhyun) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 15 มกราคม 2563 / 15:22
    สเนปคือดี
    #453
    0
  2. #440 N_Ahgase&Army (@0804452409) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2562 / 22:13
    คุยกันแแบนี้มันก็ตื่นเต้นไปอีกแบบนะ5555
    #440
    0
  3. #425 Tarantallegra (@Tarantallegra) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2562 / 11:32

    เหมือนเป็นเส้นขนานที่ไม่มีวันบรรจบ

    #425
    0
  4. #386 POPPIN-s (@zigetab3v) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 20 กันยายน 2561 / 16:41
    สเนปปปปปป ไปรู้อะไรมาไหมมีความช่วยด้วยยย
    #386
    0
  5. วันที่ 28 กรกฎาคม 2561 / 19:15
    ห่างกันเพียงเอื้อมมือที่แท้ทรูอะ ต้องขอบคุณสเนปที่ช่วย ฮืออออ
    #280
    0
  6. #246 kuychai (@kuychai) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2561 / 16:09
    ฮืออออ
    #246
    0
  7. #186 l!i:.นู๋ นิ้ ง.:i!l (@ninko) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2560 / 18:18
    เศร้าอ่าาา รักกันแล้ว แต่ต้องเเสร้งไม่รักกัน แง้
    #186
    0
  8. #118 Smlielyy (@M3636) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 18 เมษายน 2560 / 22:36
    สงสารทั้งคู่เลยงื้ออ รออ่านน้า
    #118
    0
  9. #117 JACKAPPLE (@kimrosaryrose) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 18 เมษายน 2560 / 17:49
    อยากรู้ว่าทำไม สเนปถึงช่วย
    #117
    0
  10. #116 juliet! !! (@juliet1992) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 18 เมษายน 2560 / 07:48
    สงสารทั้งคู่จัง แต่ก็เข้าใจว่าทั้งคู่ต้องทำแบบนี้ทำไม ฮืออ หน่วงจริงๆ ><
    #116
    0
  11. #115 until you (@pimtian) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 17 เมษายน 2560 / 23:22
    ร้องไห้หนักมาก ชอบ p&p มากกกกก เห็นแบบนี้ยิ่งอินมากกว่าเดิมอีก ;;
    #115
    0
  12. #114 Memoris S'Misa (@misakikawaichi68) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 17 เมษายน 2560 / 22:00
    ห่างกันเพียงเอื้อมมือ แต่อยู่ไกลแสนไกล~~~
    โอ้ยยย แซด แทน ;....; ฉากจูบคือ สงสารเฮอร์
    #114
    0
  13. #113 Misst (@aliza-ze) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 17 เมษายน 2560 / 15:40
    ร้องไห้หนักมาก
    #113
    0
  14. #112 Sabrina Darchelle (@poupe_sama) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 17 เมษายน 2560 / 14:54
    ฮือ สงสารเดรกะเฮอร์มาก อุตส่าห์ใจตรงกันแล้วแตาก็ทำอะไรไม่ได้ เจอหน้ากันทุกวันแท้ๆ
    #112
    0
  15. #111 tuktahiper (@tuktahiper) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 17 เมษายน 2560 / 14:50
    บีบหัวใจมาก แบบอยู่ใกล้กันแค่เอื้อมมือแต่ก็ทำตามหัวใจไม่ได้
    #111
    0
  16. #110 Ragend (@tonchabub) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 17 เมษายน 2560 / 14:16
    ใช่เรื่อง persuasion รึเปล่าคะ เราติ่งเจนหนักมาก 555// ไรท์แปลดีมากจ้า รออยู่ตลอดเลยยย อิอิ
    #110
    1
  17. #109 K'CHW (@chawalin2833) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 17 เมษายน 2560 / 14:10
    อึดอัดใจ แบบใจจะขาด อยู่ใกล้กันแค่เอื้อม แต่ไม่สามารถทำตามที่ใจอยากทำได้
    #109
    0