(Dramione) What The Room Requires

ตอนที่ 2 : 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,532
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 187 ครั้ง
    20 พ.ย. 59

 

เดรโก POV 

ผมสะดุดล้ม ยัยโง่นั่นตามเข้ามาติดๆอย่างผลีผลามและล้มทับหลังผมเต็มๆ ไม้กายสิทธิ์ที่เคยอยู่ในมือผมตอนนี้กระเด็นไปอยู่บนพื้นหิน ไกลถึงครึ่งห้อง และหายไปในความมืด ทำให้ผมก่นด่าเป็นภาษาฝรั่งเศสกับอิตาเลี่ยนก่อนจะลุกขึ้นยืน ความเจ็บที่ข้อศอกและหัวเข่าทำให้ผมนิ่วหน้า ผมมองไม่เห็นอะไรเลย ไม่แม้แต่มือของผมที่อยู่ตรงหน้า 

"เยี่ยมมาก! เกรนเจอร์!" ผมตะโกน เสียงของตัวเองสะท้อนไปทั่วผนัง "เธอทำไม้หลุดมือฉัน!" 

"นายเอาไม้ออกมาทำไม" เธออ้าปากหอบ คลำมือหาอะไรสักอย่างที่อยู่ทางซ้ายของฉัน 

"ออกมาฆ่าเธอมั้ง" 

"อะไรนะ?" เธอตะโกน "นี่นายจะ-" 

"ให้ตาย ช่างมันเถอะน่า" ผมคำราม "ฉันคิดว่าฉันแค่ต้องการแสงในห้องบ้าๆนี่" 

"โอ้" เธอพูดขึ้นอย่างนึกขึ้นได้ "ลูมอส!" 

ไม่มีอะไรเกิดขึ้น 

"เอามาให้ฉันนี่" ผมยื่นมือออกไปในทางที่ผมคิดว่าเธอยืนอยู่ 

"ไม่!" เธอถอยหลัง ผมได้ยินเสียงเธอชนกับกำแพง แปลว่าประตูหายไปแล้ว 

"เลิกทำตัวเป็นเด็กแล้วเอาไม้มาให้ฉันเดี๋ยวนี้!" ผมคำราม เอื้อมมือออกไปคว้าเอาไม้ของเธอมาไว้ในมือขวา และเสกคาถา "ลูมอส!" 

ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มี แม้แต่อย่างเดียว หรือแม้แต่ประกายแสงเล็กๆ เหมือนกับผมยืนถือไม้ธรรมดาแท่งหนึ่งไว้ในกำมือ ผมสะบัดมัน 

"ไม้เธอเป็นอะไรหรือเปล่า?" 

"ไม้ฉันไม่ได้เป็นอะไรเฮอร์ไมโอนี่หอบ เสียงของเธอแหบและสั่นจากความหงุดหงิด "เอาไม้ฉันคนมาเดี๋ยวนี้!" 

"ก็ได้" ผมยื่นไม้ไปให้เธอ แต่มันชนเข้ากับหิน และหลุดออกจากมือ กลิ้งหายไปในความมืดที่ไหนสักแห่ง 

"มันหายไปไหน? เดรโก ไม้ของฉัน?" เธออ้าปากค้าง คลำหาไม้ด้วยมือของเธอ ผมไม่ได้ตอบ หรี่ตาเพ่งหาที่มาของลำแสงเล็กๆ จะแสงเทียนหรืออะไรก็ได้ แต่ไม่มีเลย และจากเสียงสะท้อนกับเสียงแหลมๆของเธอบอกเราได้ว่าห้องนี้ว่างเปล่า ไร้ที่สิ้นสุด 

"มันอยู่ไหน" เฮอร์ไมโอนี่ร้อง "ฉันหาไม่เจอ!" 

"ฉันก็หาของฉันไม่เจอเหมือนกันล่ะน่า!" ผมตะโกนใส่ กำมือแน่น 

"นายได้ลองหาหรือเปล่าล่ะ?" 

"ลองหา ฉันจะหาได้ยังไง? ในเมื่อมันมืดตื๋อขนาดนี้!" 

"ฉันรู้! แล้วนายได้ลองหาหรือเปล่าล่ะ?" 

"แล้วจะหาไปทำไม?" ผมเถียง "ในเมื่อมันใช้ไม่ได้ในนี้!" 

"ทำไมมันถึงใช้ไม่ได้ล?" 

"ฉันจะไปรู้หรอ?" 

"นายคิดยังไงถึงได้เข้ามาในนี้?" เธอถาม ผมลองเดินไปรอบๆตามเสียงของเธอ แต่ก็ยังไม่เจอเธอ 

"ฟังนะ ถ้าเธอพยายามจะหาว่าฉันเปนไอ้งั่ง-" 

"ฉันไม่ได้จะว่านาย" เธอโต้ให้ "ฉันกำลังพยายามหาว่าตอนนี้เราอยู่ที่ไหน!" 

"ในห้องต้องประสงค์" ผมตอบกลับ 

"ฉันรู้น่า!" 

"หยุดตะโกนซะที!" 

"นายสิหยุดตะโกน!" 

"เกรนเจอร์ ถ้าเธอไม่หุบปาก ฉันจะ-" 

"เงียบก่อน.." 

"เธอพูดว่าอะไรนะ" ผมถาม เริ่มกลัวขึ้นมานิดๆ 

"เงียบก่อน" 

"เฮ้ ฉันไม่ได้จะ-" 

มือของเธอจับที่ข้อมือผม ทำให้ผมสะดุ้ง พยายามจะสะบัดออก 

"ฟังก่อน" เธอกระซิบ ผมลองนิ่งตามที่เธอพูด ยังคงไม่ได้ยินเสียงอะไรในตอนแรก และเกือบจะเหวี่ยงเธอข้ามห้องไปแล้วเชียว.. 

จนกระทั่งแสงสีส้มปรากฎขึ้นตรงข้ามฝั่งของห้อง- ห้องที่กว้างเกือบจะเป้นสามเท่าของห้องโถงในบ้านผม ผมหรี่ตา สายตายังไม่ปรับเข้ากับแสงสว่าง เฮอร์ไมโอนี่จับแขนผมไม่ปล่อยมือ 

"นั่นอะไรน่ะ?" เธอกระซิบ แล้วก็เงียบลงทันที ผมไม่พูดอะไรออกไป มีเสียงเกิดขึ้นพร้อมกับแสงที่เจิดจ้าขึ้น เสียงขูดขีด เสียงหวีด แล้วก็เป็นเสียงกรีดแหลมสูงจนกระทบเพดานห้อง 

เลือดในตัวผมเย็นเฉียบ ผมพยายามคุมตัวเองไม่ให้สั่น แทบจะสำลักน้ำลายตัวเอง ผมเดินถอยหลังออกมา 

"เดรโก นั่นมันอะไร?" 

"ก็อบลินภูเขา" ผมตอบผ่านไรฟัน ตัวแข็งทื่อเหมือนกล้ามเนื้อถูกตรึงให้อยู่กับที่ 

"ก็อบลินภูเขา?" เธอทวนคำอย่างงุนงง "ในปราสาทเนี่ยนะ?" 

ผมตอบเธอไม่ได้ ไม่แม้แต่จะขยับตัวด้วย 

"เราควรจะหนีใช่ไหม?" แขนสองข้างของเธอจับที่ข้อมือผม แสงสีส้มเจิดจ้ากว่าเดิม จนเริ่มเห็นผนังของห้อง ที่ไม่ใช่ผนังไปเียทั้งหมด แต่เป็นก้อนหินกองอยู่รอบๆเหมือนในถ้ำ และทันใดนั้นก็ปรากฎเงาสีดำคืบคลานเข้ามา เสียงหัวเราะและคำรามดังขึ้นมาทางพวกเรา 

"เดรโก ทำยังไงดี วิ่งหนีเลยดีไหม?" 

เสียงคำรามเริ่มกลายเป็นเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว 

พวกมันเห็นเราแล้ว 

ผมพยายามอย่างสุดความสามารถ แต่กล้ามเนื้อไม่ขยับเลยสักส่วน หัวใจของผมเต้นแรงจนรู้สึกถึงชีพจรเต้นตุบๆที่คอ 

"เดรโก?" 

"อืผมตอบรับ แต่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ 

"มาเร็ว!" เธอกระชากแขนผมและหมุนตัว ลากผมไปในทางตรงกันข้าม สิ่งถัดมาคือก็อบลินที่แตกตื่นและวิ่งมาทางพวกเรา พวกมันตามมาติดๆอยู่ที่ข้างข้อเท้า ทั้งขู่ คำราม แยกเขี้ยว ผมบังคับขาตััวเองที่แข็งไปแล้วให้วิ่ง ถึงผลลัพธ์ที่ตามมาคือการล้มหน้าทิ่มลงในความมืด มีนิ้วของยัยเลือดสีโคลนกำอยู่รอบข้อมือ เป็นสิ่งเดียวที่คอยนำทาง 

"มาเร็ว!" เธอเร่ง ผมขยับขาให้ไวขึ้น ก็อบลินคว้าชายเสื้อของผมไว้ได้ เล็บคมๆของมันข่วนหลังผม ทำให้ลมหายใจติดขัดเหมือนโดนมีดแทง ผมหลับตาปี๋ และออกวิ่งให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

และข้างหลังผม สิ่งมีชีวิตที่น่าเกลียดน่ากลัว พวกมันทั้งร้องเพลง ขู่ ตะคอก คำราม และเริ่มผุดออกมามากขึ้นเรื่อยๆ 

จับมัน! จับมัน! หวดมัน! 

จับมันไว้ให้มั่น! หักคอมัน! 

และลงไปในเมืองก็อบลิน 

เริ่มจากหล่อน ท่านหญิงของข้า! 

สู้มัน! สู้มัน! ปะทะมัน! ทำลายมัน! 

ด้วยค้อนและลูกตุ้ม! ที่เคาะจังหวะและฆ้อง! 

กระแทก กระแทก ลงไปใต้พื้นดิน! 

โฮ โฮ ท่านหญิงของข้า! 

"เดรโก" เฮอร์ไมโอนี่พูดกระหืดกระหอบ จังหวะเดียวกับที่ผมเกือบหกล้ม ก็อบลินตัวนึงหายใจรดแผ่นหลัง มันอยู่ใกล้จนผมได้กลิ่นเหม็นสาป 

"เดรโก ฉันเห็นอะไรบางอย่าง!" 

"ไหน?" ผมร้องออกไป ลืมตาขึ้นดูอีกครั้ง 

"นั่น!" เธอพูด และไกลออกไปจากพวกเรา ผมเห็นลำแสงเล็กๆ ในตอนนั้นเท้าของผมไม่ได้ย่ำบนพื้นหินอีกแล้ว แต่เหมือนเหยียบบนพื้นดินและลูกสน แล้วพวกเราก็ออกมา อยู่ท่ามกลางต้นไม้มากมาย พวกเราอยู่ในป่า 

แต่ก็อบลินพวกนั้นยังตามมาติดๆ 

หวดเข้าไป  ทุบมัน! ฟาดแส้มัน! 

สู้มัน ฟาดมัน ให้มันคร่ำครวญและร้องไห้! 

ทำงาน ทำงาน อย่าได้คิดหนี 

ก็อบลินสำราญ และหัวเราะเยาะ 

ทั่วทั้งใต้พื้นดิน 

ข้างใต้ท่านหญิงของข้า! 

"เกือบ..แล้ว.." เฮอร์ไมโอนี่หอบ กำมือรอบข้อมือผมแน่นขึ้น ตอนนี้ผมเริ่มเห็นทางข้างหน้าพวกเรา กว้าง เต็มไปด้วยลูกสน แสงที่ส่องออกมาแปลกไปกว่าเดิม ไม่เหมือนตอนอยู่ในถ้ำก็อบลิน มันเจิดจ้ากว่า กว้างกว่า.. 

ฟันของก็อบลินกัดโดนหูผม ผมร้องลั่น ตวัดมือใส่พวกมัน ชกใส่เนื้อของพวกก็อบลิน และก็อบลินอีกตัวฝังเขี้ยวเข้าที่ขาผม ผมคำราม ความเจ็บเหมือนถูกเผาไหม้เกิดขึ้นที่ขาและหลัง เฮอร์ไมโอนี่เหวี่ยงผมออกไปข้างนอก- 

แล้วผมก็ออกมานอกป่า ดวงตาพร่ามัวในแสงสีเหลืองทอง ความเจ็บจากแผลที่ขาหายไปเหมือนปลิดทิ้ง ผมก็เห็นท้องฟ้าสีฟ้า กับทุ่งหญ้าสีเหลือง จากนั้น ผมล้มลงบนพื้นดิน 

ไม่มีเสียงใดๆต่อจากนี้ นอกจากเสียงลมพัดหวีดหวิวผ่านต้นหญ้าสูงท่วมหัว ผมนอนอยู่อย่างนั้นสักพัก นอนอย่างขยับไม่ไหว ได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นดังอยู่ในหูและเสียงกระซิบของสายลม ผมลืมตาขึ้น 

ผมนอนคว่ำหน้าอยู่บนทุ่งข้าวบาร์เล่ย์ รวงข้าวสีทองติดเต็มใบหน้าและฝ่ามือ ผมสูดหายใจ กำมือรอบใบหญ้าแห้งๆ สูดกลิ่นกลิ่นดินเปียกชื้น กลิ่นฟางแห้งที่หอมหวานเข้าเต็มปอด ผมขมวดคิ้วและลุกขึ้นนั่งช้าๆ 

สายลมอุ่นๆพัดปะทะใบหน้า ผมหลับตาลงและลืมตาขึ้น ดวงตายังไม่ปรับเข้ากับแสงจ้าเกินไปแบบนี้ ผมลูบหน้าตัวเองและมองไปรอบๆ 

ผมนั่งอยู่ตรงกลางของทุ่งข้าวสีเหลืองทอง ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆ ต้นข้าวไกลสุดหูสุดตาเท่าที่ผมจะมองเห็น แต่ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่แตกต่าง ไม่ไกลออกไปมีต้นไม้ต้นหนึ่งตั้งอยู่ สวยงาม แต่ช่างเป็นที่ที่ไม่เหมาะกับมัน ต้นวิลโลว์จอมหวดพิงอยู่ข้างๆหุบเขา ผมหรี่ตาลง เคยเห็นที่ไหนมาก่อนหรือเปล่านะ..?? 

ผมมองกลับไปข้างหลัง ข้างหลังของผมเป็นป่าสีดำมืดทึบ เหมือนกำแพงที่มีแต่เหล็กกล้า นั่นเป็นทางที่พวกเราเพิ่งออกมา เหมือนอุโมงค์ลอดใต้ภูเขา ป่าดูมืดและเงียบสงบ ฝูงก็อบลินหายไปแล้ว มันไม่ได้ตามพวกเราออกมา 

ผมลุกขึ้นยืน และมองออกไปทางต้นวิลโลว์จอมหวด สายลมพัดหวีดหวิวผ่านตัวผม แต่ไม่มีเสียงนกสักตัว มีแต่เสียงสายลมเสียดสีกับทุ่งข้าว ผมมองลงไปที่ชายเสื้อ หวังจะได้เห็นเสื้อผ้าหลุดลุ่ยและรอยแผล แต่ก็ไม่มี ขาและชายกางเกงของผมยังปกติดี 

อะไรบางอย่างหล่นลงดังโครมข้างๆตัวผม ผมหันไปมอง- 

และเห็นเกรนเจอร์นั่งอยู่กับพื้น ฟางข้าวติดอยู่เต็มผม เสื้อสเวตเตอร์และเนคไทของเธอหลุดลุ่ย เธอมองไปรอบๆ ทางป่าที่ดำมืด และทางต้นวิลโลว์จอมหวด แล้วเธอก็ขมวดคิ้ว 

"นี่พวกเราอยู่ที่ไหนกัน?" 

"แล้วทำไมเธอถึงคิดว่าฉันจะรู้?" ผมตอบอย่างหัวเสีย เดินตรงไปข้างหน้า 

"นายกำลังจะไปไหน?" ผมได้ยินเสียงเธอลุกขึ้นและเดินตามหลังผม 

"ออกไปให้ห่างจากเธอ" 

"นายจะไปหาประตูรึไง" เธอถาม "นายจะออกไปได้ยังไงทั้งที่ไม่มีไม้กายสิทธิ์" 

"ก็วิธีง่ายๆ" ผมตอบ "อย่างเช่นมองหามันไง" 

"พวกเราติดอยู่กลางทุ่ง" เธอร้อง "เดรโก หยุดนะ" 

"ไม่" 

"เดรโก นายต้องบอกมาเดี๋ยวนี้ว่าทำไมเราถึงมาอยู่ที่นี่" 

"ไม่ ฉันไม่ตอบ" ผมเถียงเธอ หมุนตัวกลับไปและมองเธอด้วยสายตาน่ารังเกียจ "นี่มันความผิดของเธอ ถ้าเธอไม่ได้ตามฉันมาจนมาถึงที่นี่ พวกเราก็ไม่ต้องติดอยู่ในนี้" 

ผมหันกลับมาอีกครั้ง ย่ำเท้าออกไปทางต้นวิลโลว์ ไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่าทำไมผมถึงเดินไปทางนั้น 

"เดี๋ยว" 

ผมก้าวช้าลงและมุ่นคิ้ว มองข้ามไหล่ของตัวเอง เลิกคิ้วขึ้น สายตาของเฮอร์ไมโอนี่กำลังมองอยู่ที่พื้น 

"อะไร?" ผมถาม เธอสบตาผม 

"ฉันเคยได้ยินเพลงนั้นมาก่อน" 

ผมหันกลับไปมองเธอ 

"เพลงอะไร?" 

"เพลงของก็อบลิน" เธอตอบ 

"ดูเธอจะหมกมุ่นกับก็อบลินมากนี่ ใช่มั้ย เกรนเจอร์?" ผมเหน็บ 

"อย่ามางี่เง่าน่า ฉันเคยได้ยินจากที่ไหนมาก่อน!" เธอยืนยัน และมองผมด้วยสายตางุนงง "ฉันคิดว่ามาจาก..หนังสือ?" 

ผมหยุดและกลืนน้ำลาย 

"ใช่ ใช่มั้ย?" เธอก้าวมาหาผม "โทลเคน?" 

ดวงตาของผมเป็นประกาย 

"เขาเป็นพ่อมดผมพูดขึ้นทันที "เธอรู้เรื่องเกี่ยวกับ-" 

"เดอะฮอบบิท?" เธอต่อจนจบ ผมมองหน้าเธอ เห็นสีหน้าของเธอดูดีขึ้น 

"ใช่ มันมาจากฮอบบิทตอนที่ทุกคนยกเว้นแกนดัลฟ์โดนก็อบลินจับตัว ตอนที่พวกเขาหลบอยู่ในถ้ำเพราะพายุ!" 

ผมพยายามมองเธอด้วยสายตาที่คิดว่าจะทำให้เธอกลัว แต่ก็ไม่เป็นผล ดังนั้นผมเลยหันกลับไปทางเดิมและเดินต่อ ผ่านทุ่งข้าวบาร์เล่ย์ ไปในทางต้นวิลโลว์จอมหวด 

"นายไม่เข้าใจรึไง?" เธอพูดต่อ "ห้องต้องประสงค์มีเวทย์มนต์ที่รู้ความคิดของพวกเรา มันรู้ว่านายอ่านเดอะฮอบบิทเธอเดินไล่หลังผมมา มองผมด้วยสายตาแปลกๆ "มันรู้ว่านายกำลังคิดถึงก็อบลิน" 

"ฉันเปล่า!" ผมยืนยัน 

"ฉันก็เปล่าเธอพูดเสียงเบาลง "เหมือนห้องมันรู้ว่านายกลัวอะไร.." 

"ฉันไม่ได้กลัวผมโพล่งออกไป แต่เธอไม่ได้ฟัง 

"คำถามก็คือ.. ทำไมมันถึงอยากทำให้นายกลัว?" เธอพึมพำ 

"มันเป็นแค่ห้องน่า เกรนเจอร์ผมพูด "ไม่เห็นจะสำคัญเลยสักนิดผมเงยหน้า หัวเราะเยาะใส่ห้องฟ้าที่ว่างเปล่า "เธอมันก็แค่มักเกิ้ลธรรมดา ไม่รู้เลยล่ะสิว่าเวทย์มนต์มีกฎของมัน" 

"หมายความว่าไงเธอเดินมาหยุดอยู่ข้างๆผมพอดี มองหน้าผมอย่างไม่ละสายตา 

"เธอมันจอมตื๊อจริงๆ รู้ตัวไหม?" ผมถลึงตาใส่ 

"นาย หมายความ ว่า ยังไง?" เธอพูดเน้นคำ 

ผมหยุดเดิน มันเหมือนกับว่าที่ผ่านมาผมไม่ได้เข้าใกล้ต้นวิลโลว์ขึ้นเลยสักนิด 

"ฟังนะ สาวน้อยผมพูดเสียงต่ำ "ห้องต้องประสงค์เอาคำขอร้องจากความคิดเธอออกมาและทำมันให้เป็นจริง ถูกต้องมั้ย?" 

เธอมองผมอย่างพิจารณา ดวงตาสีน้ำตาเป็นประกาย คิ้วย่นขึ้น ผมขบฟันเข้าหากัน 

"โดยปกติแล้ว เวลาที่คนเราจะอยากได้อะไรสักอย่าง พวกเขาจะคิดถึงมัน คิดถึงสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวอย่างแน่วแน่ผมอธิบาย รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นศาสตราจารย์สเนปกำลังอธิบายอะไรก็ตามใส่กะโหลกหนาเตอะของพอตเตอร์ "แต่จิตใจเธอไขว้เขว ไม่มั่นคง มีความคิดสักพันอย่างแล่นอยู่ในหัวเธอตอนที่เธอผ่านเข้าประตูมา เธอเซ่อซ่าเหมือนอลิซที่หลงเข้ามาในวันเดอร์แลนด์ผมชี้หน้าเธอ "นั้นแค่สิ่งที่จะเกิดขึ้นถ้าเธอเข้ามาคนเดียว ไม่ใช่คนสองคนเข้ามาพร้อมกับไม่รู้อะไรเลยในหัวว่าจะขออะไรดี" 

"วันเดอร์แลนด์เธอทวนคำผม เหมือนนึกอะไรบางอย่าง 

"ไม่ก็เนเวอร์แลนด์ผมพูดเบาๆ เดินต่อไปเข้าหาต้นวิลโลว์อีกครั้ง ย่ำเท้าผ่านต้นหญ้าที่ขึ้นสูง "เนเวอร์มาจาก ไม่มีทางที่จะหาประตูเจอ" 

"ทำไมนายถึงคิดว่าจะไปทางนั้นล่ะ?" เฮอร์ไมโอนี่เรียก "ประตูอยู่ทางนี้" 

"แล้วทางนั้นมันดูดีกว่ารึไง?" ผมชี้ไปในป่ามืดๆที่เราเพิ่งออกมา "อยากไปก็ไปเลย ฉันไม่ห้ามเธอหรอก" 

เธอไม่ได้พูดอะไรสักพักหนึ่ง ก่อนจะตะโกนใส่ผม 

"ก็ได้! ไม้ฉันก็หล่นอยู่ในนั้นเธอหยุด แล้วก็พูดต่อ "มัลฟอย นายรู้รึไงว่าไปทางนั้นแล้วมันจะได้อะไรขึ้นมา" 

"ฟังนะ เกรนเจอร์ผมเริ่ม หันหน้าไปหาเธออีกครั้ง "เธออยากจะทำอะไรก็ทำ แต่ฉันไม่มีทางที่จะกลับไปในนั้นอีกแน่ผมชี้ แล้วทำสัญลักษณ์ไล่เธอไปในป่ามืดๆ "ไปสิ" 

เธอมองผมอยู่ครู่นึง ยืนอยู่ในทุ่งข้าวที่สูงถึงเอว แล้วเธอก็หมุนตัวหายกลับเข้าไปในป่า ผมยาวหยักศกสะบัดตามหลัง ผมกลอกตา ในที่สุดก็เอายัยตัวปัญหานี่ออกไปได้สักที 

ผมยังคงเดินไปหาต้นวิลโลว์ ได้ยินเสียงกระซิบของสายลมอยู่รอบๆตัว ผมขมวดคิ้วมองทิวทัศน์ พื้นที่สีอ่อนสว่าง นุ่มนวล มีต้นวิลโลว์ปรากฎอยู่ลิบๆ ผมเคยมาที่นี่มาก่อนรึเปล่านะหรือแค่คิดไปเอง? 

ในที่สุดก็ถึงต้นวิลโลว มันใหญ่กว่าที่เคยเห็นจากที่ไหนๆ สูงกว่าต้นวิลโลว์จอมหวดหน้าโรงเรียนถึงสองเท่า แต่ต้นนี้ดูไม่เหมือนต้นไม้ที่จะหวดผม ใบไม้เขียวชอุ่ม บางส่วนร่วงหล่นอยู่ตามพื้น ความทรงจำหวนกลับมาอีกครั้ง ผมลังเล แล้วก็ตัดสินใจเดินเข้าไปใต้ร่มเงาของต้นไม้ 

เสียงกรีดร้องของสิ่งมีชีวิตดังขึ้น ผมหมุนไปรอบๆ หัวใจเต้นแรงเร็ว เสียงดังขึ้นเป็นครั้งที่สอง มันมาจากในป่าสีดำทะมึน เสียงนั้นฟังดูตกใจ กลัว หวาดผวา เหมือนใครบางคนกำลังจะถูกฆ่า 

ยัยเกรนเจอร์ 

ผมจับกิ่งไม้กิ่งล่างสุดและมองดูแหวนที่มือข้างซ้าย แสงอาทิตย์ส่องกระทบแหวนเงิน ผมหลับตา กัดฟันอย่างครุ่นคิด กำกิ่งไม้แน่นขึ้น 

แล้วเสียงกรีดร้องของเธอก็ดังขึ้นอีกครั้ง 

VVV 

 

เฮอร์ไมโอนี่ POV 

"นี่มันงี่เง่า ปัญญาอ่อนที่สุดฉันบ่น ปัดกิ่งไม้ให้พ้นใบหน้าในขณะที่ย่ำเท้าเข้าไปในป่า "ประตูอยู่ทางนี้ ทำไมเขาไม่-" 

เงาบางอย่างเคลื่อนไหวผ่านหน้าฉันอย่างรวดเร็ว ฉันหยุดเดิน และเงี่ยหูฟัง 

สิ่งมีชีวิต ตัวอะไรสักอย่างที่เลื้อนคลาน ผิวเรียบลื่น ลำตัวขนาดใหญ่เลื้อยผ่านพุ่มไม้ เสียงของมันดังไปทั่วป่าที่เงียบสงัด ความกลัวแล่นไปทั่วร่างกายของฉัน และแล้ว ฉันก็เห็นมัน ยาวสักสิบเมตร เคลื่อนไหวเหมือนแม่น้ำสีดำ กำลังมุ่งมาที่ฉัน ฉันกลืนน้ำลาย 

"หวัดดี?ฉันพูด ลองทำใจดีสู้เสือ ถ้าพ่อแม่มาเห็น ท่านคงคิดว่าฉันบ้าที่พูดกับตัวบ้าอะไรก็ไม่รู้ กำลังเลื้อยอยู่ที่พื้น แต่จากประสบการณ์ ครึ่งนึงของพวกนี้พูดได้ "หวัดดีมีใครอยู่ที่นั่นไหม?" 

ฟ่อออออออออออออ.. 

"ไม่เอาน่า.. ฉันถอยหลัง และสะดุดอะไรบางอย่างที่ลื่นๆเป็นเมือก ฉันร้องออกมาอย่างตกใจและพุ่งออกไปข้างหน้า  

และพบว่าพื้นดินเบื้องหน้าเต็มไปด้วยงูพิษสีดำเป็นฝูงเลื้อยพันกัน พวกมันอยู่เป็นกลุ่มอย่างหนาแน่นที่สุดจนแทบจะทับกัน พวกมันทั้งเลื้อย และขู่ฟ่อ ฉันขยับไปไหนไม่ได้ เหมือนตอนนี้กำลังยืนอยู่ในบ่อน้ำมันดิบ พวกมันหลายตัวผงกหัว ชูคอมาที่ฉัน มองฉันด้วยดวงตาสีดำแวววาว ฉันพยายามจะไม่มอง ควบคุมตัวเองไม่ให้สั่น ท้องไส้บิดเป็นเกลียว เลือดในกายฉันเย็นเฉียบ ตั้งแต่เผชิยหน้ากับบาซิลิซส์ ความคิดเกี่ยวกับงูของฉันก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง 

"นี่ไม่ใช่เรื่องจริงฉันพูดลอดไรฟัน "ไม่มีทาง ก็อบลินพวกนั้นไม่ใช่เรื่องจริง มันออกมาจากหนังสือ นี่มันไม่จริง ไม่จริง นี่ไม่มีทาง กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด!!" เสียงของฉันกลายเป็นเสียงแหลมสูงเมื่องูตัวหนึ่งเลื้อยเข้ามาพันขาของฉันตั้งแต่ข้อเท้าจนถึงน่องไว้ ด้วยลำตัวเย็นๆลื่นๆของมัน ฉันอยากจะสะบัดมันออกและวิ่ง แต่กัดลิ้นและห้ามตัวเองไว้ ถ้าฉันวิ่งตอนนี้ล่ะก็ มันต้องรุมกัดจนตายแน่ๆ 

"ออกไปเถอะ ได้โปรด!ฉันขอร้อง "ได้โปรด ออกไปเถอะได้โปรด-"  มันพันตัวเองรอบขาฉันแน่นขึ้น ฉันก้มลงคว้ามันไว้และตีมันแรงๆ 

มันฝังเขี้ยวลงในเนื้อ ข้างหลังเข่าฉันพอดี 

ฉันกรีดร้องสุดเสียงอย่างไม่เคยทำมาก่อน ความเจ็บปวดเหมือนถูกเผาไหม้แล่นไปทั่วทั้งขา ฉันก้มลงจับมันและขว้างงูออกไป เลือดของฉันอาบเต็มมือ งูทั้งหมดเลื้อยเข้ามา เสียงขู่ฟ่อของทันกลายเป็นเสียงคำราม เหมือนกำลังโกรธจัด ฉันพยายามกระโดดหนี วิ่งกลับไปที่ทุ่งข้าว แต่พวกมันเลื้อยพันแข้งพันขาเหมือนเชือก พันรอบข้อเท้า ฉันล้มลง เข่ากระแทกพื้น มือฉันลื่นไถลไปโดนงูอีกตัว ทำให้มันกัดเข้าเต็มๆ ฉันกรีดร้องออกมาอีกครั้ง พิษของมันแล่นไปทั่วทั้งแขน และอีกตัว กัดเข้าที่ข้อศอก และอีกตัวที่ต้นขา ฉันร้องไห้ น้ำตาไหลอาบแก้มในขณะที่ล้มลงกับพื้น ฝูงงูเลื้อยขึ้นมาบนตัว ฉันกำลังจะจมลงไปใต้พวกมัน 

"ช่วยด้วย!" ฉันร้อง "ช่วยด้วย ได้โปรด ช่วยฉันด้วย" 

พิษร้อนของงูแล่นไปทั่วร่างเหมือนถูกไฟเผา พวกมันรุมกัดฉันอีกครั้ง และอีกครั้ง ฉันรู้สึกเหมือนร่างกายเต็มไปด้วยพิษงู ฉันกำลังจะตาย 

"ลุกขึ้นเกรนเจอร์ ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้!" 

เสียงของเขาพร่ามัว ฉันพยายามจะทำตามที่เขาสั่ง แต่ร่างกายของฉันไม่ขยับเขยื้อน และแล้วฝ่ามือแข็งแรงก็เขาก็เข้ามายกแขนฉันให้ลุกขึ้นยืน 

พวกงูผละออกจากตัวฉัน ฉันเดินตรงไปข้างหน้า ใครบางคนโอบแขนฉันไว้รอบเอว พวกงูก็โจมตีอีกครั้ง แต่ถูกพลังที่มองไม่เห็นซัดกลับไป ฉันได้ยินเสียงดังแคร๊กหากไม่ใช่ฉันที่เป็นฝ่ายโดน แขนข้างที่โอบรัดฉันไว้ขยับอีกครั้งพร้อมกับเสียงดังแคร๊ก 

"ไอ้งูบ้า พวกนี้ นี่นะ" เสียงเดิมดังขึ้นอีกครั้งพร้อมๆกับเสียงดังแคร๊ก "เธอก็บ้าที่ทำไม้ฉันหลุดออกจากมือของฉัน!" 

แขนข้างนั้นดึงฉันถอยหลังออกไปจากฝูงงู แล้วมือสองข้างก็ดันหลังของฉันให้ชิดกับต้นไม้ 

"ดีเยี่ยมมาก ดีจริงๆเสียงนั้นพูด และฉันก็รู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างถูกกระชากออกจากหน้า 

"เธออยากให้ฉันปล่อยมันไว้ให้กัดเธอตายงั้นรึไงเขาพูดเยาะ ฉันลืมตาขึ้น และเจอกับเดรโก มัลฟอย ยืนอยู่ตรงหน้าฉัน เขาเขวี้ยงงูพวกนั้นทิ้ง งูตัวที่เพิ่งกัดหน้าฉันไปเมื่อกี้ และเขาก็เอื้อมมือมาจับงูอีกตัวที่เกาะอยู่บนหัวออกไป และอีกตัวที่พันรอบคอฉัน เขาก้มลงคว้าอีกตัวที่พันรอบขาฉันไว้ และขว้างมันออกไป 

"ไสหัวไปซะ!" เขาตะโกนใส่งูพวกนั้น หยิบท่อนไม้ที่อยู่แถวนั้นขึ้นมาขู่พวกมัน พวกงูขู่ฟ่อ มีตัวหนึ่งอ้าปากแยกเขี้ยว พยายามจะกัดเขา เดรโกหวดไม้ใส่หัวงูเต็มๆ มันมึนงงเล็กน้อย แล้วก็แน่นิ่งไป ฝูงงูทั้งหมดเลื้อยกลับไปจากที่ที่มันมา กลับไปสู่ความมืด เดรโกถอนหายใจออกมา พิษร้ายของงูหายไปจากตัวฉันแล้ว ฉันยกมือลูบแผลที่หน้า 

แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผิวของฉันยังคงเรียบเนียนเหมือนเดิม ฉันมองที่มือตัวเองที่เคยถูกปกคลุมและเต็มไปด้วยเลือด แต่มันสะอาดหมดจด 

เดรโกขว้างท่อนไม้ลง แล้วหันหน้ามาหาฉัน 

"พอใจรึยัง?" เขาเอ่ย "เธอคงพอใจในความฉลาดของตัวเองสิท่า?" 

"พอใจที่มันล่อนายให้กลับมามั้งฉันพูดเสียงค่อย บังคับตัวเองให้เลิกสั่นด้วยความกลัว เขามองมาที่ฉันอย่างดุดัน ฉันกระพริบตา น้ำตาหยดหนึ่งหยดลงบนฝ่ามือ 

"ฉันไม่เข้าใจฉันส่ายหน้า "ฉันไม่คิดเลยว่าห้องต้องประสงค์จะสร้างสิ่งเลวร้าย-" 

"นี่เธอโง่หรือฉลาดกันแน่?" เขาเหวี่ยงสองแขนขึ้นฟ้า แล้วตบหน้าตักตัวเอง "เธอ ท็อปของห้อง แต่ดันไม่รู้เรื่องพื้นๆซะงั้นเขามองฉันหัวจรดเท้า เหมือนกำลังพิจารณา "ยัยเลือดสีโคลนที่น่าสมเพช เลือดสีโคลนก็ยังเป็นเลือดสีโคลนอยู่วันยันค่ำ" 

"งั้นก็อธิบายให้ฉันเข้าใจสิฉันคำรามอย่างโมโห พยายามกลืนน้ำลาย เสียงของฉันหวาดกลัว เดรโกก้าวเข้ามาใกล้ๆ สายตาของเขาสะกดฉันให้อยู่กับที่ 

"เวทย์มนต์ไม่ใช่ทั้งพรจากพระเจ้าหรือของขวัญจากปีศาจ มันเป็นเครื่องมือเขาบอก "ถ้าฉันสะบัดไม้เขาทำท่าสะบัดมันในอากาศ "ถ้าฉันมีไม้ริมฝีปากของเขายู่ "แล้วพูดว่า แอคซิโอ ยาพิษ และฆ่าเธอซะ" เขาชี้มาที่ฉัน "นั่นทำให้คาถแอคซิโอเป็นคาถาที่ชั่วร้ายหรือเปล่า?" 

ฉันมองเขาและส่ายหน้า เขาเองก็ส่ายหน้าเหมือนกัน 

"มันไม่ใช่เวทย์มนต์ แต่มันเป็นเธอ ที่เป็นคนสร้างมัน" 

"แล้ว.." ฉันเอ่ยขึ้น สองแขนกอดตัวเองเอาไว้ "เราควรจะทำยังไงกับมัน?" 

เขามองมาที่ฉัน แล้วจึงมองไปรอบๆเราทั่วทั้งป่าอยู่นานพอสมควร ไม่ได้พูดอะไรออกมา แล้วเขาก็สูดลมหายใจเข้าจนสุดกำลัง 

"ฉันไม่รู้" 

ฉันเลิกคิ้วขึ้น 

"นายพูดเหมือนรู้" 

"ฉันไม่รู้ โอเคมั้ย?" เขาโต้กลับ จ้องมาที่ฉันอย่างดุเดือด "มันไม่เคยเกิดขึ้นกับฉันมาก่อน" 

"เดี๋ยวนะแปลว่านายมาที่นี่บ่อยๆหรอฉันก้าวเข้าไปหาเขา 

"ก็พอๆกับคนอื่นๆเขาตอบกลับ แต่เขาโกหก เขาไม่ได้มองมาที่ฉัน 

"มัลฟอย-" 

"ชู่" 

ฉันเงียบทันที และกวาดสายตาไปทั่วผืนป่า จากหางตา ฉันก็เห็นประตูที่คุ้นเคย.. 

"นั่นไงเดรโกพูดออกมา แล้วก้าวเดินเข้าไปหามัน 

"นายแน่ใจหรอ?" ฉันหรี่ตามองอย่างหวาดระแวง 

"ฉันแค่พยายามหาทางออกเดรโกตอกกลับ "ถ้าเธอไม่มา ก็ขอให้โชคดี นั่งจิบชาอย่างมีความสุขกับฝูงงูแล้วกัน" 

ฉันกัดริมฝีปากและก้าวเท้าไปในทางเดียวกับเขา แล้วก็หยุด และวิ่งเต็มกำลังไปหาเขา ลับเข้าไปในป่ามืด  


_______


เราชอบฉากวิวในทุ่งข้าวมาก ๆ ทุ่งสีเหลืองตัดกับท้องฟ้าสีฟ้า น่าจะสวยน่าดู แถมไม่มีเสียงรบกวนด้วย ดูสงบๆดี

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 187 ครั้ง

481 ความคิดเห็น

  1. #432 N_Ahgase&Army (@0804452409) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2562 / 23:37
    นี่คืออะไรมัลฟอย ปากร้อยใจดีเรอะ5555
    #432
    0
  2. #409 Tarantallegra (@Tarantallegra) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 / 23:29

    เป็นฟิคที่ภาษาดีมากๆเลยค่ะ

    #409
    0
  3. #395 P.NUT☆彡 (@PLOY_6843) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 มีนาคม 2562 / 21:14
    ชอบที่บอกว่าเนเวอร์แลนด์เพราะไม่มีทางหาประตูเจอ ตลกร้ายชะมัด
    #395
    0
  4. #372 Swip_cy (@zigetab3v) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 กันยายน 2561 / 20:42
    บรรยายจนนึกภาพตามได้เลย ไรท์เก่งมากกกๆ
    #372
    0
  5. #343 Varanya Sopha (@12913738) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2561 / 10:24
    ชอบมากกก
    #343
    0
  6. #314 cloudzel_ (@cloudzel_) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2561 / 23:38
    ชอบบบบ
    #314
    0
  7. #312 n.dc (@ceedee) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2561 / 20:00
    เรากลับมาอ่านอีกครั้งทั้งๆที่พึ่งอ่านจบไปไม่กี่วัน รู้สึกผิดที่ระหว่างทางไม่ได้คอมเมนต์ไว้ทั้งๆที่ชอบมากขนาดนี้แท้ๆ
    ไรท์แปลภาษาได้สวยและอ่านง่ายมากๆค่ะ ระหว่างที่อ่านในทำให้เราเห็นภาพบรรยากาศและความรู้สึกของทั้งคู่ได้ดีมากจริงๆ
    เดรโกในช่วงนี้กำลังเปราะบางและอ่อนแอ ดีใจมากๆที่มีเฮอร์ไมโอนี่เข้ามา ทำให้เขาได้ค้นพบว่าตนเองนั้นสามารถเลือกได้
    #312
    0
  8. #295 BeamLightyear (@BeamLightyear) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2561 / 20:51

    นักเขียนเขาดำเนินเรื่องดีมาก ไรท์ก็เเปลได้สวยอีกเหมือนเคย

    #295
    0
  9. #263 eunniexotics (@ananya_eunbyung) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2561 / 23:47
    ชอบไฟ สนุกมากค่ะ
    #263
    0
  10. #257 Miya. (@yonoop) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2561 / 22:54

    เพลินมากๆเลยค่ะ ชอบบบบ

    #257
    0
  11. #200 isabella♡ (@oxzygen) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 กันยายน 2560 / 04:34
    เกลียดงู นึกภาพออกเลยอ่ะ สีดำเหมือนอยู่ในดงน้ำมันดิบ บรึ๋ยย
    #200
    0
  12. #168 l!i:.นู๋ นิ้ ง.:i!l (@ninko) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2560 / 08:13
    แปลดีมากอะ ลื่นไหลมากเลยยย

    ดีใจที่เดรกลับมาช่วยหนูเฮอร์ ถึงจะปากร้ายก็เถอะ
    #168
    1
  13. #26 meperu (@miingcb_12) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 มกราคม 2560 / 10:51
    อ่านเพลินมากๆค่ะ
    #26
    0
  14. #7 บิลเลียส (@Ororite) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2559 / 09:58
    แปลเก่งจัง สนุกมากๆเลย
    #7
    0
  15. #6 FAH_ZzZz (@fahza345) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2559 / 01:16
    ไรท์อย่าทิ้งเรื่องนี้น้าาา รอออ
    #6
    0
  16. #2 litter girl (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2559 / 21:28
    เนื้อเรื่องน่คิดตามมากๆๆคร้าา รอตอนต่อไปนะค่ะ
    #2
    0