(Dramione) What The Room Requires

ตอนที่ 11 : 11

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,839
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 121 ครั้ง
    16 ก.พ. 60

วันที่ห้า

เดรโก

ผมตื่นขึ้นมาในเช้าวันที่ห้า กะพริบตาถี่ๆก่อนจะลืมตา และลุกขึ้นนั่ง

ผมมองดูข้อเท้าของตัวเอง เมื่อคืนผมรู้สึกตัวได้ว่าตัวเองเผลอเตะเอากองน้ำแข็งที่ประคบอยู่ออกไป และวางเท้าเปลือยเปล่าไว้บนหมอน มันอยู่ในสภาพปกติ สมบูรณ์แบบ

ผมลองยกเท้าขึ้นและขยับไปมา คิ้วย่นเข้าหากันอย่างงุนงง แผลในเช้าเมื่อวานหายสนิท ไม่รู้สึกเจ็บเลยแม้แต่เพียงนิดเดียว

เฮอร์ไมโอนี่นอนหลับอยู่ไม่ไกลจากผมเท่าไหร่นัก เธอหันหน้ามาทางผม บางที เธออาจจะพูดถูก น้ำแข็งอาจช่วยรักษาแผลได้

แต่แน่นอนว่าผมไม่มีทางบอกเธอเรื่องนั้น

ผมขยับเท้าเข้ามาใกล้ๆและทดลองด้วยการกดนิ้วโป้งที่เหนือข้อเท้า ไปจนถึงส่วนที่เจ็บที่สุด และในบริเวณของกระดูกที่คิดว่าหัก แต่ปรากฎว่าไม่ใช่ กระดูกผมยังอยู่ปกติดี เอาล่ะ อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในตอนนี้ล่ะนะ

ผมนั่งมองข้อเท้าและฝ่าเท้าของตนเองอยู่เป็นเวลานาน จนในที่สุดผมก็หยิบถุงเท้าขึ้นมาใส่ ตามด้วยรองเท้า และผูกเชือกให้เรียบร้อย ผมลุกขึ้น ทำให้ผ้าห่มสีฟ้าไถลลงไปกองอยู่บนพื้น

อากาศไม่ได้ร้อน แต่ผมกลับรู้สึกอุ่นสบายจากความอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากภายใน เหมือนเวลาที่เรานอนอยู่หน้าเตาผิง เฮอร์ไมโอนี่คงจะหนาว เธอนอนขดตัวเหมือนแมว เข่าแนบอกและซุกมือของตัวเองไว้ ผมหยิบผ้าห่มขึ้นมาและคลุมให้เธอ ก็ในเมื่อผมไม่ได้ต้องใช้มันแล้วนี่

เธอสูดหายใจ นิ่วหน้า และดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมอยู่รอบหัวไหล่ ชั่วขณะหนึ่งที่ผมหยุดเพื่อมองเธอ แล้วหันหลังกลับ ผลักม่านใบไม้และเดินออกไปสู่ทุ่งข้างนอกท่ามกลางอากาศเย็น ลองทดสอบประสิทธิภาพของน้ำแข็งและข้อเท้าของผม ก่อนที่เวลาจะเข้าสู่รุ่งอรุณ

 

เดรโก

ในช่วงตอนเช้า แสงแดดส่องลงมาแล้ว ผมยังคงอยู่ในทุ่งข้าวบาร์เล่ย์นอกต้นวิลโลว์ เดินไปเดินมาไม่หยุด ในโพรงต้นไม้ เฮอร์ไมโอนี่ตื่นแล้ว เธอลุกขึ้น ก้าวออกมาจากต้นวิลโลว์พร้อมๆกับใช้สองมือถูใบหน้าให้หายง่วง สายลมพัดเอาเส้นผมของเธอปลิวยุ่ง เฮอร์ไมโอนี่ลืมตา จ้องมองผมอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง

“นาย..เดินได้แล้วนี่!

“เธอก็ไม่ได้ตาบอดนี่” ผมตอบ แต่ไม่ได้ตั้งใจจะเหน็บแนมหรือประชดประชัน ผมกระโดดขึ้นไปในอากาศให้สูงที่สุด และกลับมายืนบนพื้นอย่างนุ่มนวล ก่อนจะยิ้มกว้างให้ทุกอย่าง “รู้สึกดีชะมัด!

เฮอร์ไมโอนี่ก้าวเข้ามาหาผม เธอมองดูเท้าและข้อเท้าก่อนจะระบายรอยยิ้มกว้างออกมาเต็มใบหน้า

“เหลือเชื่อจริงๆ!” เธอหัวเราะ “ฉัน.. ฉันไม่อยากจะเชื่อเลย!

“ฉันด้วย” ผมสารภาพตามตรง “ฉันคิดว่าข้อเท้าหักซะแล้ว” ผมหันหน้าไปทางอื่นเพื่อที่เธอจะได้ไม่เห็นสีหน้าของผมในตอนนี้ “แต่ฉันคิดว่า..คงไม่แล้วล่ะ”

“โอ้..ไม่ล่ะ ฉันคิดว่านายหายแล้ว” เฮอร์ไมโอนี่พูด ขยับเข้ามาใกล้อีก “หรือถ้ามันแค่ช้ำ น้ำแข็งก็ช่วยให้มันดีขึ้นได้เยอะเลย!

“เธอคิดว่าไง” ผมมองเธอ เฮอร์ไมโอนี่แค่ยักไหล่ เธอเลิกคิ้วและส่ายหน้าไปมา

“เวทย์มนต์มั้ง?”

ผมพ่นลมออกมาทางจมูกและหัวเราะ

“ความคิดดี” ผมตอบเธอ แต่ด้วยเสียงอ่อนโยนกว่าคราวแรก “ฟังดูมีเหตุมีผล ต่อให้แผลที่ข้อเท้าฉันอาจจะเป็นแค่ภาพลวงตาก็ตาม”

“ฉันหวังว่างั้นนะ” เธอเอ่ย ผมชำเลืองมองเธอและค่อยๆหุบยิ้มอัตโนมัติ เฮอร์ไมโอนี่ขมวดคิ้ว สายตาไม่ได้จดจ้องไปยังสิ่งใด เธอกำลังขบคิดเรื่องของผม ผมกลืนน้ำลาย ไล่ความคิดที่เกี่ยวกับเฮอร์ไมโอนี่ออกไปจากหัว –ความคิดเพียงอย่างเดียวที่ผมไม่มีวันให้เธอรู้เด็ดขาด

ผมยังจำเรื่องเมื่อคืนได้ เธอร้องเพลง เพื่อให้ผมได้นอนพักผ่อนอย่างสบาย ผมจำแสงลูกกลมสีทองที่ลอยขึ้นมาได้ ก่อนที่ผมจะหลับสนิท

หรืออาจจะเป็นเพราะเพลงที่ช่วยให้ข้อเท้าของผมหายดี เหมือนตอนที่ผมทำให้เธอต้องร้องไห้ไม่หยุด

ผมหันหลังกลับไปอีกทางและออกเดิน ซุกมือเข้าไว้ในกระเป๋ากางเกง

“นายกำลังจะไปไหน?” เฮอร์ไมโอนี่ร้องเรียก

“ฉันจะเดินไปเรื่อยๆด้วยเท้าที่รักษาอย่างวิเศษที่สุดคู่นี้” ผมตอบกลับไป “มาด้วยกันเร็ว”

คำพูดหลุดออกจากปากก่อนที่ผมจะทันรู้ตัว ผมเบิกตากว้าง หัวใจกระตุกอย่างแรง นั่นผมเพิ่งพูดอะไรออกไป?

เฮอร์ไมโอนี่ก็ดูจะตกใจเหมือนกัน พร้อมๆกับสับสนไปกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเธอไม่ได้ตอบอะไรกลับมาเลย ผมรู้สึกได้ถึงใบหน้าที่เริ่มร้อนขึ้น และไม่ได้หันหลับไปมองเธอ แล้วผมก็ได้ยินเสียงสวบสาบของต้นหญ้าที่ถูกเหยียบอย่างแรงและเร็ว จากใต้ฝีเท้าของเธอที่กำลังวิ่ง เฮอร์ไมโอนี่มาหยุดยืนอยู่ข้างผม หันหน้ามามองแล้วยิ้มให้พร้อมหอบหายใจ ผมกัดฟัน ไม่ยอมมองหน้าเธอ แต่อะไรบางอย่างภายในตัวผมไม่ยอมให้ทำแบบนั้น และก่อนที่ผมจะรู้ตัว ผมก็หันหน้าไปหาเธอ สูดลมหายใจของอากาศยามเช้าเข้าไปเต็มปอด เฮอร์ไมโอนี่ก็ทำแบบนั้นเช่นเดียวกัน แล้วก็ราวกับว่าเงื่อนตายในใจของผมได้ถูกคลายออก ผมไม่คิดอยากจะให้เธอหายไปหรือทิ้งผมไว้คนเดียวอีกแล้ว

และแน่นอนว่าผมไม่มีวันบอกเธอเรื่องนี้แน่

 

เดรโก

“มันทำให้ฉันนึกถึงช่วงวันหยุดปิดเทอมในฤดูร้อน” เฮอร์ไมโอนี่ว่า สายตาจดจ้องอยู่กับท้องฟ้า “ตอนที่โรงเรียนใกล้จะเปิดแล้วน่ะ” เธอถอนหายใจ “ฉันมักจะตื่นเต้นกับการเริ่มต้นเทอมใหม่ๆเสมอเลย”

ผมย่ำเท้าลงไปยังต้นข้าวที่ดูจะสูงขึ้นเรื่อยๆกว่าตอนเราเดินผ่านมา รู้สึกทึ่งกับข้อเท้าและเข่าที่หายเป็นปกติแล้วในเวลาอันรวดเร็ว –ดูเหมือนมันจะแข็งแรงมากกว่าเดิมด้วย ผมลองกระโดดและลงจอดบนพื้น รองเท้าเหยียบลงบนหญ้าที่แห้งกรอบ

“เธอบ้าไปแล้วแน่ๆ” ผมพูด “ใครจะตื่นเต้นกับการเปิดเทอมกัน?”

“ไม่รู้สิ –แต่ฉันชอบนะ” เฮอร์ไมโอนี่พูดเสียงเบา เด็ดยอดอ่อนของต้นข้าวและใช้สองนิ้วของเธอหมุนเล่นไปมา “ฉันคิดว่านายคงจะตื่นเต้นกับการเรียนปรุงยาและเวทย์มนต์ศาสตร์เหมือนกัน ถ้านายใช้เวลาที่ผ่านมาอยู่แต่ในห้องน่าเบื่อๆ และเรียนแต่เรื่องวิชาคำนวนกับภาษาศาสตร์”

ผมมองเธออย่างไม่เชื่อสายตา

“นั่นคือสิ่งที่โรงเรียนของมักเกิ้ลเขาสอนกันหรอ?”

เธอพยักหน้า ผมกลอกตาคำตอบ

“ฉันคงอยากจะฆ่าตัวตาย”

เฮอร์ไมโอนี่หัวเราะ

“อย่าเข้าใจผิดหล่ะ –ฉันก็ชอบช่วงปิดเทอมในหน้าร้อนเหมือนกันนะ”

“ก็ไม่มีอะไรที่ไม่น่าชอบล่ะนะ” ผมตอบ กระโดดเหยียบหญ้าที่ขึ้นเป็นกลุ่มๆ “ไม่มีกฎ เธอจะทำอะไรก็ได้ นอนดึก หรือกินเวลาไหนก็ได้ ทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ ไม่มีการบ้าน และไม่มีวิชาพยากรณ์ศาสตร์งี่เง่านั่นด้วย”

เฮอร์ไมโอนี่หัวเราะออกมาดังๆ เสียงหัวเราะของเธอทำให้ผมยิ้ม เพราะผมรู้ว่าผมพูดถูก

“จริงมากๆ” เธอยอมรับ “ทรีลอว์นีย์สอนอะไรที่คาดไม่ถึงเสมอ”

“แต่สิ่งนึงที่ฉันเดาได้นะ ต้องมีคนหลับและกรนในคาบเธอแน่ๆ” ผมเสริม

“แล้ว..นายทำอะไรบ้างตอนปิดเทอม?” เธอถาม ขณะที่ผมมองตรงไปยังต้นข้าวที่ขึ้นสูงมากๆด้านหน้า และกำลังคิดว่าผมจะเหยียบมันให้ล้มในครั้งเดียวได้ไหม –ความคิดในภวังค์ทำให้ผมไม่ได้ตอบเฮอร์ไมโอนี่ในทันที

“ฉันกับพ่อ เราไปดูงานแข่งควิชดิชด้วยกัน หรือบางวันก็ไปช่วยแม่ซื้อของแต่งชั้นล่างของบ้านที่จะทำทุกปี แล้วก็ เอ่อ..” ผมหยุดคิดไปชั่วครู่ “พวกเราจัดปาร์ตี้วันเกิดกันในเดือนมิถุนายน.. หรือบางทีก็ออกไปเที่ยวที่อื่นกัน”

“ไปเที่ยวไหนหรอ?” เธอถามอีก ผมยักไหล่ ยืดตัวให้ตรง ก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วสามก้าวก่อนจะกระโดดเหยียบหญ้าที่ขึ้นสูงๆกองนั้น ผมยกมือขึ้นเสยผมออกไปให้พ้นหน้าผาก และเงยหน้ามองเมฆสีขาวที่ลอยอยู่เหนือพวกเรา

“ก็..อิตาลี่ แล้วก็บางเมืองในรัสเซีย –อิยิปต์ ฝรั่งเศส เดนมาร์ก..”

“น่าอิจฉาจัง” เฮอร์ไมโอนี่ว่า “ฉันไม่ค่อยได้ไปเที่ยวที่ไหนเลย”

ผมยักไหล่ให้เธออีก

“ก็คงงั้นแหละ”

เฮอร์ไมโอนี่เงียบเสียงไปสักพัก และผมคิดว่าเธอคงจะไม่ถามอะไรผมอีกแล้ว แต่กลายเป็นว่าผมคิดผิด

“ที่ที่ไกลที่สุดที่ฉันเคยไปคือกลางเมืองลอนดอน บางทีพวกเราก็ไปเยี่ยมคุณปู่คุณย่าที่อยู่นอกลอนดอน –เมืองวิลเชอร์น่ะ”

ผมหันหน้าไปมองเธอ

“วิลเชอร์?”

“อ่าหะ” เธอพยักหน้า

“บ้านฉันอยู่ในวิลเชอร์”

“จริงหรอ?” เธอร้องอย่างประหลาดใจ “แต่ฉันไม่เคยเจอบ้านนายเลย”

“ก็แหงล่ะ” ผมตอบกลับ “พวกเราเสกเวทย์บังเอาไว้”

“โอ้”

ผมเดินต่อ ดึงต้นวัชพืนขึ้นมาโบกเล่นไปมา ขึ้นและลง หน้าและหลัง

“พวกเขาอยู่ในบ้านที่เป็นฟาร์มเก่าๆ –ทำจากหิน แล้วก็มีฉางเก็บข้าว” เฮอร์ไมโอนี่พูดต่อ เตะต้นพืชเล่นไปด้วย “ที่นั่นลมพัดแรงมาก เหมือนที่นี่” เธอเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า “ลมแรงดี น่าเสียดายที่พวกเราไม่มีว่าว”

ผมหยุดเดิน

“มีอะไรนะ?”

“ว่าว” เธอพูดซ้ำ “นายรู้จัก..”

ผมหยุดรอ และเธอหัวเราะ ส่ายหน้าช้าๆ

“ฮ่า พวกนายมีไม้กวาดบินได้ แต่ดันไม่รู้จักว่าว่าวคืออะไร”

ผมมองหน้าเฮอร์ไมโอนี่

“ถ้าเธออยากจะหาเรื่องฉันละก็ – “

“ไม่ ไม่” เธอยกมือขึ้นในท่ายอมแพ้ ใบหน้าอมยิ้ม “ว่าวคือของเล่นที่ทำจากแผ่นกระดาษแผ่นใหญ่ หรือผ้าใบ ผูกติดกับเชือกหรือสายป่าน –นายก็แค่ถือสายป่านไว้ในมือแล้วปล่อยให้ว่าวขึ้นไปตามลม” เธอยิ้มกว้างขึ้น เหมือนกำลังนึกถึงความหลัง “ฉันกับปู่เคยเล่นด้วยกันบ่อยๆ –เหมือนในเพลงของเรื่องแมร์รี่ ป็อปปิ้นส์ ที่คุณปู่ชอบ ฉันยังจำได้อยู่เลย ตอนที่พวกเราเอาว่าวออกมาจากตู้เก็บของ พวกเราก็ร้องเพลงนั้นไปด้วย” เธอหัวเราะและส่ายหน้า แต่ผมไม่รู้ว่าเพลงของมันเป็นยังไง ผมเดินย่ำเท้าสูงๆและปัดต้นข้าวที่รกเกะกะไปด้วย

“นายก็รู้จักเพลงนั้นใช่ไหม?” เธอเอ่ย หันหน้าข้ามไหล่มามองผม “นายต้องรู้จักแมร์รี่ ป็อปปิ้นส์สิ”

“ไม่ละ” ผมตอบด้วยน้ำเสียงดูถูก “ฉันต้องรู้จักไปซะทุกอย่างรึไง?”

“ฮ่า!” เฮอร์ไมโอนี่ส่งเสียงหยอก “ฉันจะบอกให้ก็ได้ มันเป็นเรื่องของพี่เลี้ยงผู้มีมนต์วิเศษ –แถมหล่อนยังไม่ต้องใช้ไม้กายสิทธิ์เสกเวทย์ด้วย”

ผมมองเฮอร์ไมโอนี่ เธอหันข้างเข้าหาผม

“นิทานมักเกิ้ลอีกแล้วล่ะสิ?”

“ใช่ แถมเป็นทั้งหนังสือแล้วก็หนัง” เธอตอบ “แบบมิวสิคัลน่ะ”

“หนังกับเพลงเกี่ยวกับว่าว” ผมพูดต่อให้จบ

“อ่า นั่นแหละ”

“อ๋อ..” ผมมองหน้าเธอ เฮอร์ไมโอนี่หยุดเดิน

“อะไร?”

“เพลงนั้นเป็นยังไง” ผมถาม เดาว่าความจริงแล้วมันคงจะเป็นคาถาอะไรสักอย่าง เธอมองผมอย่างเขินๆ

“นาย.. นายอยากให้ฉันร้องให้ฟังหรอ?”

ผมมองไปรอบๆ แล้วก็แบมือสองข้างออก

“เธอจะมาทำให้ฉันสงสัยแล้วก็ทิ้งไปแบบนี้เฉยๆไม่ได้!

เฮอร์ไมโอนี่หน้าแดง เธอมองไปรอบๆให้แน่ใจว่าไม่มีใคร แล้วกระแอมคอให้โล่ง

“เอ้อ..” เธอสูดลมหายใจเข้าอย่างเก้อๆ และเปล่งเสียงร้องเพลง

"With tuppence for paper and strings

You can have your own set of wings," 

เสียงของเธอสั่น สายตามองมาที่ผม ใบหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นสีแดง ผมยิ้มกว้าง ยกมือสองข้างขึ้นกอดอก เอียงศีรษะมอง ผมชอบเวลาที่เธอทำตัวไม่ถูกชะมัด

“ร้องต่อสิ”

เฮอร์ไมโอนี่กลืนน้ำลาย

"With your feet on the ground you're a bird in flight

With your fist holding tight

To the string of your kite."

จู่ๆเฮอร์ไมโอนี่ก็ก้าวเข้ามา ดินผ่านผมไปอย่างประชิดจนทำให้ผมแทบล้ม เสียงร้องฟังดูแกร่งกล้าและดังขึ้น

"Oh, oh, oh! Let's go fly a kite!

Up to the highest height!

Let's go fly a kite

And send it soaring!"

เธอเหวี่ยงแขนทั้งสองข้าง ผมแทบจะต้องวิ่งเหยาะๆเพื่อจะตามเธอให้ทัน เสียงร้องเพลงดังไปออกไปแทบจะสุดขอบของอาณาเขต มันทำให้หัวใจของผมบีบรัดอย่างประหลาด เฮอร์ไมโอนี่ตกอยู่ในห้วงความทรงจำระหว่างเธอกับปู่ของเธอเสียแล้ว

"Up through the atmosphere!

"Up where the air is clear

Oh, let's go—" 

  ผมสะดุดกึกทันทีที่เท้าไปเตะโดนอะไรคล้ายๆกับพื้นไม้เข้า เธอหยุดร้องเพลงกะทันหัน แล้วผมก็เห็นว่ามันคืออะไร ประตูไม้สีแดงถูกฝังอยู่ในพื้นดิน ผมถอยหลังออกมา แต่ไม่ละสายตาจากประตู

“ประตูนี่นา!” เฮอร์ไมโอนี่ส่งเสียงอย่างดีใจ เธอเดินเข้ามาอยู่ใกล้ๆผม ผมมองประตูอย่างระแวงระวัง

“นายจะไม่เปิดมันหรอ?” เธอเร่ง

“ทำไมล่ะ?” ผมบอกอย่างหงุดหงิด

“ฉันไม่คิดว่าจะมีอะไรอันตรายอยู่ในนั้นหรอก อย่างครั้งที่แล้วก็แค่กระดานหมากรุก”

“ไม่ล่ะ ครั้งที่แล้วมันทำข้อเท้าฉันหัก

“มันไม่ฆ่านายหรอกหน่า”

ผมสบตาเธอโดยตรง

“เธอรู้รึไง?”

เธอถอนหายใจ จับลูกบิดประตูและเปิดมันออก

บานพับส่งเสียงเอี๊ยด แสงจากด้านบนส่องลงไปด้านล่าง ภายในห้องไม้แคบๆ ปรากฎผืนผ้าใบสีเขียวที่ตัดเป็นทรงรูปเพชร ผูกติดกับท่อนไม้ผอมๆสองท่อนซึ่งไขว้กันอยู่ตรงกึ่งกลาง เฮอร์ไมโอนี่เอื้อมมือหยิบมันขึ้นมา สายป่านอันยาวติดริบบิ้นขนาดใหญ่ห้อยตามมาด้วย เธอชูมันขึ้น กระทบแสงแดด ขณะที่สายลมพยายามจะทำให้สิ่งนั้นโบยบินสู่ท้องฟ้า หรือไม่ก็มันนั่นแหละที่พยายามจะโผบิน

“นี่คือ – “

“ใช่” เธอตอบ แทบลืมหายใจไปชั่วครู่ “นายจับตรงนี้นะ”

“จับอะไร –“ ผมถาม แต่เฮอร์ไมโอนี่ยัดสายป่านยาวๆลงไปในมือของผมแทนคำตอบ

“ถือปลายไว้ให้แน่นๆ แล้วปล่อยให้ลมพัดขึ้นไป” เธอสอน แล้ววิ่งออกห่างจากตัวผม ถือว่าวไว้ในมือด้วย สายป่านเริ่มตึงและเกลียวที่ม้วนกันค่อยๆหมุนเร็วขึ้น ผมใช้อีกมือจับเชือกแล้วดึงมันเข้ามาใกล้ตัว

“ไม่ ให้มันไปไกลกว่านี้!” เฮอร์ไมโอนี่ตะโกนกลับมา

“ฉันไม่..” ผมกล่าว แต่เธอไม่ได้ฟัง มือยังยึดอยู่กับว่าว ผมปล่อยให้สายป่านที่เป็นเกลียวคลายออก และเฮอร์ไมโอนี่โยนว่าวให้ลอยขึ้นสูงอยู่กับแรงลม

สายลมพัดแรง ผมยิ่งต้องยึดเชือกในมือให้แน่น และแล้วเพชรสีเขียวอันเล็กๆก็กำลังลอยส่ายไปมาอยู่บนท้องฟ้า เหมือนปลาติดอยู่กับสายเบ็ด

“ฮ่า!” ผมตะโกน

“เห็นไหม?” เธอวิ่งกลับมาทางผม เงยหน้ามองอย่างภูมิใจ “ลมแรงดีจริง”

“มันเป็นเกมส์ชนิดหนึ่งด้วยหรือเปล่า เกรนเจอร์?” ผมซัก “คงไม่ใช่แค่ให้คนยืนถือเชือก –“

จังหวะนั้นเองที่ว่าวค่อยๆลอยต่ำลง ผมกัดริมฝีปากอย่างลุ้นๆ ดึงเชือกให้ตึงขึ้น แต่มันบิดและทำให้ว่าวแล่นลงสู่พื้นดิน เฮอร์ไมโอนี่หัวเราะ

“ถูกต้อง มัลฟอย –นายต้องทำให้มันติดลมและลอยสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้”

ผมสบถคำหยาบคายออกมาแบบไม่ใส่ใจนัก และดูเหมือนว่าเธอก็ไม่ได้ยิน –กำลังจดจ่ออยู่กับของเล่นตรงหน้า คราวนี้เธอโยนมันขึ้นเหนือหัว ผมบังคับให้มันลอยอยู่ได้เกินสามวินาที เป็นสามวินาทีที่ไม่ได้คิดเรื่องคำพูดเพื่อเสียดสีเฮอร์ไมโอนี่ ช่วงเวลาสั้นๆที่ผมรู้สึกว่ามีความสุขมากกว่าเวลาที่ผ่านมา และเกือบจะ –เกือบจะ –มีความสุขที่สุด

 

เฮอร์ไมโอนี่

ฉันนอนอยู่ในโพรงต้นวิลโลว์ มองดูแสงระยิบระยับที่ส่องอยู่บนฟากฟ้า หลับตาลง มุมปากยกขึ้นน้อยๆ นี่เป็นครั้งแรกในห้องต้องประสงค์ที่ทำให้ฉันรู้สึกเหนื่อยมากจริงๆ

ฉันเห็นเดรโกยิ้ม แม้เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ –เพียงเสี้ยววินาที ตอนที่เขาเห็นว่าวเริ่มลอยตัวสูงขึ้น เป็นเวลาเพียงแปปเดียวที่หน้ากากเย็นชาของเดรโกได้หลุดออก และหากฉันพอจะมีเวลาอีกสักนาที ฉันอาจสามารถซึมลึกลงไปใต้เหล็กกล้าที่ปิดกั้นความรู้สึกและหัวใจของเขา เราอาจได้รู้ความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้ตัวตนของเขา ทั้งเหตุการณ์เรื่องเคที่เบลล์ และเรื่องที่เขาร้องไห้ในห้องน้ำด้วย

ฉันสูดลมหายใจสั้นๆ บางทีฉันอาจต้องห้ามตัวเองไม่ให้เสียเวลาไปมากกว่านี้กับการหาทางออก โลกภายนอกห้องต้องประสงค์ช่างดูซีดจางราวหมอกควัน เหมือนพวกเราได้ลืมระยะเวลาในห้องนี้ไปซะแล้ว

 เนเวอร์แลนด์หรือ? ฉันว่าบางทีเขาอาจจะพูดถูกก็ได้

และเดรโก ปริศนาอีกชิ้น ยิ่งนานวัน –เดรโกยิ่งทำให้ฉันรู้สึกทั้งความสะพรึงกลัวและความอ่อนโยนของเขาไปพร้อมๆกัน

เดรโกมีบุคลิกที่ดูราวกับพร้อมจะข่มขู่ทุกคน เพียงแต่ว่าเขาไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเพราะส่วนสูง รวมถึงท่าทางของเขา เดรโกอาจดูเหมือนพายุที่พร้อมพัดทำลายทุกสิ่งได้ในบางเวลาที่เขาสับสน –หรือโมโห เหมือนตอนปีสาม เขาวิ่งเข้าใส่ฮิปโปกริฟฟ์กลางชั้นเรียนของแฮกริด  และ..

สีหน้าของเดรโกปรากฎชัดเจน ดวงตาสีน้ำแข็งเย็นเยียบอย่างน่ากลัว –ที่เดรโกมักกลอกตาและสบถใส่ฉันอย่างน่ารำคาญ มันอาจทำให้ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองฉลาดกว่าเขา  หรือไม่ก็ทำให้ฉันอยากต่อยหน้าเขาสักหมัด ฉันต้องใช้ความคิดด้านดีอย่างมากทีเดียวในการป้องกันตัวเอง จากการมองโลกในแง่ลบของเขา และบางทีมันทำให้ฉันเหนื่อยเหลือเกิน

ฉันนึกถึงวันหนึ่งที่เดรโกกำลังนอนมองดูท้องฟ้า ดวงตาสีฟ้าใสและคิ้วที่ไม่ได้ขมวดมุ่น ทำให้ฉันเห็นบางมุมของเขาที่ไม่เคยเจอมาก่อน เดรโกไม่ได้เปลี่ยนไป เขายังฉลาด เจ้าเล่ห์ และยโสโอหังเหมือนเดิม แต่มีบางอย่างที่มากกว่านั้น และต่างออกไป

แล้วฉันก็นึกถึงตอนนั้น ความทรงจำของเขา กับเลือดของเดรโกที่ท่วมอยู่เต็มฝ่ามือ

และเสียงหัวใจเต้นระรัวของเขาที่ก้องสะท้อนอยู่ในหัวของฉัน

“นอนไม่หลับรึไง?” เขาเอ่ยถาม เสียงดังออกมาจากข้างนาฬิกา

“พยายามอยู่” ฉันตอบ เงียบไปอีกสักอึดใจ ก่อนที่ฉันจะรู้สึกถึงสิ่งของนุ่มๆถูกโยนลงมาบนตัว ฉันลุกขึ้น หันหน้าไปมองหน้าเขา ผ้านวมสีฟ้ากับหมอนของสลิธีรีนทับอยู่บนตัวฉัน

“นายไม่ใช้หรือไง?” ฉันสงสัย หยิบหมอนขึ้นมาดู เขาไม่ได้มอง –เดรโกกำลังยุ่งอยู่กับหนังสือเล่มหนึ่งในกอง

“ไม่ล่ะ ฉันจะอ่านหนังสือ” เขาพูด แล้วก็เอนตัวนอนลงบนหมอนสีขาว

“อะฮะ” ฉันเอ่ยอย่างลังเล “ขอบคุณนะ”

เขาเหลือบมองฉัน พยักหน้าและหันกลับไปหาหนังสือต่อ ฉันวางหมอนลงบนพื้น และวางศีรษะทับมัน หยิบผ้าห่มขึ้นมาคลุมถึงไหล่ จากตรงนี้ฉันยังมองเห็นเขานอนอยู่ข้างๆนาฬิกา

ฉันสูดลมหายใจ และกะพริบตา

กลิ่นของเดรโกติดอยู่บนหมอน กลิ่นของโคโลญผู้ชายราคาแพง –เหมือนต้นสน –ที่ฉันไม่เคยสังเกตมาก่อนว่าเขาใช้ ฉันหันหน้าไปหาด้านที่กลิ่นของโคโลญบนหมอนเบาบางที่สุด ฉันมองดูเดรโก แสงในห้องไม่ได้สว่างพอที่จะอ่านหนังสือ ฉันนึกสงสัย เขามองเห็นหรือเปล่าในห้องมืดๆหรือ เขาอาจจะต้องใช้..

ยังไม่ทันจะคิดเสร็จดี แสงสีทองลูกเล็กลอยขึ้นจากพื้นหญ้า และหยุดอยู่ข้างหน้าของเขา ฉันมองดูใบหน้าของเดรโกและพยายามจะไม่ยิ้มออกมาให้เห็น เขาไม่ทันจะรู้ตัวด้วยซ้ำ ว่าวสีเขียววางอยู่ระหว่างพวกเรา –มันค่อนข้างยับเยินจากแรงลมเสียแล้ว ฉันถอนหายใจ กระชับผ้าที่ห่มอยู่ และหลับไปโดยไม่ต้องใช้เสียงเพลงใดๆ







รู้สึกมัน slow burn สุดๆ เป็นความรู้สึกของสองคนที่เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ ที่แปลเรื่องนี้เพราะชอบความสัมพันธ์ที่ค่อยๆพัฒนาแหละค่ะ ดูแล้วอบอุ่นหัวใจดี

มโนภาพกลิ่นโคโลญบนหมอนเป็นฉากๆ ถถถถ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 121 ครั้ง

481 ความคิดเห็น

  1. #464 Angels cry (@junelove-sakusa) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2563 / 21:05

    ชอบตอนเดรก เผลอหลุดปากชวนหนูเฮอร์มาเดินด้วยกัน มันทำให้เห็นว่าเดรกค่อย ๆ เปิดใจแล้ว โอ๊ยย น่ารักจัง

    #464
    0
  2. #447 piinkhyun (@piinkhyun) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 14 มกราคม 2563 / 20:39
    น่ารักม้ากก
    #447
    0
  3. #435 N_Ahgase&Army (@0804452409) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2562 / 14:03
    จริง เราชอบความสัมพันธ์ที่ค่อยเป็นค่อยไปแบบนี้ เพราะเวลาอ่านจากที่ไรท์แปลเหมือนเราค่อยๆโตและเรียนรู้ไปพร้อมๆกับตัวละคร
    #435
    0
  4. #418 Tarantallegra (@Tarantallegra) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2562 / 08:15

    เป็นคสามสัมพันธ์ที่มันค่อยๆซึมลึกลงไผทีละนิดๆ พอรู้ตัวอีกทีต่างก็หลงรักซึ่งกัรและกันประมาณนั้นเลยค่ะ

    #418
    0
  5. #403 Chani_2526 (@Chani_2526) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2562 / 20:56
    ขอบคุณที่แปลให้ได้อ่านนะคะ
    #403
    0
  6. #375 Swip_cy (@zigetab3v) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 16 กันยายน 2561 / 16:57
    เริ่มมีความรู้สึกดีให้เขาแล้ววววววววว
    #375
    0
  7. #352 Miya. (@yonoop) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2561 / 22:43

    เดรโกมีแอบหลุดปากชวนเดินไปด้วยกัน น่ารัก

    #352
    0
  8. #323 cloudzel_ (@cloudzel_) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2561 / 20:48
    น่ารักมากกก
    #323
    0
  9. #304 BeamLightyear (@BeamLightyear) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2561 / 23:24

    เป็นการพัฒนาความสัมพันธ์อย่างเรียบง่ายเเละเชื่องช้า กลัวว่าท้ายที่สุดจะจบเเบบต่างคนต่างเเยกย้ายน่ะสิ

    #304
    0
  10. วันที่ 28 กรกฎาคม 2561 / 15:00
    ซึนกันทั้งเดรทั้งเฮอร์อะเอาจริงๆ555555555 ตอนชวนไปเดินด้วยกันเขินมากกกกกกกพำนัไตุำึนีนกึตำยำึนคขดค
    #267
    0
  11. #266 fai_btam (@fai_btam) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2561 / 14:29
    เขินกับอะไรก้แไม่รุ้แต่เขิน
    #266
    0
  12. #217 mongmongji (@pandamongji) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2560 / 06:56
    เดรโกคนซึนโอ๊ยยยยยยเขิลตอนนึกหน้านางเวลายิ้มอ่ะยิ่งตอนนางบอกมาด้วยกันนิแบบ><
    #217
    0
  13. #216 mongmongji (@pandamongji) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2560 / 06:55
    เดรโกคนซึนโอ๊ยยยยยยเขิลตอนนึกหน้านางเวลายิ้มอ่ะยิ่งตอนนางบอกมาด้วยกันนิแบบ><
    #216
    0
  14. #177 l!i:.นู๋ นิ้ ง.:i!l (@ninko) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2560 / 15:52
    เดรใจดีนะ ให้หมอนกะผ้าห่มด้วยย



    ค่อยๆรักกันเบาๆสินะ
    #177
    0
  15. #50 nuttopk625 (@nuttopk625) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 / 23:12
    ชอบตอนที่เดรโกให้ร้องเพลงมากเลยอ่ะ แบบเขินตาม ปกติจะนอนแล้วเพลงอันนั้นมันหลับตาไง อันนี้ยืนมอง อห.เขินนน ^^ เดี๋ยวนี้ใจดีให้หมอนกับผ้าห่มแล้วแหละ..
    #50
    1
  16. #49 juliet! !! (@juliet1992) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2560 / 12:10
    ชอบมาก ชอบความละมุนของความสัมพันแบบนี้มากๆ โอ้ยมันเแบบค่อยๆเข้าใจตัวละคร 
    ชอบเรื่องนี้มากมันดูมีมิติมากๆ งือออ
    #49
    1
  17. #48 Memoris S'Misa (@misakikawaichi68) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 / 19:13
    รู้สึกอบอุ่นเบาๆ ><
    #48
    0