คืนร้อนซ่อนรัก

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 255 Views

  • 0 Comments

  • 6 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    60

    Overall
    255

ตอนที่ 3 : บทที่ 1 คืนแห่งโชคชะตา 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 41
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    27 ก.พ. 62

พีรพัฒน์มองบรรดานักท่องราตรีที่เบียดเสียดกันอยู่แน่นขนัดแล้วยิ้มอย่างพึงพอใจ ดูท่าเขาจะตัดสินใจไม่ผิดที่มาจับธุรกิจด้านนี้

แม้ตอนแรกที่เขาบอกกับครอบครัวว่าจะมาเปิดสถานบันเทิงที่กรุงเทพฯ แม่ของเขาจะคัดค้านอย่างหนัก ด้วยลูกชายคนโตอย่างเขาควรสืบทอดธุรกิจของครอบครัว ธุรกิจที่พ่อแม่สู้ฝ่าฟันวางรากฐานไว้เป็นอย่างดีแล้ว

ใช่ วางรากฐานไว้อย่างดี มั่นคงจนเขาไม่ต้องใช้ความสามารถอะไรอีก

แต่คนอย่างเขามีหรือจะฟังคำทัดทานของแม่ ทุกคนในบ้านรู้ดีว่าถึงจะมีนิสัยขี้เล่น เข้ากับคนง่าย แต่บทจะดื้อ คนอย่างเขาก็ไม่เคยฟังใคร

ดูเหมือนคนที่เข้าใจเขาที่สุดในยามนี้จะเป็นพ่อ เมื่อท่านได้แต่จ้องหน้าเขานิ่งๆ ก่อนจะพยักหน้า แล้วถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง “แล้วพีคิดจะไปทำอะไร”

“ผมอยากเปิดผับ” เพียงคำแรกที่ออกจากปาก ก็ทำเอาแม่ของเขาส่ายหน้าหวือ แม่พูดเสมอว่าสถานบันเทิงเป็นธุรกิจบาป ส่งเสริมให้คนผิดศีลห้า กินเหล้าเคล้านารี

“พี คิดดีๆ นะลูก ลูกจะชอบไปเที่ยวผับเที่ยวบาร์ แม่ไม่เคยห้าม” ใช่ พีรพัฒน์ลูกชายของเธอเป็นมนุษย์กลางคืน เขาออกเที่ยวตั้งแต่วัยหนุ่ม และคนในบ้านก็รู้ดีว่าหากอยากเจอหน้าสมาชิกในครอบครัวคนนี้ ก็ต้องเป็นเวลาหลังเที่ยงเท่านั้น

เวลาที่ชายหนุ่มตื่น และฟื้นจากฤทธิ์แอลกอฮอล์

แน่นอนว่าหลังสามทุ่ม หากอยากเจอพีรพัฒน์ ก็ต้องไปตามผับบาร์ต่างๆ ในตัวเมืองเชียงใหม่นั่นแหละ ถึงจะเจอตัว

“แต่ถ้าลูกคิดจะเปิดผับ คิดใหม่เถอะ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ไม่ใช่คิดสนุกอยากจะทำก็ทำ คิดจะเลิกก็เลิก” ผู้เป็นแม่พูดพลางถอนหายใจ “นี่เราก็สามสิบเข้าไปแล้วนะลูก ควรจะคิดทำอะไรให้มันเป็นหลักเป็นฐาน ไม่ใช่ลอยไปลอยมาอยู่แบบนี้” แม้พีรพัฒน์จะมีตำแหน่งในกิจการของครอบครัว แต่นั่นก็เป็นแค่ตำแหน่ง ตลอดมาชายหนุ่มทำตัวลอยไปลอยมา รับเงินเดือนไปวันๆ และเข้าประชุมบ้างเป็นบางครั้งเท่านั้น

“ผมคิดดีแล้วครับคุณแม่ ผมมั่นใจว่าไม่มีใครรู้เรื่องพวกนี้ดีเท่าผม” ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา เรียกได้ว่าเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญเชียวล่ะ เขาสามารถบอกได้ตั้งแต่วันแรกด้วยซ้ำว่าผับไหนจะรุ่ง หรือจะร่วง และสิ่งที่เขาวิเคราะห์ก็ถูกต้องแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์

ถ้าเขาบอกผับนี้ไปรอด แปลว่าเจ้าของเตรียมรับทุนคืน แต่ถ้าร่วง หุ้นส่วนก็เตรียมถอนเงินให้ทันแล้วกัน

“ฟังลูกก่อนเถอะคุณ” ชัยพัฒน์ปลอบประโลมผู้เป็นภรรยา “แล้วคิดรึยัง จะไปเปิดที่ไหน ทุนเท่าไหร่”

ท่าทางเอาจริงเอาจังของผู้เป็นพ่อทำให้เขาโล่งใจขึ้น บอกตามตรง ก่อนตัดสินใจบอกท่านทั้งสอง เขาก็คิดหนักอยู่หลายวัน

“กรุงเทพฯ ครับ ตรงที่ดินแถวทองหล่อที่คุณย่ายกให้” ตระกูลทางฝั่งพ่อเขาเป็นตระกูลนักธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่ค่อนข้างเป็นที่รู้จักในกรุงเทพฯ ความสามารถด้านการทำธุรกิจของคุณปู่บวกกับความชอบซื้อที่ดินเพื่อเก็งกำไรของคุณย่าทำให้เมื่อราคาที่ดินในกรุงเทพฯ พุ่งสูง ธุรกิจในเครือ SKS หรือทรัพย์คณาสินท์คอนสตรัคชั่นจึงได้เปรียบบริษัทรับเหมาก่อสร้างอื่นๆ เป็นเท่าตัว เมื่อถึงรุ่นลูกก็คือรุ่นคุณลุงและพ่อของเขา ธุรกิจก็ใหญ่โตจนกลายเป็นบริษัทมหาชนที่มีทุนจดทะเบียนนับพันล้าน

การที่เขากล้าที่จะมาคุยกับพ่อแม่วันนี้ ก็เพราะสาเหตุนี้ด้วย

ไม่ใช่เพราะครอบครัวเขารวย ไม่ใช่เพราะพวกเขามีทุกอย่างพร้อม

แต่เพราะเขาหวังว่า คนที่จะเข้าใจเขาได้ดีที่สุด ก็คือพ่อของเขาเอง

พ่อที่เติบโตมาภายใต้การเดินตามรอยเท้าของผู้เป็นพี่

ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าที่พ่อเลือกมาบุกเบิกธุรกิจที่ภาคเหนือ เป็นเพราะอะไร ถ้าไม่ใช่เพราะอยากใช้ความสามารถของตัวเอง ไม่ต้องอยู่ใต้เงาของผู้เป็นพี่ตลอดไป

แม้คนนอกจะพากันบอกว่าอุปนิสัยของเขากับพ่อแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง พ่อของเขาเป็นคนเอาจริงเอาจัง พึ่งพาได้ ส่วนเขาขี้เล่น กะล่อน เอาแต่เที่ยวเตร่ไปวันๆ ทั้งๆ ที่เป็นลูกคนโตที่ควรจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับน้องๆ

แต่สำหรับคนในครอบครัวแล้ว รู้ดีว่า บทจะจริงจัง พีรพัฒน์ก็สามารถเป็นผู้นำได้เหมือนกัน

“ส่วนเรื่องทุน ผมคิดไว้ว่าจะใช้เงินเก็บ แล้วก็มีหุ้นกับเพื่อนนิดหน่อย ส่วนที่เหลือ ผมจะขอยืมพ่อก่อน ทำสัญญาไว้ ถ้าคืนทุน ผมจะรีบคืน” ชายหนุ่มบอกตัวเลขที่ต้องการ

“พีตั้งเป้าไว้ว่ากี่ปีถึงคืนทุน”

“ผมกะไว้ว่าน่าจะไม่เกินสามปีครับ อาจจะเร็วกว่านี้ แต่ไม่เกินนี้” ชายหนุ่มพูดด้วยสีหน้ามั่นใจ เขาเชื่อว่าประสบการณ์ที่ผ่านมาจะทำให้เขาไปได้ดีในธุรกิจนี้แน่

เมื่อได้รับการอนุมัติจากผู้เป็นพ่อ โครงการก่อสร้างสถานบันเทิงแห่งใหม่ของเขาก็รุดหน้าอย่างรวดเร็ว เมื่อเงินถึง งานก็เดิน นี่ยังไม่ได้พูดถึงว่าบริษัทที่ทำการก่อสร้างเป็นบริษัทในครอบครัวเขาเองด้วย คุณลุงชัยวัฒน์ถึงกับลงมาคุมโพรเจกต์ของเขาเองเมื่อรู้ว่าผู้เป็นหลานคิดจะเปิดกิจการของตัวเอง

และไม่กี่เดือนหลังจากนั้น สถานบันเทิงที่หรูหราและทันสมัยที่สุดของเมืองกรุงก็ถือกำเนิดขึ้น ภายใต้ความภาคภูมิใจของพีรพัฒน์ที่เฝ้ามองอย่างใกล้ชิดราวกับเฝ้าดูการเจริญเติบโตของลูก

ในคืนแกรนด์โอเพนนิ่งนี้ ทุกอย่างเป็นไปตามที่พีรพัฒน์ตั้งใจไว้ แม้จะมีบางอย่างขลุกขลักไปบ้าง แต่เขาก็สามารถแก้ปัญหาได้ทันท่วงที ชายหนุ่มยิ้มกว้างเมื่อเดินดูบรรยากาศรอบๆ แล้วพบว่าบรรดาแขกผู้มาใช้บริการต่างพากันชมผับของเขาไม่ขาดปาก หลายคนพูดว่ามาแล้วต้องมาอีก นั่นเป็นคำที่พีรพัฒน์ต้องการได้ยินที่สุด

บรรดานักท่องราตรีแน่นขนัดตั้งแต่เปิดผับ และเป็นเช่นนั้นไปจนเข็มนาฬิกาบอกเวลาวันใหม่ เมื่อดีเจประกาศบอกลา เสียงอุทานด้วยความเสียดายดังระงม ทำเอาบรรดาพนักงานของเขาต้องรอกว่าชั่วโมงกว่าบรรดาแขกจะทยอยออกไปหมด

“แขกแน่นดีนะครับคุณพี ถ้าเป็นอย่างนี้ทุกคืน เราสบายแน่” สุชาติซึ่งรับหน้าที่เป็นผู้จัดการร้านพูดกับเขาพลางยิ้มร่า จะไม่ให้เขายิ้มได้อย่างไรล่ะ แขกยิ่งเยอะ ก็ยิ่งการันตีว่าอาชีพของเขามั่นคง แถมคุณพีก็ให้ค่าจ้างสูง จนเขาลาออกจากที่เก่าโดยไม่ลังเล

ผู้เป็นนายได้แต่พยักหน้า พลางยิ้มอย่างอารมณ์ดี

“เดี๋ยวอีกสักพักผมจะเรียกเด็กๆ ประชุมเพื่อสรุปงาน จะได้บอกจุดบกพร่องที่ต้องแก้ไขด้วย คุณพีสนใจเข้าร่วมประชุมด้วยไหมครับ”

พีรพัฒน์พยักหน้าอย่างพึงพอใจ คิดไม่ผิดเลยที่เลือกสุชาติมารับหน้าที่ผู้จัดการร้าน ชายหนุ่มรอบคอบ รวมถึงรู้ระบบงานเป็นอย่างดี เรียกได้ว่าเขาสามารถไว้วางใจได้เลยแหละ

“ก็ดีเหมือนกัน ไปทำความรู้จักกับเด็กๆ เสียหน่อย” ชายหนุ่มเห็นดีด้วย เขามัวแต่ยุ่งกับการติดต่อประสานงานเรื่องต่างๆ จนต้องยกหน้าที่ดูแลลูกน้อง รวมถึงจ้างเด็กๆ ในร้านให้กับเพื่อนๆ หุ้นส่วนและสุชาติ ดังนั้นนี่จึงเป็นครั้งแรกที่เขาจะได้เจอหน้าบรรดาลูกน้อง

“ครับคุณพี งั้นอีกประมาณสิบนาทีเชิญที่ห้องด้านบนนะครับ”

ชายหนุ่มถือโอกาสใช้เวลาที่เหลืออยู่เดินไปทักทายเด็กในร้านบางคน ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องน้ำเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยของตนเองเมื่อใกล้ถึงเวลา เจอกันครั้งแรก เขาก็อยากสร้างความประทับใจให้กับบรรดาลูกน้องให้มากที่สุด

ใบหน้าขาวจัดที่ตอนนี้แก้มทั้งสองแดงก่ำด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ที่เหล่าเพื่อนฝูงขยันชนเพื่อให้เกียรติสะท้อนให้เห็นในกระจก ชายหนุ่มเปิดน้ำ กวักขึ้นล้างหน้าเพื่อขับไล่ความมึนเมา จัดทรงผมให้เรียบร้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนวงคล้ำรอบดวงตาอันเป็นผลจากการอดนอนหลายวันก่อนหน้านี้เป็นสิ่งที่เขาไม่สามารถจัดการอะไรได้ จึงได้แต่ทำสีหน้าให้สดชื่นที่สุด

ชายหนุ่มเดินผิวปากอย่างอารมณ์ดีออกจากห้องน้ำ ใกล้เวลานัดแล้ว ในใจเรียบเรียงคำพูดที่จะพูดกับลูกน้อง

หากก่อนที่พีรพัฒน์จะทันรู้ตัว ร่างของใครบางคนก็พุ่งเข้ามากระแทกเขาอย่างแรง ไอ้ตัวเขาไม่เท่าไหร่ แต่อีกฝ่ายถึงกับล้มลงก้นจ้ำเบ้า

เมื่อมองเห็นเต็มตา อีกฝ่ายเป็นเพียงหญิงสาวรูปร่างผอมบาง เครื่องแบบสีดำของร้านขับผิวขาวจัดนั้นให้ยิ่งดูผ่องขึ้นอีก ไม่สิ ชายหนุ่มสลัดศีรษะ สงสัยเขาจะเมา เธอเป็นพนักงานของร้าน เป็นลูกน้องของแกนะไอ้พี

“เฮ้ย! น้อง เป็นไงบ้าง” ชายหนุ่มซักถามด้วยความห่วงใย ผมดำขลับที่แผ่ลงมาปรกหน้านั่นทำให้เขามองหน้าอีกฝ่ายไม่ชัด รู้เพียงแต่ว่าเธออาการไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะแทนที่จะมีปฏิกิริยาตอบโต้ หญิงสาวได้แต่นั่งนิ่ง

พีรพัฒน์เอื้อมมือไปพยุงร่างตรงหน้า หากแทนที่จะขอบคุณ มือเรียวกลับยื่นมือมาปัดป้อง พร้อมทั้งส่ายศีรษะ

อะไรของแม่คุณ คิดว่าเขาจะลวนลามหรือไง

หากก่อนที่เขาจะเอ่ยปากถามอะไรออกไป หญิงสาวก็ทำสิ่งที่เขาไม่คาดคิด และไม่เคยจินตนาการมาก่อน

เธออ้วกรดเขา

เสียเต็มตัว!  


*************************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

0 ความคิดเห็น