แอบเสน่หา

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 9,785 Views

  • 22 Comments

  • 115 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    33

    Overall
    9,785

ตอนที่ 3 : บทที่ 1 : สวัสดีครับ [2]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1195
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 28 ครั้ง
    23 ธ.ค. 61



ดวงตาสีนิลเข้มของชายหนุ่มร่างสูงในสูทสีดำสนิทเหลือบมองตามหลังผู้หญิงตัวเปียกม่อลอกม่อแลกไปเงียบๆ ก่อนจะหันกลับมาหาหญิงชราผมขาวที่นั่งยิ้มอบอุ่นให้เขาอยู่บนเสื่อกกหนานุ่ม ข้างๆ มีหลายชายหลานสะใภ้หญิงวัยกลางคนของท่านนั่งอยู่ 

“แน่ใจแล้วหรือพ่อ ว่าจะมาทำไร่ไถนาอยู่ที่นี่จริงๆ พ่อไม่ใช่คนแถบนี้ ไม่เคยข้องเกี่ยวกับชาวนาหรือการทำเกษตรกรรมเหมือนพวกเรา พ่อจะทำได้หรือ” ย่าทวดคำหอมที่ปีนี้อายุขึ้นเลขเก้าไปแล้วเอ่ยถามเสียงกังขา ทั้งยังมองทศวรรษอย่างสังเกตมากขึ้น ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาอายุเพียงสามสิบต้นๆ บวกด้วยมันสมองและฐานะทางสังคมที่อยู่ในลำดับแรกๆ ของเมืองไทยเช่นเดียวกับตระกูลทรัพย์มหาศาลของท่าน ทศวรรษไม่น่าจะคิดอะไรนอกกรอบแบบนี้...

หลานชายคนเดียวอย่างแดนดินก็อดเอ่ยปากเตือนอย่างผู้รู้ไม่ได้ “ขอบอกไว้ก่อนเลยนะ ว่าการปลูกข้าวไม่ใช่เรื่องเล่นสนุกของคนรวยอย่างคุณ ข้าวทุกเมล็ดที่หว่านลงไปในดินล้วนมีค่า ที่ดินหนึ่งไร่ที่ปลูกข้าวลงไป หากผลผลิตไม่งอกงาม ความเสียหายที่จะตามมามันมากมายยิ่งนัก คุณกลับไปอยู่ในที่ของคุณเสียเถอะ อย่าเริ่มในสิ่งที่คุณไม่เคยทำเลย”

“ขอเพียงแบ่งที่ดินให้ผมชื้อหรือเช่าสักแปลง ผมยินดีพิสูจน์ว่าจะไม่ทำให้ข้าวที่หว่านลงไปไร้ค่าสักเมล็ดเลยครับ” ทศวรรษยืนยันความต้องการ การมาครั้งนี้เขาตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว ไม่มีทางที่จะยอมถอยกลับง่ายๆ 

“แต่มันไม่ใช่งานง่ายๆ เลยนะคะ ฉันเองกว่าจะเข้าใจกระบวนการและขั้นตอนทั้งหมดก็ใช้เวลาเป็นปีๆ” ฤทัยรักษ์เปรยให้รู้อีกคน สมัยยังสาวเธอเคยเรียนหลักสูตรเร่งรัดแบบพิเศษจากสามีมาก่อน แค่พูดใครก็ทำได้ แต่การลงมือทำมันคนละเรื่อง

“ผมและคนของผมยินดีเรียนรู้มันครับ”

“ทำไมต้องเป็นที่นาทองคำ”

“นั่นสิ เท่าที่รู้ยังมีที่อื่นๆ อีกมากมาย ที่เขาเปิดสอนผู้ต้องการเรียนรู้วิถีการทำนาในระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งมันน่าจะเหมาะกับคุณมากกว่า”

พวกเขาอาจจะปฏิเสธออกไปแบบเด็ดขาด ถ้าหากผู้ชายตรงหน้าจะไม่ได้เป็นเหลนชายของเพื่อนสนิทคุณต้นศักดิ์ ปู่ทวดของพวกเขา และยังเป็นเจ้าของ ‘เดอะเฟิร์สแอร์เวย์’ สายการบินชื่อดีของเอเชีย ซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ของโรงสีข้าวคำหอม

ลูกค้าเก่าอยู่คู่กันมาตั้งแต่สมัยที่สองทวดมาตั้งรกรากอยู่ที่นี่!

ทศวรรษยิ้มน้อยๆ ตอบไป “หมู่บ้านนาทองคำขึ้นชื่อเรื่องการปลูกข้าวหอมมะลิแบบปลอดสารพิษมากเลยนะครับ ตัวผมเองยังให้ลูกน้องส่งข้าวกล่องจากสายการบินมากินที่บ้านบ่อยๆ จะแปลกอะไรถ้าผมจะมาเรียนรู้การปลูกข้าวจากที่นี่”

“เราปลูกข้าวกันเป็นปีๆ คุณมีเวลาว่างขนาดนั้นหรือไง ไหนจะเรื่องภาษาถิ่นอีก คุณจะฟังชาวบ้านเขาพูดกันรู้เรื่องหรือ” แม้คนเรือนคำหอมจะใช้ภาษากลางเป็นหลัก เพราะมีปูมหลังเป็นคนกรุงเทพฯโดยกำเนิด หาใช่คนในท้องถิ่นนี้แต่อย่างใด พวกเขาพูดได้ฟังออก แต่ก็ถึงกับมึนไปเลยเมื่อเจอการพ่นภาษาถิ่นแบบไฟแล็บใส่

“ผมไม่มีเวลาว่างเป็นปีก็จริง แต่น่าจะมีเวลาว่างสักสามเดือนเป็นอย่างต่ำ คิดว่าคงจะปลูกข้าวในขั้นตอนแรกได้สำเร็จ คือผมกำลังเตรียมพักงานอยู่ครับ ส่วนเรื่องภาษาก็คงไม่มีปัญหาอะไร ลูกน้องผมเป็นคนอีสานทางนี้ครับ”

“พักงาน?” เรื่องนี้น่าสนใจกว่าเรื่องภาษาอีก

“ครับ นั่นจะทำให้ผมเวลาว่างมากพอจะมาเรียนรู้วิถีชีวิตการเป็นชาวนาอยู่ที่นี่” ทศวรรษอธิบายด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่ลื่นไหล เป็นเรื่องจริงที่เขามอบหมายให้น้องชายขึ้นมาบริหารงานในบริษัท แล้วถอยตัวออกมาอยู่ในตำแหน่งที่ปรึกษาใหญ่ให้อีกฝ่าย...ชั่วคราว

“เอาเถอะ ถ้าอยากมาเรียนรู้ก็มา แล้วจะมากันกี่คน พักกันที่ไหน อะไร ยังไง พ่อวางแผนกันมาบ้างหรือยัง” ย่าทวดคำหอมเอ่ยออกมาในที่สุด หลานเหลนเข้าใจทันทีว่าท่านตกลงแล้ว จึงพากันนั่งนิ่ง หากในใจคิดหาทางรับน้องคนหน้าหล่อเรียบร้อย

มาดูกันว่าคนที่เคยนั่งบริหารอยู่ในห้องแอร์เย็นๆ จะทำยังไง ถ้าได้สัมผัสความร้อนเร่าของวิถีชาวนา!

คนหล่อไม่ได้รับรู้ความคิดในใจเจ้าบ้าน เขายิ้มตอบหญิงชราอย่างจริงใจ “พวกเรามาสามคนครับ เรื่องที่พักผมติดต่อชื้อที่ดินของพ่อใหญ่หมูไว้แล้ว”  

“ชื้อที่ดินของผู้ใหญ่หมูไว้แล้วหรือ”

เจ้าบ้านถามพร้อมกัน เท่าที่รู้อดีตผู้ใหญ่บ้านมีที่ดินในหมู่บ้านสองแปลงใหญ่ๆ หนึ่งคือที่ตั้งบ้านของเขาเอง และสองก็คือแปลงที่อยู่อยู่ติดกับบ้านสวนตายายของกรองขวัญ

“ครับ ทำเลดีพอสมควร อยู่กลางหมู่บ้านเลย”

“นับว่าเรามีวาสนาต่อกันแล้วละพ่อ ที่ดินตรงนั้นมันอยู่ติดกับบ้านสวนตายาย ฟาร์มผักปลอดสารของบ้านเราเอง” ย่าทวดคำหอมบอกยิ้มๆ อะไรมันจะบังเอิญขนาดนั้น

ทศวรรษนึกภาพป้ายหน้าประตูทางเข้าบ้านสวนที่เขามองผ่านเมื่อเช้าแล้วบ้างอ้อ ที่แท้ฟาร์มนั่นก็เป็นของคนบ้านนี้ นอกจากนาข้าวนับพันไร่รอบหมู่บ้านกับฟาร์มผักแล้ว พวกเขายังครอบครองอะไรไว้ในมืออีกนะ

“ว่าแต่ผู้ใหญ่หมูบอกคุณหรือยัง ว่าที่นี่เขาทำนากันแบบไหน”

“พอจะทราบแล้วครับ” ก่อนเลือกมาอยู่ที่นาทองคำ เขาส่งคนมาสอบถามดูแล้วว่าชาวบ้านมีวิถีชีวิตกันยังไง นอกจากขั้นตอนการทำนาแบบละเอียดยิบแล้ว ชาวบ้านที่นี่ยังอยู่กันแบบเรียบง่ายมาก ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน สาธาระณูปโภคทั่วถึงทุกด้าน

“ดีแล้ว ถ้าผู้ใหญ่หมูไม่อยู่ มีอะไรขาดเหลือมาบอกได้เลยนะ เดี๋ยวทวดแบ่งที่นาให้ลองทำดูสักห้าไร่ก็แล้วกัน ไม่คิดเงินคิดทองหรอก ได้ข้าวมาเท่าไหร่ พ่อก็ลองเอาไปกินดูว่าตัวเองปลูกได้ดีหรือเปล่า สมัยก่อนปู่ทวดของพ่อก็เคยมาทำเหมือนกัน แต่งานทางโน้นก็ดึงเวลาไปเสียหมด”

“เคยได้ยินคุณปู่เล่าให้ฟังเหมือนกันครับ ครั้งนี้ผมขอฝากเนื้อฝากตัวกับทุกคนด้วยนะครับ” ว่าแล้วชายหนุ่มก็ยกมือไหว้ฝากตัวไว้ก่อน แม้ทั้งสองครอบครัวจะห่างกันไปตั้งแต่คุณปู่ทวดของทศวรรษจากไป แต่มิตรภาพในอดีตก็ยังคงมีอยู่เสมอ  

คนเรือนคำหอมรับไหว้ด้วยสีหน้าอ่อนลง ในใจก็อยากรู้นักว่าทศวรรษจะแน่จริงสักแค่ไหน ในตอนที่ชายหนุ่มจะขอตัวกลับนั่นเอง แดนดินก็บอกให้รู้เพิ่มเติม

“หลังสงกรานต์ชาวบ้านเขาจะลงนากัน จะมาเมื่อไหร่ก็กลับไปคิดดูเองนะ เดี๋ยวร่างขั้นตอนการทำนาไว้ให้แล้วกัน”

“ขอบคุณมากครับ ผมจะมาแน่นอน...”

 

+++++ ++++++++++++++++++++++
คุณทศจะอาศัยฐานะและหน้าตาหล่อๆ มาขอแบ่งที่นาคนอื่นทำดื้อๆ แบบนี้้ก็ได้เหรอคะ อิป้าชักอยากรู้ไม่แพ้คนเรือนคำหอมแล้วสิว่าคุณทศจะจริงจังแค่ไหนกัน แล้วคุณทศจะอยู่รอดในบ้านนาทองคำหรือปล่าน้อ 555

ปล. นักอ่านสามารถติดตามของแดนดินกับฤทัยรักษ์ได้จากเรื่อง 'รักปักหัวใจ' นะคะ เป็นเรื่องของพ่อแม่นางเอกในเรื่องนี้ และอีกเรื่องที่ออกมาให้ฟินกันก็คือ 'บังเอิญผ่านมาให้รัก' ซึ่งเป็นเรื่องของพี่สาวนางเอกเช่นกัน 

*** นิยายแค่ละเรื่องไม่ใช่ภาคต่อ สามารถอ่านแยกได้จ้า   

                   
                                                                                                      T
       B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 28 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #8 1986p (@1986p) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2562 / 14:13
    มาตามล่าหัวใจรึป่าวน่าาาา
    #8
    0