แอบเสน่หา

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 7,798 Views

  • 13 Comments

  • 117 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    4,100

    Overall
    7,798

ตอนที่ 20 : บทที่ 8 : ไม่วางใจ [2] จบบท

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 316
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    16 ม.ค. 62


ทุกครั้งที่พวกเขาออกปฏบัติการ คืนนั้นจะเป็นคืนเดือนมืด...

คนสามคนค่อยๆ เคลื่อนตัวผ่านรั้วชะอมเข้าไปในบ้านทศวรรษตอนสามทุ่มนิดหน่อย บ้านปิดไฟเงียบเช่นเดียวกับบ้านหลังอื่นที่อยู่ใกล้เคียง

“ทำแบบนี้จะดีเหรอ...ตอนนั้น...”

หนึ่งในคนที่มากระซิบถามแบบไม่สบายใจนัก หลายปีก่อนก็แอบขึ้นบ้านพี่เขยจนถูกจับได้มาแล้วนะ

“เงียบๆ หน่อย”

พอถูกหัวหน้าทีมกระซิบดุแล้วลากเข้าไปแนบหลังติดกับผนังบ้าน ลูกทีมเลยต้องยอมเงียบเสียงไว้ แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไร ไฟในบ้านก็ถูกเปิดขึ้นจนสว่างจ้า

“มาทำอะไรกันหรือครับ”

“ว๊าย!” นรีกานต์สะดุ้งโหยง ถอยห่างจากคนที่ออกมายืนกุมท้องอยู่ด้านข้างตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ “ตกใจหมดเลยคุณนี่”

“ฉันต่างหากที่ต้องตกใจ”

สามคนพ่อลูกที่มาบุกบ้านคนอื่นเงียบเป็นเป่าสาก ทำไมมันมีภาพแบบนี้ผุดขึ้นมารางๆ ในหัวเหมือนเคยเกินขึ้นมาก่อนนะ...

“ผมนึกว่ามีคนตามมาฆ่าซ้ำเสียอีก” บอกเสียงค่อยด้วยพยายามฝืนร่างกายให้ยืนตรงเอาไว้ ตั้งแต่ได้ยินเสียงรถแล่นเข้ามาจอดลงข้างบ้านเอากลางดึก ทศวรรษก็ลุกขึ้นย่องออกมาซุ่มดู พอแน่ใจว่าเป็นคนกันเองถึงเผยตัว

“เราแค่ออกมาดูนายเท่านั้น” แดนดินบอก

“ขอบคุณครับ...อือ...” เขาครางเจ็บในตอนท้ายพร้อมงอตัวลง

“อ้ะ! คุณไหวหรือเปล่า” คนยืนใกล้ผวาเข้าไปรับร่างสูงที่เอียงไปมา ทั้งยังพยักหน้าเรียกน้องชาย “ช้างมาช่วยพี่หน่อย เขาจะไม่ไหวแล้ว”

คเชนทร์รีบเข้าไปช่วยพี่สาวพยุงคนกำลังจะหงายเงิบ ประคองเขาผ่านหน้าผู้เป็นพ่อเข้าไปนั่งลงบนเก้าอี้ยาวในห้องรับแขก

“สังขารไม่ดี ยังจะลุกมาเดินเพ่นพ่านอีก” แดนดินเดินตามมาบ่น

“ก็มีคนตามฆ่าอยู่นี่ครับ ไม่ไหวก็ต้องลุกออกมาดู”

คำพูดนี้ทำเอาสามพ่อลูกพูดไม่ออกอีกครั้ง

ทศวรรษยิ้มให้พวกเขาแบบฝืดๆ “ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว คุณอาพาน้องกลับเรือนเถอะครับ ขอบคุณที่แวะมาดู ผมยังโอเคอยู่”

“แน่ใจนะ ว่าอยู่คนเดียวได้”

“ผมอยู่ได้จริงๆ ครับ”

นรีกานต์ที่นั่งฟังอยู่บอกอย่างไม่ไว้หน้า “อยู่ได้แบบตายเหล่ไม่ตายเหล่นะสิ เมื่อกี้คุณเกือบพาฉันหัวทิ่มไปแล้วนะ”  

“แค่หน้ามืดนิดหน่อยเอง”

“แล้วถ้าคนที่จะเอาชีวิตคุณ เขาตามมาจริงๆ ล่ะ”

“เป็นห่วงฉันเหรอ”

หญิงสาวขึงตาใส่ “ใช่ที่ไหน!”

“งั้น...”

“ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว” แดนดินแทรกขึ้นมาเสียงขุ่น ก่อนจะลุกขึ้นยืนสั่งลูกชาย “เอาเขากลับไปดูแลที่เรือน”

“ห๊า!

“ไหนพ่อบอกว่าจะมาส่งช้างนอนเป็นเพื่อนเขาที่นี่” ลูกชายลุกขึ้นถามสีหน้างงๆ

“นั่นสิจ๊ะพ่อ”

นรีกานต์ลุกตาม ขณะที่ทศวรรษนั่งนิ่ง เขาอยากรู้ว่าแดนดินคิดจะทำอะไร แล้วชายวัยกลางคนที่ยังดูดีอยู่ก็ยิ้มเย็นมองหน้าเขาพร้อมบอก

“พ่อเปลี่ยนใจแล้ว ถ้าเราทิ้งเขาไว้ที่บ้านตามลำพังจนเป็นอะไรไป ทวดกับแม่อาจจะเพ่นกะบาลพ่อเอาได้ ให้เขาไปอยู่ที่เรือนก่อนสักสองสามวัน ดูว่าจะมีใครตามมาจริงหรือเปล่า ถึงตอนนั้นค่อยว่ากันอีกที”

 

คนรีบตื่นมาเตรียมของรอใส่บาตรเช้าเช่นทุกวันชะงักไปทันที เมื่อโผล่หน้าออกไปสบตากับคนที่ลุกขึ้นมานั่งเอนหลังพิงต้นเสาอยู่อย่างพอดิบพอดี นรีกานต์กระพริบตาปริบหนึ่ง ก่อนจะเบือนหน้าไปมองร่างสูงของน้องชายที่นอนอยู่ข้างๆ เขาแล้วเดินเข้าไปถามไถ่

“ทำไมตื่นเร็วนักล่ะคะ นอนไม่หลับเหรอ” 

“อืม”  ทศวรรษกวาดสายตาขึ้นลงมองชุดนอนอีกฝ่ายเร็วๆ เขาไม่เคยรู้สึกว่าผู้หญิงคนหนึ่งจะน่าดึงมากอดได้มากขนาดนี้ นรีกานต์สวมแค่ชุดนอนเรียบๆ ปกปิดมิดชิด แต่กลับทำให้ดูน่ารักน่าถนอมยิ่งนัก ยิ่งมองแววตาเขายิ่งฉายยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว

“มองอะไร ฉันถามคุณอยู่นะ” แว้ดใส่เสียงเบาพลางเดินไปหลบอยู่หลังต้นเสากลางศาลา อย่าคิดนะว่าเธอจะไม่เห็นสายตาที่มองมาเมื่อครู่  

“มองคนเพิ่งตื่น” เขาตอบ

“ห้ามมอง”

“ก็ไม่เคยเห็นใครใส่ชุดนอนได้น่ามองเหมือนเธอมาก่อน”

ดวงตากลมโตก้มลงมองชุดนอนตัวเองงงๆ ก็แค่ชุดนอนสีอ่อนลายทางแบบกระโปรงยาวคลุมขา สำหรับเธอมันค่อนข้าง ‘บ้าน’ มากๆ แต่คนโรคจิตอย่างเขามันน่ามองหรือไง แล้วดูแต่งตัวเข้าสิ ต้องมั่นหน้าแค่ไหน ถึงกล้านุ่งกางเกงนอนแค่ตัวเดียวในบ้านคนอื่น!

ทศวรรษเห็นสีหน้าหญิงสาวแล้วหัวเราะเบาๆ เสถามเรื่องอื่น “แล้วนี่ตื่นขึ้นมาทำไมแต่เช้า”  

“อ๋อ ฉันลุกมาเตรียมของใส่บาตรค่ะ คุณล่ะ ตื่นมาทำไม ไม่สบายอยู่น่าจะนอนพักเยอะๆ นี่ยังเช้าอยู่เลยนะ”

เขาเหล่มองผู้ชายตัวโตที่นอนอยู่ในมุ้งข้างๆ สาบานสิว่าเธอกับพ่อไม่รู้เรื่องที่คเชนทร์นอนดิ้น ถึงให้อีกฝ่ายมานอนกับเขาอยู่ตรงนี้แทนห้องใดห้องหนึ่งของเรือน

รู้...ว่าพวกเธอไม่ไว้ใจ

แต่หากเขาหลบขายาวที่เหวี่ยงมาเมื่อกลางดึกไม่ทัน มีสิทธิ์ช้ำในตายได้เลยนะครับ!

นรีกานต์กลับหัวเราะบอกเสียงใส “ตายจริง นี่เราลืมบอกคุณว่าให้นอนห่างๆ ช้างเหรอคะ แย่จังเนอะ”

“อืม...ช่างมันเถอะ เธอออกมาก็ดี ขอยืมโทรศัพท์ได้หรือเปล่า”

“คะ?”

“จะติดต่อไปหาลูกน้อง ขอยืมมือถือหน่อย”

ไม่รู้ว่าสองคนนั้นหนีไปถึงไหนแล้ว ถ้าโทรศัพท์มือถือของเขาไม่หายไประหว่างหนี คงโทรหาพวกนั้นตั้งแต่เมื่อวาน พวกเขาต้องวางแผน...


อีกคนที่เดินออกมาจากห้องแล้วตกใจ ที่เห็นผู้ชายตัวสูงยืนเหม่ออยู่ตรงระเบียงชานเรือนก็คือคุณทวดคำหอม พอมองดูดีๆ จนจำได้ว่าเป็นทศวรรษ ท่านจึงถอนหายใจออกมา ก่อนจะค่อยๆ ยันไม้เท้าด้ามสั้นเข้าไปถามคนในครัว

“พ่อทศมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงเรอะแม่อุ่น”

ฤทัยรักษ์กับนรีกานต์เงยหน้าขึ้นมองพร้อมกัน คนลูกรีบวางมือจากการมัดถุงกับข้าว เดินเข้าไปประคองย่าทวดมานั่งลงบนแคร่พร้อมตอบท่านไปว่า

“พ่อไปรับมาเมื่อคืนจ้ะ บอกว่าไม่วางใจให้เขาอยู่บ้านคนเดียว”

“ดีแล้วๆ เอ้อ ตอนลงไปใส่บาตร ก็เรียกพ่อทศเขาไปใส่ด้วยนะ เผื่ออะไรที่มันหนักๆ ในตอนนี้ จะได้กลายเป็นเบา” 

“เดี๋ยวให้หนูนาลงไปใส่กับเขาแล้วกันค่ะ”

ได้ยินแม่พูดแบบนั้นนรีกานต์ที่กำลังเอาหม้อซุบไก่รสเด็ดไปเก็บก็รีบแย้งออกไป

“แต่หนูไม่...”

“สายๆ ทวดกับแม่จะไปทำบุญที่วัดป่าอยู่แล้ว หนูนานั่นแหละ ไปใส่บาตรกับพี่เขา” ฤทัยรักษ์บอกพลางเรียงถุงกับข้าวใส่ถาด

“เขาไม่ใช่พี่ชายของหนูสักหน่อย” พอแม่เผลอ เธอก็แอบพึมพัมกับตัวเองเสียงค่อย

“ว่าอะไรนะ”

แต่ย่าทวดกลับหรี่ตาถามอย่างได้ยินไม่ถนัด นรีกานต์เลยต้องรีบแก้คำพูดตัวเองออกไปแบบเนียนๆ

“หนูนาบอกว่าจะไปขอเสื้อผ้าพ่อมาให้เขาใส่ไปก่อนสักตัวจ้ะทวด เมื่อคืนเขาไม่ได้เอาเสื้อผ้ามาด้วย”

“เออๆ รีบไปเถอะ เดี๋ยวพระท่านจะมาถึงเสียก่อน”

นรีกานต์รับคำเสียงเบาแล้วลุกเดินออกมาจากเรือนครัว พอเหลือบไปเห็นร่างสูงกำลังจิ้มโทรศัพท์มือถืออยู่ตรงระเบียงก็สะบัดหน้าใส่



____________________________________


 
                   
                                                                                                      T
       B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

0 ความคิดเห็น