แอบเสน่หา

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 8,039 Views

  • 13 Comments

  • 118 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    4,341

    Overall
    8,039

ตอนที่ 14 : บทที่ 5 : หว่านรัก [1] จบบท

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 506
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 25 ครั้ง
    9 ม.ค. 62

 


หลังจากวันนั้นบ้านสามหนุ่มก็จะได้รับปิ่นโตกับข้าววันละสามมื้อ เป็นเมนูที่คนป่วยทานได้คนสบายทานดี ไม่ต้องออกไปหาชื้อกับข้าวนอกบ้านให้ลำบาก จนทศวรรษถอดเฝือกอ่อนออกแล้วเปลี่ยนมาใช้ผ้าคล้องแขนกับคอแทน เขาเลยนำกระเช้าผลไม้อย่างดีเข้าไปกราบขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีถึงเรือนคำหอม

“ขอบคุณมากนะครับ ที่ดูแลเรื่องอาหารของพวกเราตลอดหลายวันที่ผ่านมา”

“อาหาร?” หญิงชราทวนตามน้ำเสียงแปลกใจ ขณะรับเอาตะกร้าของมาวางไว้ข้างๆ ตัว

“ก็ปิ่นโตสามมื้อที่คุณทวดให้น้องเอาไปส่งพวกเราทุกวันๆ ไงครับ”

“อ่า...หนูนาเอาไปให้ทุกมื้อเลยหรือ ไม่เป็นไรๆ เป็นเรื่องที่สมควรทำอยู่แล้ว” ว่าแล้วก็ตะโกนเรียกฤทัยรักษ์ออกมาจากเรือนครัว “พ่อทศเขาเอาผลไม้มาขอบใจเรื่องกับข้าว แม่อุ่นมาดูสิ”

ฤทัยรักษ์ยิ้มอ่อนๆ ให้ทศวรรษพลางเดินเข้าไปนั่งลงข้างย่าทวด

“ขอบคุณสำหรับผลไม้นะคะ”

“ไม่เป็นไรครับ กับข้าวที่คุณอาทำไปให้อร่อยถูกปากพวกเรามาก ถ้าไม่เจ็บตัวผมคงไม่มีโอกาสได้ทานทุกวันๆ แบบนี้” ทศวรรษบอกด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

“ขอบใจจ้ะ แต่คงต้องบอกว่าอาทำบ้างเป็นบางวัน ส่วนใหญ่แล้วกับข้าวพวกนั้นหนูนาเป็นคนทำเองจ้ะ น้องอยากตอบแทนที่คุณช่วยเอาไว้”

หนูนาเป็นคนทำเอง...

รอยยิ้มพอใจผุดขึ้นมาบนใบหน้าหล่อเหลาอย่างช่วยไม่ได้ ความจริงแล้วผลไม้ตะกร้านี้เป็นแค่เรื่องบังหน้า เขามาเพราะอยากรู้เรื่องกับข้าวในปิ่นโตพวกนั้นต่างหาก เอามาห้อยไว้หน้าประตูบ้านทุกวัน แต่ไม่ยอมโผล่หน้าใสๆ เข้ามาให้เขาเห็นเลยสักวัน

โถ...แม่หนูน้อย

ไม่รู้เลยละมั้งนั่น ว่าเขาแอบมองอยู่ทุกวัน!

“แต่ยังไงก็ขอบใจสำหรับผลไม้นะจ๊ะ เดี๋ยวอาเอาไปเก็บก่อนแล้วกัน พอดีต้องไปดูแกงที่เตาด้วย”

“ให้นายทีช่วยคุณอานะครับ”

ยังไม่ทันที่ฤทัยรักษ์จะปฏิเสธ วาทีก็ลุกขึ้นไปหยิบเอาตะกร้าผลไม้มารอโดยที่เจ้านายไม่ต้องสั่งย้ำอีกครั้ง เธอเลยได้แต่ส่งยิ้มให้พวกเขาแล้วเดินนำวาทีแยกมาที่เรือนครัว ซึ่งก็เป็นครัวเล็กๆ อยู่ตรงกลางระหว่างเรือน

พอทั้งสองเดินออกไปแล้ว คำหอมก็พยักพเยิดถามทศวรรษ

“แล้วนี่ยังไม่หายอีกหรือ ก็ไหนนังหนูบอกว่าเอาเฝือกออกแล้ว”

ชายหนุ่มก้มมองแขนตัวเองที่มีผ้าตาข่ายคล้องไว้ที่คอแล้วจึงตอบท่านไปว่า

“เอาเฝือกออกแล้วก็จริงครับ แต่ต้องประคองแขนเอาไว้อีกสักระยะหนึ่ง ไม่ให้เคลื่อนไหวแขนข้างนี้มากเกินไป”

“คงทำอะไรลำบากเอาเรื่องเลยสิ”

“ก็มีบ้างครับ ว่าแต่คนอื่นหายไปไหนหมดเหรอครับ ปกติเห็นล้อมหน้าล้อมหลังคุณทวด” แกล้งมองหาคนอื่นบนเรือน ทั้งที่กวาดมองตั้งแต่มาถึงแล้วรอบหนึ่ง

“แห่กันไปหว่านกล้าข้าวในน่าโน่น เหลือผู้หญิงแก่ๆ สองคนไว้เฝ้าเรือน ว่าแต่พ่อเถอะ ไปหว่านกล้าไว้หรือยัง”

“ผมให้ลูกน้องไปจ้างชาวบ้านมาช่วยจัดการให้เรียบร้อยแล้วครับ คุณอาบอกว่าต้องทำไว้ก่อนที่ฝนจะมาเล็กน้อย ไม่งั้นต้นกล้าอาจจะไม่แข็งแรงพอ จนถูกน้ำฝนกระหน่ำหักกลางต้นได้”

ระหว่างที่ทศวรรษนอนเจ็บตัวอยู่ที่บ้าน ก็สั่งให้คนสนิทออกไปจ้างชาวบ้านมาช่วยไถหว่านต้นกล้าเอาไว้รอ สองสามวันมานี้ฝนตกลงมาให้น้ำพอดี อีกสักอาทิตย์สองอาทิตย์พวกเขาน่าจะได้ต้นกล้าข้าวไปใช้ปักดำในทุ่งนาแล้ว

“ดีแล้วๆ พอมันโตจะได้ย้ายไปดำนา คราวนี้ถ้าคุณอยากได้คนไปช่วย ต้องไปจองคิวเอาไว้นะ จะให้ไปลงนาวันไหน ไปกี่คน บอกอาผู้ชายไว้ก็ได้ เดี๋ยวเขาจัดการให้เอง ไม่ต้องห่วงเรื่องค่าจ้าง ที่นี่เขารับงานหลายแบบ แบบเหมา แบบรายวัน ราคาขั้นต่ำตามมาตรฐานที่ชาวบ้านกำหนดเอาไว้”

“ต้องจองคิวด้วยเหรอครับ”

ตั้งแต่มาอยู่ที่นาทองคำแห่งนี้ นอกจากพ่อใหญ่หมูกับคนที่เรือนนี้แล้ว ก็มีชาวบ้านระแวกบ้านสองสามคนที่ทศวรรษกับลูกน้องส่งยิ้มทักทาย แต่ไม่เคยพูดจากันเป็นกิจลักษณะเลยสักครั้ง เรื่องการทำนาเขาก็เจาะถามขั้นตอนและทฤษฏีต่างๆ จากแดนดินกับลูกชาย ไม่เห็นอีกฝ่ายจะบอกเรื่องนี้ให้รู้บ้างเลย

“ต้องจองไว้ก่อน เดี๋ยวทวดให้อาดินเขาจัดการให้ จะลงนาวันให้ก็มาบอกแล้วกัน”

“ขอบคุณมากครับคุณทวด”

การปรึกษาเรื่องทำนาปลูกข้าวระหว่างหญิงชรากับชายหนุ่มจบลงแค่นั้น เมื่อมีใครบางคนแหกปากมาแต่ไกล

“แม่จ๋า หนูกลับมาแล้วววววววววววว”

ทั้งสองคนหันไปมอง ‘หนู’ เป็นตาเดียว เพราะเสียงที่ส่งมาก่อนตัวนั้นเป็นเสียงของผู้ชายวัยยี่สิบท่าทางแสนทะเล้นคนหนึ่ง หาใช่เด็กน้อย...

“อ้าว! มีแขกเหรอจ๊ะ ขอโทษจ้ะ” เทวายกมือไหว้ขอโทษทั้งย่าทวดและแขกแบบหน้าแห้งๆ  

“แม่...”

คนเดินตามมาเตรียมร้องเรียกแบบเดียวกันจนเทวาต้องหันไปปิดปาก ก่อนกระซิบบบอก

“ไม่เอาๆ บนเรือนมีแขกอยู่”

“อ่อยอู!

“เล่นอะไรกันอยู่ หลบไป พี่จะขึ้นเรือน” คเชนทร์พี่ใหญ่ผลักทีเดียวเจ้าแฝดกระเด็นออกคนละทาง ก่อนที่เขาจะเดินขึ้นมา พอเห็นว่าใครนั่งอยู่ก็ร้องทักพลางเดินเข้าไปหาสีหน้าเป็นมิตรกว่าเดิม “สวัสดีครับ หายดีแล้วเหรอ ขอบคุณที่ช่วยหนูนาเอาไว้อีกครั้งนะครับ ถ้าไม่ได้พี่ หนูนาของเราคงแบนไปแล้ว”

 ทศวรรษเพียงมองอาการของพี่น้องบ้านนี้ยิ้มๆ ก่อนจะบอกอย่างไม่ถือสา “วันนั้นทำไปโดยไม่รู้ตัวหรอก สัญชาตญาณมันบอกว่าต้องช่วยคน อาจเป็นเพราะไม่อยากเห็นหนูนาถูกทับจนแบนก็ได้ หึหึ”  

“ยังก็ต้องขอบคุณที่เข้าไปช่วยไว้ทันครับ”

“พี่ช้างก็ช่วยพี่เขาทำนาตอบแทนสิ” เทวาเข้ามาเสนอความคิด เขากับพี่ชายฝาแฝดเพิ่งบินกลับมาที่บ้านเกิดเมื่อเช้านี้ ด้วยไม่อยากพลาดการหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวในปีนี้ ไม่คิดว่าตอนพวกเขาไม่อยู่จะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น

ไอ้พี่ช้างจำคนผิด...แล้วทิ้งพี่สาวไว้ในเต็นท์ที่กำลังจะพังลงมา!

มันเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อที่สุดในรอบปีนี้เลยก็ว่าได้ คเชนทร์หวงสาวๆ ในบ้านน้อยกว่าพ่อกับพี่ชายบุญธรรมนิดเดียว เรื่องแค่นี้เขาไม่น่าทำพลาดก็ดันพลาด

สองแฝดกวาดสายตามองพี่ชายสุดหล่ออีกคนบนเรือน คนนี้สินะ...

ฮีโร่ที่ช่วยพี่สาวพวกเขาเอาไว้!

“วินกับวาก็รู้ว่าทุกวันนี้พ่อกับพี่ช้างช่วยให้ข้อมูลเรื่องการทำนากับพี่เขาอยู่” ย่าทวดช่วยเตือนความจำให้เหลนคนเล็กยิ้มๆ “ถ้าจะช่วยก็ต้องเป็นเรื่องอื่นแล้วละ”  

“ไม่ต้องมาตอบแทนอะไรผมหรอกครับ  แค่น้องปลอดภัยผมก็ดีใจแล้ว” คนทำการยื่นหมูยื่นแมวกับนรีกานต์ไปแล้วบอกขึ้นบ้าง

“ไม่ได้ๆ”

สองแฝดรีบเข้าไปส่ายหน้าบอกทศวรรษ

“ว่าที่คุณหมออย่างพวกเรารู้ดีว่าร่างกายอันสมบูรณ์แบบของพี่สำคัญแค่ไหน ยังไงก็ต้องตอบแทน”

“งั้นให้เขาใช้สิทธิ์รักษาฟรีกับพวกมึงสิ”  

“วาเรียนหมอสัตว์นะ” เทวาค้อนใส่พี่ชายแรงๆ

“งั้นก็ไปรักษากับวิน”

เทวินทร์ส่ายหน้าหวือ “อีกตั้งนานกว่าวินจะเรียนจบ ตอนนั้นพี่เขาจะอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้”

 “เอาเป็นว่าพี่รับรู้ถึงความรู้สึกขอบคุณที่ทั้งสามคนมี วันหน้าหากพี่ต้องการความช่วยเหลือ พี่จะบอกพวกนายแล้วกันนะ โอเคไหม”

“ก็ได้ครับ”

สามหนุ่มบ้านนาพากันนึกตามไม่นานก็พยักหน้าตกลง

ทศวรรษได้แต่หันไปยิ้มอ่อนให้คำหอม หากเด็กพวกนี้บังคับให้เขารับสิทธิ์รักษาฟรีมาจริงๆ สาบานเลยว่าถ้าไม่เห็นใบอนุญาตทางการแพทย์ฉบับจริงแท้แน่นอน 

เขาจะไม่ใช้สิทธิ์ที่ได้มาเป็นอันขาด...

------

เวลาผ่านไปราวหนึ่งเดือนชาวบ้านก็เริ่มลงมือทำนากันอย่างจริงจัง...

ต้นกล้าที่หว่านเอาไว้เป็นแปลงๆ ตามชนิดพันธุ์ข้าวที่ต้องการ ถูกทำมาปักดำตามขั้นตอนอย่างคุ้นเคย แต่ละบ้านพากันออกไปทำงานตั้งแต่เช้ามืด กว่าจะกลับเข้าบ้านก็เย็นย่ำ มีลูกเรียกมา มีหลานเรียกใช้ บางวันก็พากันรวมกลุ่มไปลงแขกให้คนโน้นคนนี้ บางวันก็จะรวมกลุ่มกันมารับจ้างดำนาให้แดนดินตามคิวที่ได้จองเอาไว้

เป็นวิถีที่ทำกันมาตั้งแต่ในอดีต ขณะที่พื้นที่อื่นเริ่มเปลี่ยนไปใช้การระบบนาหว่าน ซึ่งมีวิธิการไม่ยุ่งยากแต่กลับได้ผลผลิตต่างจากระบบนาดำมากมาย ที่สำคัญข้าวที่ปลูกแบบนาดำและปลูกโดยระบบปลอดสารเคมีจะสามารถเอาไปขายให้กับโรงสีข้าวคำหอมได้ โรงสีนี้ให้ราคาข้าวดีกว่าการนำไปขายให้กับโรงสีของรัฐบาลเสียอีก ขณะเดียวกันพวกเขาก็สามารถหารายได้เสริมจากการไปรับจ้างดำนาให้กับคนที่มีที่นาเยอะๆ ได้อีกทาง

...อย่างนาข้าวห้าไร่ของพวกทศวรรษเป็นต้น...

นาผืนน้อยที่ทศวรรษได้รับอนุญาตให้ลองทำ ถูกชาวบ้านมารุมช่วยลงแขกดำนาให้จนเสร็จภายในสองวัน ในอัตราค่าจ้างที่ถูกกว่าเขาว่าจ้างพนักงานรายวันในเดอะเฟิร์สแอร์เวย์เสียอีก 

นานวันเข้าทุ่งนารอบหมู่บ้านนาทองคำก็กลายเป็นสีเขียวอ่อนด้วยต้นกล้าข้าว อีกไม่กี่เดือนต้นอ่อนเหล่านี้ก็จะงอกแตกเป็นกอ แทงยอดออกรวงเป็นสีเหลืองทองอร่ามรอเวลาเก็บเกี่ยวในช่วงปลายปี ระหว่างนี้ก็แค่ดูแลเรื่องปุ๋ยหมักที่จะใส่กับต้นหญ้าที่จะขึ้นแซมเท่านั้น

คนตั้งใจหนีมาใช้ชีวิตแบบใหม่แก้เบื่อไม่ผิดหวังเลยที่เห็นทุ่งข้าวสีเขียวตรงหน้า ทศวรรษหวังเหลือเกินว่าพวกมันจะไม่เน่าตายจากการดำนาแบบกล้าได้กล้าเสียของพวกเขา เขาหวังให้มันเติบโตเป็นส่วนหนึ่งของทุ่งข้าวที่ล้อมรอบหมู่บ้านนี้  

“เราจะได้เกี่ยวข้าวพวกนี้จริงๆ เหรอครับ” วาทีสาบานว่าตอนแรกเขาไม่เห็นด้วยเลย ที่เจ้านายคิดจะมาปลูกข้าวเล่นอยู่ที่หมู่บ้านนาทองคำ แต่พอได้เห็นทุ่งข้าวพวกนี้ เขาก็เริ่มรู้สึกว่ามันเป็นงานใหญ่ที่จริงจังมากๆ แม้ว่านาข้าวของพวกเขาจะมีอยู่เพียงห้าไร่ ในจำนวนที่นานับพันไร่ของที่นี่

“มันน่าตื่นเต้นใช่ไหมล่ะ” ทศวรรษถามคืน

“ครับ แค่คิดว่าเราจะได้เกี่ยวข้าวพวกนี้ด้วยตัวเอง ผมก็อดใจรอแทบไม่ไหว”

วาทิตได้ยินแล้วอยากจะอัดเสียงตอนพี่ชายบ่นเรื่องมาทำนาอยู่ที่นี่ของเจ้านายมาแฉเหลือเกิน

ขณะกำลังยืนเสพความสำเร็จในเบื้องต้นกันอยู่นั้นเอง ใครบางคนกับลูกสมุนก็โผล่มาแต่ไกล วาทีมองเห็นก่อนเลยหันไปเรียกเจ้านาย

“คุณทศครับ”

ทศวรรษหันไปมองตามที่ลูกน้องส่งสัญญาณให้ เป็นคเชนทร์ที่ปั่นจักรยานเข้ามาหาพร้อมกับสุนัขหลังอานสองตัว

“เป็นไงบ้างครับ เคยเห็นต้นข้าวเขียวไปเต็มผืนนาแบบพาโรนามาอย่างนี้หรือเปล่า” คเชนทร์จอดรถถามพลางวาดมือไปตามทุ่งข้าว “ถ้าดูแลมันเป็นอย่างดี ก็สามารถทำผลผลิตออกมาได้เยอะพอสมควรเลยนะครับ”

“แล้วมันจะเก็บเกี่ยวได้เดือนไหน พี่จะได้วางแผนเรื่องเวลาได้ถูก พอดีต้องกลับไปจัดการธุระที่กรุงเทพฯ สักพัก”

 “ต้องรอให้มันกลายเป็นสีเหลืองทองอร่ามไปทั่วผืนดินนั่นแหละครับ เราถึงจะเก็บเกี่ยวมันได้ หากจะให้กะเวลาก็คงอีกสักเดือนสองเดือน ระหว่างนี้ถ้าพี่มีงานอะไรก็กลับไปจัดการให้เรียบร้อยได้เลย เพราะถ้าคิดจะลงเกี่ยวด้วยตัวเองละก็ พวกพี่จะไม่มีพลังเหลือไว้จัดการเรื่องอื่นเลย”

“ขนาดนั้นเลยหรือ” วาทีหลุดถามออกไปก่อนเจ้านาย

“ไม่เชื่อ?”

“ก็แค่เกี่ยวข้าว เดี๋ยวนี้รถเกี่ยวอัตโนมัติมีเยอะแยะ”

คเชนทร์ยักไหล่ตอบ “ก็แล้วแต่ครับ ตอนนี้เรามีรถเข้ามาทุ่นแรงก็จริง แต่ถ้าอยากเรียนรู้การทำนาจริงๆ ก็ควรจะลองทำแบบต้นตำรับชาวนาตัวจริงไม่ใช่เหรอครับ บอกเลยว่างานไถนาหว่านกล้าดำนาที่พวกพี่เคยทำ มันเทียบกันไม่ได้เลย”

ทศวรรษเลิกคิ้วมองชายหนุ่มเจ้าถิ่น “นายคงทำนาช่วยพ่อมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วสินะ ถึงได้รู้ดีไปทุกอย่างแบบนี้”

“ผมเกิดเป็นลูกหลานชาวนานี่ครับ ก็ต้องเรียนรู้วิถีของเราชาวนา ก็เหมือนกับคุณที่เรียนรู้วิถีการเป็นนักธุรกิจเพื่อสานต่อธุรกิจของครอบครัวนั่นแหละ” หนุ่มบ้านนาบอกแล้วหมุนตัวไปมองนาข้าวของครอบครัวด้วยความภูมิใจ “นาข้าวที่เห็นอยู่ตรงหน้านี้ก็เป็นผืนดินที่สร้างรายได้ให้กับครอบครัวของผมมาตั้งตารุ่นปู่ทวด ผลิตข้าวหอมดีๆ ออกไปให้คนกินไม่รู้กี่ล้านตัน หากเราไม่สานต่อในสิ่งที่ต้นตระกูลทำ แล้วใครจะทำล่ะครับ” 

“พูดได้ดี”

“เชิญชื่นชมตามสบายนะครับ ผมต้องเลยไปรับพี่สาวที่สวนดอกไม้ ยังไงขอตัวก่อน”

ไอ้หนุ่มชาวนาบอกเท่านั้นแล้วก็ขี่รถจากไปทันที


+++++++++++++++++++++++

บทนี้ป้าขอลงยาวๆ ไปเลยนะจ๊ะ จะได้สอดคล้องกับเนื้อหาใน e-book ที่จะวางขาย ^^ 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 25 ครั้ง

0 ความคิดเห็น