oooไลท์บูล ปริศนาลูกแก้วศักดิ์สิทธิ์ooo

ตอนที่ 14 : [Chapter 11]{Rewrite}

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 136
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    15 ต.ค. 52

Chapter 11

เสียงร้องไห้อย่างเจ็บปวดดังก้องไปทั่วห้องนอนของพวกนางกำนัน สร้างความหวาดกลัว แก่บรรดานางกำนันทั้งหลาย พวกเธอต่างกลัวกันจนไม่เป็นอันหลับอันนอนกัน ยามเมื่อเสียงนั้นสงบลง พวกเธอจึงสามารถนอนหลับได้อีกครั้ง เสียงร้องนี้ดังขึ้นทุกๆคืน

ในมุมมืดสายตาสีน้ำทะเลจ้องมองผู้ร้องไห้ ด้วยความเป็นห่วงใย

 

“องค์ชายเพคะ หม่อมฉันริน สายน้ำขอฝากตัวด้วยเพคะ ต่อไปนี้หม่อมฉันจะเข้ามาทำหน้าที่แทน คุณส้มแป้น จนกว่านางกลับมาจากการงานศพแม่ของนาง” กิลเลียมละสายตาจากงานบนโต๊ะ มองนางกำนันคนใหม่ที่มาทำหน้าที่แทนพี่ส้มแป้น

สายตาไล่จากส่วนล่างขึ้นส่วยบน ก่อนสะดุดกับใบหน้ารูปไข่ ผิวขาวอมชมพู ดวงตาสีฟ้าที่คุ้นเคยจ้องมองเขาด้วยความว่างเปล่า ไม่สามารถอ่านความคิดของเธอได้ ผมสีทองถูกปล่อยลง เธออยู่ในชุดกระโปรงสีเขียวอมฟ้า มันถูกทับด้วยผ้ากันเปรื้อนสีขาว

“ริน เธอคือรินจริงๆใช่มั้ย” กิลเลียมเข้าไปจับใบหน้าขาวของนางกำนันคนใหม่อย่างตื่นเต้น

“หึหึ อะไรทำให้องค์ชาย คิดว่าหม่อมฉันเป็นเด็กสาวคนนั้นล่ะเพคะ” ริน สายน้ำถามด้วยเสียงเรียบ สะบัดตัวออกจากการเกาะกุม

“ทุกสิ่งทุกอย่างของเธอ” เขาค่อยๆลดมือลงข้างตัว

“ถ้าเป็นเช่นนั้น องค์ชายก็จงจำเอาไว้ว่า ในคอนเนอร์ไม่มีคนที่ชื่อ นลิน เกเบรียลอีกแล้ว นางได้ตายไป พร้อมกับความอ่อนแอ ความอ่อนโยน ความไว้วางและมิตรภาพที่สังเวยให้กับการหลอกหลวง คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าองค์ชายนี้คือริน สายน้ำ ไม่ใช่นลิน เกเบรียล เพราะฉะนั้นองค์ชายทรงอย่าจำหม่อมฉันผิด ว่าเป็นคนอ่อนแอเช่นนั้นเลย” คำพูดเย็นชาของรินเท่ากับว่า รินยอมรับว่าตนเองคือนลิน เกเบรียลจริงๆ

องค์ชายช็อกกับคำพูด เขาทำท่าจะทรุดตัวลงกับพื้น ถ้าไม่ใช่ว่านางกำนันคนใหม่พยุงให้เขาไปนั่งบนเตียงเสียก่อน

“ตอนนี้ก็หมดหน้าที่ของหม่อมฉันแล้ว ขอตัวเพคะ” แล้วเธอก็หายไป

ทิ้งให้กิลเลียมนั่งแข็งทื่ออยู่บนเตียง

 

สายตาที่เคยเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความหวังดี บัดนี้ได้แปลเปลี่ยนเป็นสายตาที่เหมอลอย ราวกับคนละคน

เขาคิด ข้าควรจะทำอย่างไรดีให้นางกลับมาเป็นเมื่อเดิม ข้าควรจะทำอย่างไรดี

“ท่านพี่คะ ทำไมท่านพี่เหมอลอยขนาดนี้” ดวงตาสีทับทิมจับจ้องไปยังผู้เป็นพี่ ด้วยความกังวลใจ

“ถ้าท่านพี่ยังเป็นแบบนี้ต่อไป ท่านพี่ต้องไม่สบายแน่ๆเลยนะคะ” ผู้มีดวงตาสีทับทิมอีกคนกล่าวเสริม

“ก็ดีสิ ข้าก็อยากรู้เมื่อกันว่าคนคนนั้นจะรู้สึกอย่างไร” เสียงหัวเราะด้วยความสมเพชตัวเองดังออกมาจากปากของเด็กหนุ่มวัย 15 ปี

“ท่านพี่” เด็กฝาแฝดครางพร้อมกัน

“อย่าเป็นห่วงพี่เลย พิงค์ ฟิวส์ พี่ขออยู่คนเดียวสักพักเถอะนะ” เด็กหนุ่มผมสีม่วงเอนตัวนอนราบกับเตียงนอน

“ค่ะ” แล้วพิงค์กับฟิวส์ก็เดินออกไปตามคำสั่งของกิลเลียม ซึ่งมันก็สวนทางกับที่รินเดินเข้ามา

“องค์ชายเพคะ ทรงลุกมาเสวยอะไรบ้างเถอะเพคะ” รินวางถาดสำหรับลงบนโต๊ะข้างเตียง

“ไม่” กิลเลียมยกผ้าห่มขึ้นคลุมโปง

“องค์ชายทรงเสวยบ้างเถอะเพคะ องค์ราชา องค์ราชินีและองค์หญิงองค์ชายน้องๆของพระองค์ ทรงเป็นห่วงองค์ชายมากเลยเพคะ เพราะฉะนั้นองค์ชายลุกขึ้นมาเสวยอะไรซักหน่อยเถอะเพคะ” รินอ้อนวอน เสียงอ่อน

“นี่ เจ้าพูดมาจากใจของเจ้าหรือเปล่า” กิลเลียมหันหน้ามาทางริน ก่อนลดผ้าห่มให้พอดีกับดวงตา จ้องมองดวงตาสีฟ้า เพื่ออ่านความคิดของเธอ

“หึหึ พระองค์ทรงเข้าใจผิดแล้วเพคะ เพราะต่อให้องค์ชายสิ้นพระชนม์ หม่อมฉันก็ไม่รู้สึกอันใดทั้งสิ้น สิ่งที่หม่อมฉันพูด ล้วนแต่เป็นไปตามหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมายเท่านั้นเองเพคะ” รินกระตุกยิ้มให้กับกิลเลียม ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นไม่แม้แต่จะชายตามององค์ชาย ราวกับว่ามันซุกซ่อนความจริงบ้างอย่างไว้ ไม่ให้ใครรับรู้มันได้

 

ใต้เงาต้นไม้ใหญ่ ในส่วนลืกของสวนพฤกษา ท่ามกลางบรรยายที่ร่มรื่นสบายๆ เด็กสาวผู้หญิงคนกอดเข่า ใบหน้าซบลงกับเข่า ริมขอบตามีน้ำตาไหลออกมาไม่หยุดหย่อน

“ทำไมคะ ทั้งที่รู้ว่าทำไปแล้วจะมีแต่คนเสียใจ ทำไมเจ้าถึงยังทำอย่างนี้ นลิน เกเบรียล” เสียงหวานๆของคนๆหนึ่งดังมาจากบนต้นไม้

นลินเงยหน้าขึ้นมอง ปาดน้ำตาออกหลวมๆ พบกับเด็กสาววัยเดียวกัน เธอผู้นั้นมีดวงตาสีน้ำทะเลดูล้ำลึก ผมสีฟ้าอ่อนถูกปล่อยยาว ชุดกระโปรงสั้นสีฟ้าสลับขาวถูกจัดทำด้วยความประณีต บ่งบอกถึงฐานะว่าเธอเป็นลูกของคนชั้นสูง

“ท่านเป็นใคร” นลินว่า พลางมองหน้าของเด็กสาวคนนั้น อารมณ์ของเธอไม่ได้เปลี่ยนไปเลย ถึงแม้ดวงตาจะเปลี่ยนเป็นเย็นชาแล้วก็ตามที แต่น้ำตาที่ยังไหลบางหยุดบาง บ่งบอกว่าอารมณ์เสียใจยังคงตกค้างอยู่ภายในจิตใจ

นลินเป็นอย่างนี้ตลอด ต่อหน้าคนอื่นเธอทำตัวเย็นชา แต่ลับหลังพวกเขา เธอจะแอบมาร้องไห้คนเดียว เพื่อจัดการกับภาพหลอนที่เธอทำให้พวกเขาเหล่านั้นเจ็บปวดไปวันๆ ยามคนทัก เธอจึงไม่สามารถกำจัดอารมณ์เศร้าโศกได้ทันที แม้ตัวเองจะฝึกฝนหรือพยายามมาเท่าไหร่ก็ตาม มันเป็นอารมณ์ที่ยังตกค้างอยู่ในจิตใจ

“อมีลเลีย คามิลล่า” อมีลเลียแนะนำตัว ก่อนกระโดดลงมาทรุดตัวนั่งข้างๆนลิน

“ธิดาแห่งเทพ ผู้สามารถเข้าถึงจิตใจของผู้อื่นได้” นลินทำความเคารพอมีลเลีย และรำพึงตำแหน่งของเธอ ตามที่เคยอ่านในบันทึกตำแหน่งที่นางกำนันทุกคนต้องทราบ บัดนี้น้ำตาของเธอหยุดไหลแล้ว

“โธ่ เข้าใจผิดแล้วล่ะ ฉันเป็นผู้สืบทอดเฉยๆ ไม่ใช่ธิดาแห่งเทพ แล้วถึงแม้เลือดของเทพผสมอยู่จริง ก็มีแค่ 1 ใน 100 ของเลือดที่ไหลเวียนอยู่ภายใน” อมีลเลียยิ้มบาง

“ท่านช่างเป็นคนที่ปรับเปลี่ยนอารมณ์เก่งจริงๆเลยนะคะ” เมื่อเธอรู้ว่าความคิดที่อยู่ภายในใจนั้นไม่สามารถปกปิดเด็กสาวตรงหน้าได้ นลินจึงเลือกที่จะพูดออกมา

“แต่ก็ไม่เก่งเท่าเจ้าหรอก นลิน” อมีลเลียยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์

“ข้าไม่เข้าใจที่ท่านพูด” เด็กสาวผมทองตีสีหน้ากลบเกลื่อน

“ข้าจะไม่อธิบายให้เจ้าฟังหรอก นลิน จุดประสงค์ที่ข้ามาหาเจ้า ไม่ใช่จะมาตอบคำถามเจ้า แต่ข้าจะมาเตือนเจ้าหน่อยเท่านั้น” เด็กสาวผมฟ้าปรับเปลี่ยนสีหน้าเป็นสีหน้าเอาจริงเอาจัง

“เรื่องอะไรหรือ ท่านอมีลเลีย” เจ้าของดวงตาสีฟ้าเอียงคอเล็กน้อย

“ข้ารู้นะว่า เจ้าเกลียดคนหลอกลวง แต่ทำไมเจ้าต้องเอาสิ่งนั้น มาทำให้เจ้าเสียทุกอย่างที่มีไป ทำไมต้องประชดคนอื่นด้วยวิธีแบบนี้ ทำไมต้องทำทั้งที่รู้ว่าตัวเองต้องมาแอบนั่งร้องไห้ทุกวัน แล้วทำไมเจ้าถึงลืมคำสัญญาที่ให้ไว้กับแม่ของเจ้า ทำไมหรือ นลิน”

“...” นลินไม่ตอบ แต่ดวงตาฉายแววเจ็บปวดออกมาอย่างชัดเจน เพียงชั่ววินาที

“ร้องมาเถอะ นลิน ต่อไปนี้ ถ้าเจ้าไม่สบายใจตรงไหน จงมาหาข้าที่นี้ ข้าจะคอยอยู่เคียงข้าเจ้า เป็นเพื่อนเจ้าตลอดไป”  นลินทำท่าจะร้องไห้ อมีลเลียจับให้นลินซบหน้าลงบนไหล่ของตน นลินปล่อยให้ตัวเองร้องไห้คร่ำครวญอยู่เป็นเวลา ส่วนอมีลเลียก็ยกมือขึ้นลูบผมสีทองของนลินเบาๆ

 

“ที่ข้าเรียกพวกท่านมาคุยในวันนี้ คงไม่พ้นเรื่องของกิลเลียม ลูกชายของข้า บัดนี้เขาเป็นอะไรไม่รู้ ไม่ยอมกินข้าวกินปลามาเป็นเวลาสามวันแล้ว พวกเจ้ามีความเห็นอันใดกับเรื่องนี้บ้าง” องค์ราชาวิลเลียมกล่าวขึ้น ในห้องประชุมที่รวมเหล่าขุนนางเอาไว้

ภายในห้องมีแต่ความเงียบ ไม่มีใครเสนอความคิดใดขึ้นมา แม้แต่ดยุคแอลเบิร์ท ผู้ที่สามารถแก้ปัญหาต่างๆได้เสมอๆก็ตาม

“ว่าอย่างไร ท่านแอลเบิร์ท ท่านมีความคิดอย่างไรบ้าง” ราชาระบุคนตอบคำถาม

“ข้าคิดว่าเราควรหาต้นตอ ว่าองค์ชายเป็นแบบนี้เพราะอะไรกันแน่” ถึงแม้จะตอบไปแบบนั้น เขากลับไม่ยอมเงยหน้าขึ้นสบตากับองค์ราชา

“เป็นข้อคิดเห็นที่หน้าสนใจ ท่านเป็นอะไรไปหรือ ท่านแอลเบิร์ท ทำไมถึงไม่ยอมสบตากับข้า” วิลเลียมจ้องแอลเบิร์ท ดยุคคนสำคัญค่อยๆเงยหน้าซีดขาวของเขาให้คนอื่นๆเห็น ตามปกติเขาเป็นคนขาวอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นพอหน้าซีด สีหน้าจึงไม่ต่องอะไรกับกระดาษสีขาวเลย

“ท่านเป็นอะไรไปรึ ท่านแอลเบิร์ท”

“ไม่เป็นอะไรหรอกพะยะคะ ช่วงนี้หม่อมฉันกังวลเรื่องธิดาของหม่อมฉันมากไปหน่อย เลยไม่ค่อยได้นอน หน้าจึงซีดเช่นนี้”

กษัตริย์วิลเลียมทำท่าเมื่อคิดอะไรได้ ก่อนพูดออกมาให้คนอื่นๆได้ยิน “จริงสิ ข้าได้ข่าวแว่วๆว่า กิลเลียมรู้จักกับลูกของเจ้า”

“พะยะค่ะ นลินรู้จักกับองค์ชาย” แอลเบิร์ทตอบเบาๆ ก้มหน้าลงเช่นเดิม ปกปิดอะไรบางอย่างเอาไว้

“ท่านว่าที่กิลเลียมเป็นอย่างนี้เกี่ยวกับลูกสาวท่านหรือเปล่า”

“หม่อมฉันเกรงว่าจะเป็นแบบนั้น” ถึงแม้จะไม่อยากบอก แต่เขาก็จำเป็นต้องบอก ด้วยสัจสาบานที่เขาเคยมี เขาไม่สามารถผิดคำสาบานที่ตัวเองให้ไว้เด็ดขาด

“ถ้าเป็นอย่างนั้น เจ้าก็บอกให้นลินมาดูแลกิลเลียมสิ”

“ไม่ได้หรอกพ่ะย่ะค่ะ” เขาส่ายหัวไปมา

“ทำไม” วิลเลียมตวาดด้วยความโกรธ

“องค์ราชาทรงฟังหม่อมฉันก่อนพ่ะย่ะค่ะ ที่หม่อมฉันบอกว่าไม่ได้ เพราะบัดนี้หม่อมฉันยังหานลินไม่เจอเลยพ่ะย่ะค่ะ เธอหนีหม่อมฉันกับน้องไปเมื่อ 4 วันก่อน” แอลเบิร์ทเงยหน้าขึ้น ดวงตาฉายแววกังวลอย่างปิดไม่มิด

เมื่อได้ยินดังนั้น วิลเลียมจึงค่อยคลายความโกรธลงได้ “เจ้ารู้หรือเปล่าว่า เธอไปที่ไหนกัน”

“ไม่ทราบพะยะคะ”

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

“ขออนุญาติเพคะ หม่อมฉันนำอาหารว่างมาเสริฟเพคะ” เสียงใสๆที่คุ้นหูแอลเบิร์ทดังเข้ามา

“เข้ามา” รินยกถาดนำหน้านางกำนันคนอื่น เดินเรียงแถวเข้ามา

แอลเบิร์ทเบิกตากว้าง เมื่อเห็นใบหน้าของเด็กสาวที่นำอาหารว่างมาเสริฟ

“นลิน” เขาครางเบาๆ

แต่มันก็ไม่สามารถรอดพ้นหูของนลินไปได้ เนื่องจากบัดนี้เธอมาอยู่ข้างเขาแล้ว เธอจึงตอบกลับไปเบาๆว่า “ท่านดยุคแอลเบิร์ท เกเบรียลเข้าใจผิดแล้ว ข้าชื่อริน สายน้ำ ท่านคงจำคนผิดแล้วล่ะคะ” ริมฝีปากของเธอขยับเล็กน้อย ทำให้หลายคนไม่สังเกตเห็น

ยกเว้นกษัตริย์วิลเลียมที่สังเกตความผิดปกติของแอลเบิร์ท ตั้งแต่นางกำนันสาวคนนี้เข้ามา แต่ก็ไม่ทรงเลือกที่จะถามอะไรออกมา

---------------------------------------100%-------------------------------------------

68 ความคิดเห็น

  1. #57 need-not-to-know (@praewja) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2552 / 19:34

    อัพๆอีก

    อยากอ่านต่ออะ

    #57
    0