ตอนที่ 9 : (ย้อนอดีต) : เทพเจ้าแห่งสงคราม 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 195
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    25 เม.ย. 62

          จิฮารุลากเพื่อนสาวคนสนิทขึ้นมาถึงบนดาดฟ้าของโรงเรียน  ก่อนที่จะค่อยๆคลายมือออกจากเรียวแขนของอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกที่อื้ออึงไม่ต่างกับคนครึ่งหลับครึ่งตื่น

ทางด้านของเมกามิเองก็ได้พบกับภาพที่ดูเหมือนเป็นความทรงจำบางอย่างที่แสนจะคุ้นเคย  ราวกับว่าครั้งหนึ่ง...เธอได้เคยใช้ชีวิตผ่านเหตุการณ์ดังกล่าวมาก่อน…เมื่อนานแสนนานมาแล้ว  

และเมื่อได้เห็นภาพที่คลับคล้ายคลับคลาของใครบางคน…ก็ทำให้หญิงสาวต้องนึกถึงความฝันปริศนาเมื่อคืนนี้ขึ้นมาในทันที

…ผู้หญิงที่มีเรือนผมสีเงินเป็นประกายสวยงามผู้นั้น…ที่เราเห็นในความฝันเมื่อคืน…
…ที่ไป๋ฉีเจี้ยนบอกว่า…คือตัวของเรา…ในอดีตชาติ...

…ถ้าอย่างนั้น…ชายร่างสูงในชุดเกราะที่เราเห็นเมื่อกี้ล่ะ…อย่าบอกนะว่า…
…จิฮารุ?...

“มันคือครั้งหนึ่งในอดีตชาติระหว่างท่านกับข้า…”  

จู่ๆจิฮารุก็ใช้คำพูดแทนตัวเองที่แตกต่างออกไปจากเดิม  ทำให้ดรุณีน้อยต้องขนลุกซู่ขึ้นมาด้วยความพิศวง

“อดีตชาติงั้นเหรอ?”

“ใช่…”


เมกามิยืนคิดอยู่อย่างแน่นิ่งด้วยความสับสน  ก่อนที่จะนึกถึงคำพูดบางอย่างของเทพมังกรฟ้าขึ้นมาอีกครั้ง

"เมื่อถึงเวลาที่ท่านได้พบกับพวกเขาเหล่านั้นเมื่อใด  ความทรงจำในส่วนที่ขาดหายไปก็คงจะปรากฏให้ประจักษ์แจ้งต่อท่านได้อีกครั้ง"

“เป็นไปได้ยังไงกัน?”

…ระ…เรื่องแบบนี้  มันมีอยู่จริงๆน่ะเหรอ?...

โฉมงามก้มหน้าลงครุ่นคิดพยายามปะติดปะต่อเรื่องราวที่พอจะเป็นไปได้  ในขณะเดียวกันดวงตาคู่สวยก็เหลือบไปเห็นความผิดปกติบางอย่างของกำไลหยกที่สวมอยู่บนข้อมือของเธอ

…เอ๊ะ!?...สีของกำไลหยก?…ทำไมถึงกลายเป็นสีขาวแบบนี้ไปได้ล่ะ?...

…ระ…หรือว่า…
...สีของมันจะเปลี่ยนไปเมื่อมีความทรงจำในอดีตชาติของเรากับใครอีกคนปรากฏขึ้น?...จะใช่อย่างที่เราคิดรึเปล่านะ?...

สาวน้อยมองตรงไปยังบุคคลที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยอาการที่ยังตกตะลึงไม่หาย  ในวินาทีนั้นสายตาของเธอก็เห็นภาพของชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะแบบจีนโบราณซ้อนอยู่ข้างหลังร่างของเพื่อนสาว  ให้ความรู้สึกที่คุ้นเคยอย่างแปลกประหลาด  ราวกับว่าทั้งคู่ได้เคยพบเจอและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในห้วงช่วงเวลาหนึ่งที่นานแสนนานมาแล้วจริงๆ

หลังจากนั้นภาพของหัวหน้าห้องร่างเล็กก็ค่อยๆเลือนหายไป  เหลือเอาไว้แค่ภาพของชายหนุ่มร่างสูงในชุดเกราะสีดำแต่เพียงผู้เดียว

…นั่นคือ…ภาพลวงตางั้นเหรอ?....

“ยินดีเหลือเกินที่ได้พบกับท่านเทพธิดาอีกครั้ง”  

จู่ๆร่างของบุรุษรูปงามก็ก้มลงไปคุกเข่าคำนับอยู่ตรงหน้าของเด็กสาว  คำพูดที่ผิดแปลกไปจากเดิมและสิ่งที่ปรากฏอยู่ในสายตาทำให้เธอถึงกับต้องขนลุกซู่ขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเข้าใจได้อย่างชัดแจ้งแล้วว่านี่ไม่ใช่ความฝันหรือเรื่องล้อเล่นแต่อย่างใด
  
“ท่านเทพธิดา…”

“ท่าน…จำข้าได้หรือไม่…?”  ใบหน้าหล่อเข้มคมสันต์ของแม่ทัพชื่อกระฉ่อนแผ่นดินเงยหน้าขึ้นมาสบตากับสาวน้อยที่ยังมีความรู้สึกไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอยสักเท่าไหร่นัก

…เหลือเชื่อ!...นี่เราไม่ได้ฝันไปใช่ไหมเนี่ย?...

“…ฉัน”

“ได้โปรด…ส่งมือของท่านมาให้กับข้า…”  

เจ้าของเสียงทุ้มทรงอำนาจกล่าวขึ้นพร้อมกับยื่นฝ่ามือใหญ่ๆมารอรับการสัมผัสตอบรับจากเธอ  “ไม่แน่ว่าความทรงจำของท่านอาจจะปรากฏให้เห็นได้อย่างชัดแจ้งมากกว่านี้”

เมกามิยืนจ้องมองชายหนุ่มลึกลับด้วยความลังเลอยู่ครู่หนึ่ง  ก่อนที่จะตัดสินใจยื่นมือเรียวเล็กนุ่มนิ่มไปสัมผัสกับฝ่ามือของเขาตามคำเชื้อเชิญ  และในทันใดนั้นเอง...ภาพความทรงจำระหว่างคนทั้งคู่ก็พรั่งพรูออกมาให้เห็นราวกับเป็นภาพยนต์ที่มีการปรากฏตัวของเขาและเธอในอดีตชาติออกมาแทบจะทุกฉากทุกตอน

...ความทรงจำพวกนี้...

“นี่เธอคือ…”

“ใช่…ข้าเอง”

ชายหนุ่มได้ยินดังนั้นจึงระบายยิ้มกว้างออกมาอย่างพึงพอใจกับปฏิกิริยาของเด็กสาวผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นเทพธิดา





ย้อนกลับไปยังการปรากฏตัวครั้งแรกของเทพธิดาแห่งเนตรนภาและเทพมังกรฟ้า…ไป๋ฉีเจี้ยน  เมื่อราวๆพันกว่าปีที่แล้ว…


ณ  อาณาเขตบริเวณหน้าเมืองเล็กๆที่ชื่อว่าเสียวพ่าย...

เทพธิดาแห่งเนตรนภาเยื้องย่างอย่างสง่างามลงมาจากหลังของมังกรฟ้า  ฝ่าเท้าอันเปล่งปลั่งนุ่มนวลสัมผัสกับพื้นปฐพี  ท่ามกลางสายตาของชาวเมือง  เหล่าวีรบุรุษ  และทหารร่วมแสนคนที่กำลังยืนตกตะลึงไปกับภาพที่เห็นอยู่ตรงเบื้องหน้า  

รอบอาณาบริเวณนั้นจึงอยู่ในสภาวะที่เงียบสงัดและเต็มไปด้วยความสับสนอื้ออึงเหมือนตกอยู่ในภวังค์  ไม่มีแม้กระทั่งเสียงของอาชาศึกสักตัวที่จะร่ำร้องขึ้นมา  ราวกับว่าพวกสัตว์ของนักรบเองก็เข้าใจในปาฏิหาริย์ที่กำลังจะเกิดขึ้นไม่แตกต่างจากการรับรู้ของเหล่ามนุษย์ทั้งหลาย

สุดยอดแม่ทัพผู้ที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดแห่งยุค  เขาคือบุรุษหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะสีดำ  บนศีรษะนั้นสวมเครื่องประดับผมที่ถูกตกแต่งด้วยพู่จามรีสีแดง  ใบหน้าหล่อเหลาคมคายของเขาแสดงอาการตกตะลึงพรึงเพริดอยู่บนหลังม้าเซ็กเธาว์  ราวกับไม่เชื่อในสิ่งที่ตาเห็น

“นะ…นี่มัน…เรื่องจริงหรือนี่!”  เจ้าของใบหน้าคมสันต์ค่อยๆหันไปถามกุนซือผู้ชาญฉลาดที่อยู่ข้างๆกายของเขา

“ท่านเห็นเหมือนที่ข้าเห็นหรือไม่…ตันก๋ง?”

กุนซือร่างสันทัดในชุดอาภรณ์สีเทาหม่นก็มีอาการตาค้างแทบไม่ต่างกัน  เขาทำแค่เพียงพยักหน้าเบาๆเป็นคำตอบเท่านั้น

“ท่านวีรบุรุษผู้กล้าแห่งแผ่นดินทั้งหลาย  ยามนี้การศึกของพวกท่านนั้นมีแต่จะทำให้แผ่นดินต้องแตกแยกและลุกเป็นไฟ…”  

เสียงไพเราะเสนาะหูดังก้องกังวานราวกับเสียงระฆังทองแห่งฟากฟ้าเอื้อนเอ่ยประกาศถามต่อเหล่านักรบทั้งหลายที่กำลังยืนตกตะลึงไปกับการปรากฏตัวของเธอ

“ถ้าหากเป็นไปได้ในครานี้…พวกท่านจะทำการระงับยับยั้งสงครามที่ร้อนระอุราวกับเปลวเพลิงนี้ได้หรือไม่…”    

เมื่อเริ่มรู้สึกตัวและตื่นจากภวังค์ของปาฏิหาริย์อันน่าเหลือเชื่อ...ทุกคนต่างก็รีบคุกเข่าลงคำนับกราบกรานผู้อยู่เหนือธรรมชาติ  ซึ่งเป็นผู้ที่พวกเขาเหล่านั้นให้ความเคารพนับถือกันมาอย่างยาวนาน...หลายชั่วอายุคน



อีกฟากหนึ่งของอาณาบริเวณนั้น…

“พวกเจ้ามัวยืนทำอะไรกันอยู่  รีบคุกเข่าลงเดี๋ยวนี้!”  

มหาอุปราชผู้ยิ่งใหญ่นามกรโจโฉหันไปกล่าวติติงผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาที่ยังคงยืนอ้าปากหวออยู่ในอาการตกตะลึง  

“เร็วเข้าสิ!”  

จนเมื่อทุกคนได้สติกลับคืนมาก็รีบคุกเข่าลงกันอย่างจ้าละหวั่น  เหลือแต่เพียงแม่ทัพผู้หนึ่งที่ยังยืนแน่นิ่งเหมือนกับว่าสติสัมปชัญญะของเขาได้หลุดลอยหายออกไป

…นั่นมัน…

“โจหยิน!!”  

น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจนั้นเปล่งออกมาดังกึกก้องเสียจนทำให้ผู้ที่ถูกเรียกต้องสะดุ้งเฮือกขึ้นมา

“ขอรับท่าน…ขะ…ข้าขอประทานโทษด้วยขอรับ!”  

แม่ทัพหนุ่มร่างใหญ่โตบึกบึนในชุดเกราะสีน้ำเงินรีบคุกเข่าลงคำนับอย่างรวดเร็ว  หยาดเหงื่อเม็ดเบ้งผุดพรายขึ้นมาบนใบหน้าคมสันต์โดยไม่มีเหตุผล  

หลังจากนั้นเสียงของผู้คนนับแสนก็ดังฮือขึ้นมาเป็นการตอบรับคำบัญชาของเทพยดาผู้ศักดิ์สิทธิ์

“พวกเราจะทำการระงับสงคราม  ตามพระบัญชาของทวยเทพผู้มาจากสรวงสวรรค์”

…นี่หรือ…ความศรัทธาและอำนาจแห่งสรวงสวรรค์...มันช่างชัดเจนอะไรเช่นนี้...

…ท่านเทพธิดาผู้เป็นที่นับถือของพวกเราและบรรพบุรุษมาอย่างช้านาน…จะทำให้สงครามและความบาดหมางทั้งหมดยุติลง...แล้วทุกฝ่ายก็จะกลับมาสามัคคีปรองดองเป็นหนึ่งเดียวกันได้อีกครั้งเป็นแน่...

“ดี…!  นับจากนี้เป็นต้นไปข้าขอให้สงครามในแผ่นดินจงยุติลงเสียก่อน  ถ้าหากพวกท่านดื้อแพ่งและไม่เชื่อฟังในพระบัญชาของท่านมหาเทพ  รู้หรือไม่เล่าว่าสิ่งใดที่จะอุบัติขึ้น?”

“พวกเราทราบดีขอรับ!”




“นี่…พี่ใหญ่  พี่รอง  ถ้าหากเราไม่ทำตามแล้วจะเกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือ?”  

เสียงของแม่ทัพร่างใหญ่ในชุดเกราะสีเขียวที่อยู่อีกฟากหนึ่งของอาณาบริเวณกระซิบกระซาบถามกับบุรุษผู้พี่ทั้งสองคนที่กำลังก้มลงคำนับอยู่

“น้องสาม…เรื่องแบบนี้เจ้าจะทำเป็นเล่นไม่ได้นะ”  ชายหนุ่มผิวดำแดงที่มีหนวดเครายาวสลวยเอ่ยปรามกับผู้เป็นน้องเบาๆ

“ข้าไม่ได้ทำเป็นเล่นนะ…แต่ข้าไม่เคยรู้มาก่อนจริงๆนี่นา”

เมื่อได้ยินน้องชายร่วมสาบานทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่...บุรุษหนุ่มผู้มีกิริยามารยาทสุภาพเรียบร้อย  ใบหน้าเกลี้ยงเกลาแต่ทว่าแววตานั้นแฝงไปด้วยความเศร้าสร้อยอยู่เนืองๆ  ซึ่งมีนามว่าเล่าปี่จึงได้พูดขึ้น 

“ตามความเชื่อในเรื่องของเหล่าทวยเทพที่อยู่บนสรวงสวรรค์นั้น...บรรพบุรุษของพวกเราได้บอกกล่าวต่อๆกันมาหลายชั่วอายุคนแล้ว...ว่าถ้าหากผู้ใดดื้อดึง  ไม่ทำตาม  หรือดูหมิ่นคำบัญชาของท่านมหาเทพผู้ซึ่งปกปักษ์รักษาโลกมนุษย์ที่พวกเราอาศัยอยู่นั้น...จักต้องพบกับภัยภิบัติอันใหญ่หลวงนานัปการ”

“ภัยพิบัติอันใหญ่หลวงอย่างนั้นหรือ?”  ชายหนุ่มผู้เป็นน้องร่วมสาบานคนเล็กที่มีชื่อว่าเตียวหุยขมวดคิ้วหนาๆเข้าหากันแล้วครุ่นคิดตามไปด้วย

“แล้วภัยพิบัติที่ว่านั่นเป็นแบบไหนอย่างนั้นหรือ?  บรรพบุรุษของพวกเราได้เคยประสบกับชะตากรรมอันเลวร้ายนั้นมาแล้วใช่หรือไม่?  ถึงบอกกล่าวต่อๆกันมาเช่นนี้ได้?”

“ข้ามิได้มีเจตนาที่จะลบหลู่ในความศรัทธาหรอกนะ  เพราะข้าเองก็นับถือในเรื่องของเทพเจ้าเช่นกัน…แต่ข้าแค่อยากรู้เรื่องราวความเป็นมาเอาไว้บ้าง"


“เจ้าอย่าได้สงสัยหรือคลางแคลงใจใดๆเลยน้องสาม…เพราะสิ่งที่เห็นอยู่เบื้องหน้านั้นก็บ่งบอกชัดเจนแล้วว่าพวกเรากำลังพบกับปาฏิหาริย์อันยิ่งใหญ่แห่งแผ่นดินอยู่”  บุรุษที่มีหนวดเครายาวสลวยงดงามนามว่ากวนอูบอกกล่าวกับผู้เป็นน้องร่วมสาบาน




“เอาล่ะ…ถ้าเช่นนั้นพวกท่านจงถอยทัพกลับไปยังเมืองหลวงของพวกท่านเสียก่อนเถิด”  เทพธิดาแห่งความสันติป่าวประกาศก้องบอกกับเหล่าผู้คนทั่วทั้งอาณาบริเวณ

“สำหรับเหล่าผู้นำของแต่ละอาณาจักร  ข้าจะเป็นผู้เดินทางไปเจรจาสงบศึกด้วยตัวเองนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป"

“ขอรับ!!”

“พวกท่านจงลุกขึ้นเถิด”

เมื่อสิ้นเสียงของผู้อยู่เหนือธรรมชาติ…เหล่าผู้บัญชาการทหารจึงออกคำสั่งเคลื่อนทัพกลับเมืองหลวงตามคำประกาศิตแห่งสรวงสวรรค์ในทันที




“ท่านโจโฉขอรับ…ข้าคิดว่านี่คือโอกาสอันดีที่เราจะได้อัญเชิญท่านเทพธิดามาประทับและเยี่ยมเยือนในวุยก๊กของเราเป็นที่แห่งแรก  แต่ไม่ทราบว่าท่านจะเห็นด้วยเช่นนั้นหรือไม่?”   

กุนซือหนุ่มรูปงามผิวขาวซีดในอาภรณ์แพรไหมสีน้ำเงินกล่าวแนะนำกับผู้เป็นนาย

“ข้าก็คิดเช่นนั้นอยู่แล้ว…กุยแก”

“ขอรับ…”  

"ตกลง...ข้าจะเข้าไปกล่าวคำอัญเชิญต่อท่านเทพธิดาด้วยตัวของข้าเอง"

ในขณะที่โจโฉทำท่าจะเดินเข้าไปกล่าวคำอัญเชิญต่อเทพธิดาผู้งดงามนั้นเอง...สายตาของเขาก็พบกับร่างของแม่ทัพคนหนึ่งที่กำลังเดินตรงเข้าไปหาเทพแห่งสวรรค์เช่นกัน  หากแต่โจโฉต้องเป็นฝ่ายหยุดการกระทำลงเมื่อพบว่าคนผู้นั้นได้เดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าของท่านเทพธิดาก่อนเขาเสียแล้ว

          

          แม่ทัพชื่อก้องปฐพีผู้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเทพเจ้าแห่งสงคราม  เดินนำพาเอาร่างของตนเองไปคุกเข่าคำนับลงตรงหน้าของผู้มาเยือนจากแดนเทวโลก  ก่อนที่เขาจะเอ่ยกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือในความน่าเกรงขามที่มากไปด้วยบารมีของเทพทั้งสอง

“ข้าน้อยลิโป้  ขอแสดงการสักการะท่านเทพธิดาแห่งเนตรนภาและท่านเทพมังกรฟ้า”  เสียงแหบทุ้มของนักรบหนุ่มกล่าวขึ้น  เทพเจ้าทั้งสองจึงหันมามองที่ผู้มาใหม่โดยพร้อมเพรียงกัน

“ท่านคือยอดขุนพลลิโป้อย่างนั้นหรือ…?”  น้ำเสียงไพเราะกังวานเปรยถามไปยังร่างกำยำที่ยังคงก้มลงคำนับอยู่

“…ขอรับ”

“ลิโป้…ท่านรู้หรือไม่ว่าชื่อเสียงของท่านนั้นเลื่องลือระบือไกลมาถึงชั้นสวรรค์เลยทีเดียว”

“มิได้…ท่านเทพธิดากล่าวเกินไปแล้ว”  ลิโป้ได้ยินดังนั้นจึงเผยรอยยิ้มสง่างามเป็นการแสดงถึงความภาคภูมิใจในวีรกรรมของตนเองเป็นอย่างมาก



บทสนทนาระหว่างลิโป้และเทพผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่เกิดขึ้น  ยังคงอยู่ภายใต้สายตาของเหล่าแม่ทัพบางกลุ่มที่ยังไม่ทันได้เคลื่อนพลออกไปไหน

“ไอ้เดนมนุษย์คนทรพีนั่นมันบังอาจกระทำการตัดหน้าท่านมหาอุปราชได้อย่างไรกัน!?” 

บุรุษร่างใหญ่โตสวมชุดเกราะหนาสีน้ำเงินที่ในมือถือศาสตราวุธทวนยาว  เขายืนกระทืบเท้าหนหนึ่งแสดงถึงความไม่พอใจต่อสิ่งที่อยู่ในสายตา  เมื่อโจโฉเห็นเช่นนั้นเขาจึงกล่าวกับผู้ใต้บังคับบัญชาคนดังกล่าวขึ้น

“เคาทู…”

“ขอรับ?”

“เจ้าอย่าได้แสดงอาการเช่นนั้นเลย…มันจะทำให้เจ้าเสียภาพลักษณ์ของขุนพลใหญ่แห่งวุยก๊กเป็นอันมากนะ”  

โจโฉหลุบดวงตาเรียวเล็กมองลงไปยังผืนพสุธาแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ  ก่อนที่จะเบนสายตามองไปยังเทพเทวาทั้งสองอีกครั้ง

“แล้วข้าก็มิได้ติดใจอะไรกับเรื่องพรรค์นี้หรอก…เจ้าอย่าได้เดือดดาลไปเลย  มันช่างเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับข้านัก”  

คำพูดที่แสดงถึงความใจเย็นของมหาอุปราชทำให้ทหารผู้ใต้บังคับบัญชาต้องนึกชื่นชมเขาอยู่ในใจ

…ท่านโจโฉ…ช่างเป็นผู้ที่มีจิตใจอันสูงส่งยิ่งนัก  เห็นทีคงไม่มีผู้ใดที่จะเหมาะสมและคู่ควรแก่การขึ้นดำรงตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีมากไปกว่าท่านผู้นี้อีกแล้ว…

…ข้าคิดถูกจริงๆที่ได้เข้าร่วมกับกองทัพวุยอันแข็งแกร่งและมีผู้นำที่เพียบพร้อมอย่างท่าน...

“แต่ว่ามัน…ฮึ้ย…!!!”  เคาทูกำมือแน่นด้วยความคับแค้นใจแทนผู้เป็นนาย  หากแต่ตัวของเขาเองก็ไม่สามารถทำอะไรมากไปกว่านี้ได้เลย  มันช่างเป็นเรื่องที่น่าหงุดหงิดสำหรับเขาเสียจริงๆ  

เยื้องห่างออกไปจากจุดที่เคาทูยืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล  มีแม่ทัพหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังยืนยกยิ้มกว้างแสดงถึงความเป็นคนมีอารมณ์ขัน  บุคลิกของเขาดูว่องไวปราดเปรียวถึงแม้ว่าเขาจะสวมชุดเกราะหนาๆเหมือนกันกับเคาทู  เพียงแต่สิ่งที่แตกต่างออกไปก็คืออาวุธคันธนูและลูกดอกจำนวนมากที่อยู่ในห่อหนังที่เขาสะพายอยู่

“เจ้าจะคิดมากไปใยเล่า  ไม่ช้าก็เร็วท่านเทพธิดาก็ต้องมาถึงวุยก๊กของเราอยู่ดีมิใช่หรือ?”

“เรื่องนั้นข้าก็รู้ดี!  แต่ที่น่าคับแค้นใจก็คือไอ้คนผู้นั้นมันบังอาจตัดหน้าท่านโจโฉ!  ท่านเข้าใจความรู้สึกนี้ของข้าหรือไม่เล่าท่านแฮหัวเอี๋ยน!?”

อากัปกิริยาที่กำลังเดือดดาลของแม่ทัพร่างใหญ่กลับเป็นเพียงแค่ภาพของเด็กน้อยที่กำลังขึ้งโกรธในสายตาของแฮหัวเอี๋ยน  เขาจึงหัวเราะออกมาเบาๆด้วยความรู้สึกขบขันไปกับท่าทางของคนข้างๆ

...เจ้าองครักษ์เด็กน้อยเอย...

ในด้านหลังสุดของกลุ่ม..ยังมีอีกหนึ่งบุรุษที่เฝ้ามองเหตุการณ์นั้นอย่างเงียบๆ   ร่างกายสูงใหญ่ของเขาดูทรงพลังยิ่งกว่าแม่ทัพคนใด  ดูจากกล้ามเนื้อแน่นขนัดที่อยู่ภายใต้ชุดเกราะสีน้ำเงินนั้นก็พอจะรู้อยู่   

แล้วก็นั่น...ขวานด้ามยักษ์ที่เขาสะพายอยู่ข้างหลัง  ขนาดของมันใหญ่โตมโหฬารเกือบจะเท่าๆกับความสูงของเขา  หากพละกำลังของผู้เป็นเจ้าของไม่แข็งแกร่งจริงๆก็คงทำไม่ได้แม้แต่จะหยิบมันขึ้นมาถือเอาไว้เฉยๆ

ชื่อของเขาก็คือ...ซิหลง  กงหมิง  หนึ่งในห้าทหารเสือแห่งวุยก๊ก

“นี่คือตำนานที่เกิดขึ้นจริงกระนั้นหรือ…มือไม้ของข้านั้นสั่นไหวจนแทบจะควบคุมไม่อยู่  หยาดเหงื่อก็ท่วมไปหมดทั้งตัว เจ้ามีความเห็นเช่นไรบ้างหรือไม่…ซิหลง?”  โจหยินเอ่ยถามขึ้นหลังจากที่เดินมาหยุดอยู่ข้างๆของซิหลง

"....."

“ข้าไม่มีความเห็นใด…”

“เฮ้อ…เจ้านี่เย็นชาได้กระทั่งกับเรื่องแบบนี้เชียว?”  

โจหยินถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายเมื่อได้ฟังคำตอบที่น่าผิดหวัง  โดยที่อีกฝ่ายยังคงไม่ละสายตาจากเทพเจ้าผู้มาเยือนทั้งสอง




กลับมาที่เหตุการณ์ทางด้านของลิโป้

“แล้วนี่ท่านมีเหตุธุระอันใดหรือไม่...ถึงได้เดินเข้ามาหาข้าเช่นนี้?”  เทพธิดาผู้งดงามเปล่งวาจาเอ่ยถามยอดขุนพลหนุ่ม

“จริงอยู่ว่าข้ามีเรื่องที่กำลังร้อนใจเป็นอันมาก  แต่กระนั้นข้าก็ยังคงพะว้าพะวงอยู่ว่าควรจะกล่าวให้ท่านทราบดีหรือไม่”

“ท่านมาถึงขนาดนี้แล้ว  ก็จงบอกข้ามาเสียเถิด”

ลิโป้สูดลมหายใจเข้าไปในปอดเฮือกใหญ่  ก่อนที่จะค่อยๆผ่อนลมหายใจนั้นออกมาเบาๆ  

“ข้าต้องการความช่วยเหลืออันเป็นปาฏิหาริย์จากท่าน…”

“ความช่วยเหลืออันเป็นปาฏิหาริย์อย่างนั้นหรือ?  เป็นความช่วยเหลือเช่นใดกัน?”

“คือ…ในตอนนี้เตียวเสี้ยนภรรยาของข้ากำลังป่วยหนักมาก…ไม่มีผู้ใดเลยที่ล่วงรู้ว่าอาการป่วยนั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร"

“ไม่ว่าจะเป็นหมอที่มีฝีมือดีขนาดไหน…ก็ยังไม่อาจรักษานางให้หายเป็นปกติได้”  เทพเจ้าแห่งสงครามเล่าถึงเหตุผลของเขาด้วยแววตาที่ดูเศร้าหมอง

“และในตอนนี้ภรรยาของข้าป่วยหนักมานานร่วมเดือนแล้ว  หมอทุกคนที่ได้มาตรวจดูอาการต่างก็ลงความเห็นเช่นเดียวกันทั้งหมด…ว่านางคงจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกไม่เกินเจ็ดวันเป็นแน่”

“เพราะฉะนั้น…ข้าจึง…มองเห็นท่านเป็นแสงสว่างและความหวังเพียงหนึ่งเดียวจากสรวงสวรรค์” เจ้าของนัยน์ตาสีนิลดุดันเหลือบมองใบหน้าของอัปสรสวรรค์ในชั่วขณะหนึ่ง  ก่อนที่จะหลุบตาลงมองไปยังพื้นดินเบื้องหน้าเช่นเดิม  

“ข้ารู้ว่านี่เป็นความบังอาจที่ไม่สมควรจะเอื้อนเอ่ย  แต่…”

“ขอท่านเทพธิดาโปรดประทานปาฏิหาริย์ให้กับชีวิตของภรรยาข้าด้วยเถิด”  

กล่าวจบยอดขุนพลผู้เลื่องชื่อก็ก้มลงคำนับท่านเทพธิดาจนศีรษะของเขาจรดลงบนผืนปฐพี

ทางด้านของไป๋ฉีเจี้ยนได้ฟังดังนั้นก็ถึงกับลมออกจมูก  ดวงตาคู่ใหญ่สีทองคำวาววับเบิกโพลงด้วยความรู้สึกโกรธเกรี้ยว  เขาถลึงตาจ้องมองมายังเจ้าของร่างใหญ่ในชุดเกราะสีดำ  จากนั้นเสียงพูดคำรามกึกก้องกัมปนาทก็ดังขึ้น

“บังอาจนัก!  เจ้าคิดจะฝ่าฝืนกฏเกณฑ์ของโลกมนุษย์อย่างนั้นหรือ!?"

ลิโป้ถึงกับสะดุ้งเฮือกหลังจากที่ได้ยินเสียงของไป๋ฉีเจี้ยนที่ดังสนั่นราวกับเสียงฟ้าผ่า  

“ข้า…มิบังอาจคิดเช่นนั้น”

“การเวียนว่ายตายเกิดนั้นถือเป็นวัฏจักรและความเป็นไปของมนุษย์โลก!  เหตุใดเจ้าจึงคิดที่จะฝ่าฝืนลิขิตของสวรรค์เช่นนี้!?”

“ข้า…”  

…ก็เพราะนั่นคือหญิงเดียวที่ข้ารักมากที่สุด…และข้าคงไม่อาจทำใจได้ถ้าหากต้องเห็นนางจากไป…นางคือดวงใจของข้า...

…แต่ทว่า…สิ่งที่เราได้บังอาจเอื้อนเอ่ยร้องขอต่อท่านเทพธิดานั้นก็เป็นการกระทำที่กำเริบเสิบสานและเห็นแก่ตัวเกินไปอีกเช่นกัน  

…เรานี่ช่างโง่เขลาเสียจริงๆ...


“ตกลง…”

“หา!!?”  สุดยอดนักรบแห่งแผ่นดินรีบเงยหน้าขึ้นในทันทีเมื่อได้ยินเสียงของอีกฝ่ายตอบกลับมา “อะไรนะขอรับ!?”

“ข้าจะช่วยท่านเอง…อย่าได้กังวลใจไปเลย”

คำพูดที่ออกมาจากปากของอัปสรสวรรค์…ทำให้เทพมังกรผู้เป็นบริวารต้องหางตากระตุกขึ้นมาแทบจะทันที  

“ท่านจะทำเช่นนั้นไม่ได้เด็ดขาดเชียว!"

"ทำไมกันเล่า?"

“ท่านเทพธิดา…มนุษย์นั้นย่อมต้องเป็นไปตามกรรม  แต่ตัวท่านเป็นถึงเทพแห่งสรวงสวรรค์  จะยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องพรรค์นี้ไม่ได้เด็ดขาด!”  ไป๋ฉีเจี้ยนรีบกล่าวทักท้วงผู้เป็นนายด้วยความเป็นห่วง  เพราะถ้าหากท่านมหาเทพรู้เรื่องนี้เข้า  เห็นทีเธอจะต้องถูกลงโทษสถานหนักเป็นแน่

“เจ้าอย่าวิตกจนเกินกว่าเหตุนักเลย…ไป๋ฉีเจี้ยน  ท่านมหาเทพจะไม่มีทางรู้เรื่องนี้เป็นแน่”  เทพธิดาผู้งดงามกระซิบที่ข้างๆหูของเทพมังกรเบาๆ  

“ข้าขอรับรอง”

“แต่ว่า…!”

“เจ้าไม่รู้สึกสงสารชายผู้นั้นบ้างหรือ…เขาดูทรมานใจเสียขนาดนั้น  แล้วอีกอย่าง…สิ่งที่แม่ทัพผู้นั้นร้องขอก็มิได้สร้างความเดือนร้อนให้แก่ผู้ใดเสียด้วย"

เทพมังกรฟ้าถอนหายใจออกมาอย่างหนักอกหนักใจ  เมื่อเขารู้ดีอยู่แล้วว่าคำตอบของบทสรุปนี้ก็คือผู้เป็นนายจะต้องยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือมนุษย์ผู้นี้เข้าจนได้

“คำพูดของข้าไม่เคยมีความหมายสำหรับท่านเลยอย่างนั้นหรือ…ท่านเทพธิดา?  เมื่อเทียบกับมนุษย์พวกนี้แล้ว…ข้าคงด้อยค่าสำหรับท่านไปเลยอย่างนั้นใช่ไหม?”

…ถ้าหากข้าไม่รักท่าน…ไม่เป็นห่วงท่าน…มีหรือที่ข้าจะยอมขัดใจท่านสุดตัวขนาดนี้  เหตุใดท่านจึงชอบมองข้ามความหวังดีของข้าตลอดเลยเชียว…


“ข้าสาบานว่านี่จะเป็นครั้งเดียวและครั้งสุดท้าย”

“ท่านก็พูดเช่นนี้ทุกครั้งไป”

อัปสรสวรรค์แตะแต้มรอยยิ้มขึ้นมาบางเบากับท่าทางงอนๆของผู้เป็นบริวาร  จากนั้นจึงหันไปบอกกล่าวกับแม่ทัพหนุ่ม

“เอาล่ะ…ท่านลิโป้  จงนำทางเราไปหาผู้เป็นภรรยาของท่านเถิด”

“ขะ…ขอรับ!  ท่านเทพธิดา”  ขุนพลหนุ่มรีบรับคำแล้วลุกขึ้นเดินนำเทพทั้งสองไปยังในเมืองที่เขาได้พำนักอยู่   ท่ามกลางสายตาของไป๋ฉีเจี้ยนที่ยังคงจ้องมองแผ่นหลังของเขาไม่วางตา  


…เจ้ามันคือตัวต้นเหตุ…ที่ทำให้นายของข้าต้องฝ่าฝืนกฏของสวรรค์เช่นนี้!
…คอยดูเถิด…ถ้าหากเกิดอะไรขึ้นกับท่านเทพธิดาล่ะก็...ข้าจะตามเอาชีวิตของพวกเจ้าไปอีกร้อยชั่วโคตรเลยเชียว!...จงจำเอาไว้ให้ดี!



ห่างออกไปไม่ไกลเท่าไหร่  เล่าปี่  กวนอู  เตียวหุย และจูล่ง  ต่างกระโดดขึ้นควบม้าของตนเองพร้อมกับสั่งให้กองกำลังทหารทั้งหมดถอยทัพตามความประสงค์ของท่านเทพธิดา  แต่กระนั้นเตียวหุยก็ยังคงทอดสายตามองไปยังเหตุการณ์เบื้องหน้าด้วยสีหน้าที่ยุ่งเหยิงไม่สบอารมณ์

“มีอะไรหรือ…น้องสาม?”  กวนอูหันมาเอ่ยถามผู้เป็นน้องร่วมสาบานเมื่อเห็นว่าเขายังไม่ยอมควบม้าออกไปเสียที

“ข้าไม่อยากจะเชื่อเลย!”  เตียวหุยชี้มือหยาบหนาไปทางแม่ทัพผู้สง่างามที่กำลังเดินนำหน้าเทพผู้ศักดิ์สิทธิ์อยู่ไกลๆ  “ว่าไอ้ลูกสามพ่อที่ฆ่าคนโดยไม่เลือกหน้า...มันจะมีสิ่งที่เคารพนับถือกับเขาอยู่ด้วย!!?”

แม่ทัพผิวดำแดงร่างใหญ่ยกมือขึ้นมาลูบหนวดเครายาวๆของตนเอง  ดวงตาเรียวเล็กหรี่ลงมองไปยังบริเวณดังกล่าวอย่างพิจารณา  เขาค่อนข้างเห็นพ้องต้องกันกับสิ่งที่เตียวหุยได้กล่าวขึ้น  มันช่างเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อจริงๆที่ได้พบว่าคนโฉดอย่างลิโป้จะยังรู้จักค่ำว่าที่ต่ำที่สูงอยู่ด้วย

“ความเลื่อมใสศรัทธาในสิ่งศักดิ์สิทธิ์  เป็นสิ่งที่พวกเจ้าจะมองกันแต่ภายนอกเพียงอย่างเดียวมิได้หรอก”  เล่าปี่ควบม้าเดินเข้ามาหาชายหนุ่มทั้งสองคนแล้วอธิบายให้พวกเขาได้เข้าใจ

“พี่ใหญ่ก็เอาแต่มองคนในแง่ดีเช่นนี้ตลอด!"  น้องร่วมสาบานคนเล็กตอบกลับมาแทบจะทันที

“คนชั่วหนักแผ่นดินอย่างเช่นลิโป้ไม่มีทางนับถือเลื่อมใสสิ่งใดบนโลกนี้ได้หรอก  นอกจากทรัพย์สมบัติและเงินทองเท่านั้น!!”

“และเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่มันต้องการ...ต่อให้จะต้องลงมือเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์คนอีกสักกี่ร้อยกี่พันคน  ข้าเชื่อว่ามันก็จะทำ!!”  

เตียวหุยพูดเสียงดังฉะฉานแล้วจึงควบม้าออกไป  บุรุษผู้พี่ทั้งสองจึงได้แต่มองตามแผ่นหลังของเขาไปอย่างเงียบๆ

“ความละโมบกระหายอยากได้ใคร่ทุกสิ่งมันได้กัดกินความเป็นมนุษย์ในตัวของแม่ทัพผู้นั้นไปเสียจนหมดสิ้นแล้ว…ข้าเองก็คิดเช่นเดียวกันกับน้องสาม”  กวนอูอธิบายความคิดเห็นของเขาให้เล่าปี่ได้ฟัง

“เรากลับกันเถอะ…พี่ใหญ่” 

จากนั้น…วีรบุรุษผู้แข็งแกร่งแห่งแผ่นดินจ๊กก็พากันควบม้ากลับไปยังเมืองหลวงโดยที่ไม่ได้สนใจเหตุการณ์ที่อยู่เบื้องหลังนั้นอีก...



ณ  แคว้นกังตั๋ง…หลังจากที่เทพธิดาแห่งเนตรนภาได้ปรากฏกายขึ้นเพียงแค่ไม่กี่ชั่วยาม  

ร่างของนกพิราบสีขาวบริสุทธิ์ค่อยๆถลาร่อนลงมาเกาะอยู่บนไหล่ของชายหนุ่มรูปงามในชุดเกราะสีแดงผู้หนึ่ง  ในขณะที่เขากำลังนั่งพักอยู่บริเวณริมลำธารในป่าใหญ่หลังจากที่เหน็ดเหนื่อยกับการล่าสัตว์มาตลอดทั้งวัน  เรือนผมของเขาเป็นสีน้ำตาลแดงคล้ายๆกับสีสนิมอันเนื่องมาจากการถูกเปลวแดดแผดเผา  ใบหน้าหล่อเหลาคมสันต์ภายใต้ผิวเนื้อสีแทนนั้นมีหนวดเคราบางๆขึ้นมาประปราย  ถึงแม้ว่าแววตาของเขาจะเต็มไปด้วยความอ่อนโยน  แต่ทว่าบุคลิกโดยรวมแล้วเขาก็ยังดูสง่างามและน่าเกรงขามอยู่ดี

…นกพิราบสื่อสาร?...

บุรุษร่างสูงหยิบเอากระดาษสีขาวแผ่นหนึ่งที่ผูกติดอยู่กับขาของนกพิราบนั้นออกมาคลี่อ่านดูโดยทันที  ซึ่งในจดหมายฉบับนั้นได้ปรากฏใจความเอาไว้ว่า…

(เรียนท่านแม่ทัพไทสูจู้  นี่คือสาสน์ลับจากพวกข้าเหล่าทหารผู้มีความจงรักภักดีต่อแคว้นกังตั๋งที่ได้แฝงตัวอยู่ในกองทัพของโจโฉตามแผนการลับของท่านซุนเซ็ก)

(เมื่อราวๆสองชั่วยามก่อน  ในขณะที่กองทัพของโจโฉ  เล่าปี่  และลิโป้  กำลังเตรียมการเพื่อที่จะทำการศึกแย่งชิงเมืองเสียวพ่ายนั้น…ก็ได้มีปาฏิหาริย์อันน่าเหลือเชื่อเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด)

…ปาฏิหาริย์อย่างนั้นหรือ?...

ข้อความในย่อหน้าแรกที่ได้ผ่านสายตานั้นทำให้คิ้วหนาๆของแม่ทัพหนุ่มขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัยใคร่รู้  เขาจึงไม่รอช้าที่จะรีบอ่านจดหมายนั้นต่อในทันที

(เทพธิดาแห่งเนตรนภาผู้ซึ่งเป็นที่นับถือของพวกเราและบรรพบุรุษ  ได้ปรากฏกายขึ้นพร้อมกับเทพมังกรฟ้าที่บริเวณหน้าเมืองเสียวพ่ายต่อหน้าผู้คนและทหารนับแสน  และนอกจากนี้ท่านเทพทั้งสองก็ได้หยุดยั้งสงครามที่จะเกิดขึ้นในครานั้นเอาไว้ได้อีกด้วย)

(ท่านเทพธิดาได้กล่าวเอาไว้ว่าจะเข้าเจรจากับเหล่าผู้นำของทุกฝ่ายเพื่อทำการสงบศึกและยุติสงครามทั้งหมด  รวมไปถึงท่านผู้นำแห่งแคว้นกังตั๋งของพวกเราด้วยเช่นกัน  เพราะฉะนั้นข้าจึงได้เขียนจดหมายลับฉบับนี้ขึ้นมา  ขอท่านแม่ทัพโปรดรายงานเรื่องนี้ให้ท่านซุนเซ็กได้ทราบด้วย)

หลังจากที่ไทสูจู้อ่านสาสน์ลับฉบับนั้นจนจบ  เขาก็ม้วนจดหมายดังกล่าวเก็บเอาไว้ในบริเวณสาบเสื้อของอาภรณ์สีขาวที่อยู่ภายใต้ชุดเกราะ  จากนั้นเขาจึงกระโดดขึ้นควบม้าคู่ใจแล้วตรงไปยังจวนของผู้นำแห่งกังตั๋งในทันที








ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

60 ความคิดเห็น