ตอนที่ 8 : อะไรกัน?

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 195
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    23 เม.ย. 62

“ไป๋ฉีเจี้ยน!!!”

เมกามิลุกขึ้นนั่งพรวดพราดอยู่บนเตียงกว้างหลังจากที่ความฝันอันแสนยาวนานจบลง  ผิวกายขาวผ่องถูกแซมไปด้วยหยาดเหงื่อที่ผุดพรายขึ้นมาบางเบา  พร้อมกับความสับสนที่ก่อตัวขึ้นในความรู้สึกนึกคิดเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาสู่โลกของความเป็นจริง

…อา…ความฝันอย่างนั้นเหรอ?...
…หรือว่า…มันจะเป็นเรื่องจริง…?

…แต่ทำไม…เรากลับจำความฝันนั้นได้ทั้งหมดเลยล่ะ…นี่มันเรื่องอะไรกันแน่?...

หญิงสาวก้มลงไปมองยังกำไลข้อมือหยกสีเขียวเข้มเฉิดฉายที่สวมใส่อยู่นั้น  ก่อนที่จะยกมือขึ้นมาสัมผัสมันเบาๆ

...บอกฉันทีเถอะนะ...



“ก๊อกๆๆ”

“คุณหนูคะ…ได้เวลาอาบน้ำแล้วค่ะ”  เสียงของสาวใช้วัยกลางคนร้องเรียกผู้เป็นนายอย่างสุภาพจากอีกฟากหนึ่งของประตูห้อง  ทำให้หญิงสาวต้องตื่นจากภวังค์ในตอนนั้นทันที

“หนูตื่นแล้วค่ะ  ขอเวลาอาบน้ำสักครู่นะคะ"

“ค่ะคุณหนู  ตอนนี้อาหารเช้าก็พร้อมแล้วนะคะ”

“ค่ะ…”  

เด็กสาวลุกขึ้นจากเตียงใหญ่หนานุ่มที่แสนสบายก่อนจะเดินเข้าไปในห้องอาบน้ำส่วนตัวของเธอ  หากแต่จิตใจนั้นก็ยังไม่วายที่จะคิดเรื่องความฝันอันน่าพิศวงเมื่อคืนนี้

…ไป๋ฉีเจี้ยน  เราจะได้เจอกันอีกหรือเปล่า…?  ถ้าหากนั่นเป็นเรื่องจริง…

…หรือว่าความฝันนั้น  อาจจะเป็นเพียงแค่สิ่งไร้สาระที่อยู่ในก้นบึ้งของจิตใจเรากันแน่นะ?...




บุตรีของนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลเดินทางมาถึงโรงเรียนในเวลาปกติเหมือนทุกๆวัน  เช่นเดียวกันกับเจ้าชายแห่งแกรนด์ดาเนปทั้งสามที่ปรากฏตัวขึ้นในเวลาเดียวกันนี้จนกลายเป็นเรื่องปกติที่เธอคุ้นเคยไปแล้ว

ฮิรุยะที่เดินอยู่ด้านหน้าสุดส่งสายตาดุดันจ้องมายังสาวน้อยคนงามที่กำลังเดินอยู่ตามทางเดินโดยไม่มีปฏิกิริยากระโตกกระตากใดๆ  ซึ่งดูแตกต่างจากตอนแรกๆที่ได้เจอกัน  เมื่อเธอหันมาพบหน้าชายหนุ่มเข้าอย่างจังก็มีความรู้สึกหวาดระแวงในตัวของเขาอยู่เล็กๆ  

ก็เพราะในใจของเธอยังแอบหมายหัวเอาไว้ว่าเขาคือคนที่ผลักเธอตกจากบันไดลงมาน่ะสิ  เพียงแต่เธอก็ไม่มีพยานหรือหลักฐานใดๆที่จะเอาผิดเขาได้

เจ้าชายหนุ่มหัวร้อนปรายหางตามองมายังเด็กสาวแล้วผุดรอยยิ้มเย้ยหยันที่มุมปากขึ้นน้อยๆดูผิดสังเกต  ก่อนที่เขาจะเชิดหน้าเดินผ่านเธอไปเฉยๆ โดยที่ไม่ได้เอื้อนเอ่ยคำพูดใดๆออกมา  ท่ามกลางความประหลาดใจของเธอและสองรุ่นพี่หนุ่มหล่อที่เดินอยู่ข้างหลัง  ก็นะ...ปกติเวลาเจอหน้าเธอเขามักจะมีอาการกระโตกกระตากอยู่เสมอเลยนี่นา

แต่ถึงกระนั้นสายตาของรุ่นพี่ทั้งสองก็จ้องมองมายังดรุณีคนงามอย่างพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมาย  

ฮาจิเมะเดินผละออกจากกลุ่มมาหยุดอยู่ตรงหน้าของเด็กสาวรุ่นน้องแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย  ทำให้เธอต้องหยุดเท้าลงแล้วเงยหน้าขึ้นมามองบุรุษที่ยืนขวางทางอยู่  ภายใต้สายตาของผู้หญิงเกือบทั้งโรงเรียนที่รู้สึกอิจฉาริษยาในสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอเป็นอย่างมาก

“นี่…ดูสิๆ…รุ่นพี่ฮาจิเมะเดินเข้าไปหายัยนั่นด้วยตัวเองเลยนะ”

“น่าหมั่นไส้ชะมัด…คิดว่าตัวเองสวยมากเลยรึไงนะ”

คาซึโตะเองก็รู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อยกับการกระทำของเพื่อนหนุ่มคนสนิท  จนต้องเผลอหยุดเท้าแล้วหันไปมองหนุ่มสาวทั้งสองคนด้วยเช่นกัน

“อรุณสวัสดิ์…” 

“อรุณสวัสดิ์ค่ะ...รุ่นพี่โฮชิงากิ”  เมกามิโค้งศีรษะเป็นมารยาทต่อชายหนุ่มรุ่นพี่  ริมฝีปากที่ดูนุ่มละมุนของอีกฝ่ายจึงแตะแต้มรอยยิ้มอันอ่อนโยนขึ้น

“เธอรู้จักชื่อของฉันด้วยเหรอ…?”

“ค่ะ…ก็พอรู้มาจากเพื่อนๆในห้อง”

…ก็ยูอิเล่าให้ฟังซะละเอียดยิบขนาดนั้นนี่นา…

“แปลก…แต่ฉันก็รู้สึกดีใจนะ  ที่เธอจำชื่อของฉันได้”

คำพูดพร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่นนั้นทำให้เด็กสาวต้องกะพริบตาปริบๆอย่างไม่เข้าใจ “ทำไมถึงต้องรู้สึกดีใจล่ะคะ?”

“ผู้หญิงเกือบทุกคนในโรงเรียนก็น่าจะรู้จักชื่อของรุ่นพี่กันทั้งนั้นเลยไม่ใช่เหรอคะ?”

เมื่อรู้ตัวว่าตัวเองได้เผลอพูดจาอะไรแปลกๆออกไป  เขาก็ยกมือขึ้นมาเกาศีรษะเบาๆแก้เก้อ

“อา…นั่นสินะ”  ชายหนุ่มพึมพำเบาๆ  ก่อนที่จะเริ่มพูดในสิ่งที่ตั้งใจออกมา  “จริงสิ…”

“ตอนนี้เธอกลายเป็นคนดังในแกรนด์ดาเนปไปแล้วนะ…รู้รึเปล่า?"

“ฉันน่ะเหรอคะ?”

“ใช่…นี่เธอไม่รู้ตัวเลยเหรอ?  ฉันได้ยินพวกผู้ชายในโรงเรียนพูดถึงบุคคลิกและหน้าตาของเธอกันอย่างชื่นชมทั้งนั้นเลยนะ”

…เอ๋…เราเนี่ยนะ?

“คือ…ฉัน…ไม่ได้สนใจเรื่องนั้นเลยน่ะค่ะ”  

คำตอบที่ผิดคาดนั้นทำให้ฮาจิเมะต้องเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจ  ว่าเหตุใดเธอถึงได้มีความคิดที่แปลกไปจากเด็กผู้หญิงคนอื่นๆ  เพราะเขารู้ดีว่าการทำตัวให้สวยและเด่นดังกว่าใคร  คือเป้าหมายที่สาวๆในโรงเรียนนี้ต่างพยายามขวนขวายทำกันทั้งนั้น  

“เธอนี่…แปลกคนจริงๆเลยนะ”  นัยน์ตาสีน้ำตาลที่ดูอบอุ่นนั้นจับจ้องมายังเจ้าของเรือนร่างงดงาม  พร้อมๆกับรอยยิ้มที่ระบายขึ้นมาอย่างอ่อนโยน

“น่าสนใจจริงๆ…”

“คะ?"  ถึงแม้จะโพล่งกลับไปเหมือนไม่ได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย  แต่พวงแก้มของเด็กสาวกลับถูกเจือไปด้วยสีเลือดฝาดระเรื่อ

 เมื่อฮาจิเมะเห็นดังนั้นก็หัวเราะขึ้นมาเบาๆในความใสซื่อที่แสนน่ารักของสาวน้อยตรงหน้า

“ไม่มีอะไรหรอก…ไว้เจอกันใหม่นะ”  

ชายหนุ่มยังคงระบายยิ้มอบอุ่นอยู่บนใบหน้าเช่นเดิมก่อนที่จะหันหลังเดินกลับไปหาประธานนักเรียนมาดนิ่งที่ยังคงยืนรออยู่  

“ไปกันเถอะ  คาซึโตะ”

“…..”
 
เจ้าของนัยน์ตาสีเทาเย็นเยียบสบตากับเมกามิครั้งหนึ่ง  ก่อนที่จะก้าวขาออกไปพร้อมๆกับเพื่อนคนสนิทของเขา

หญิงสาวมองตามร่างสูงของรุ่นพี่ดาวโรงเรียนรูปหล่อทั้งสองคนจนหายลับขึ้นอาคารเรียนไป  แต่ในใจก็รู้สึกสงสัยในการกระทำแปลกๆของเจ้าชายผู้อ่อนโยนอยู่ไม่น้อย

…อะไรของเขานะ?...


เหตุการณ์ทั้งหมดและบทสนทนาของหนุ่มสาวที่เกิดขึ้นระหว่างทางเดินเข้าอาคารเรียนไม่ได้อยู่แค่ในสายตาของเหล่าบรรดานักเรียนผู้ให้ความสนใจเท่านั้น  หากแต่อาจารย์หนุ่มร่างสูงผิวขาวซีดที่ยืนจิบชาร้อนๆอยู่ตรงหน้าต่างห้องชมรมศิลปะก็ได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดมาตั้งแต่ต้นเช่นกัน  

ไม่สิ…น่าจะพูดได้ว่าเขาเห็นทุกอย่างตั้งแต่วันแรกที่เธอก้าวเข้ามาในแกรนด์ดาเนปเลยมากกว่า

ซึ่งตัวของชายหนุ่มเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม…ในเวลานี้ของทุกๆวันนับตั้งแต่ที่เขาได้เห็นหน้าเธอ  เขาจะต้องมายืนจิบชาอยู่ตรงบริเวณหน้าต่างของห้องชมรมแบบนี้ด้วย  พอรู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นความเคยชินไปเสียแล้ว 

ชูเฮย์ผุดรอยยิ้มอย่างขบขันให้กับความคิดของตัวเอง  นี่ถ้าหากเธอไม่ได้มาขอสมัครเข้าชมรมศิลปะเมื่อวานนี้ล่ะก็…  บางที…เขาอาจจะต้องเป็นฝ่ายออกมาตามหาสาวน้อยเองก็เป็นได้ 

เพราะความบังเอิญอันน่าเหลือเชื่อของภาพวาดที่เกิดขึ้นจากจินตนาการของเขา  กับโฉมงามที่มีตัวตนอยู่จริงดันหน้าตาเหมือนกันอย่างกับแกะแบบนี้  มีหรือที่คนอย่างเขาจะปล่อยให้เหตุการณ์อันน่ามหัศจรรย์แบบนี้ผ่านไปเฉยๆได้

…ก็เพราะบนโลกใบนี้…ยังมีอะไรให้เราออกไปค้นหาอยู่อีกมากมายยังไงล่ะ…

…แน่นอน…รวมทั้งเรื่องของเธอด้วยนะ…ชิรายูกิ  เมกามิ




ระหว่างทางที่กำลังเดินไปยังห้องเรียนของชั้นปีสามนั้น  บรรยากาศรอบตัวของทั้งสองหนุ่มหล่อผู้เป็นประธานนักเรียนก็เงียบสงัดไร้ซึ่งเสียงพูดคุยใดๆ  ทางด้านของคาซึโตะเองนั้นยังคงรู้สึกแปลกใจกับสิ่งที่เพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อสักครู่  เพียงแต่เขาก็ไม่คิดที่จะเปิดปากถามอะไรออกไป  

สีหน้าที่ปกติจะเรียบเฉยเย็นชาไร้ซึ่งการแสดงอารมณ์ใดๆ  แต่บัดนี้กลับปรากฏให้เห็นซึ่งอาการสงสัยใคร่รู้ออกมาอย่างชัดเจน  คิ้วหนาได้รูปขมวดเข้าหากันน้อยๆ โดยที่แม้แต่เขาเองก็ยังไม่รู้ตัว

เมื่อฮาจิเมะเห็นเพื่อนหนุ่มคนสนิททำสีหน้าเช่นนั้นแล้ว  เขาก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเบาๆ

“นายขำอะไร?…”

“นายมีอะไรอยากจะถามฉันรึเปล่า…คาซึโตะ?”

“นายกำลังพูดถึงเรื่องอะไร?"

เจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนนุ่มนิ่มพูดตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น

“…นี่”

“สีหน้านายแสดงออกมาซะขนาดนั้น”

“งั้นรึ?”  คาซึโตะรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติทันที  จากนั้นเขาจึงตัดสินใจถามอีกฝ่ายออกไป

“นาย..รู้จักเด็กคนนั้นด้วยเหรอ?”

คำถามจากคาซึโตะทำให้เจ้าของแววตาอ่อนโยนนั้นต้องคลี่ยิ้มออกมายกใหญ่  “ฉันคิดอยู่แล้วว่าคำถามของนายจะต้องเกี่ยวกับเด็กคนนั้น"

“…..”

“นอกจากนั้น…ฉันคิดว่าอีกเรื่องที่นายอยากจะถาม…ก็คือ”

“ฉันเข้าไปคุยอะไรกับเด็กคนนั้น?  ฉันพูดถูกรึเปล่า?"

“ความฉลาดของนายมันช่างน่ากลัวจริงๆ”  ชายหนุ่มผู้เย็นชาเปรยบอกกับคนที่เดินอยู่ข้างๆแล้วแอบถอนหายใจออกมาเบาๆ  ในขณะที่เจ้าของใบหน้าหล่อละมุนนั้นยังคงยกยิ้มอบอุ่นเช่นเดิมก่อนที่จะกล่าวขึ้นอีก

“ฉันไม่ใช่คนที่สนิทกับนายที่สุดหรอกหรือไง”

“…ก็จริงของนาย”  

ฮาจิเมะผ่อนรอยยิ้มให้เบาบางลงเล็กน้อย   ดวงตาคู่งามยังคงจับจ้องมองตรงไปยังสรรพสิ่งที่อยู่ตรงหน้า 

“เด็กคนนั้นน่ารักและมีเสน่ห์ล้นเหลือขนาดนี้…ไม่ว่าใครเห็นก็เป็นต้องหลงใหลได้ปลื้มกันทั้งนั้นแหละ  นายคิดเหมือนฉันรึเปล่าล่ะ?”

"ไม่รู้สิ"

“ไม่ใช่เฉพาะพวกหนุ่มๆคนอื่นๆในโรงเรียนเท่านั้นหรอกนะที่คิดแบบนั้น...แต่ฉันกำลังหมายถึงนายด้วย”

คาซึโตะได้ฟังดังนั้นก็ชะงักฝีเท้าลงในทันที

“นายหมายความว่ายังไง?”

“เรื่องแบบนี้ตัวนายเท่านั้นที่รู้ดีที่สุดไม่ใช่เหรอ?”

“นายกำลังเข้าใจฉันผิดอยู่นะ”  คำปฏิเสธเป็นพัลวันนั้นทำให้ฮาจิเมะถอนหายใจออกมาเบาๆ  แต่รอยยิ้มก็ยังคงปรากฏอยู่บนใบหน้าหล่อๆของเขา

“ถ้างั้นฉันต้องขอโทษนายด้วยก็แล้วกัน  บางทีฉันอาจจะคิดผิดไปเองก็ได้…หวังว่านายจะไม่ถือสา"

“…อืม”

“ถ้างั้นเรารีบไปเถอะ  เดี๋ยวจะเข้าห้องเรียนสายกันทั้งคู่นะ”  

กล่าวจบฮาจิเมะก็เดินนำหน้าคาซึโตะออกไปก่อน  นัยน์ตาสีตะกั่วของอีกฝ่ายจ้องมองตามแผ่นหลังกว้างของเพื่อนคนสนิทด้วยความรู้สึกคลางแคลงใจในคำพูดที่ชวนให้ต้องขบคิดไปอีกนาน




          เมกามิเดินตรงไปหยุดอยู่ที่หน้าตู้ล็อคเกอร์ของตัวเอง  ก่อนที่จะก้มลงไปถอดรองเท้าเพื่อเอามาเปลี่ยนกับอีกคู่หนึ่งที่อยู่ในตู้นั้น  แต่เมื่อเปิดประตูออกมา…สิ่งที่หญิงสาวได้พบเจอกลับกลายเป็นเหมือนสัญญาณข่มขู่บางอย่างที่มาจากบุคคลลึกลับและไม่ประสงค์ดีกับเธอ

ตุ๊กตาเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆถูกวางทิ้งเอาไว้ในตู้ล็อคเกอร์  แขนขาของตุ๊กตาถูกถอดออกวางกระจายเกลื่อนกลาดไปคนละทิศคนละทาง  มีเพียงแต่ส่วนหัวเท่านั้นที่ถูกถอดออกมาแล้วแขวนเกี่ยวเอาไว้กับลวดเส้นบางๆที่ขึงเอาไว้ในตู้

และเมื่อจ้องมองดีๆก็จะพบว่าลูกตาของตุ๊กตาถูกควักเลาะหายออกไปหมดทั้งสองข้าง  สีโปสเตอร์สีแดงสดที่ถูกสาดย้อมใส่ของเล่นชิ้นนั้นทำให้ดูราวกับว่ามันเป็นสีของเลือดบนร่างของเด็กผู้หญิงก็ไม่ปาน

“อึก…”

เมื่อสาวน้อยเห็นดังนั้นใบหน้าที่เคยขาวผ่องก็กลับดูซีดเซียวลงไป  และถ้าหากพิจารณาให้ดีก็จะพบว่ารองเท้าอีกคู่หนึ่งที่ใช้สำหรับใส่ในอาคารเรียนของเธอก็ได้หายไปด้วย

นิ้วมือเรียวเล็กทั้งสิบรวบเข้าหากันพร้อมกับอาการสั่นเทาน้อยๆที่เกิดขึ้นมาระหว่างความหวาดระแวงและความโกรธปะปนระคนกันไป

…วิธีของคนขี้ขลาด !  ถ้าเก่งจริงทำไมไม่เปิดเผยตัวออกมาซะเลยล่ะ  ดีแต่ทำให้คนอื่นกลัวด้วยวิธีสกปรกแบบนี้สินะ...

…ของแบบนี้ไม่ทำให้ฉันกลัวได้หรอก!

ดรุณีน้อยเปิดกระเป๋าหนังสือแล้วหยิบเอากระดาษขึ้นมาหนึ่งแผ่นพร้อมกับปากกา  จากนั้นเธอจึงเขียนข้อความบางอย่างลงบนกระดาษแผ่นนั้นแล้วใส่มันกลับเข้าไปไว้ในตู้ล็อคเกอร์  โดยมีใจความว่า…

“วิธีการของคนขี้ขลาดก็คงจะทำได้แค่นี้  เอาไว้กล้าโผล่หน้าออกมาเมื่อไหร่ฉันจะลองคิดดูอีกทีว่าควรจะกลัวดีหรือเปล่า”

“สำหรับรองเท้า  ถ้าไม่มีเงินซื้อก็บอกกันดีๆก็ได้…ส่วนคู่นั้นฉันจะยกให้ก็แล้วกัน”

เสร็จจากนั้นเธอก็ปิดล็อคเกอร์เอาไว้เช่นเดิมโดยที่ไม่คิดจะใช้งานอะไรมันอีกต่อไป




“อ้ะ!  เมกามิ  อรุณสวัสดิ์”  

เสียงห้าวๆของเด็กสาวผู้เป็นหัวหน้าห้องร้องทักขึ้นพลางโบกมือหยอยๆเมื่อเห็นเมกามิเดินก้าวเข้ามาในห้องเรียน

“อรุณสวัสดิ์จ้ะจิฮารุ…อรุณสวัสดิ์ทุกคนด้วยนะ” 

“อรุณสวัสดิ์  ชิรายูกิจัง”  เสียงของเพื่อนๆร่วมชั้นกล่าวทักทายสาวน้อยผู้น่ารัก  แต่กระนั้นก็ยังไม่วายที่เสียงของเพื่อนร่วมชั้นบางคนได้ตะโกนแซวขึ้นมาแทบจะทันที

“เฮ้…เคซากุ  ที่รักนายมาแล้วนะ”

“หมอนี่รีบมารอเจอเธอแต่เช้าเลยล่ะ…รู้รึเปล่า”

“…..”

ยาสึชิละสายตาจากนอกหน้าต่างก่อนที่จะค่อยๆหันมามองหญิงสาวที่ตกเป็นคู่เขยคู่ขวัญกับเขา  และเธอก็ดันหันมาสบตากับเขาเข้าพอดี  ดวงตาคู่สวยจึงรีบเบนไปยังเพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆโดยอัตโนมัติ

“ทุกคนเลิกแซวได้แล้วน่า…มันไม่ได้เป็นอย่างที่ทุกคนคิดซะหน่อยนะ!”  เมกามิว่าแล้วก็เดินไปนั่งลงในที่นั่งประจำของเธอเอง  

จากนั้นดรุณีน้อยจึงเอ่ยปากบอกอรุณสวัสดิ์กับเขาตามมารยาท  แต่ทว่าเธอกลับรู้สึกว่าตัวเองไม่กล้าสบตากับเขา  ในขณะที่ดวงตาเรียวเล็กที่ดูเหมือนไร้ความรู้สึกของอีกฝ่ายก็ยังคงจับจ้องมองเธออยู่

“อะ…อรุณสวัสดิ์นะ”

“…..”

“…อืม”

“…อรุณสวัสดิ์”

“เคซากุ!...นายเล่นจ้องเอาๆแบบนี้ชิรายูกิก็เขินแย่น่ะสิ!”  เสียงตะโกนแซวของเพื่อนร่วมชั้นทำให้หญิงสาวต้องแอบชำเลืองตามองไปยังหนุ่มหน้ามนคนข้างๆอย่างกล้าๆกลัวๆ

…เขามองมาทางนี้อยู่จริงๆด้วย...


“มะ…มีอะไรงั้นเหรอ?  เคซากุ”  ในที่สุดเมกามิก็รวบรวมความกล้าแล้วตัดสินใจถามเขาออกไป

“…..”

ยาสึชิยังคงมีท่าทีเงียบงันเหมือนปกติ  ก่อนที่เขาจะละสายตามองออกไปยังนอกหน้าต่างเช่นเดิม  

ดรุณีน้อยจึงลอบถอนหายใจออกมาเบาๆด้วยความรู้สึกโล่งอก  ที่ชายหนุ่มละสายตาออกจากเธอไปได้

…ไม่รู้ว่าทำไมเราถึงต้องรู้สึกแปลกๆเวลาที่เคซากุมองมาด้วยนะ?  เป็นเพราะว่าสายตาของเขาคาดเดาความคิดได้ยากเกินไปรึเปล่า?...

 …หรือความจริงแล้วเราอาจจะแค่รู้สึกเขินที่ถูกเพื่อนๆล้อเท่านั้นเอง...



“..…”

“เมื่อวาน…”  จู่ๆเสียงทุ้มแน่นิ่งก็พูดขึ้นท่ามกลางสายลมที่พัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่างเบาๆ

“เอ๋…?” 

“…พอดี...ลืมของ…”

“…ที่...ห้องชมรม…”

“อื้อ!  แล้วยังไงต่อเหรอ?”  เด็กสาวกล่าวรับคำเป็นนัยที่แสดงถึงความเข้าใจในสิ่งที่เขาได้กล่าวออกมา

"...เธอ..."

“…กับ…อาจารย์..."

“…ฮิราโอกะ”   เมื่อได้ยินชื่อของอาจารย์หนุ่มหน้าละอ่อนก็ทำให้ดรุณีคนงามนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างเธอกับผู้ที่ถูกกล่าวถึงในทันที

หลังจากที่เธอพยายามเรียบเรียงคำพูดของยาสึชิ  ก็พอจะจับใจความได้ว่าระหว่างที่เขากำลังกลับมาเอาของที่ลืมไว้ในห้องชมรมนั้น…ก็คงจะเห็นตอนที่เธออยู่กับชูเฮย์ตามลำพังเพียงแค่สองคนอย่างแน่นอน

เขาจะเข้าใจอะไรผิดรึเปล่านะ?

“…หรือว่า…”

“พวกเธอ…”

นั่นไง…เป็นอย่างที่คิดเอาไว้จริงๆด้วย

“เดี๋ยวก่อน…มันไม่ใช่อย่างที่เธอเข้าใจหรอกนะเคซากุ”  หญิงสาวรีบพูดดักคอขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับว่าคาดเดาความคิดของเขาออก  ก่อนที่เจ้าของแววตาเหม่อลอยที่ยังคงจับจ้องอยู่กับทิวทัศน์นอกหน้าต่างจะพูดจบ 

"อาจารย์แค่ให้รูปวาดรูปนึงกับฉันเท่านั้นเอง”

…เอ๊ะ…!?  แล้วทำไมเราต้องรีบร้อนแก้ตัวขนาดนี้ด้วยล่ะ?...

ในวินาทีนั้น  นัยน์ตาที่มีแต่ความว่างเปล่าก็จ้องมองมายังสาวน้อยที่นั่งอยู่ข้างๆอีกครั้ง

ก็เพราะเขารู้ดี...ว่าภาพวาดที่อยู่ภายใต้ผ้าคลุมผืนสีน้ำเงินนั้นเป็นภาพที่ชูเฮย์ค่อนข้างหวงเอามากๆ  ไม่อย่างนั้นเขาจะเก็บรักษามันเอาไว้อย่างดีแบบนั้นเหรอ?

ถึงสมาชิกคนอื่นๆในชมรมจะไม่เคยรู้มาก่อนว่าภาพวาดปริศนานั้นคือภาพอะไร  แต่แน่นอน...ว่ามันไม่อาจเล็ดลอดออกไปจากสายตาที่เฉียบคมของเขาได้หรอก

“รูปนั่น…”

“อาจารย์...ฮิราโอกะ…”

“หวงมาก…”  

"หวงเหรอ?”

…ก็ดูไม่เห็นจะหวงตรงไหนเลยนี่นา…มันจะใช่เหรอ?...

"อืม..."

“เอ่อ…คือฉันก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงดี  เรื่องมันซับซ้อนพอสมควรเลยล่ะ”

“…อืม”

“…ช่างเถอะ”  

ในชั่วขณะหนึ่งนั้น…แว่วเสียงทุ้มที่แผ่วเบากลับให้ความรู้สึกเหมือนเศร้าสร้อยเล็กๆเมื่อได้ฟัง  ไม่รู้ว่าเธอจะคิดไปเองหรือเปล่า

“…ขอโทษ…”  

จู่ๆร่างสูงที่นั่งอยู่ข้างๆก็เอ่ยคำกล่าวขอโทษเธอขึ้นมา  ทำให้หญิงสาวต้องเลิกคิ้วสวยๆขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่เข้าใจในความหมาย

“เอ๋?...ไม่เห็นมีอะไรต้องขอโทษเลยนี่นา”

“…ขอโทษ...ที่..."

“…ดัน…ไปเห็น”

“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ  นี่มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลยนะ…เธอไม่ต้องคิดมากหรอก”  เมกามิแตะแต้มรอยยิ้มบางเบากับสิ่งที่ยาสึชิได้บอกกล่าวกับเธอ  

…เคซากุนี่เป็นคนแปลกสุดๆไปเลยแฮะ…

“…อืม”

ดวงตาเรียวเล็กสีดำขลับหลุบลงมองไปยังพื้นห้อง  ก่อนที่ความผิดปกติบางอย่างที่อยู่ใต้โต๊ะจะทำให้เขานึกแปลกใจกับสิ่งที่เห็นขึ้นมา

...?...

…รองเท้า?...



“กริ๊งงงงงงงงงงงงง!!!”  

เสียงออดบอกเวลาพักเที่ยงดังขึ้นไปทั่วทั้งโรงเรียน  นักเรียนทุกคนต่างรีบแยกย้ายกันออกไปพักผ่อนและทำธุระส่วนตัว  ส่วนสาวห้าวผู้ถือตำแหน่งหัวหน้าห้องของชั้น 1/5  กลับเลือกที่จะลุกขึ้นยืนแล้วบิดขี้เกียจไปมาอย่างเอาจริงเอาจังราวกับว่ามันเป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้

“เฮ้อ~  เมื่อยเป็นบ้าเลย”

“หือ…?”

จิฮารุหันหลังกลับไปมองคู่หนุ่มหล่อสาวสวยที่นั่งดูหนังสือเรียนด้วยกันอยู่ที่โต๊ะเรียนบริเวณหลังห้อง  เธอสังเกตว่าแววตาของยาสึชินั้นมีความอ่อนโยนมากขึ้น  และเขาก็ดูมีชีวิตชีวามากกว่าตอนที่พบกันครั้งแรกมากนัก  ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเพื่อนๆในห้องก็ค่อยๆดีขึ้นตามไปด้วย

ในสายตาของจิฮารุนั้นมองว่าทั้งคู่มีนิสัยและบุคคลิกที่เหมาะสมกันอยู่หลายอย่าง  ราวกับว่าสวรรค์ได้ส่งเมกามิมาเพื่อเติมเต็มตัวตนของยาสึชิยังไงยังงั้น  จึงทำให้หัวหน้าห้องอย่างเธออดไม่ได้เลยที่จะเชียร์ให้ทั้งคู่คบกันแบบจริงๆจังๆอย่างออกนอกหน้า

“อะแฮ่ม…ขอโทษที่ขัดจังหวะความสุขนะ”  จิฮารุเดินก้าวเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าโต๊ะของทั้งคู่  สองหนุ่มสาวต่างก็ละสายตาจากหนังสือแล้วเงยหน้าขึ้นมามองแม่สาวจอมแก่นด้วยความสงสัย

“..?..”

“มีอะไรเหรอจิฮารุจัง?”

“คือ…การที่ได้เห็นพวกเธออยู่ด้วยกัน  มันก็มีความสุขดีอยู่หรอกนะ  แต่…”  หัวหน้าห้องตัวป่วนกลอกสายตามองทั้งคู่สลับกันไปมาแล้วก็ฉีกยิ้มกว้างล้อเลียนขึ้น  

“นี่มันพักเที่ยงแล้วนะ  พวกเธอจะนั่งตัวติดกันไปตลอดไปเลยรึไง…อิๆๆ"

“อ้ะ!  จริงด้วย!  เอาแต่ติวแบบทดสอบเพลินจนลืมเวลาไปเลย”  เมกามิยิ้มแห้งๆเมื่อรู้สึกตัว

“…..”

เด็กสาวจอมขี้แกล้งหันไปมองบุตรชายของผู้อำนวยการโรงเรียนเหมือนกำลังสังเกตปฏิกิริยาตอบสนองของเขาจากคำพูดที่เธอได้พูดออกไป  แต่เปล่าเลย...เขากลับเบนสายตาที่ไร้ความรู้สึกมองออกไปยังทิวทัศน์นอกหน้าต่างเหมือนเดิมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เมื่อเห็นดังนั้นจิฮารุจึงถอนหายใจออกมาเบาๆอย่างหมดสนุกก่อนที่จะหันเหความสนใจมายังสาวน้อยคนงามที่นั่งอยู่ข้างๆแทน

“ไปกินข้าวด้วยกันเถอะเมกามิ”

“อื้ม…ตกลงจ้ะ”

“แล้วนายจะไปด้วยกันหรือเปล่าเคซากุ?”  สาวมัดแกละแก่นแก้วหันไปถามรองหัวหน้าห้องหน้าหยก

แต่ก็ไม่มีคำตอบใดจากเจ้าของแผ่นหลังกว้างที่นั่งหันหลังแน่นิ่งอยู่  เขาทำแค่เพียงเปลี่ยนอิริยาบถด้วยการหยิบเอาปากกามาเขียนลงบนกระดาษเปล่าแผ่นหนึ่งแล้วส่งมาให้กับสาวน้อยทั้งสอง

…ไม่ล่ะ  พวกเธอไปกันเถอะ…
…ขอบคุณที่ชวน…

“อุ๊บบบ!”

"ฮ่าๆๆๆ"

เสียงหัวเราะใสๆของเมกามิที่ดังขึ้นสามารถทำให้ยาสึชิละสายตาออกมาจากทิวทัศน์นอกหน้าต่างมาสนใจเธอได้อย่างง่ายดาย  ซึ่งก็ไม่รู้ว่าทำไม...รู้แต่ว่ามันน่าแปลกใจจริงๆ

“…..”

เมื่อรู้สึกตัวว่าถูกสายตาแน่นิ่งจ้องมองหนักเข้าดรุณีคนงามก็หยุดหัวเราะลงไปในทันที  และนั่นก็ทำให้เธอรู้สึกผิดอยู่พอสมควรทีเดียวที่ไปหัวเราะเขาเกินกว่าเหตุเสียขนาดนั้น

…อ๊ะ…แย่ล่ะสิ…ขำซะจนลืมตัวไปเลย!

“เอ่อ…ขอโทษนะ…เคซากุ”

“ที่…หัวเราะจนเสียมารยาทขนาดนี้”

…ก็ในมุมที่ดูเย็นชาดันมีความน่ารักแฝงอยู่ด้วยนี่นา…เป็นใครเห็นก็คงอดนึกขำในความน่าเอ็นดูของเขาไม่ได้หรอก

“…..”

“แค่พูดนี่มันยากมากเลยรึไง  นายนี่จะพิลึกคนเกินไปแล้วนะ!”  

จิฮารุยืนกอดอกพูดกับชายหนุ่ม  แต่เขากลับไม่ได้สนใจแถมยังมองออกไปมองนอกหน้าต่างเหมือนเดิมราวกับว่าเสียงของเธอนั้นเป็นเพียงแค่อากาศธาตุ

 “เฮ้อ…คุยกับหมอนี่ละเหนื่อยเป็นบ้า  ไปกันเถอะเมกามิ”

สาวน้อยจอมแก่นคว้ามือของเมกามิขึ้นมาจับถือเอาไว้อย่างสนิทสนมเหมือนปกติ  แต่ทันใดนั้นก็ได้มีความรู้สึกที่แปลกประหลาดบางอย่างเกิดขึ้น  ก่อนที่มันจะแล่นเข้ามาในร่างกายของทั้งสองสาวราวกับถูกไฟช็อตเบาๆ

ภาพเคลื่อนไหวของใครบางคนปรากฏขึ้นมาให้เห็นอย่างเลือนลางอยู่ในโสตประสาทของเด็กสาวทั้งคู่พร้อมๆกัน  แต่มันกลับเป็นภาพติดๆขัดๆและไม่ชัดเจน…ให้ความรู้สึกไม่แตกต่างจากการดูโทรทัศน์ที่กำลังขัดข้อง

“นั่นมันอะไรน่ะ…”  จิฮารุรีบปล่อยมือของเพื่อนสาวคนสวยให้เป็นอิสระในทันที  ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่นี้ก็หายไปด้วยอย่างน่าพิศวง

“ฉัน…ก็ไม่รู้เหมือนกัน”

“แล้วเธอ…เห็นอะไรแปลกๆรึเปล่า?”

“อื้อ…”  โฉมงามผู้อ่อนหวานพยักหน้าน้อยๆ  “แต่ฉันไม่รู้เหมือนกันว่ามันคืออะไร” 

หลังจากที่พูดจบ…สาวห้าวผู้เป็นหัวหน้าห้องก็ตัดสินใจจับมือของเมกามิอีกครั้ง

ในขณะที่กำลังตกอยู่ในสภาวะอันน่าฉงนนั้นเอง…กำไลข้อมือหยกสีเขียวของเมกามิกลับเปลี่ยนเป็นสีขาวบริสุทธิ์โดยที่ไม่มีใครสังเกตุเห็น  

เด็กสาวทั้งสองมองหน้ากันอยู่ชั่วครู่หนึ่ง...ในระหว่างนั้นโสตประสาทก็รับรู้ถึงภาพความทรงจำบางอย่างที่กำลังโลดแล่นปรากฏขึ้นมาให้เห็นอย่างไม่ขาดสาย  

และดูเหมือนว่าตัวของจิฮารุจะทำความเข้าใจในสิ่งที่เห็นได้อย่างรวดเร็วก่อนเธอเสียอีก

“เห็นทีเราต้องคุยเรื่องนี้กันหน่อยแล้ว”  

จิฮารุเป็นฝ่ายกล่าวขึ้นแล้วดึงมือของเมกามิให้เดินตามออกมาด้วยกัน  ในขณะที่เจ้าของกำไลหยกนั้นยังไม่สามารถทำความเข้าใจอะไรกับภาพที่เห็นได้เลย

...ภาพที่เห็นนั่น...มันคืออะไรกันแน่นะ?...



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

63 ความคิดเห็น