Retrouvailles

ตอนที่ 7 : Dream ?

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 210
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 28 ครั้ง
    13 ก.ค. 62

        เมกามิเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูของโรงเรียน  นาฬิกาบอกเวลาประมาณหกโมงเย็นแล้วแต่เธอกลับยังไม่เห็นรถและคนขับรถของเธอเลย  ทั้งๆที่ตอนนี้ก็เลยเวลากลับบ้านมานานพอสมควรแล้ว  เธอจึงกวาดตามองไปรอบๆบริเวณนั้นอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก


“แปลกจัง…”



“I’ll  be  there…stay  here  and  waiting  for  you~”


“Couse  you  are  my  piece of  memory…”  


เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือของหญิงสาวดังขึ้น  เมื่อมองดูที่หน้าจอก็พบว่าผู้ที่โทรเข้ามานั้นคือคนขับรถของเธอนั่นเอง  เธอจึงรีบกดปุ่มรับสายโดยทันที


“ค่ะ…คุณชเนป”


“คุณหนูครับ  กระผมต้องขอประทานโทษด้วยจริงๆ  รถคันที่ขับออกมาเกิดเสียกะทันหันน่ะครับ  ตอนนี้ผมได้แจ้งให้นายท่านทราบแล้ว  และท่านก็กำลังส่งรถอีกคันนึงมาเปลี่ยนให้เพื่อที่จะไปรับคุณหนูน่ะครับ  คิดว่าคงใช้เวลาไม่น่าจะเกินสิบห้านาที  คุณหนูโปรดรออยู่ในโรงเรียน  อย่าออกไปไหนนะครับ…ผมจะรีบไปทันทีที่รถอีกคันมาถึงครับ”  


เสียงที่ดังมาจากปลายสายนั้นอธิบายทุกอย่างเสร็จสรรพละเอียดยิบโดยไม่ต้องรอให้เธอเอ่ยปากถาม


“ค่ะ…เข้าใจแล้ว  ถ้าอย่างงั้นหนูจะรออยู่หน้าโรงเรียนนะคะ”


“ครับคุณหนู…สวัสดีครับ”


หลังจากสายตัดไป  สาวน้อยคนงามก็หันซ้ายหันขวามองหาอะไรไปเรื่อยเปื่อย   จนกระทั่งสายตาของเธอได้พบกับป้ายร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดชื่อดังที่อยู่ห่างออกไปเกือบๆหนึ่งกิโลเมตร  พอดีกับเสียงท้องร้องที่ดังโครกครากขึ้นมาราวกับจะเร่งเร้าให้เธอเดินตรงไปที่นั่นไวๆ


...เอาไงดีนะ…เราไม่เคยเดินออกมาคนเดียวเลยนี่นา  จะโดนดุรึเปล่านะ…


…แต่ว่า…



“โครก~~”


เมื่อท้องเจ้ากรรมดันส่งเสียงดังรบกวนขึ้นมาอีก  เมกามิจึงตัดสินใจเดินออกไปหาอะไรลงท้องเสียหน่อย  ยังไงพอกลับถึงบ้านแล้วจะได้อาบน้ำนอนทีเดียวซะเลย  เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้ทั้งวันทำให้เธอรู้สึกอ่อนเพลียอย่างบอกไม่ถูก


พระอาทิตย์ที่ส่องแสงอย่างโชติช่วงมาทั้งวันเกือบจะลาลับขอบฟ้าไปแล้ว ณ เวลานี้  บรรยากาศโพล้เพล้ยามเย็นทำให้ผู้คนที่สัญจรไปมาอยู่ในบริเวณนั้นไม่ค่อยพลุกพล่านมากนัก  ตึกรามบ้านช่อง…อาคารสูงรวมทั้งห้างสรรพสินค้าที่ตั้งเรียงรายกันอยู่สองฟากฝั่งถนนต่างเปิดไฟหลากสีแข่งขันกันเมื่อใกล้ถึงยามค่ำคืน  ทำให้สิ่งที่เห็นนั้นช่างดูสวยงามเปล่งประกายระยิบระยับแปลกตากว่าทุกวัน  


ระหว่างที่กำลังเดินชมบรรยากาศที่ให้ความรู้สึกราวกับอยู่ในความฝัน ณ ใจกลางเมืองอยู่นั้นเอง  สายตาของสาวน้อยก็สะดุดเข้ากับบางสิ่งบางอย่างที่ดึงดูดความสนใจของเธอเป็นอย่างมาก


ภาพเบื้องหน้าที่เธอเห็นนั้นคือชายชราร่างผอมซูบ  เรือนผมของเขาเป็นสีหงอกขาวโพลน  ร่างงองุ้มนั้นกำลังนั่งหลังค่อมอยู่กับพื้นทางเดินบนฟุตบาท  ตรงหน้าของเขามีผ้าผืนสีดำผืนใหญ่กางเอาไว้พร้อมกับตั้งของขายเรียงรายกันอยู่หลายชิ้น  


สาวน้อยจึงเกิดความรู้สึกสนใจขึ้นมาในทันที  นั่นอาจเป็นเพราะเธอมีความตั้งใจที่จะเข้าไปอุดหนุนและให้การช่วยเหลือชายชราที่ดูน่าสงสารผู้นั้นอยู่แล้วก็เป็นได้  


นิสัยส่วนตัวของเมกามินั้นเป็นคนขี้สงสาร  คงเป็นเพราะเธอถูกผู้เป็นบิดาพร่ำสอนให้รู้จักมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และเมตตาต่อผู้อื่นอยู่เสมอมาตั้งแต่เล็กๆ  


ในวินาทีนั้นใจเธอก็คิดอยากจะแบ่งปันเงินบางส่วนให้กับคนที่ด้อยโอกาสกว่า  แต่ถ้าเกิดเอาไปยื่นให้เฉยๆโดยไม่มีเหตุผลก็อาจจะถูกกล่าวหาว่าไปดูถูกคนอื่นเอาได้เหมือนกัน  เพราะฉะนั้นหนทางที่พอจะช่วยเหลือได้ก็มีเพียงแค่การเข้าไปอุดหนุนสินค้าของเขาเท่านั้นจึงจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด


ดรุณีน้อยค่อยๆหย่อนตัวลงนั่งแล้วกวาดตามองสิ่งของที่อยู่บนผืนผ้าสีดำด้วยท่าทีที่ดูสนใจอยู่ไม่น้อย  สินค้าหลายๆชิ้นดูสวยงามแต่แฝงไปด้วยกลิ่นไอลึกลับบางอย่าง  อาทิเช่น  ตุ๊กตารูปมนุษย์ที่ทำจากไม้ซึ่งดูอย่างไรก็ไม่เข้าใจว่ามันถูกผลิตขึ้นมาเพื่อเอาไว้ใช้งานแบบไหน  หรือจะเป็นหม้อไหจานชามที่ทำจากดินเผาดูเก่าแก่โบราณน่าค้นหาเป็นต้น


…เอ…


…อุดหนุนอันไหนดีน้า…


“จิตใจที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาของเธอนั้นช่างสูงส่งหาคนเปรียบได้ยากยิ่งนัก…”  จู่ๆชายชราก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แหบเครือ  


"เพียงแค่เห็นว่าฉันดูแก่และน่าสงสาร…เธอก็รีบก้าวขาเข้ามาที่ตรงนี้โดยไม่ลังเล”


คำพูดที่ราวกับอ่านใจของเธอออกนั้นทำให้หญิงสาวต้องละสายตาจากบรรดาสินค้าตรงหน้าแล้วจ้องมองผู้เฒ่าด้วยความฉงนสนเท่ห์


“คุณตารู้ได้ยังไงคะ?”


“แม่หนู…ก็หัวใจสีขาวสะอาดของเธอเปล่งประกายออกมาเสียขนาดนั้น”


“หัวใจสีขาว?”


“ใช่แล้ว”


“หนูน่ะเหรอคะ?”  ดรุณีน้อยคนงามชี้นิ้วมาที่ตัวเองอย่างไม่ค่อยเข้าใจ  จากนั้นชายชราจึงยิ้มแห้งๆเหมือนไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงก่อนที่จะพูดออกมาอีก


“และถ้าหากเป็นไปได้  เธอก็คงคิดอยากจะเอาเงินยื่นมาให้ฉันเฉยๆโดยที่ไม่ซื้ออะไรกลับไปเลยสินะ...ฉันพูดถูกรึเปล่าล่ะ?”


“คือ…”  


เมกามิพูดจาอ้ำอึ้งไม่เต็มปาก  แน่นอนว่าในใจเธอคิดแต่ก็ไม่กล้ายอมรับเพราะกลัวจะถูกเขาตำหนิเอาได้…แล้วนี่คุณตารู้ได้ยังไงนะ?


“ฉันไม่ว่าอะไรหรอกนะแม่หนู…ที่เธอคิดแบบนั้นก็เพราะเธอเป็นคนที่มีจิตใจดีงาม  แต่อย่างไรเธอก็เลือกดูเอาสักชิ้นเถิด”  ชายแก่เรือนผมขาวโพลนจ้องมองใบหน้างดงามด้วยดวงตาสีเทาที่ดูฝ้าฟาง




“โชคชะตาในครานี้…จะทำให้เธอได้พบกับบางสิ่งบางอย่างที่ควรจะอยู่ข้างๆเธอมาตั้งแต่แรก”




“เอ๋?"


กล่าวจบหญิงสาวจึงกวาดตามองดูสินค้าเก่าแก่ที่ตั้งเรียงรายอยู่บนผืนผ้าสีดำอีกครั้ง  ดวงตากลมโตที่แสนซื่อนั้นเพ่งเล็งของที่คิดว่าอยากจะซื้ออยู่สามชิ้น  ได้แก่  มีดสั้นที่ทำจากทองเหลืองฝังอัญมณีสีม่วงดูมีราคาและน่าจะเป็นของหายาก  กำไลหยกสีเขียวน้ำงามสดสวยที่มีขนาดพอดีกับข้อมือของเธอ  และหน้ากากที่ทำจากแร่สีเงินบางชนิดซึ่งถูกประดับตกแต่งด้วยไข่มุกสีขาวบริสุทธิ์แลดูมีมนต์ขลัง  


แต่ใจจริงนั้นอยากจะช่วยซื้อทั้งสามชิ้นไปเลยเสียด้วยซ้ำ…


“แต่ฉันจะขายให้เธอเพียงแค่อย่างเดียวเท่านั้นนะ”  ผู้เฒ่าร่างผอมซูบพูดดักคอราวกับรู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่  สาวน้อยจึงจ้องมองไปยังของทั้งสามชิ้นนั้นอีกครั้ง  ก่อนจะตัดสินใจหยิบเอามาเพียงแค่ชิ้นเดียว



“ถ้างั้น…เอาอันนี้แล้วกันค่ะ”  เมกามิหยิบเอากำไลข้อมือที่ทำจากหยกสีเขียวงดงามขึ้นมา  ด้วยเหตุผลที่ว่าเธอน่าจะใช้งานมันได้จริง  เพราะสองชิ้นที่เหลือนั้นอาจจะทำได้แค่เอามาวางตั้งโชว์ไว้เฉยๆ


ชายแก่เห็นดังนั้นก็ระบายยิ้มออกมาบางเบาด้วยความรู้สึกที่พึงพอใจกับการตัดสินใจของสาวน้อยที่อยู่ตรงหน้า  


“เท่าไหร่เหรอคะ?”


“สองพันสี่ร้อยห้าสิบเยน”


“สักครู่นะคะ”  หญิงสาวหยิบเอากระเป๋าสตางค์สีขาวแบรนด์ดังออกมา  ก่อนที่จะเปิดนับเอาธนบัตรและเหรียญเงินออกมาจ่ายให้กับชายชรา  


แต่สิ่งที่น่าพิศวงมากก็คือ…เธอควักเงินสดที่พกมาวันนี้จนหมดเกลี้ยงกระเป๋า  และพบว่าจำนวนที่มีอยู่ทั้งหมดในนั้นก็คือ…สองพันสี่ร้อยห้าสิบเยนพอดิบพอดีเป๊ะๆไม่ขาดไม่เกิน


…พอดีเลย  บังเอิญเกินไปรึเปล่านะ…?


“นี่ค่ะคุณตา”


เด็กสาวยื่นเงินทั้งหมดให้กับผู้เฒ่าที่นั่งอยู่ตรงหน้า  มือที่เหี่ยวย่นเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลาก็ยื่นมารับเอาไว้  สายตาที่ฝ้าฟางนั้นจ้องมองเพ่งพิศมายังใบหน้าที่อ่อนโยนของอีกฝ่ายก่อนที่จะเอ่ยวาจาอันน่าฉงนออกมาอีกครั้ง



“จากนี้ไป…ชีวิตของแม่หนูอาจจะดูวุ่นวายอยู่สักหน่อย  เธออาจจะได้พบกับความผิดหวังที่น่าเศร้าเสียใจโดยที่ไม่คาดคิดมาก่อน” 


เมกามิมองชายชราที่กำลังพูดในสิ่งที่เธอไม่เข้าใจ  แต่เธอกลับรู้สึกไม่สู้ดีเอาเสียเลยเมื่อได้ยินคำพูดที่เป็นดั่งคำทำนายในอนาคตนั้น


“จริงเหรอคะ?”


…ผิดหวัง  เศร้า…เสียใจอย่างงั้นเหรอ?...ฟังดูแย่จังเลยนะ...


“แต่ฟ้าหลังฝนนั้นย่อมสวยงามกว่าเสมอ…”  


ชายแก่ไอแค่กๆออกมาเล็กน้อยแล้วพูดต่อไปช้าๆ 


“ดอกไม้ที่งดงามนานาพันธุ์ทั้งหลายจะออกดอกผลิบานสะพรั่งหลังจากที่ถูกพายุพัดโหมกระหน่ำ…ช่างเป็นภาพสวยงามที่หาดูได้ยากเสียจริง” 


ถึงจะพยายามตั้งใจฟังสักเท่าไหร่  แต่สาวน้อยคนงามก็ยังคงไม่ค่อยเข้าใจความหมายอยู่ดี


“แม่หนู…เธอชอบดอกไม้ที่มีความสวยงามแบบไหน…ก็จงใช้หัวใจที่งดงามของเธอพิจารณาดูเอาเถิด  เพราะมันจะไม่มีทางส่งผลกระทบในด้านลบใดๆกับชีวิตของแม่หนูได้หรอกนะ…”


…อืม…ดอกไม้มากมายที่บานสะพรั่งหลังถูกพายุพัด?  ชอบดอกไม้แบบไหน…ก็ให้ใช้จิตใจเลือกดูเอาอย่างงั้นเหรอ?...


…ไม่เห็นจะเข้าใจเท่าไหร่เลย…เฮ้อ…นี่เราคิดเป็นตุเป็นตะมากไปรึเปล่านะ?...


“แต่ว่าแม่หนูจงจำเอาไว้อย่าง…”  เสียงแหบเครือสะดุดขาดห้วงลงไปเล็กน้อย  แต่มันก็ทำให้คนฟังตั้งใจฟังอย่างใจจดใจจ่อเป็นอย่างมาก




“ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น…ล้วนไม่ใช่โชคชะตา”



“หากแต่ทั้งหมดล้วนมีวาสนาบางอย่างต่อกันมาก่อน”  ดวงตาสีเทาฝ้าฟางนั้นกลับมีประกายคมกล้าขึ้นมาแวบหนึ่งในขณะที่กำลังเพ่งพิศไปยังดวงหน้าสวยงามสมบูรณ์แบบที่กำลังนั่งฟังอยู่ในทิศทางตรงกันข้าม


“เอ๋…?”


“…ใช่”





“ทุกอย่าง…มันถูกกำหนดไว้แล้ว”



ในขณะที่กำลังตั้งใจฟังอยู่นั้นเอง  เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือของหญิงสาวก็ดังขึ้นขัดจังหวะความรู้สึกที่กำลังฉงนงงงวย  เธอจึงสลัดไล่ความคิดนั้นออกไปก่อนที่จะกดรับสายของผู้โทรเข้ามา


“ค่ะคุณชเนป”


“คุณหนูไปอยู่ที่ไหนครับ?  ผมมารออยู่หน้าโรงเรียนตั้งหลายนาทีแล้วแต่ยังไม่เจอคุณหนูเลย?”  เสียงของคนปลายสายรีบพูดออกมาด้วยอาการร้อนรนใจเป็นอย่างมาก


“รอสักครู่นะคะ  พอดีหนูเดินออกมาซื้อของนิดหน่อย…จะรีบกลับไปเดี๋ยวนี้เลยค่ะ”  เมกามิกดตัดสายแล้วลุกขึ้นยืน


“ไว้หนูจะพาเพื่อนๆมาอุดหนุนอีกนะคะคุณตา  หนูไปก่อนนะคะ”  เด็กสาวกล่าวกับผู้เฒ่าและโค้งศีรษะลงอย่างสุภาพ  จากนั้นจึงรีบเร่งฝีเท้าวิ่งกลับไปยังรถที่จอดรออยู่บริเวณหน้าโรงเรียน  


นัยน์ตาสีเทาของชายชราจ้องมองตามแผ่นหลังบางที่วิ่งหายลับออกไป  รอยยิ้มปริศนาปรากฏขึ้นบนใบหน้าเหี่ยวย่นโดยที่ไม่สามารถเข้าใจได้เลยว่ามันมีความหมายเช่นใดกันแน่


…ข้าพาเจ้ามาส่งตามคำสัญญาแล้วนะ…


…หวังว่าเจ้าจะลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความปิติยินดีสมกับที่เฝ้ารอคอยเวลานี้มานานแสนนาน….







“…คุณหนูครับ!”  ชายชื่อชเนปร้องทักขึ้นด้วยความโล่งใจทันทีที่เห็นร่างอรชรวิ่งเข้ามาหา


“ขอโทษด้วยนะคะ  เดินซื้อของซะเพลินเลย  แฮะๆ”


“กลับบ้านกันเถอะครับคุณหนู”  ชายคนขับรถเปิดประตูรถด้านหลังให้สาวน้อยขึ้นไปนั่งอย่างรู้หน้าที่


“ขอบคุณค่ะ”


หลังจากที่พาตัวเองขึ้นมานั่งอยู่บนที่นั่งนุ่มนิ่มทางด้านหลังรถแล้ว  เมกามิก็หยิบเอากำไลหยกสีเขียวขึ้นมาลองใส่  ขนาดของมันเข้ากันได้กับข้อมือเล็กๆของเธออย่างพอดิบพอดี  เด็กสาวจึงแตะแต้มรอยยิ้มขึ้นมาด้วยความพึงพอใจ


เมื่อรถยนต์สีดำคันหรูกำลังจะแล่นผ่านมายังจุดที่ชายชรานั่งขายของอีกครั้ง  สาวน้อยจึงรีบหันออกไปมองยังนอกกระจกพร้อมทั้งสอดส่องสายตามองหาร่างของผู้เฒ่าปริศนาผู้นั้น  


แต่ทว่า…



ที่ตรงนั้นกลับว่างเปล่า…และไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่เลยสักอย่าง



…เอ๋…!?


“บ้าน่ะ…มันจะเป็นไปได้ยังไง?”  เสียงพูดพึมพำของหญิงสาวดังขึ้นแว่วๆทำให้คนขับรถต้องหันมาถามอย่างไม่ค่อยแน่ใจ


“มีอะไรเหรอครับคุณหนู?”


“ปะ…เปล่าค่ะ”


…คุณตาหายไปแล้ว?  ชายชราที่ดูอายุน่าจะเกินแปดสิบ  แต่กลับเก็บของทั้งหมดนั่นภายในเวลาไม่ถึงห้านาที?  บ้าเหรอ?...ขนาดเด็กๆอย่างเรายังต้องใช้เวลามากกว่านั้นเลยนะ...


เจ้าของร่างงามพึมพำอยู่ในใจพลางกวาดสายตามองไปตามทางเดินบนฟุตบาทอย่างพินิจพิเคราะห์


…แถวนี้ก็ไม่มีตรอกซอกซอยให้เดินแอบได้เลยนี่นา..ตามฟุตบาททางเดินก็ไม่เห็นเหมือนกัน...


…มันยังไงกันนะ?…



เด็กสาวจึงย้อนนึกถึงในตอนที่ได้พบกับชายชราผู้นั้น  คำพูดคำจาที่ราวกับอ่านใจของเธอออกอย่างทะลุปรุโปร่งและการกระทำทุกอย่างของเขาทำเอาสาวน้อยถึงกับขนลุกซู่ด้วยความงงงวยอันน่าพิศวง







คฤหาสน์ชิรายูกิ



“ฮ้าววว…เพลียจัง  ทำไมวันนี้ถึงรู้สึกเหนื่อยๆยังไงก็ไม่รู้”  


เมกามิเดินอ้าปากหาวหวอดๆออกจากห้องน้ำที่อยู่ในห้องนอนหรูหราอันเป็นส่วนตัวของเธอหลังจากที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จได้ไม่นาน  เธอจัดแจงแต่งตัวด้วยชุดนอนกระโปรงยาวคลุมเข่าสีชมพูลายกระต่ายน้อยน่ารัก  จากนั้นก็ทิ้งตัวนอนคว่ำลงบนเตียงนุ่มนิ่มอย่างไร้เรี่ยวแรง


ใบหน้าเนียนผ่องซบลงกับหมอนใบใหญ่หนานุ่ม  สมองของเธอก็คิดถึงคำพูดปริศนาของชายชราแสนกลเมื่อยามโพล้เพล้ที่ผ่านมาไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้



(…ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น  ล้วนไม่ใช่โชคชะตา...)


(…หากแต่ทั้งหมดล้วนมีวาสนาบางอย่างต่อกันมาก่อน...)



“ทุกอย่างมันถูกกำหนดไว้แล้วอย่างงั้นเหรอ?”  หญิงสาวพูดทบทวนเบาๆ  “คิดกี่ครั้งก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี”


สายตาของดรุณีน้อยเริ่มรู้สึกสะลึมสะลือ…แต่ไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆเธอก็คิดถึงหน้าของใครบางคนขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล  ชีพจรก็พลันเต้นแรงขึ้นกว่าปกติ  ยิ่งนึกถึงเหตุการณ์ที่ทำให้เธอกับเขาได้ใกล้ชิดกันโดยบังเอิญในชั่วโมงชมรม...ก็ยิ่งทำให้ใบหน้าของเด็กสาวร้อนผ่าวขึ้นไปอีก


…อาจารย์…ฮิราโอกะ…


“…นี่เรา…เป็นอะไรไปนะ”


…ทำไม…ถึงรู้สึกแปลกๆ…


…เขา…เป็นอาจารย์ของเรานะ…



“อือ…ง่วง…จัง”  เปลือกตาของหญิงสาวรู้สึกหนักอึ้งด้วยความอ่อนเพลียจากเหตุการณ์ที่เผชิญมาตลอดทั้งวัน  ทำให้เธอไม่สามารถทนฝืนลืมตาตื่นให้นานกว่านั้นได้อีก  เธอจึงได้ผลอยหลับไปในที่สุด…










“ท่านเทพธิดา…”


“ท่านเทพธิดา…”


“ได้โปรด…ลืมตาขึ้นมาก่อนเถิด”


“ข้าดีใจเหลือเกิน…ดีใจที่ได้พบและได้มาอยู่เคียงข้างท่านในตอนนี้อีกครั้ง”



          เมกามิค่อยๆลืมตาขึ้นเพราะประกายแสงสว่างที่ส่องกระทบลงบนร่างกาย  แสงสีขาวนั้นสว่างไสวมากเสียจนทำให้เธอไม่สามารถฝืนข่มตาหลับต่อไปได้  หญิงสาวจึงงัวเงียลุกขึ้นนั่งและใช้หลังฝ่ามือน้อยๆขยี้ลูกตา  ดวงตากลมโตพยายามเพ่งมองไปยังแสงสุกใสเจิดจ้าตรงหน้า  แต่มันก็สว่างมากเกินกว่าที่จะมองเห็นสิ่งใดได้


“นั่นเสียงใครน่ะ?”  เธอเอ่ยปากถามต้นตอของเสียงแว่วแผ่วเบานั้นแล้วยกเรียวแขนทั้งสองข้างขึ้นมาบังพรางแสงสว่างที่สาดส่องไปทั่ว


จากนั้นแสงสีขาวเจิดจรัสก็หายวับไป  บรรยากาศรอบข้างก็กลับถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิดทั่วทั้งอาณาบริเวณ  ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังล่องลอยอยู่ในเอกภพที่ไม่มีที่สิ้นสุด


…นี่มันอะไรกัน?  เรา…


…กำลังฝันอยู่เหรอ?...



“ท่านเทพธิดา…”  


เสียงที่เปล่งออกมาแว่วๆราวกับเสียงของสายลมนั้นเป็นเสียงของบุรุษเพศอย่างแน่นอน  เด็กสาวจึงพยายามมองหาที่มาของเสียงนั้นไปรอบๆตัว…แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า  


จนกระทั่งเบื้องหน้าของเธอปรากฏแสงสีฟ้าขึ้นมาท่ามกลางความมืดมิด  ก่อนที่มันจะแปรเปลี่ยนสภาพกลายเป็นรูปเป็นร่างของมังกรยักษ์ตัวยาวที่เธอรู้สึกคุ้นตาดีในตอนที่เคยอ่านนิยายจีนโบราณ


“มะ…มังกร!?”


“ใช่…ข้าคือมังกร"


“นี่ฉันกำลังฝันอยู่ใช่ไหม!?...มังกรพูดได้!?”


“ฉันคงอ่านนิยายมากไปสินะ…?”  บุตรีของนักธุรกิจคนดังทดสอบด้วยการหยิกแก้มตัวเองอย่างแรง  แน่นอนว่าเธอรู้สึกเจ็บ…แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้เธอตื่นขึ้นมาจากความฝันในขณะนี้ได้


“จะเรียกว่าความฝันก็คงไม่ผิดนัก…เพียงแต่จิตและพลังของข้าสามารถควบคุมความฝันในช่วงเวลานี้ของท่านได้”  


ร่างของมังกรยักษ์ล่องลอยไปมาเหมือนกำลังร่ายรำอยู่กลางอากาศ  “สิ่งที่ท่านพยายามทำอยู่เมื่อชั่วครู่จึงไม่สัมฤทธิ์ผล”


“ถ้างั้นเธอเป็นใคร  ต้องการอะไร  เป็นมังกรได้ไง  แล้ว…เมื่อไหร่ฉันถึงจะตื่น?”  เมกามิยิงคำถามรัวๆกลับไปเป็นชุดๆ


“ท่านเทพธิดาโปรดสงบสติอารมณ์ก่อน…”


“เทพธิดา?”  หญิงสาวหันซ้ายหันขวาสอดส่ายสายตาหาเทพธิดาที่ถูกกล่าวถึง  “ไหนล่ะเทพธิดา?"


“ก็ท่านนั่นแหละ...ไม่ต้องมองหาผู้ใดอื่นหรอก”


“หาาาา!!?  ฉันเนี่ยนะ!?”


“ใช่…”


ร่างของมังกรสีฟ้าที่กำลังล่องลอยอยู่กลางอากาศก็ได้หยุดการกระทำลง  ก่อนที่จะค่อยๆเยื้องย่างลงมาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ  นัยน์ตาสีทองวาววับจ้องมองมาที่หญิงสาวอย่างแน่นิ่งแล้วจึงกล่าวขึ้น


“เทพธิดาแห่งเนตรนภา…นั่นล่ะคือชื่อของท่าน”


“เทพธิดาแห่งเนตรนภา?”


“เรื่องราวมันก็ล่วงเลยมานานนับพันปีแล้ว…จึงไม่น่าแปลกใจนัก  ท่านที่กลับมาจุติใหม่ในร่างของมนุษย์ปุถุชนย่อมไม่มีความทรงจำใดๆหลงเหลืออยู่เลย…ตามกฏที่ว่าด้วยความเป็นไปของภพภูมิและสรรพสิ่งในโลก”


…อะไรเนี่ย  ไม่เห็นจะเข้าใจเลยซักนิด...


“ส่วนตัวข้ามีนามว่าไป๋ฉีเจี้ยน  เป็นมังกรฟ้าและบริวารผู้จงรักภักดีที่ได้นำพาท่านเดินทางจากสรวงสวรรค์ลงมาสู่โลกมนุษย์ด้วยกันหลายครั้งหลายครา”


“ฉันไม่เข้าใจ  ถ้างั้นเธอมาจากไหน…แล้วมาอยู่ในความฝันของฉันได้ยังไง?”


“จริงสิ…ข้าเกือบลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท”  นัยน์ตาสีทองของมังกรยักษ์หรี่ลงเล็กน้อยเหมือนกำลังนึกอะไรบางอย่าง  


“ข้าจะขอเล่าเท้าความถึงเรื่องที่ข้ามาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ให้ท่านฟังสักเล็กน้อยก่อนก็แล้วกัน”


ดรุณีคนงามไม่ได้ตอบอะไรกลับไป  ทำแค่เพียงกะพริบตาปริบๆรอฟังเรื่องที่เขาจะเล่าเท่านั้น


“เมื่อราวๆกว่าพันปีก่อน…”


“ในกาลที่ข้าได้ถูกท่านมหาเทพลงโทษด้วยการสั่งให้สลายร่างกายและจิตใจนั้นเอง..."


เมื่อได้ฟังเพียงแค่ประโยคแรก  เมกามิก็รีบยกมือขึ้นและถามคำถามบางอย่างกับไป๋ฉีเจี้ยนในทันที  ไม่ว่ายังไงเธอก็ต้องถาม  เพราะถ้าไม่ถามเธอก็จะไม่มีทางเข้าใจแน่ๆ


“ฉันมีคำถาม”


“การสลายร่างกายและจิตใจคืออะไร?  มันเหมือนกับการสั่งให้เธอฆ่าตัวตายรึเปล่า?”  


เมื่อมังกรร่างใหญ่ได้ฟังดังนั้นก็ระบายยิ้มออกมาบางเบาพร้อมกับส่ายศีรษะช้าๆ


“มันก็ไม่ใช่เรื่องที่โหดร้ายถึงขนาดนั้นหรอก…อธิบายให้ถูกก็คือการลบตัวตนของข้าที่เคยมีอยู่บนโลกนี้ให้สูญสลายไปกับอากาศโดยที่ไม่เหลือแม้แต่ความทรงจำใดๆเอาไว้เลยเสียมากกว่า”


“แบบนั้นมันก็ไม่ต่างจากที่ฉันเข้าใจเลยไม่ใช่เหรอ?  ก็แค่ไม่มีเลือดเนื้อให้เห็น…แต่กลับสลายกลายเป็นผุยผงแทนยังไงล่ะ  แต่สำหรับฉันมันก็ยังถือว่าเป็นเรื่องที่โหดร้ายเกินไปอยู่ดี”  


เจ้าของร่างบางยกมือขึ้นมากอดอดพลางครุ่นคิดอะไรอยู่ครู่หนึ่ง  จากนั้นจึงหันไปถามผู้ที่เรียกตัวเองว่าเป็นบริวารของเธอด้วยความสงสัย


“แล้วทำไมเธอถึงถูกสั่งให้สลายตัวตนล่ะ…เธอทำความผิดอะไรร้ายแรงขนาดนั้นเชียวเหรอ?”


ความคิดของมังกรฟ้าต้องชะงักกึกลงไปในทันที  เมื่อได้ยินคำถามจากเด็กสาวผู้เป็นนาย


“ข้าต้องขออภัยท่านเทพธิดาเป็นอย่างสูง…ที่ยังไม่สามารถตอบคำถามเรื่องนี้ในเวลานี้ได้”


“อ้าว…ทำไมล่ะ?”


“เอาไว้เมื่อสมควรแก่เวลาเมื่อใด  ข้าสัญญาว่าจะบอกเรื่องนี้ให้ท่านได้ทราบอย่างแน่นอน”



“งั้น…ก็ได้”  เมกามิพูดพลางถอนหายใจออกมาเบาๆ


…ถึงจะอยากรู้แค่ไหน  แต่เราก็คงบังคับเขาไม่ได้อยู่ดี…


“เอาล่ะ…มาเข้าเรื่องกันต่อดีกว่า”


“อืม”


“แต่กระนั้น…ระหว่างที่ข้ากำลังทำการสลายกายหยาบก่อนเป็นอันดับแรก  ก็ได้มีเซียนหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งมาปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า  พร้อมกับหยิบยื่นความช่วยเหลือบางอย่างให้แก่ข้า…ทั้งๆที่เราทั้งสองไม่เคยรู้จักกันมาก่อน”  




จากนั้นไป๋ฉีเจี้ยนจึงเริ่มเล่าย้อนความในอดีตเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้สาวน้อยตรงหน้าได้ฟัง



กาลนั้นในป่าสวนท้อแห่งหนึ่ง  ขณะที่กายหยาบของไป๋ฉีเจี้ยนกำลังเริ่มสูญสลายลง...


“ข้าจะช่วยเจ้าเอง!”  เซียนหนุ่มลึกลับที่ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าของมังกรฟ้าป่าวประกาศเสียงดังขึ้น


“นี่คือลิขิตของสวรรค์…ข้าย่อมต้องได้รับโทษทัณฑ์ตามสมควร  ตัวท่านนั้นเป็นถึงเซียนผู้บำเพ็ญในธรรม  หากยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวเห็นทีคงจะไม่เหมาะสมนัก  ท่านมหาเทพจะต้องพิโรธเป็นอย่างมาก”


“แต่หัวใจของเจ้ามันกำลังร่ำร้องด้วยความเศร้าโศก!  จะให้ข้าทนดูอยู่เฉยๆแบบนี้ได้อย่างไร!?"


“ข้าสู้อุตส่าห์ตามเสียงคร่ำครวญที่อยู่ในใจของเจ้ามาตั้งแต่ที่ยอดเขาบำเพ็ญตนจนมาถึงที่นี่  เจ้าลองคิดดูสิ…ว่าเสียงแห่งความเศร้าโศกที่ดังไปไกลถึงขนาดนั้น  เจ้าของเสียงจะมีความทุกข์ที่อยู่ในใจมากมายขนาดไหน?” 


เสียงห้าวทุ้มเปล่งวาจาดังกึกก้องกังวาน  คำพูดที่เต็มไปด้วยความเมตตาที่มีต่อเพื่อนร่วมโลกนั้นถึงกับทำให้ไป๋ฉีเจี้ยนต้องเริ่มมีน้ำตาคลอเบ้าขึ้นมาในบัดดล


“ถึงแม้ว่าตัวข้าจะไม่อาจฝ่าฝืนลิขิตของสวรรค์ได้ก็จริง  แต่ข้าเชื่อว่าความสามารถของข้าจะต้องช่วยเยียวยาจิตใจและความปรารถนาบางอย่างของเจ้าได้  ถึงแม้ร่างกายของเจ้าจะดับสลายไปแล้ว  แต่มันจะต้องไม่สลายไปโดยสูญเปล่า!”


“รีบบอกข้ามาเร็ว!  ก่อนที่เวลาของเจ้าจะไม่เหลือ!!”


“ข้า…”  เสียงของมังกรฟ้าเริ่มสั่นเทาปะปนไปกับเสียงสะอื้นเบาๆ  ดวงตานั้นฉายแววเศร้าสร้อยอย่างเห็นได้ชัด 


“ข้าคือบริวารผู้ที่มีความจงรักภักดีเป็นอย่างยิ่งต่อท่านเทพธิดาแห่งเนตรนภา…หากแต่ช่วงเวลาในชีวิตของข้านั้นมันช่างแสนสั้นกว่าที่คาดคิดเอาไว้มากนัก”  ดวงตาขนาดใหญ่สีทองที่ถูกปกคลุมไปด้วยหยาดน้ำตาจ้องมองไปยังเซียนหนุ่มลึกลับผู้นั้นอย่างมีความหวัง  


“ถ้าหากท่านจะยอมรับฟังคำขอของบริวารผู้ไร้ความหมายเช่นข้า…”


“ได้โปรดช่วยให้ข้าได้มีโอกาสพบกับท่านเทพธิดาผู้เป็นนายแห่งข้าอีกคราด้วย  ถึงแม้ว่าในตอนนี้ร่างกายของข้าจะต้องสูญสิ้นไปก่อน"


“ได้!  ได้!  ข้าขอสัญญา!”  เซียนหนุ่มกล่าววาจาตกปากรับคำอย่างแข็งขัน  “เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง  ข้าจะใช้ความสามารถทั้งหมดที่มีช่วยให้ความปรารถนาของเจ้าเป็นจริงขึ้นมาให้ได้!”


“...เจ้าจงหลับให้สบายเสียเถิด  และไม่ต้องเป็นกังวลใดๆทั้งนั้น”


เซียนลึกลับขยับยกไม้เท้ากายสิทธิ์สีทองอร่ามที่ถืออยู่ในมือจนปรากฏแสงสว่างจ้าขึ้นมาทั่วอาณาบริเวณ


“ข้าอยากจะได้พบ...และใช้เวลาที่ข้ายังพอจะมีเหลืออยู่…ได้ปกป้องดูแลท่านอีกสักครั้ง…เทพธิดาแห่งข้า”


หลังจากที่เสียงพรรณนาเบาๆนั้นสิ้นสุดลง  ร่างกายของไป๋ฉีเจี้ยนก็ค่อยๆเลือนหายไปในอากาศธาตุ  แม้แต่หยาดน้ำตาที่ร่วงหล่นลงมาหยดหนึ่งก็สูญสลายหายไปด้วย


ทันใดนั้นก็มีกำไลหยกสีเขียวสดสวยปรากฏขึ้นมาลอยอยู่กลางอากาศหลังจากที่แสงสว่างไสวเลือนหายไป   ก่อนที่มันจะค่อยๆตกลงมาอยู่ในมือของเซียนหนุ่มผู้ลึกลับนั้นอย่างช้าๆ  


“จิตของเจ้าที่หลับใหลอยู่ในนี้…จะต้องได้กลับไปพบกับเทพธิดาผู้เป็นนายของเจ้าอีกครั้งอย่างแน่นอน  เมื่อเวลานั้นมาถึง”


“เจ้าจงรอก่อนเถิดนะ”






เมกามิที่ได้ฟังดังนั้นก็น้ำตารื้นขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล


“ถ้างั้นคุณตาคนนั้นก็คือ…”


“ใช่แล้ว…ท่านผู้นั้นคือเซียนลึกลับผู้มีพระคุณยิ่งสำหรับข้า"


…ถึงว่า…คุณตาคนนั้นดูไม่ธรรมดาจริงๆ...


“แต่ยังไงฉันก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวของฉันเลยอยู่ดีนะ”


“ท่านไม่ต้องกังวลไปหรอก”


“ข้าจะใช้จิตและพลังของข้าเพื่อแสดงให้ท่านเห็นและเข้าใจได้ง่ายกว่านี้เอง…ท่านเทพธิดาโปรดตามข้ามา”  ร่างของมังกรสีฟ้าลอยเยื้องย่างตรงไปสู่ทางข้างหน้า  เมกามิก็ก้าวเดินตามร่างของสัตว์เทพนั้นไปด้วย  


จนได้ระยะทางประมาณหนึ่งมังกรฟ้าก็หยุดเคลื่อนตัวลง  เมื่อพาร่างของสาวน้อยมาถึงยังจุดที่เป็นที่หมาย 


 “ท่านเทพธิดาโปรดดูนี่ก่อน”


หญิงสาวมองตามไปยังจุดที่ไป๋ฉีเจี้ยนบอก  ม่านมายาที่มาจากพลังของเขาจึงสร้างภาพความทรงจำบางส่วนให้เธอได้เห็น  


สิ่งแรกที่ปรากฏสู่สายตาของเธอก็คือภาพของหญิงสาวผู้งามสง่าในชุดของนางสวรรค์สีขาวบริสุทธิ์  เรือนผมของเธอเป็นสีเงินยาวจรดพื้น  หากแต่มันส่องประกายระยิบระยับเหมือนมีดวงดาวดวงเล็กๆเคลื่อนผ่าน  ดวงหน้าสมบูรณ์แบบอิ่มเอิบสว่างสดใส  นัยน์ตาสวยหวานคู่นั้นก็เป็นสีเงินประกายเล่นแสงเฉกเช่นเดียวกันกับสีของเส้นผม  


ผิวนวลเนียนขาวผ่องเปล่งปลั่งดุจดั่งไข่มุกหนึ่งเดียวในมหาสมุทร  ขับให้ริมฝีปากรูปหัวใจสีดอกโบตั๋นนั้นดูโดดเด่นเหนือกว่าหญิงงามคนใดในทั่วทั้งใต้หล้า  ไม่ว่าจะเยื้องย่างด้วยอิริยาบถใดก็ช่างดูนุ่มนวลอ่อนช้อยและงามสง่า  ทั่วทั้งสรรพางค์กายนั้นเปล่งประกายรัศมีราวกับว่าผิวพรรณนั้นถูกเคลือบไปด้วยเพชรน้ำงามที่สะท้อนแสงออกมาได้ก็ไม่ปาน


“สวย…จัง  อย่างกับไม่ใช่มนุษย์เลยนะ”  หญิงสาวหลุดปากพูดออกมาเบาๆเมื่อเห็นภาพของอัปสรสวรรค์ผู้งดงามปรากฏอยู่ตรงหน้า


“ก็นั่นล่ะคือท่าน…ท่านเทพธิดา”


…บะ…บ้าน่า!?...


…นี่คือตัวของเราจริงๆเหรอ?...


“เมื่อเวลาพันกว่าปีก่อน…ในยุคสมัยการปกครองช่วงปลายของราชวงศ์ฮั่น”  ไป๋ฉีเจี้ยนเริ่มอธิบายในขณะที่ภาพเบื้องหน้าซึ่งเกิดจากการใช้จิตอันกล้าแข็งของมังกรฟ้าสร้างเป็นม่านมายาขึ้นประกอบกับคำอธิบายนั้นราวกับกำลังดูฉากละคร  


“ท่านมหาเทพผู้ปกครองดินแดนแห่งสรวงสวรรค์ได้มีทิพย์เนตรนิมิตและเห็นว่าในระยะเวลาอันใกล้นี้จะเกิดมหาสงครามแบ่งแยกเหล่าแยกแผ่นดิน…ที่ท้ายสุดนั้นก็จะต้องจบลงด้วยการนองเลือดไปทั่วทั้งปฐพี”


“และเพื่อหยุดยั้งสงครามที่ร้อนระอุนั้น  ท่านมหาเทพจึงได้ส่งท่านเทพธิดาแห่งเนตรนภาผู้ซึ่งเป็นเทพแห่งความสงบสุขลงมายังโลกมนุษย์เพื่อหยุดยั้งสงคราม…ก่อนที่แผ่นดินจะลุกเป็นไฟ”


“ส่งฉันลงมาน่ะเหรอ?”  โฉมงามผู้น่ารักได้ฟังดังนั้นก็ตั้งใจมองไปยังม่านมายาที่ปรากฏภาพของบ้านเมืองในสมัยนั้นอย่างมีสมาธิ  


“แล้วตอนนั้นฉันต้องทำอะไรบ้างล่ะ?”


“หน้าที่ของท่านที่ได้รับมอบหมายนั่นก็คือ…การเดินทางไปยังดินแดนทั้งสามของแผ่นดินจีน  อันได้แก่  จ๊ก  วุย  และง่อ เพื่อเจรจาให้ผู้นำทั้งสามแผ่นดินทำการสงบศึกและกลับมาสามัคคีปรองดองกันอีกครั้ง"


“อืม....แล้วเรื่องมันเป็นยังไงต่อเหรอ?"


“ในกาลหนึ่งนั้น  เทพธิดาแห่งเนตรนภาและข้า…ไป๋ฉีเจี้ยน  ได้เดินทางคราแรกลงมายังโลกมนุษย์  ณ หน้าเมืองเล็กๆที่ชื่อว่าเสียวพ่าย”


“เหล่าวีรบุรุษทั้งหลายที่เตรียมพร้อมจะทำศึกสงครามกลางเมือง  รวมไปถึงชาวเมืองในทั่วทั้งอาณาบริเวณนั้นจึงได้เห็นทั้งท่านและข้าที่ได้ปรากฏกายขึ้น  และสิ่งนั้นก็ได้เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาของพวกเขาทั้งปวงแล้ว…ว่าท่านกับข้านั้นเป็นใคร”  


ไป๋ฉีเจี้ยนบอกเล่าพร้อมกับมองไปยังภาพที่ปรากฏในม่านมายา  


"และการสงครามครานั้นก็มิได้เกิดขึ้น  ไม่มีการนองเลือด…หากแต่มันจบลงด้วยความสงบสันติของกองทัพทุกฝ่าย”


“เอ๋…เป็นไปได้ยังไงกัน?”  เสียงหวานใสพูดขึ้นด้วยความสงสัยและแปลกใจในเรื่องราวที่ได้ฟัง


“ผู้คนในสมัยนั้นต่างเลื่อมใสนับถือในเรื่องของเทพเจ้าและเทพมังกรมาตั้งแต่โบราณกาลตามความเชื่อจากบรรพบุรุษของพวกเขา”


“แต่ความเชื่อนั้นก็เป็นเพียงแค่ความเชื่อที่ปลูกฝังกันมาช้านาน  ความเลื่อมใสนับถือนั้นยังคงอยู่กับบรรพบุรุษของพวกเขาและถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นอยู่เรื่อยมา  ถึงแม้ว่าจะไม่เคยมีผู้ใดเอ่ยปากบอก...ว่าเคยพบเจอกับเทพเจ้าและยืนยันว่ามีอยู่จริงหรือไม่”


“จนกระทั่ง…วันที่ท่านและข้าได้ปรากฏตัวยังโลกมนุษย์  นั่นอาจจะเป็นวันที่ถูกจารึกลงในประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของพวกเขา…ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้แล้วว่าเรื่องราวของปาฏิหาริย์และเทพเจ้านั้นมีอยู่จริง  หลังจากที่ความนับถือในเทพเจ้านั้นถูกตั้งอยู่บนความเชื่อมาตลอดอย่างยาวนาน” 


ไป๋ฉีเจี้ยนอธิบายเรื่องราวต่างๆให้ดรุณีคนงามได้ฟัง  โดยที่สายตาของทั้งคู่นั้นยังจ้องมองไปยังจุดเดิมอย่างแน่นิ่ง


ม่านมายาที่อยู่ในสายตาของทั้งคู่ก็แสดงให้เห็นภาพของเทพธิดาผู้มาจากสรวงสวรรค์และมังกรฟ้าคู่ใจ  เทพทั้งสองกำลังทะยานร่อนลงมาหยั่งเท้าลงบนผืนแผ่นดินท่ามกลางสายตาของเหล่าวีรบุรุษทั้งหลายที่เตรียมพร้อมจะออกไปสู้รบ  แต่ทุกอย่างก็กลับพลิกผันแปรเปลี่ยนไปเมื่อพวกเขาเหล่านั้นได้พบกับผู้ที่อยู่เหนือธรรมชาติ


เหล่าผู้นำ  แม่ทัพ  และทหาร  รวมถึงชาวบ้านทั้งหมดจึงยินยอมพร้อมใจกันคุกเข่าคำนับลงตรงหน้าของเทพธิดาแห่งเนตรนภา  ก่อนที่ภาพมายาตรงเบื้องหน้าจะค่อยๆดับแสงลง…


“อ๊ะ…หมดแล้วเหรอ?  เด็กสาวรีบหันไปถามมังกรร่างยักษ์แทบจะทันทีเมื่อภาพที่เห็นนั้นได้หายวับไปกับตา  


“…แล้วเรื่องราวต่อจากนี้จะเป็นยังไงต่อไปเหรอ?”


“ในส่วนของรายละเอียดที่ท่านได้ดำเนินชีวิตในระหว่างที่เดินทางไปเจรจากับเหล่าผู้นำของแต่ละอาณาจักรนั้น…ข้าซึ่งเป็นเพียงผู้ที่เฝ้าดูอยู่ภายนอก  จึงไม่อาจทราบในส่วนนี้ได้”


“อ้าว…แล้วทำยังไงฉันถึงจะรู้ได้ล่ะ?”  เจ้าของร่างงามถามเอียงคอน้อยๆอย่างสนเท่ห์


“เมื่อถึงเวลาที่ท่านได้พบกับพวกเขาเหล่านั้นเมื่อใด  ความทรงจำในส่วนที่ขาดหายไปคงจะปรากฏให้ประจักษ์แจ้งต่อท่านได้อีกครั้ง”  ไป๋ฉีเจี้ยนกล่าวอธิบายแค่เพียงสั้นๆ


“ท่านเทพธิดา…โปรดรับสิ่งนี้เอาไว้ด้วย”  


จู่ๆลูกแก้วกลมมนโปร่งใสที่ไม่รู้ว่ามาจากที่ใดก็ค่อยๆลอยลงมาอยู่ตรงหน้าของเมกามิ  ภายในนั้นมีเศษอะไรบางอย่างเล็กๆเป็นประกายระยิบระยับเคลื่อนที่ไปมาราวกับดวงดาวที่กำลังเปลี่ยนทิศ…มันส่องเป็นประกายวิบวับสะท้อนแสงดูสวยงามแปลกตาอย่างที่ไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อน  


“เวลาแห่งความฝันสำหรับห้วงราตรีแรกคงต้องจบลงแต่เพียงเท่านี้ก่อน”


“…ข้ารู้สึกยินดีเหลือเกินที่ได้กลับมาอยู่ข้างๆท่านตามความปรารถนาอีกครั้ง…หลังจากที่รอคอยเวลานี้มานานแสนนาน”   


เมื่อสิ้นเสียงของมังกรฟ้า  ทุกพื้นที่รอบๆกายของดรุณีน้อยก็มีแสงสว่างวาบเจิดจ้าสาดส่องขึ้นมาอีกครั้ง 



“เดี๋ยวก่อน…ไป๋ฉีเจี้ยน…!”





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 28 ครั้ง

63 ความคิดเห็น

  1. #6 แซลมอนนาเบะ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 23 มีนาคม 2562 / 22:46

    คือคิดว่าเรื่องของชาติที่แล้วมันต้องยาวอ่ะ...คิดว่าต้องมีอะไรมากกว่านี้แน่นอน ไหนจะเรื่องในปัจจุบันด้วย

    #6
    1