ตอนที่ 6 : เด็กสาวในจินตนาการ ที่มีตัวตนอยู่จริง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 217
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 27 ครั้ง
    13 ก.ค. 62

          หลังจากที่ได้ยินเสียงกริ่งดังขึ้นมาจากลำโพงกระจายเสียงซึ่งเป็นสัญญาณสิ้นสุดคาบเรียนสุดท้ายของวันนี้  เมกามิจึงรีบตั้งหน้าตั้งตาเก็บหนังสือและอุปกรณ์การเรียนลงในกระเป๋าหนังสือด้วยความกระตือรือร้น  จนหัวหน้าห้องผู้แก่นแก้วที่แอบดูอยู่อดที่จะเอ่ยปากแซวขึ้นมาไม่ได้


“นี่ๆๆ  เธอดูกระตือรือร้นมากเลยนะเมกามิ”


“วันนี้เป็นวันแรกที่ต้องเข้าชมรม  ฉันเลยไม่อยากไปสายน่ะจ้ะ”


“หืม…เธอไม่ได้มีเหตุผลอื่นอยู่ด้วยหรอกเหรอ?”


“หมายความว่ายังไงน่ะจิฮารุ”  สาวน้อยผู้งดงามเอียงคอกะพริบตาปริบๆด้วยความสงสัยและไม่เข้าใจในคำถาม


“ก็…”  จิฮารุยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว  ดวงตากลมโตซุกซนเหล่มองไปทางเด็กหนุ่มคนข้างๆที่ถูกทุกคนจับให้เป็นคู่เขยคู่ขวัญกับเธอ  


"จริงๆแล้วเธอเลือกเข้าชมรมนี้เพราะอยากอยู่ใกล้ๆกับที่รักของเธอใช่ม้าาาา”  


"อะ...เอ๋!  หมายความว่ายังไงน่ะ  ฉันไม่เห็นจะเข้าใจเลย?"


“แหม…เธอไม่รู้จริงๆเหรอ?”  สาวผมแกละยกยิ้มบนริมฝีปากอวบอิ่มอย่างคนเจ้าเล่ห์  


“เคซากุก็อยู่ชมรมเดียวกับเธอนะ”


“หา?"


“ใครๆก็เข้าใจอยู่แล้วล่ะนะ  ว่าคนเป็นแฟนกันก็ต้องอยากมีเวลาอยู่ใกล้ชิดกันเป็นเรื่องธรรมดา…เธอกับหมอนี่ก็เหมือนกันสินะ  ฮ่าๆๆ”  


แม่สาวจอมแสบหัวเราะปากกว้างเสียงดัง  จนทำให้ยาสึชิต้องละสายตาจากทิวทัศน์นอกหน้าต่างแล้วหันมาจับจ้องดรุณีทั้งสองที่กำลังพูดถึงเขาอยู่ในระยะเผาขน


“…..”


“เคซากุ!  นายได้ยินที่พวกฉันคุยกันเมื่อกี้รึเปล่า?”  จิฮารุร้องถามขึ้นเมื่อเห็นรองหัวหน้าห้องรูปหล่อหันหน้ามามอง


“…..”


“อืม…”


“โอ้ย…พอแล้ว  พวกเธอนี่ชอบแกล้งกันจังเลย”  เมกามิชิงพูดตัดบทขึ้นด้วยความรู้สึกเขินอายเล็กๆ  ก่อนที่จะลุกขึ้นเดินออกจากห้องเรียนไปพร้อมกับกระเป๋าหนังสือ  


ส่วนแม่สาวน้อยจอมแก่นก็หัวเราะชอบใจเป็นการใหญ่  จนกระทั่งเมื่อหัวเราะจนพอใจแล้วจึงหันไปพูดกับยาสึชิที่กำลังหันหน้าออกไปมองทางนอกหน้าต่างเช่นเดิม


“เฮ้!  เคซากุ…พวกนายไม่ได้คบกันอยู่จริงเหรอ?”


“…..”


เงียบ…ไม่มีเสียงตอบรับใดๆจากผู้ที่ถูกถามแม้แต่คำเดียว


“แล้วถ้าไม่ได้คบกัน  ทำไมนายถึงไม่ปฏิเสธเลยล่ะ?”


“.….”


“นี่…นายได้ยินที่ฉันพูดรึเปล่า?”


“.….”  


ไม่รู้ว่าเขาไม่ได้ยิน  หรือไม่สนใจกันแน่…แต่ที่แน่ๆคือเขากำลังทำให้เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนบ้าที่เอาแต่พูดอยู่คนเดียว


“เฮ้อ!  ดูเหมือนถามอะไรไปก็คงไม่มีคำตอบจากนายเลยสินะ”


“…..”


“โอเคๆ  งั้นฉันไปชมรมก่อนก็แล้วกัน…ยังไงนายก็ดูแลเมกามิให้ดีนะ  เดี๋ยวจะมีคนอื่นมาแย่งไปซะก่อน  ขอเตือนด้วยความหวังดี…ฮี่ๆ!” 


จิฮารุพูดกลั้วหัวเราะแล้วจึงสะพายกระเป๋าเป้ใบเก่งเดินออกจากห้องเรียนไป  ขณะที่เจ้าของสายตาเหม่อลอยแน่นิ่งก็กำลังคิดทบทวนถึงคำพูดที่เป็นนัยแปลกประหลาดที่ได้ยินเมื่อสักครู่


“.….”


“…แย่ง?”


“เหรอ…?”




         
         เมกามิเร่งฝีเท้าออกมาจากห้องเรียนของเธอที่ตั้งอยู่บนชั้นสี่ของอาคารเรียนปีหนึ่ง  เพื่อที่จะรีบทำเวลาเพราะต้องเดินข้ามไปยังอาคารกลางซึ่งเป็นที่ตั้งของชมรมศิลปะ  เนื่องด้วยหญิงสาวนั้นรู้ดีว่ามารยาทของผู้เป็นสมาชิกใหม่ไม่ควรมาสายกว่าคนอื่นๆ  ยิ่งโดยเฉพาะเวลาที่จะต้องแนะนำตัวเองให้ทุกคนได้รู้จัก  


บรรดาเด็กนักเรียนที่จะต้องไปเข้าชมรมต่างก็เดินขวักไขว่สวนกันไปมาอยู่ทั่วอาณาบริเวณของโรงเรียน  ในขณะที่สาวน้อยคนงามก้มลงมองนาฬิกาข้อมือสีทองของตนเองเพื่อเร่งทำเวลาอีกครั้ง


แต่ทว่า…ในขณะที่เธอกำลังวิ่งลงมาถึงบันไดชั้นที่สองของอาคารเรียนนั้นเอง…



ฝ่ามือลึกลับของใครบางคนยื่นมาสัมผัสแผ่นหลังของเด็กสาวท่ามกลางความวุ่นวายของนักเรียนที่กำลังสัญจรไปมา  ก่อนที่มันจะออกแรงผลักเธอในขณะที่เพิ่งจะก้าวขาลงบันไดนั้นได้เพียงแค่ก้าวเดียว  สาวน้อยที่ไม่ทันได้ระวังตัวจึงไม่สามารถบังคับทิศทางของร่างกายที่หลุดออกจากการควบคุมในขณะนั้นได้


บันไดอีกสิบกว่าขั้นที่เรียวขางามยังไม่ทันได้หยั่งถึงจึงอยู่นอกเหนือการสัมผัสและการควบคุมทั้งหมด…  ในวินาทีนั้นจะมองเห็นก็เพียงแค่พื้นของอาคารเรียนที่ทำจากหินอ่อนแกรนิตเท่านั้นที่คอยรับร่างของเธออยู่เบื้องหน้า



“กรี๊ดดดดดด!!!”  


หญิงสาวกรีดร้องออกมาเสียงดังด้วยความหวาดผวากับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น  นักเรียนคนอื่นที่ได้ยินก็หันมามองกันหมดด้วยความตื่นตระหนกตกใจ


“ว้าย!!!”


“มีคนกำลังตกบันได!!!”



“กรี๊ดดดดด!!!”


เพียงแค่ไม่กี่วินาที  หญิงสาวก็ปิดตาลงแน่นด้วยความหวาดผวา  ร่างกายที่บอบบางทิ้งตัวพุ่งถลาลงไปปะทะเข้ากับร่างของบุคคลที่กำลังเดินผ่านมาทางนั้นอย่างพอดิบพอดี  แรงโน้มถ่วงที่สมดุลของโลกทำให้ทั้งสองคนล้มลงไปกองอยู่กับพื้นด้วยกันทั้งคู่  ท่ามกลางความสับสนและสายตาที่ตื่นตกใจของนักเรียนที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด



“อือ…”


…จะ…เจ็บ…


หลังจากที่ทุกอย่างสงบลง  เมกามิจึงค่อยๆลืมตาขึ้นพร้อมกับยกศีรษะที่หนักอึ้งออกจากอกกว้างของบุคคลที่อยู่เบื้องหน้าอย่างทุลักทุเล 


…อา...


…นี่เรา…ยังไม่ตายเหรอเนี่ย?...


เมื่อสติสัมปชัญญะเริ่มเข้าที่เข้าทาง  เด็กสาวจึงรีบกล่าวคำขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ที่ทำให้คนๆนั้นต้องมาพลอยมาเจ็บตัวเพราะเธอไปด้วย


 “ขะ…ขอโทษนะคะ"


"....."


แต่เมื่อดรุณีน้อยเงยหน้าขึ้นไปมองเจ้าของร่างสูงที่อยู่ตรงหน้า  เธอก็ได้พบกับนัยน์ตาสีเทาเย็นเยียบที่รู้สึกเหมือนเคยพบเคยเจอที่ไหนมาก่อน  ในขณะที่อีกฝ่ายเองก็กำลังหรี่ตาลงจ้องมองกลับมาเช่นกัน


“ระ…รุ่นพี่…เทนโจ  ขอโทษด้วยค่ะ!”  เมกามิลุกขึ้นยืนพรวดพราด  ก้มหัวขอโทษประธานนักเรียนรุ่นพี่ปลกๆอยู่หลายครั้ง


“รุ่นพี่เจ็บตรงไหนรึเปล่าคะ!?”


“ขอโทษด้วยจริงๆนะคะรุ่นพี่”


“...พอเถอะ  ฉันไม่ได้เป็นอะไรหรอก"  เจ้าชายผู้เย็นชาแห่งแกรนด์ดาเนปกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่แสดงความรู้สึกใดๆ  ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นยืนจากพื้นตามมา  


"เวลาแบบนี้เธอควรจะห่วงตัวเองก่อนดีกว่า”  


สายตาเฉียบคมนั้นจ้องมองผ่านเลยข้ามศีรษะของเด็กสาวทางด้านหลังซึ่งเป็นจุดที่เธอพลัดตกลงมาเมื่อสักครู่  ส่วนในสมองของเขาก็กำลังคิดพิจารณาถึงสิ่งที่พอจะเป็นสาเหตุ  


มันจะมีอะไรรึเปล่านะ?


บรรดานักเรียนที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างก็ต้องสะดุ้งโหยงไปกับสายตาที่ดูดุดันน่าเกรงขามของประธานนักเรียน  ทุกคนจึงพากันเดินหนีหายไปจากตรงนั้นจนหมด


“แต่ว่าฉันทำให้รุ่นพี่ต้องเจ็บตัว…”


“ช่างเถอะ…”


“ว่าแต่...เธอเจ็บตรงไหนรึเปล่า?”


“ฉัน…ไม่เป็นไรหรอกค่ะ”  พูดไปจมูกของเด็กสาวก็แดงขึ้นมาเรื่อๆเพราะมันไปกระทบเข้ากับหน้าอกของคาซึโตะเข้าอย่างจัง   แต่ก็นับว่ายังโชคดีที่เธอไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมากไปกว่านี้  


คาซึโตะจ้องมองลึกลงมายังดวงตากลมโตหวานฟุ้งราวกับต้องการค้นหาคำตอบบางอย่าง…เขาจ้องมองมาอย่างจริงจังจนเธอต้องรู้สึกขนลุกขนชันไปกับสายตาอันเย็นเยียบคู่นั้น



“เธอ…ตกลงมาจากบันไดเองอย่างงั้นเหรอ?”


“หรือว่า…”


สิ่งที่หนุ่มรุ่นพี่ได้ถามออกมานั้น  ทำให้เด็กสาวต้องสะดุ้งขึ้นมาเบาๆโดยไม่รู้ตัว


“ทำไมรุ่นพี่ถึงถามแบบนั้นล่ะคะ?”


“ฉันก็แค่ถามเพื่อให้แน่ใจ…”


“ค่ะ…คือฉัน…”  ดรุณีน้อยหลุบสายตาลงต่ำพร้อมกับพูดเสียงอ้อมแอ้มไม่เต็มปาก


“ก็รู้สึก...ไม่แน่ใจ”


“ไม่แน่ใจ?”  คาซึโตะพูดย้ำในสิ่งที่ได้ยินอีกครั้งด้วยสีหน้าที่ดูจริงจัง


“รู้สึกเหมือนกับว่า…ถูกผลักตกลงมา”


“ฉันเองก็ไม่ได้เห็นกับตา  บางที…อาจจะคิดไปเองก็ได้ค่ะ”  เมกามิพูดเสียงสั่นเครือน้อยๆ  หากแต่ในใจนั้นเธอค่อนข้างแน่ใจมากๆว่าเธอไม่ได้พลัดตกลงมาเองอย่างแน่นอน  เนื่องด้วยแรงสัมผัสของฝ่ามือปริศนานั้นยังคงทิ้งร่องรอยเอาไว้ในความรู้สึกไม่ได้จางหายไปไหน  


พลันนั้นความหวาดระแวงก็เริ่มก่อตัวขึ้นในหัวใจ  เมื่อเธอได้รู้ตัวว่าการใช้ชีวิตอยู่ในโรงเรียนนี้เริ่มไม่ปลอดภัยขึ้นมาเสียแล้ว  


…นี่เรากำลังถูกปองร้ายจริงๆใช่ไหม?...


…ใครกัน…ใครที่จะเกลียดเราได้ขนาดนั้น?...



จะด้วยสาเหตุใดก็ไม่ทราบได้  ที่จู่ๆเมกามิก็ดันนึกถึงใบหน้าอันหยิ่งผยองของฮิรุยะขึ้นมา


อาจเพราะเขาเป็นเพียงคนเดียวในโรงเรียนที่มีปัญหากับเธอ...นอกจากนั้นมันก็ไม่น่าจะมีใครอื่นได้อีก


สายตาแน่นิ่งของคาซึโตะยังคงจ้องมองเด็กสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้า  เรือนกายเล็กบางนั้นสั่นไหวขึ้นมาเบาๆแต่ก็ไม่อาจรอดพ้นไปจากสายตาของเขาได้  ดูท่าทางแล้วเธอคงกำลังนึกหวาดกลัวอะไรบางอย่างอยู่ในใจเป็นแน่


ฝ่ามือทั้งสองข้างของหนุ่มรุ่นพี่สัมผัสวางลงบนไหล่ของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา  เด็กสาวจึงสะดุ้งตัวขึ้นมาอีกครั้งก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเขา


“เธอกำลังคิดอะไรอยู่?...หรือว่าเธอมั่นใจแล้วว่าใครเป็นคนผลักเธอตกลงมา?"


“คือฉัน…”  


“ฉัน…ไม่รู้จริงๆค่ะ”  เมกามิเลือกที่จะปฏิเสธแล้วก้าวถอยห่างออกมาจากเขา  ศีรษะที่มีเรือนผมสีน้ำตาลเงางามก้มลงน้อยๆโดยที่ไม่ยอมสบตากับสายตาอันเย็นเยียบนั้นอีกเป็นครั้งที่สอง


 “ขอตัวก่อนนะคะ”


คาซึโตะมองตามเจ้าของร่างงามละมุนที่เดินไกลออกไป  เขานึกครุ่นคิดอยู่ในใจไปกับท่าทางของเด็กสาวที่แสดงออกมาเมื่อสักครู่  ก็ในเมื่อเรือนกายเล็กๆนั้นสั่นไหวขึ้นมาบ่งบอกถึงความหวาดกลัว  แล้วจะให้เขามองว่ามันเป็นท่าทางปกติไปได้อย่างไร?


แล้วใครล่ะ?...ใครที่เธอมีปัญหาด้วย?  ใครที่น่าจะเป็นคนที่มีเหตุจูงใจให้ทำเรื่องอันตรายแบบนี้ขึ้นมาได้  นอกจาก...


หวังว่ามันจะไม่ได้เป็นแบบนั้นหรอกนะ


การสนทนาของหนุ่มสาวทั้งสองถูกใครบางคนที่ยืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลลักลอบแอบฟังมาตั้งแต่ต้น  ร่างปริศนานั้นกำมือเข้าหากันแน่นบ่งบอกถึงความรู้สึกไม่สบอารมณ์  เมื่อพบว่าแผนการที่ลงมือทำไปยังไม่สำเร็จลุล่วงเพราะผู้ที่เป็นเป้าหมายนั้นยังนับว่าโชคดีอยู่มาก


...หึ...อย่าคิดว่าทุกอย่างมันจะจบลงแค่นี้นะ!...





          
          ชูเฮย์แนะนำสาวน้อยผู้เป็นสมาชิกใหม่ให้กับนักเรียนในชมรมได้รู้จักพอเป็นพิธี  เมื่อทุกคนได้เห็นใบหน้าที่งดงามราวกับนางฟ้านั้นต่างก็อ้าปากค้างและจ้องมองเธอกันแบบไม่วางตา  จะเห็นก็มีเพียงแต่เด็กหนุ่มที่เป็นคู่เขยคู่ขวัญกับเธอ (แค่ในนามที่ทุกคนคิดเองเออเอง) เท่านั้นที่ยังคงดูเป็นปกติที่สุด


“ว้าว…นี่น่ะเหรอ  เด็กใหม่ที่ใครๆก็เรียกว่านางฟ้า  น่ารักสมคำล่ำลือเลยแฮะ”


“มาอยู่ชมรมนี้ด้วย…แบบนี้ค่อยมีกำลังใจเรียนหน่อย”


“น้องเขาตามมาอยู่ชมรมเดียวกันกับแฟนเขาต่างหาก…ดูนู่นสิ”  รุ่นพี่ผู้ชายที่นั่งจับกลุ่มคุยกันอยู่หันไปมองยังร่างงามระหงที่กำลังเดินไปนั่งข้างๆเด็กหนุ่มคู่ขวัญอย่างคนคุ้นเคย 


"พวกนายไม่รู้เหรอไงว่าน้องเขาคบกับลูกชายของผู้อำนวยการอยู่น่ะ”


“ไม่เป็นไรหรอกน่า…ขอแค่มองเฉยๆก็ยังดี  เอาแค่พอกระชุ่มกระชวยหัวใจก็พอแล้ว”


“อะแฮ่ม!”  


จู่ๆเสียงกระแอมไอเบาๆก็ดังขึ้นจากทางด้านหลังขัดจังหวะการสนทนาของนักเรียนชายกลุ่มนั้นให้ชะงักลงไป  ก่อนที่เจ้าของเสียงนั้นจะกล่าวขึ้นเหมือนเป็นการตักเตือนพวกเด็กๆเบาๆ


“พวกเธอเอาแต่คุยกัน  ไม่ได้ฟังที่ฉันพูดเลยใช่ไหมเนี่ย?”


“อ๊ะ!  ขอโทษครับอาจารย์”


“จะไม่คุยอีกแล้วครับ  แฮะๆ”


“ให้ตายสิ…พวกเธอนี่”  ชูเฮย์ถอนหายใจออกมาเบาๆแล้วเดินกลับไปยืนอยู่ตรงหน้ากระดานดำเช่นเดิม




จากนั้นอาจารย์หนุ่มหน้าละอ่อนก็สั่งงานกับสมาชิกทุกคนในชมรมด้วยการให้วาดภาพในแบบฉบับที่เป็นตัวของตัวเองโดยไม่มีกฏเกณฑ์อะไรมาก  อาจเป็นเพราะเขามีความสามารถในการอ่านอุปนิสัยของคนอื่นจากภาพวาดได้ด้วย  นอกจากเขาจะหลงใหลในงานศิลปะแล้วดูเหมือนว่าเขาจะยังได้ค้นพบว่าตัวเองนั้นมีความสนใจในเรื่องของจิตวิทยาอีกต่างหาก


เมกามิได้ฟังคำสั่งดังนั้นก็คิดคอนเซ็ปต์ของรูปที่จะวาดเป็นการใหญ่  แต่คิดยังไงก็ยังคิดไม่ออกสักทีว่าจะวาดภาพให้ออกมาเป็นแบบไหนได้บ้าง  พอหันไปมองคนอื่นๆก็พบว่าทุกคนต่างก็ลงมือร่างภาพกันแล้วด้วย


…อืม…จะวาดอะไรดีน้า…


…อ๊ะ!...นึกออกแล้ว  วาดแบบในนิยายที่เราอ่านก่อนนอนทุกคืนดีกว่า  เอ…ว่าแต่จะเอาฉากไหนดีนะ...


เมื่อนึกได้ดังนั้นแล้ว  หญิงสาวก็ลงมือร่างภาพบนกระดาษในทันทีทันใด  แต่ด้วยความที่เธอไม่ได้จับดินสอวาดภาพมาหลายปี  ทำให้ภาพที่ร่างออกมายังไม่ค่อยถูกใจสักเท่าไหร่นัก  กระดาษวาดรูปหลายแผ่นจึงถูกใช้ไปแบบสิ้นเปลืองพอสมควร



เวลาผ่านไปจนเกือบจะหมดเวลาของชมรม  สมาชิกทุกคนต่างก็ทยอยส่งงานแล้วกลับบ้านกันไปเกือบหมด  เหลือแค่สาวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มเท่านั้นที่ยังคงนั่งวาดรูปอยู่อย่างขะมักเขม้นเพียงคนเดียว


สายตาของอาจารย์หนุ่มเผลอจับจ้องไปยังใบหน้าที่เหมือนกับตุ๊กตาที่มีชีวิตโดยไม่ได้ตั้งใจ  นี่ถ้าลองได้ยลโฉมเธอใกล้ๆก็คงเป็นเรื่องยากทีเดียวที่จะละสายตาไปจากเธอได้  ถ้าใครมีภูมิต้านทานความน่ารักต่ำเกินไป...รับรองได้ว่าต้องถูกใบหน้าหวานๆนั่นสะกดให้จังงังอย่างแน่นอน


ถึงแม้จะจ้องมองหากแต่เขาไม่ได้คิดเกินเลยเช่นนั้น…เขาทำเพียงแค่พิจารณาองค์ประกอบบนใบหน้าของสาวน้อยอย่างมีศิลป์และชั้นเชิงการวิเคราะห์แยกออกเป็นส่วนๆ  โดยที่ไม่ได้มีอะไรน่าเคลือบแคลงมากไปกว่านี้


โครงหน้าสัณฐานรูปไข่…ผิวขาวผ่องดูนุ่มนิ่มและเนียนเรียบราวกับสีของไข่มุก  ดวงตาหวานซึ้งสีดำขลับกลมโตเป็นประกาย  ขนตายาวงอนเรียงตัวสวยเป็นแพหนา


คิ้วโก่งเรียวยาวเรียงตัวสวยเป็นระเบียบได้รูป  จมูกโด่งเชิดปลายมนดูสวยงาม  พวงแก้มสีชมพูระเรื่อดุจกลีบกุหลาบอย่างเป็นธรรมชาติโดยที่ไม่ได้แต่งแต้ม


ริมฝีปากรูปหัวใจปลายกระจับอิ่มเอิบ  ดูเหมือนเธอกำลังยิ้มทั้งที่ไม่ได้ยิ้ม  สีสันของเรียวปากนั้นเป็นสีชมพูอ่อนระเรื่อสดสวยดุจดั่งริมฝีปากของเด็กทารกแรกเกิด  ลักยิ้มทั้งสองข้างที่รับกับใบหน้านั้นยิ่งทำเธอดูมีเสน่ห์น่ารักน่าทะนุถนอมไปทั้งตัว


เทวดาบนสวรรค์ช่างเสกสรรค์ปั้นแต่งผู้หญิงหน้าตาแบบนี้เพื่อให้มาเป็นโมเดลมนุษย์ที่เพอร์เฟคและสมบูรณ์แบบโดยแท้


ชายหนุ่มคิดในใจพร้อมกับหยักยิ้มขึ้นบนริมฝีปากน้อยๆ  ก่อนที่จะหันไปตรวจทานผลงานของนักเรียนในชมรมต่อ






“ฟู่…เสร็จซะที”  


เมกามิทำแก้มป่องพร้อมกับเป่าปากเบาๆ  ใบหน้าละมุนนั้นแตะแต้มรอยยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจเมื่อเห็นผลงานของตนเอง  เมื่อเธอหันซ้ายหันขวามองไปรอบๆห้องก็ไม่พบสมาชิกชมรมคนอื่นๆเสียแล้ว  พอมองตรงไปยังบริเวณหน้าห้องก็เห็นเพียงแค่อาจารย์หนุ่มหล่อที่กำลังนั่งรอเธอส่งงานอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น

  
เมื่อรู้ตัวว่าตัวเองใช้เวลากับผลงานมากเกินไป  ดรุณีน้อยจึงรีบถือเอาผลงานของตัวเองเดินเข้าไปส่งให้กับผู้เป็นอาจารย์ในทันที


“ขอโทษนะคะที่ส่งงานช้าขนาดนี้  เลยทำให้อาจารย์ต้องกลับบ้านช้าไปด้วยเลย…ขอโทษจริงๆนะคะ”


อาจารย์หนุ่มละสายตาจากผลงานที่อยู่ในมือแล้วจ้องมองไปยังภาพวาดของสาวน้อยด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยน  ก่อนที่จะยื่นมือไปรับมันเอาไว้


“ไม่ต้องคิดมากหรอก  นี่มันเป็นการวาดภาพครั้งแรกของเธอไม่ใช่เหรอ?”


“ค่ะ…อาจจะไม่ได้ดูสวยอะไร  แต่หนูก็พยายามเต็มที่เลยนะคะ”  


ก็แน่ล่ะ…ใช้เวลาเยอะซะขนาดนี้นี่นา


“…ถ้างั้นหนูขอตัวไปเก็บอุปกรณ์ก่อนนะคะ”  เมกามิพูดขออนุญาตคนตรงหน้าแล้วรีบกุลีกุจอเดินกลับไปเก็บของตรงที่นั่งของเธอก่อนที่มันจะกินเวลามากไปกว่านี้  


เจ้าของนัยน์ตาสีน้ำตาลดูอบอุ่นเพ่งพิจารณามองไปยังภาพวาดของเด็กสาวที่อยู่ในมือ  สิ่งที่ปรากฏอยู่ในนั้นเป็นภาพของเด็กน้อยอายุราวๆห้าหกขวบ  กำลังยื่นส่งมงกุฏดอกไม้สีขาวสวยงามให้กับหญิงสาวที่อยู่ข้างหน้าและเธอก็กำลังยื่นมือมารับมันเอาไว้  ท่ามกลางทุ่งหญ้าสีเขียวขจีกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยดอกไม้นานาพรรณ  ใบหน้าของคนทั้งคู่แสดงออกถึงความสุขที่ได้เป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ  


ชูเฮย์จึงผุดรอยยิ้มขึ้นมาน้อยๆเมื่อเข้าใจความหมายของภาพนั้นได้อย่างชัดแจ้ง


“หนูขอตัวกลับก่อนนะคะ”  เสียงหวานๆเอ่ยกล่าวกับผู้เป็นอาจารย์แล้วโค้งศีรษะแสดงความเคารพ  ซึ่งนั่นก็ทำให้เขาต้องละสายตาขึ้นจากภาพวาดก่อนที่จะจ้องมองไปยังเจ้าของผลงาน 


“เดี๋ยวก่อน…ชิรายูกิ”


“คะ?”  


ชูเฮย์ลุกขึ้นจากโต๊ะที่นั่งอยู่แล้วเดินตรงไปยังมุมห้อง  ก่อนที่ช่วงขาเรียวยาวจะมาหยุดอยู่ตรงรูปวาดที่ถูกปกคลุมไปด้วยผ้าสีน้ำเงินผืนใหญ่  เด็กสาวกะพริบตาปริบๆมองตามอากัปกิริยาของชายหนุ่มอย่างงงๆ  


“…มานี่สิ”


“ค่ะ…”  เมกามิเดินตามเขามาอย่างว่าง่าย  จากนั้นจึงมาหยุดยืนอยู่ข้างๆเจ้าของร่างสูงโปร่งที่กำลังยืนกอดอกเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่  


“มีอะไรเหรอคะ?”


ชายหนุ่มตัดสินใจเปิดผ้าคลุมสีน้ำเงินผืนนั้นออก  เผยให้เห็นรูปภาพของหญิงสาวคนหนึ่งที่ถูกบรรจงวาดขึ้นมาด้วยลายเส้นที่มีความวิจิตรและละเอียดละออเป็นอย่างมาก  ดวงตากลมโตของหญิงสาวในภาพที่กำลังหันหลังกลับมามองนั้นดูเปล่งประกายสุกสกาวเหมือนมีชีวิต  รอยยิ้มที่ปรากฏอยู่บนใบหน้านั้นให้ความรู้สึกที่แสนอ่อนโยนราวกับจะเยียวยาฟื้นฟูทุกสรรพสิ่งบนโลกนี้ให้กลับมามีพลังเต็มเปี่ยมได้อีกครั้ง  


แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดนั่นก็คือ...หญิงสาวที่แสนสวยในรูปวาดนั้นกลับมีหน้าตาที่คล้ายคลึงกันกับเมกามิแทบจะทุกกระเบียดนิ้ว  ริมฝีปากของเธอจึงเผยอขึ้นน้อยๆด้วยความรู้สึกอื้ออึง


...เอ๋...เดี๋ยวสิ...หน้าตาแบบนี้มัน...


“..?..”  


สาวน้อยหันไปมองชายหนุ่มคนข้างๆเหมือนต้องการคำตอบ  โดยที่อีกฝ่ายเองก็ยังอยู่ในท่าทางครุ่นคิดอย่างจริงจัง


“ฉันเองก็ยังหาคำตอบให้กับเรื่องนี้ไม่ได้เหมือนกัน…”  แววตาอบอุ่นของชายหนุ่มจ้องมองไปยังภาพวาดนั้นแน่นิ่ง  จากนั้นเขาก็พยายามอธิบายเกี่ยวกับความบังเอิญที่น่าเหลือเชื่อนี้ให้เธอฟัง


“...รูปนี้เป็นรูปที่ฉันเป็นคนวาดขึ้นเองกับมือ...ตั้งแต่เมื่อสามเดือนที่แล้ว"


…หา…?


“แปลกจัง…สามเดือนก่อนงั้นเหรอ?”  เจ้าของดวงตากลมโตพูดพลางจ้องมองไปยังรูปภาพที่งดงามนั้นเช่นกัน  


"แล้วทำไมอาจารย์ถึงวาดออกมาหน้าตาแบบนี้ล่ะคะ?”


“มันแปลกมากซะจนน่าตกใจเลยล่ะ  เพราะรูปที่ฉันวาดออกมานี่ก็เป็นเพียงแค่ผู้หญิงที่อยู่ในจินตนาการเท่านั้น...โดยที่ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเธอจะมีตัวตนอยู่บนโลกนี้จริงๆหรือเปล่า”  


ผู้หญิงในจินตนาการของเขาดันมีหน้าตาเหมือนกับเธอเนี่ยนะ?  มันช่างเป็นเรื่องบังเอิญที่น่าเหลือเชื่อจริงๆ!


ใบหน้าอ่อนโยนภายใต้กรอบแว่นสายตาทรงเหลี่ยมหันมามองผู้เป็นลูกศิษย์ที่ยืนอยู่ข้างๆด้วยแววตาที่กำลังสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเหนือความคาดหมาย  ก่อนที่เขาจะหันกลับไปมองยังภาพวาดอันงดงามตรงหน้าเช่นเดิม  



"พอได้เห็นหน้าเธอเมื่อตอนบ่าย  ก็เล่นเอาฉันอึ้งไปเลย"


“ฉันจึงพยายามหาคำตอบอยู่ทั้งวันว่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้มันเป็นเรื่องจริงอย่างงั้นเหรอ”  ชายหนุ่มพูดกลั้วหัวเราะเบาๆราวกับเป็นเรื่องตลกขบขัน   "มันจะบังเอิญเกินไปรึเปล่า?"


พอได้ฟังสิ่งที่ชายหนุ่มเล่า  พวงแก้มเนียนละเอียดของดรุณีน้อยก็แดงระเรื่อขึ้นมาด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดที่อธิบายไม่ถูก  หรืออาจจะเป็นเพราะเธอเองก็ไม่คาดคิดมาก่อนว่าผู้หญิงในจินตนาการของเขาจะมีหน้าตาเหมือนกับเธอขนาดนี้


“มหัศจรรย์จังเลยนะคะ…"


“เธอก็คิดแบบนั้นใช่ไหม?”


“ฉันคิดว่าบนโลกใบนี้…ยังมีอะไรที่เหนือความคาดหมายรอให้เราออกไปค้นหาอยู่อีกตั้งเยอะแยะมากมายเลยล่ะนะ”  พูดแล้วชูเฮย์จึงดึงภาพวาดนั้นออกมาเป็นแผ่นแล้วส่งมันให้กับเด็กสาว


“เอ้า... รับไปสิ”


“เอ๋?...”


“ถือซะว่ารูปภาพนี้ได้เจอกับเจ้าของของมันแล้วก็แล้วกัน"


รอยยิ้มอันอ่อนโยนของอาจารย์หนุ่มที่อยู่ตรงหน้าและเรื่องราวที่ได้ฟังจากปากของเขา  ทำให้หญิงสาวเกิดไม่กล้าสบตาเขาขึ้นมาเสียดื้อๆ  ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมเธอถึงต้องหลบเลี่ยงแววตาอ่อนโยนคู่นั้นที่กำลังจ้องมองเธออยู่ด้วย  


“ขอบคุณนะคะ…” 


เมกามิหลุบตาลงแล้วยื่นมือไปรับภาพวาดจากเขา  หากแต่ความรู้สึกบางอย่างที่ก่อตัวขึ้นอย่างแปลกประหลาดก็ทำให้สาวน้อยรู้สึกเหมือนคนไร้เรี่ยวแรง  มือไม้ก็พลันอ่อนปวกเปียกขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล  ม้วนกระดาษนั้นจึงร่วงหล่นลงบนพื้นห้องโดยที่เธอไม่ได้ตั้งใจ


“อ๊ะ…!”


…บ้าจัง…นี่เรามัวแต่คิดอะไรอยู่เนี่ย!?....


เมื่อได้สติเธอจึงรีบย่อตัวลงไปนั่ง  ก่อนที่ฝ่ามือน้อยๆนั้นจะเอื้อมไปหยิบเอาภาพวาดที่หล่นอยู่ที่พื้น  ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ชูเฮย์เองก็กำลังก้มลงแล้วเอื้อมมือมาจับที่รูปภาพนั้นอย่างพอดิบพอดี


ฝ่ามือของทั้งสองคนจึงคว้าไปยังม้วนกระดาษที่ตกอยู่บนพื้นแทบจะพร้อมๆกัน  ใบหน้าของทั้งคู่อยู่ใกล้กันมากเสียจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่มาจากอีกฝ่ายด้วยความบังเอิญ


ใบหน้าแสนพริ้มเพราแดงก่ำขึ้นมาราวกับลูกตำลึงสุก  ดวงตากลมโตหลุบต่ำลงเอาแต่กวาดมองไปที่พื้นห้องโดยที่ไม่ยอมสบตากับอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย


ก็แน่ล่ะ...ในเมื่อใบหน้าของทั้งคู่อยู่ใกล้กันแค่คืบแบบนี้  ใครเล่าที่จะทำใจแข็งอดทนจ้องตากับอีกฝ่ายได้?


“เธอนี่ซุ่มซ่ามจังเลยนะ…มัวแต่เหม่ออะไรอยู่?”  


“ขอโทษค่ะ!”  ความเขินอายที่ไม่มีเหตุผลทำให้เมกามิรีบดีดตัวลุกขึ้นยืนในทันที  เกรงว่าถ้าหากนั่งอยู่แบบนั้นเธออาจจะเป็นลมล้มพับไปเสียก่อน


“เอ้า…”  อาจารย์หนุ่มม้วนภาพวาดนั้นแล้วส่งมันให้กับเด็กสาวอีกครั้ง  เธอก็รับเอามันมาถือไว้อย่างแน่นหนาไม่ยอมให้มันหล่นลงไปอีกครั้งอย่างแน่นอน


“เอ่อ…ขอบคุณนะคะ”


“ไปเถอะ…กลับได้แล้ว  เดี๋ยวจะมืดซะก่อน”


“ถ้าอย่างงั้นหนูขอตัวกลับก่อนนะคะ” 

 
หญิงสาวโค้งศีรษะคำนับและกล่าวกับผู้เป็นอาจารย์ด้วยท่าทางที่ดูลนลานก่อนที่จะผลุนผลันวิ่งออกจากห้องไป  ภายใต้นัยน์ตาสีน้ำตาลอบอุ่นที่ยังคงจับจ้องแผ่นหลังของเธอไปจนสุดสายตา




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 27 ครั้ง

60 ความคิดเห็น