ตอนที่ 53 : ความรู้สึกที่ถูกเก็บซ่อน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 24
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    25 พ.ค. 62

          ประธานแห่งแกรนด์ดาเนปค่อยๆขยับปรับเปลี่ยนท่าทางด้วยการใช้มือประคองศีรษะของเด็กสาวที่กำลังหลับใหลให้มาซบอยู่กับอกกว้างของเขา  โดยที่เรียวแขนแข็งแรงอีกข้างหนึ่งก็ยกขึ้นมาโอบไหล่บางๆเพื่อให้เธอรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยเมื่ออยู่ท่ามกลางความมืดมิด


หลังจากที่อยู่ในอิริยาบถแน่นนิ่งเช่นนั้นอยู่ราวๆยี่สิบนาที  แสงไฟในห้องก็สว่างไสวขึ้น  ทำให้ชายหนุ่มต้องหลับตาลงสักพักเพื่อปรับสภาพสายตาของเขาให้คุ้นเคยกับแสงนีออนที่ส่องสว่างขึ้นมาอย่างปุบปับฉับพลัน


คาซึโตะเพ่งพิศใบหน้าจิ้มลิ้มที่ยังคงหลับใหลอยู่ในอ้อมแขน  คราบน้ำตาบางๆที่รินไหลพาดผ่านพวงแก้มเนียนละเอียดนั้น  ทำให้เขารู้สึกสงสารเธอขึ้นมาจนจับใจ


“…..”


…เธอกลัวความมืดจริงๆด้วย…



ปลายนิ้วมือของชายหนุ่มค่อยๆลูบไล้ลงบนพวงแก้มเนียนใสอย่างแผ่วเบา...แต่บางทีเขาอาจจะลืมคิดไปว่า…สิ่งที่เขากำลังกระทำอยู่นั้นมันจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอตื่นขึ้นมาจากการหลับใหลหรือเปล่า


นัยน์ตาสีเทาที่เคยฉายแววของความเย็นชามาโดยตลอด  บัดนี้กลับมีประกายวูบไหวเต็มไปด้วยความรู้สึกที่แปลกประหลาด  ซึ่งเขาก็ยังไม่สามารถค้นหาคำตอบใดๆให้กับตัวเองได้  ในตอนนี้เขารู้เพียงแต่ว่า…เขาไม่สามารถละสายตาไปจากใบหน้าอันผุดผ่องของเธอได้เลยแม้เพียงเสี้ยววินาที


ทำไมกันนะ…


ปลายนิ้วมือของคาซึโตะค่อยๆไล้ลงมาตามโครงหน้าที่สวยสมบูรณ์แบบของเด็กสาวรุ่นน้อง  ก่อนที่มันจะมาหยุดอยู่ตรงริมฝีปากเล็กๆสีอ่อนใสระเรื่อที่กำลังเผยอขึ้นเล็กน้อย  พร้อมๆกันกับเสียงหัวใจของเขาที่เต้นขึ้นมาผิดจังหวะเอาเสียดื้อๆ


...ชิรายูกิ...


ใบหน้าหล่อเหลาคมสันต์ของชายหนุ่มค่อยๆโน้มเข้าไปหาใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างช้าๆ  ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม…แต่เขาก็ไม่สามารถหักห้ามใจและหยุดการกระทำของตัวเองในตอนนี้ได้เลย  


ยิ่งกลิ่นหอมอ่อนหวานที่มาจากเรือนกายของเด็กสาวฟุ้งขึ้นแตะจมูกของเขาด้วยแล้วนั้น…มันทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกดึงดูดให้จมดิ่งไปกับความน่ารักน่าหลงใหลของเธอเข้าให้อย่างจัง  ทั้งๆที่เขาเองก็เคยยืนกรานเป็นมั่นเป็นเหมาะกับฮาจิเมะและฮิรุยะเอาไว้แล้ว…ว่าเขาไม่มีทางที่จะไปหลงชอบเด็กผู้หญิงคนไหนแน่ๆ


แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นคนที่ไร้ซึ่งสัจจะไปเสียแล้ว…นับตั้งแต่วันแรกที่ได้เห็นหน้าของเธอ


ยิ่งได้พูดคุย…ยิ่งได้รู้จักตัวตนจริงๆของเธอ…ก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกหวั่นไหวมากขึ้นทุกที…แต่เขาก็สัญญากับตัวเองเอาไว้แล้วว่าจะไม่มีทางบอกเรื่องนี้ให้ใครรู้เป็นอันขาด  ต่อให้จะเป็นเจ้าชายแห่งแกรนด์ดาเนปทั้งสองคนซึ่งเป็นเพื่อนที่เขาสนิทที่สุดก็ตามที


นี่หรือเปล่า...คือเหตุผลที่เขาตัดสินใจขอให้เธอเข้ามาเป็นหนึ่งในคณะกรรมการนักเรียน  เพราะเขาเองก็เป็นหนึ่งในหลายๆคนที่อยากจะอยู่ใกล้ๆเธอเช่นกัน


แต่ทว่าจู่ๆคาซึโตะก็ชะงักการกระทำลงไปชั่วขณะ...โดยที่ริมฝีปากของทั้งคู่อยู่ห่างกันแค่เพียงไม่เกินคืบเดียวเท่านั้น


…นี่เรา…กำลังทำอะไรอยู่?...


…แบบนี้…มันถูกต้องแล้วเหรอ?...


เจ้าของร่างสูงถอนหายใจออกมาเบาๆให้กับความสับสนว้าวุ่นที่ตั้งอยู่บนความลังเล  ก่อนที่เขาจะตัดสินใจขยับริมฝีปากของตัวเองให้ขึ้นไปประทับอยู่ตรงหน้าผากเนียนสวยที่ถูกปกคลุมไปด้วยผมหน้าม้าบางๆของเธอแทน


มาแอบทำอะไรแบบนี้...ถ้าใครรู้เข้า  เขาจะถูกตราหน้าว่าเป็นคนขี้ขลาดรึเปล่านะ?




เมื่อละริมฝีปากขึ้นจากหน้าผากของเด็กสาว  คาซึโตะก็ผุดรอยยิ้มขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับจ้องมองเจ้าของใบหน้าไร้เดียงสาที่กำลังนอนหลับปุ๋ยไปด้วย  


คนอะไร…น่ารักได้แม้กระทั่งตอนนอนหลับ


ในตอนนั้นเองที่เปลือกตาของหญิงสาวเริ่มทำท่าจะขยับยกขึ้น  เมื่อหนุ่มรุ่นพี่เห็นดังนั้นจึงรีบปรับสีหน้าให้ดูนิ่งเฉยเหมือนในยามปกติโดยทันที  สายตาของเขาทำทีทอดมองไปทางอื่นแน่นิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น


“หือ…?”  เมกามิเปล่งเสียงงัวเงียอยู่ในลำคอพลางยกมือขึ้นขยี้ตาไปพร้อมๆกัน  ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นไปมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆ


“รุ่นพี่…”


“..?..”  


คาซึโตะหันมาตามเสียงเรียกของอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเรียบเฉย  ในขณะที่หญิงสาวเริ่มรู้สึกเขินอายขึ้นมาเมื่อรู้ตัวว่าตัวเองเพิ่งจะนั่งสัปหงกใส่เขา


“อ๊ะ…ขอโทษนะคะ”


“ขอโทษเรื่องอะไร?”


“ก็…ขอโทษที่ฉันนั่งสัปหงกใส่รุ่นพี่น่ะค่ะ  รุ่นพี่คงจะหนักน่าดูเลย”  อดีตเทพธิดาในร่างของเด็กสาวรีบลุกขึ้นนั่งตัวตรงแล้วยิ้มแห้งๆด้วยความเคอะเขิน  


แต่จะว่าไปแล้ว…การที่เธอสามารถผล็อยหลับในความมืดได้แบบนี้  นั่นคงหมายความว่าการที่มีเขานั่งอยู่ข้างๆคงทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยไม่น้อยเลยทีเดียว


“อืม…หนัก  หนักมากด้วย”


“อึก…” 


...ว่าแล้ว…แย่จริงๆเลยเรา…


“ทำไมทำหน้าแบบนั้น?”  ทายาทตระกูลมาเฟียจ้องมองเด็กสาวที่กำลังทำหน้าหงอยด้วยความรู้สึกขบขันอยู่ในใจ  


“ไม่ต้องคิดมากหรอก…ฉันแค่ล้อเล่น”


“รุ่นพี่เนี่ย…ล้อเล่นหน้าตายแบบนี้ฉันซีเรียสนะคะ”  เมกามินั่งกอดเข่าแล้วทำหน้ามุ่ยน้อยๆ  แก้มป่องๆนั่นยิ่งทำให้เธอดูน่ารักน่าหยิกมากขึ้นไปอีก


ผู้หญิงกับเรื่องน้ำหนักตัวเนี่ย...มันเป็นอะไรที่เซ้นซิทีฟและเปราะบางมากจริงๆนะ



“โกรธเหรอ?”


“เปล่าค่ะ”  หญิงสาวตอบปฏิเสธ  หากแต่ดวงตากลมโตนั้นกลับจ้องมองไปทางอื่นโดยที่ไม่ยอมสบตาคนที่อยู่ข้างๆเลย


“โกหก…ดูก็รู้แล้วว่าเธอกำลังโกรธ”


“ฉันไม่ได้โกรธจริงๆนะคะ”


“ยังไม่ยอมรับอีก”  


เขาไม่เพียงแค่พูดเปล่า  หากแต่เรียวแขนอันทรงพลังนั้นก็เอื้อมไปโอบรั้งเอาร่างเล็กๆของอีกฝ่ายให้เซถลาเข้ามาอยู่ในอ้อมอกของเขาอีกครั้ง


ช่วยไม่ได้นะ...เธออยากมาทำปากแข็งใส่เขาทำไมกันเล่า?


“ว้าย!”  ดรุณีน้อยอุทานออกมาด้วยความตกใจ  ก่อนที่เธอจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเจ้าของนัยน์ตาสีเทาที่มีระยะห่างจากกันเพียงแค่ไม่กี่เซน


“ระ…รุ่นพี่”  


พวงแก้มเนียนใสน่าสัมผัสถูกเจือไปด้วยสีกุหลาบผ่องระเรื่อ  จู่ๆหัวใจดวงน้อยก็เต้นตึกตักขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล  เมื่อถูกสายตาที่ไม่แสดงความรู้สึกใดๆจ้องมองกลับมา  


“ถ้าไม่ทำแบบนี้…เธอก็คงจะหันหน้าหนีไปตลอด”


“ก็…ฉัน…”


…ก็แค่รู้สึกน้อยใจเล็กๆที่รุ่นพี่บอกว่าฉันตัวหนักนี่นา...


“ฉันขอโทษ…”  ประธานนักเรียนมาดนิ่งกล่าวกับเด็กสาวรุ่นน้องที่นั่งอยู่ข้างๆ  “ทีหลังจะไม่แกล้งอีกแล้ว”


“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ”


หลังจากสิ้นเสียงใสๆ  เขาก็คลายอ้อมแขนออกเพื่อให้เธอได้นั่งอย่างเป็นอิสระเช่นเดิม


“เธอกลัวความมืดเหรอ?”


“…..”  


พอได้ฟังคำถาม  ดวงตาคู่สวยก็หลุบลงจ้องมองไปที่พื้นห้องด้วยแววตาที่ดูหม่นหมองเล็กๆ  “…ค่ะ”


“รุ่นพี่…”


“ขอบคุณนะคะที่คอยอยู่ข้างๆฉัน…ทั้งๆที่รุ่นพี่ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำแบบนั้นเลยด้วยซ้ำ”


คำพูดของเด็กสาวทำให้คาซึโตะต้องหันมาจ้องมองเธอด้วยความรู้สึกรักใคร่เอ็นดู  จากนั้นเขาจึงวางมือลงบนศีรษะของเธอเบาๆ  มันเป็นสัมผัสที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนจริงๆ


“พูดอะไรแบบนั้น”


ก็เธอ...สำคัญสำหรับเขานี่...



ถึงแม้จะอยากพูดในสิ่งที่คิดมากแค่ไหน…แต่เขาก็ยังคงทำได้แค่เก็บมันเอาไว้ในใจอยู่ดี


"เธอเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆคนนึงที่กำลังตกอยู่ในความหวาดกลัว  จะให้ฉันปล่อยเธอเอาไว้แบบนั้นได้ยังไง?”


“รุ่นพี่...ใจดีจังเลยนะคะ  แถมยังเป็นสุภาพบุรุษมากๆเลยด้วย" 


"ตอนที่รุ่นพี่นั่งอยู่ข้างๆแล้วโอบไหล่ของฉัน…มันทำให้ฉันรู้สึกปลอดภัยมากๆเลยล่ะค่ะ”


“งั้นเหรอ…”  เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาคมสันต์กล่าวขึ้นเสียงเรียบพลางคิดถึงรอยจูบที่เขาฝากเอาไว้บนหน้าผากของเธอ  นี่ถ้าหากเธอรู้เข้า...เธอจะต้องขอถอนคำพูดเมื่อกี้แน่ๆ


“รู้สึกว่าเธอจะมองฉันในแง่ดีเกินไปหน่อยนะ”


“แต่ฉันแน่ใจมากๆเลยนะคะว่ารุ่นพี่ต้องเป็นคนแบบนั้นจริงๆ”  เมกามิพูดแล้วแตะแต้มรอยยิ้มอ่อนหวานไปด้วย  


“เพราะว่ารุ่นพี่เป็นสุภาพบุรุษและใจดีกับทุกๆคน  ใครๆถึงได้ชอบรุ่นพี่ขนาดนี้ยังไงล่ะคะ”


…ฉันสัมผัสได้แบบนั้นจริงๆนะ…


“เธอเข้าใจผิดแล้ว”


“ยังไงคะ?”


“พวกเด็กผู้หญิงก็ชอบแค่หน้าตาและเปลือกนอกของฉันเท่านั้นแหละ”


“ทำไมรุ่นพี่ถึงคิดแบบนั้นล่ะคะ?”


“ก็เพราะ…ฉันไม่เคยไปทำตัวเป็นสุภาพบุรุษหรือแสดงความใจดีกับใครเลยน่ะสิ”  


“หา?”


…แบบนี้…หมายความว่ายังไงกันนะ…


“รุ่นพี่หมายความว่า...”






“คนที่ได้เห็นด้านนี้ของฉัน…มีแค่เธอคนเดียวเท่านั้นแหละ”  


ทายาทตระกูลมาเฟียอธิบายเหตุผลสั้นๆ  เขาเบนสายตามองไปทางอื่นโดยที่ไม่ยอมสบตากับเด็กสาวที่กำลังนั่งจ้องมองเขาอยู่เลย


ทำไม…เธอถึงต้องใจเต้นไปกับคำพูดของเขาด้วยนะ



“แล้วทำไมรุ่นพี่ถึงไม่ทำให้คนอื่นเห็นล่ะคะ?”


“ก็เพราะฉันไม่ได้อยากให้ใครเห็น”


“แล้วทำไมกับฉันถึง…”  เสียงใสๆขาดห้วงลงไปโดยที่ยังไม่ทันได้พูดจนจบ  นี่เธอสับสนเสียจนไม่รู้ว่าจะปะติดปะต่อประโยคคำถามยังไงซะแล้วสิ


คาซึโตะจ้องมองดวงตากลมโตของเด็กสาวแน่นิ่งราวกับจะส่องทะลุหัวใจของเธอไปถึงไหนต่อไหน  ริมฝีปากหยักสวยของเขาเริ่มขยับยกขึ้นเบาๆเพราะกำลังตั้งใจตอบคำถามของเธอ


“ก็เพราะว่า…”


“เธอคือ…”


แต่ก็ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ  เสียงโทรศัพท์ของสาวน้อยก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน 


ประธานนักเรียนแห่งแกรนด์ดาเนปชะงักคำพูดของเขาเอาไว้แต่เพียงแค่นั้น  ก่อนที่เขาจะบอกให้เด็กสาวรุ่นน้องรีบกดรับโทรศัพท์ของเธอเสีย


"รับโทรศัพท์ก่อนเถอะ"


"ค่ะ  เอ่อ...ถ้าอย่างนั้นฉันขอรับโทรศัพท์ก่อนนะคะ"


"...อืม"


สิ้นเสียงตอบรับของเขา  เธอก็กดรับสายที่โทรเข้ามา


“ค่ะคุณชเนป”


“คุณหนู…นี่มันจะทุ่มนึงแล้วนะครับ  ผมเห็นคุณหนูยังไม่ลงมาก็เลยเป็นห่วง…ตอนนี้คุณหนูอยู่ที่ไหนครับ?”


“หนูอยู่ในโรงเรียนค่ะ  พอดีเมื่อสักครู่นี้ไฟฟ้าคงเกิดขัดข้อง…ไฟก็เลยดับน่ะค่ะ”


“ไฟดับงั้นเหรอครับ?”  


เมื่อพ่อบ้านสูงวัยได้ฟังสิ่งที่เด็กสาวชี้แจงก็เกิดความเป็นห่วงเธอยิ่งนัก  เพราะเขารู้ดีว่าคุณหนูน้อยของเขาต้องเคยพานพบกับอะไรมาบ้างกับสิ่งที่เรียกว่าความมืดนั้น


“ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ…หนูไม่ได้อยู่คนเดียวหรอกค่ะ”  หญิงสาวอธิบายให้อีกฝ่ายคลายความกังวลลงไป  เพราะเธอเองก็รู้ดีว่าเขาคงเป็นห่วงเธอมากเหมือนกัน


“อ้อ…ครับ”


“รอสักครู่นะคะ  หนูจะรีบลงไปเดี๋ยวนี้เลย”


“ครับคุณหนู”


เมกามิกดปุ่มตัดสายแล้วจึงหันไปพูดกับหนุ่มรุ่นพี่ที่นั่งอยู่ข้างๆ


“กลับบ้านกันเถอะค่ะ…รุ่นพี่”  


“อืม”


หลังจากที่เมกามิและคาซึโตะเก็บกระเป๋าหนังสือของตัวเองกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว  ทั้งคู่ก็เดินมาจนเกือบจะถึงจุดที่ชเนปจอดรถรออยู่  


“แล้วรุ่นพี่จะกลับบ้านยังไงคะ?”  เมกามิเอ่ยถามชายหนุ่มด้วยความเป็นห่วง  นี่มันก็มืดแล้ว  เผื่อว่าเขาไม่มีรถกลับบ้านเธอก็จะได้อาสาไปส่งเขาให้


“ทำไมล่ะ?  เป็นห่วงเหรอ?”


“ก็…ค่ะ”


“ฉันขับรถมาโรงเรียนเองทุกวัน  เธอไม่ต้องเป็นห่วงหรอก…แต่ก็ขอบใจนะ”  เจ้าของร่างสูงกล่าวขอบคุณเด็กสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ทั้งยินดีและอบอุ่นอยู่ในหัวใจอย่างบอกไม่ถูก


“ฉันเองก็ต้องขอบคุณรุ่นพี่อีกครั้งนะคะ”


“ไม่เป็นไร  ฉันยินดีที่จะทำ”


“เอ๋?”


ยินดีที่จะทำ?  มันฟังดูแปลกๆพิลึกนะ



“มืดมากแล้ว  เธอรีบขึ้นรถเถอะ”  ประธานนักเรียนมาดนิ่งพูดตัดบทเหมือนไม่ยอมให้เธอได้ถามอะไรต่อ


“ค่ะ…ถ้าอย่างงั้น  ฉันขอตัวก่อนนะคะ”


"แล้วเจอกันพรุ่งนี้ค่ะ"  กล่าวจบเธอก็เดินไปขึ้นรถที่จอดรออยู่



สายตาของชายหนุ่มจับจ้องมองตามรถคันหรูที่เพิ่งจะออกตัวไป  ถึงแม้จะไร้ซึ่งเงาของอีกฝ่าย  แต่หัวใจของเขาก็ยังคงเต้นระรัวไม่ยอมหยุด  คงเป็นตอนนี้เองกระมังที่เขาสามารถยอมรับกับตัวเองได้แล้ว...ว่าเขารู้สึกยังไงกับเธอ


ทว่า...ถึงแม้ว่าเขาจะมีความรู้สึกดีๆต่อเธอก็จริง  แต่มันอาจจะถูกเก็บเอาไว้เป็นความลับไปตลอดกาลเลยก็เป็นได้...











“รุ่นพี่เทนโจ…ก็เป็นหนึ่งในแม่ทัพของยุคสมัยนั้นด้วยอย่างงั้นเหรอ?”  เมกามินั่งเท้าคางอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งสีครีมแนววินเทจหรูหราที่ตั้งอยู่ในห้องของตัวเองพลางคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย


“ผิดคาดเหมือนกันนะเนี่ย”


…แต่จะว่าไปแล้วก็ยังเป็นคนละคนกับที่เราฝันเห็นเมื่อครั้งที่แล้วอยู่ดีนี่นา…

...เขาเป็นใครกันนะ  ทั้งๆที่เขาเคยบอกว่าเขาเป็นคนรักของเราในอดีตชาติ…แต่เรากลับจำอะไรเกี่ยวกับเขาไม่ได้เลยสักอย่าง…แถมในชาตินี้เขาก็ไปเกิดอยู่ในร่างไหนก็ไม่รู้ด้วยสิ…


อดีตเทพธิดาคิดหาคำตอบที่น่าพิศวงอยู่ในใจ  แต่มันคงยากเกินกว่าที่คนธรรมดาอย่างเธอจะรู้ได้จริงๆ


…แต่เดี๋ยวนะ…ผู้ชายคนนั้นบอกกับเราว่า…ร่างในปัจจุบันของเขาเคยเจอกับเราแล้วนี่นา…เพียงแต่ความทรงจำของเขายังไม่ถูกปลุกขึ้นมาเท่านั้นเองไม่ใช่เหรอ?...


…แล้วเขาเป็นใครกันนะ…ทั้งในอดีต…ทั้งในปัจจุบัน…เริ่มทำให้เราอยากรู้ขึ้นมาซะแล้วสิ…


“เฮ้อ…แล้วทำยังไงถึงจะได้รู้ซะทีล่ะเนี่ย  ถามไป๋ฉีเจี้ยนดูอีกทีดีมั้ยนะ”


“แต่ไม่ดีกว่า  ถ้าบอกได้เขาคงจะบอกกับเราไปตั้งนานแล้วล่ะมั้ง”


…แล้วอีกอย่างเราก็ไม่อยากจะเรียกเขาออกมาเพียงเพราะเรื่องไร้สาระแบบนี้ด้วย…เพราะว่าอายุขัยที่เหลือของไป๋ฉีเจี้ยนมีค่ากว่านั้นมาก…จะเรียกออกมาพร่ำเพรื่อเพราะเรื่องแค่นี้ไม่ได้เด็ดขาด...


...ขอแค่รู้ชื่อในอดีตชาติของเขาก็ยังดี  เผื่อว่ามันอาจจะทำให้เรานึกอะไรออกบ้างก็ได้...


ในวินาทีนั้นเอง  ที่จู่ๆเธอก็เกิดปิ๊งไอเดียแจ่มๆขึ้นมา



“อ๊ะ…จริงสิ!”










ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

60 ความคิดเห็น