ตอนที่ 52 : (ย้อนอดีต) : ปราการแห่งกังตั๋ง วีรบุรุษผู้พลีชีพ 7

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 18
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    22 พ.ค. 62

ในระหว่างที่บรรยากาศบริเวณนั้นเต็มไปด้วยความเศร้าสลด  จู่ๆทหารนายหนึ่งที่อยู่ใกล้กับประตูเมืองก็รีบวิ่งเข้ามากล่าวรายงานบางอย่างแก่ซุนกวน


“ท่านซุนกวนขอรับ…มีชายคนหนึ่งที่อยู่ตรงหน้าประตูเมือง  อยากจะขอเข้าพบท่านน่ะขอรับ”


“ใครกัน?”  เด็กหนุ่มที่ใบหน้าเปื้อนฝุ่นดินจนดูมอมแมมเอ่ยถามผู้มารายงานพร้อมกับยกมือขึ้นปาดน้ำตาของตนเองไปด้วย


“ข้าเองก็ไม่รู้จักเหมือนกันขอรับ  แต่ดูจากลักษณะท่าทางแล้ว...เขาไม่น่าจะใช่ชาวบ้านที่อยู่ในเมืองนี้หรอกขอรับ  เพราะข้ารู้สึกไม่คุ้นหน้าคุ้นตาเอาเสียเลย"


“ถ้าอย่างนั้นเจ้ารีบไปพาเขามาเถอะ  เผื่อว่าเขาอาจจะมีธุระสำคัญอะไรก็ได้”


“ขอรับ”  ทหารร่างเล็กกล่าวรับคำแล้วจึงรีบวิ่งตรงไปพาชายคนดังกล่าวเข้ามาพบกับผู้เป็นนายของตนอย่างเร่งรีบ


เมื่อชายหนุ่มคนดังกล่าวได้มาถึง  เขาก็รีบวางกล่องโอสถวิเศษเอาไว้ข้างๆกาย  ชายอาภรณ์สีเลือดถูกสะบัดให้พลิ้วไหวเล็กน้อย  ก่อนที่เขาจะลงไปนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าของผู้อยู่เหนือธรรมชาติทั้งสอง


“ข้าน้อยฮัวโต๋  ขอถวายการสักการะต่อท่านเทพธิดาแห่งเนตรนภาและท่านเทพมังกรฟ้า”


“ท่านลุกขึ้นเถิด”  อัปสรสวรรค์กล่าวกับบุรุษหน้าละอ่อนแล้วลุกขึ้นยืนตามมาด้วย


“เดี๋ยวก่อนนะ…เมื่อสักครู่นี้ท่านบอกว่า…ท่านชื่อฮัวโต๋อย่างนั้นหรือ?”  หัวหน้าหมู่บ้านเอ่ยถามผู้มาใหม่ด้วยสีหน้าแววตาที่ดูมีความหวัง  


ทางด้านของซุนกวนพอได้ยินเช่นนั้นก็เกิดความสงสัยขึ้นมา  เด็กหนุ่มจึงไม่รอช้าที่จะถามคำถามหัวหน้าหมู่บ้านกลับไป


“ท่านรู้จักพี่ชายคนนี้ด้วยหรือ?”


“ขอรับนายน้อย"  ชายร่างท้วมกล่าวรับคำ  "ถ้าหากว่าเขาชื่อฮัวโต๋จริงๆ…ก็นับว่าสวรรค์เข้าข้างท่านอีกครั้งแล้ว"


"เพราะฮัวโต๋คือชื่อของนายแพทย์ที่มีฝีมือในการรักษาผู้คนให้หายขาดได้จากโรคภัยทุกชนิด  หรือที่ผู้คนทั้งแผ่นดินต่างขนานนามของเขาว่า…ฮัวโต๋หมอเทวดานั่นล่ะขอรับ”


“จริงหรือ!!?”


“พี่ชายกล่าวเกินไปแล้ว”  


“ข้าชื่อฮัวโต๋  เป็นเพียงแค่คนธรรมดาคนหนึ่งที่ชอบศึกษาเกี่ยวกับการรักษาโรคทั่วไปเท่านั้น…หาได้เป็นหมอวิเศษตามที่ใครๆได้กล่าวถึงไม่”  เจ้าของแววตาอันอ่อนโยนกล่าวอธิบายพร้อมกับยกมือทั้งสองข้างขึ้นประสานกันเป็นการแสดงความเคารพต่อซุนกวนและผู้คนทั้งหลาย  



"ก่อนหน้านี้ข้าเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดเพราะถูกพวกโจรป่ารุมทำร้าย  แต่เป็นเพราะท่านผู้กล้าที่ชื่อว่าจิวท่ายผู้นี้ได้เข้ามาให้การช่วยเหลือข้าเอาไว้ได้อย่างทันท่วงที...จึงทำให้ข้ายังมีลมหายใจมายืนอยู่ตรงนี้ได้"


“ดังนั้นแล้วเพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณอันใหญ่หลวงนั้น…ข้าจึงอยากจะขอลองให้การรักษาแก่เขาดูสักครั้งจะได้หรือไม่  ขอท่านซุนกวนโปรดอนุญาตด้วย”


“ได้สิ!  ได้เลย!  ข้าอนุญาตท่านแน่นอน!”  ซุนกวนรีบกล่าวคำอนุญาตโดยที่แทบจะไม่ต้องใช้เวลาคิด  น้ำเสียงห้าวหาญนั้นสั่นเครือด้วยความดีอกดีใจเป็นที่สุด 


เด็กหนุ่มรีบลุกขึ้นแล้วเดินไปพาฮัวโต๋มานั่งอยู่ใกล้ๆกับร่างขององครักษ์คนสนิท  ในขณะที่อัปสรสวรรค์ก็ประสานมือทั้งสองข้างเอาไว้ที่บริเวณกลางอกอย่างมีความหวัง  


คงมีเพียงแต่ไป๋ฉีเจี้ยนเท่านั้นที่เอาแต่จับจ้องเจ้าของใบหน้าอ่อนเยาว์ด้วยความสนเท่ห์อยู่ลึกๆ  วิทยาการทางการแพทย์ของโลกมนุษย์จะสามารถฝ่าฝืนกฏเกณฑ์แห่งชะตากรรมด้วยการทำให้คนที่หมดลมหายใจลงไปแล้ว...กลับฟื้นคืนมามีชีวิตได้อีกครั้งจริงๆหรือ


...การฟื้นคืนชีวิตให้กับมนุษย์ที่ตายไปแล้ว…มีเพียงแค่ผู้อยู่เหนือธรรมชาติเท่านั้นมิใช่หรือที่จะทำเช่นนั้นได้…


“แต่ก่อนอื่นเลยข้าต้องขอความช่วยเหลือจากท่านสักเล็กน้อยด้วยนะขอรับ”  ชายหนุ่มในอาภรณ์สีเลือดหันไปกล่าวกับนายน้อยแห่งกังตั๋ง  


“ขอท่านซุนกวนโปรดให้เหล่าทหารนำฟืนมาก่อกองไฟให้ข้าก่อนเป็นอันดับแรก  แล้วก็ช่วยหามีดเล่มเล็กๆ  หม้อต้มน้ำ  กาน้ำ  และถ้วยน้ำแกงของชาวบ้านคนไหนก็ได้ที่ยังพอหลงเหลืออยู่  ข้าจะนำมันมาปรุงยาสำหรับรักษาร่างกายให้กับท่านแม่ทัพน่ะขอรับ”


“ตกลง!”  เด็กหนุ่มรับคำแล้วจึงหันไปกล่าวขอความช่วยเหลือจากพวกทหารและชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณนั้น  ผู้คนต่างก็กะตือรือร้นรีบวิ่งออกไปจัดการหาของตามที่ฮัวโต๋ต้องการโดยไม่รอช้า


หลังจากที่กองไฟถูกจุดขึ้น  ฮัวโต๋จึงลงมือจัดแจงปรุงโอสถสำหรับการบำรุงรักษาร่างกายของจิวท่ายในทันที  หากแต่ในเวลานี้เขาต้องเร่งมือทำการรักษาให้ไวขึ้นกว่าปกติอีกหลายเท่าตัว  เนื่องจากแม่ทัพหนุ่มได้สิ้นลมหายใจลงไปนานพอสมควรแล้ว  ถ้าขืนยังมัวชักช้าอยู่…เกรงว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำลงไปอาจจะสูญเปล่าได้


…เป็นเรื่องที่ยากพอดูเลย…แต่ไม่ว่าอย่างไรข้าก็จะขอเดิมพันด้วยสมุนไพรในตำนานที่มีอยู่ในมือสักครั้งนึง…

...ข้าเองก็ได้แต่หวังว่าทุกอย่างจะสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีนะ…


บุรุษหนุ่มหน้าละอ่อนหยิบมีดเล่มเล็กขึ้นมาเผาไฟแล้วล้างมันด้วยสุราไร้สีเพื่อเป็นการฆ่าเชื้อในเบื้องต้น  จากนั้นก็รอให้มันเย็นลงในระดับอุณหภูมิปกติ  ก่อนที่เขาจะทำการลงมือผ่าเอาลูกธนูที่ปักอยู่ตามร่างกายของจิวท่ายออกมา  ท่ามกลางความลุ้นระทึกของพวกทหารและชาวบ้านที่ต่างก็ตั้งความหวังว่าปาฏิหาริย์แห่งชีวิตจะเกิดขึ้นจริง


หม้อต้มยาสองสามใบที่อยู่เหนือเปลวฟืนเดือดปุดๆขึ้นเมื่อได้ระยะเวลาประมาณหนึ่ง  ฮัวโต๋จึงรินเอาโอสถที่อยู่ในหม้อที่มีขนาดเล็กที่สุดใส่ถ้วยชามก่อนเป็นอันดับแรก  เขาค่อยๆกรอกมันลงไปที่ริมฝีปากของขุนพลแห่งแผ่นดินง่ออย่างช้าๆ  


ใบหน้าละอ่อนเยาว์วัยของนายแพทย์หนุ่มถูกอาบย้อมไปด้วยหยาดเหงื่อเม็ดเบ้ง  ในใจนั้นก็ได้แต่นึกพร่ำภาวนา



…ขอเพียงแค่ร่างกายของท่านตอบสนองต่อโอสถนี้เท่านั้น…ได้โปรด…


หลังจากที่ยืนดูขั้นตอนการรักษาของฮัวโต๋อยู่ครู่ใหญ่ๆ  จู่ๆไป๋ฉีเจี้ยนก็กลับมองเห็นสัญญาณของชีพจรและดวงจิตดวงวิญญาณที่มาจากร่างของจิวท่าย  มันไหลเวียนไปมาอยู่ในร่างกายของเขาเหมือนคนปกติจนน่าตกใจ  สร้างความรู้สึกประหลาดใจให้กับผู้อยู่เหนือธรรมชาติอย่างเขาอยู่ไม่น้อย


“ชายผู้นี้กำลังจะฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งจริงๆ…”  มังกรฟ้าร่างยักษ์กล่าวขึ้นท่ามกลางบรรยากาศของการรักษาที่เงียบงัน  ทำให้ทั้งเทพธิดาแห่งเนตรนภาและซุนกวนต้องหันมาจ้องมองเขาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความปิติยินดียิ่ง


“จะ…จริงหรือขอรับ!?”


…นี่ไม่ใช่ฤทธานุภาพหรือคาถาอาคมใดๆของผู้อยู่เหนือธรรมชาติ…แต่มาจากฝีมือการรักษาของชายผู้นี้ล้วนๆเสียด้วยน่ะสิ…ช่างเป็นสิ่งที่ชวนให้ข้ารู้สึกทึ่งเสียจริง…


ทางด้านของฮัวโต๋เมื่อได้ยินคำกล่าวของเทพมังกรฟ้า  เขาจึงรีบใช้ปลายนิ้วสัมผัสหาชีพจรขององครักษ์หนุ่มในทันที  


และเมื่อพบว่าสัญญาณชีพจรนั้นเริ่มมีการเคลื่อนไหวขึ้นมาแล้ว  โอสถวิเศษที่อยู่ในถ้วยชามใบน้อยจึงถูกกรอกลงไปที่ริมฝีปากของจิวท่ายอีกครั้ง



          เมื่อทุกอย่างเริ่มดำเนินไปในทิศทางที่ดีขึ้น  บุรุษในอาภรณ์สีเลือดจึงเดินไปยกหม้อต้มยาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่ยังอุ่นๆอยู่มาวางไว้ข้างๆกาย  จากนั้นเขาก็นำมันมาทาพอกเอาไว้ตามบาดแผลที่ต้องศาสตราวุธของแม่ทัพหนุ่มเพื่อเป็นการรักษาบาดแผลจากภายนอกอีกทางหนึ่งไปด้วย


ร่างกายกำยำล่ำสันที่เคยนอนแน่นิ่งไร้ซึ่งสัญญาณของการมีชีวิตอยู่  เริ่มมีการขยับเคลื่อนไหวขึ้นเล็กน้อยไปตามจังหวะของลมหายใจ  ทำเอาทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต่างก็ลุกขึ้นมาโห่ร้องแสดงความยินดีกันให้กึกก้อง  แม้แต่ผู้ที่ให้การรักษาเองก็อดไม่ได้ที่จะผุดรอยยิ้มบางๆ ให้กับความสำเร็จแห่งความพยายามที่มาถึง


“เฮ!!!  ท่านจิวท่ายหายใจแล้ว!!”


…อา…ในที่สุด…ท่านก็กลับมามีลมหายใจได้อีกครั้งแล้วนะ…ท่านแม่ทัพ…


“ปาฏิหาริย์…นี่มันคือปาฏิหาริย์จริงๆ  สวรรค์ส่งท่านมาเพื่อช่วยชีวิตองครักษ์ของข้าโดยแท้!!”  ซุนกวนกล่าวขอบคุณทั้งน้ำตาพร้อมกับก้มลงไปคำนับชายหนุ่มที่ทุกคนเรียกว่า “หมอเทวดา”  อยู่หลายครั้งหลายคราโดยไม่ได้สนใจในฐานันดรศักดิ์ของตนเองเลยแม้แต่น้อย  


“ข้าขอขอบคุณท่านมาก…ท่านฮัวโต๋”


“ท่านกล่าวเกินไปแล้ว…นายน้อย  โปรดลุกขึ้นเถิด”  เจ้าของใบหน้าอ่อนโยนก้มลงไปประคองเด็กหนุ่มที่มีศักดินาสูงส่งกว่าให้ลุกยืนขึ้น  


“เป็นเพราะท่านจิวท่ายมีจิตวิญญาณที่กล้าแข็งมากเหลือเกิน  การรักษาของข้าจึงกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลย”


เทพธิดาแห่งเนตรนภาที่ยืนดูการสนทนาของชายหนุ่มทั้งสองอยู่ก็ระบายยิ้มอันงดงามบริสุทธิ์ขึ้นด้วยความปลื้มปิติ  เพราะนอกจากหมอเทวดาผู้นี้จะมีความสามารถในการรักษาโรคอย่างที่หาใครในแผ่นดินนี้เทียบเทียมไม่ได้แล้ว…จิตใจของเขายังเต็มไปด้วยกุศลอันดีงามและมีความถ่อมตนเป็นอย่างยิ่ง


“หลังจากนี้ขอให้ท่านซุนกวนพาท่านแม่ทัพขึ้นไปพำนักในจวนเสียก่อนเถิด  ส่วนยาทั้งสามหม้อที่เหลือข้าจะแจกแจงให้ฟังว่าจะต้องใช้มันอย่างไรบ้าง”


“ขอท่านโปรดอธิบายเถิด…ท่านฮัวโต๋”  นายน้อยแห่งแดนใต้พยักหน้ารับคำแล้วรอฟังสิ่งที่เขาพูดอย่างตั้งอกตั้งใจ


“ข้าได้คาดการณ์และคำนวณเวลาเอาไว้แล้ว…ว่าท่านแม่ทัพคงจะต้องลืมตาตื่นขึ้นมาอีกราวๆหกชั่วยามต่อจากนี้เป็นแน่”  ฮัวโต๋กล่าวกับเด็กหนุ่มโดยที่มีพวกทหารและพวกชาวบ้านยืนรับฟังอยู่ด้วย


“ถ้าหากว่าท่านแม่ทัพฟื้นขึ้นมาเมื่อไหร่…ก็ให้ผู้ดูแลรินยาจากหม้อต้มที่เล็กที่สุด  แล้วให้ท่านแม่ทัพดื่มให้หมดนั่นภายในวันเดียวเลยนะขอรับ”


“ส่วนยาที่อยู่ในหม้อขนาดกลาง  ขอให้นำมาให้ท่านแม่ทัพดื่มหลังจากที่ยาหม้อเล็กหมดลงไปแล้ว…วันละสามเวลา…จนกว่ายาจะหมดนะขอรับ”


“แล้วก็ยาที่อยู่ในหม้อใบใหญ่นั่น…เป็นยาสำหรับรักษาบาดแผลภายนอก  ใช้ทาพอกที่บริเวณบาดแผลที่ข้าได้ทำการผ่าตัดไปเมื่อตอนก่อนหน้านี้วันละสองครั้ง  เพื่อเป็นการสมานแผลและฆ่าเชื้อโรคที่อาจแทรกซ้อนขึ้นมาได้  ขอให้ท่านกำชับกับผู้ดูแลให้ดีด้วย…ห้ามลืมเด็ดขาดนะขอรับ”


“ตกลง…ข้าจะจำเอาไว้ให้ดีเลย”  เด็กหนุ่มรับคำแล้วหันไปบอกกล่าวกับพวกทหารที่อยู่ในบริเวณนั้น  


“รีบพาจิวท่ายขึ้นไปพักที่จวนใหญ่ก่อนเถอะ”


“ขอรับ!”


สิ้นเสียงคำสั่งของผู้เป็นนาย  ร่างกายอันแข็งแกร่งขององครักษ์หนุ่มก็ค่อยๆถูกยกขึ้นไปวางเอาไว้บนรถลาก  ก่อนที่เหล่าทหารและผู้ดูแลจะเคลื่อนรถตรงไปยังจวนใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางเมืองในลำดับต่อไป


“ท่านฮัวโต๋ขอรับ  ข้ามีคำถามที่อยากจะถามท่านสักเล็กๆน้อยๆ…แต่มันอาจจะฟังดูเป็นการเสียมารยาทจนเกินไป  ไม่ทราบว่าท่านพอจะอนุญาตได้หรือไม่ขอรับ?”  หัวหน้าหมู่บ้านเอ่ยถามขึ้นพร้อมกับพาตัวเองมาหยุดยืนอยู่ข้างๆหมอหนุ่ม


“เชิญพี่ชายถามมาได้เลย”


“คือเท่าที่ข้าเคยได้ยินมา…พวกสหายของข้าได้พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องราวของท่านเอาไว้มากมายเหลือเกิน  แต่พวกเขาบอกว่าหมอฮัวโต๋นั้นมีอายุอานามปาเข้าไปครึ่งคนแล้วมิใช่หรือ?  แล้วใยหมอฮัวโต๋ที่ยืนอยู่ตรงหน้าของข้าถึงได้ดูเหมือนเด็กหนุ่มอายุยี่สิบปีแบบนี้ล่ะขอรับ?"


ฮัวโต๋แตะแต้มรอยยิ้มที่ดูอ่อนโยนสะกดสายตาให้กับคำถามของอีกฝ่าย  จากนั้นจึงตอบคำถามของเขากลับไป


“สหายของท่านกล่าวถูกแล้ว”


“หะ…หา!?”


“อีกสามเดือนหลังจากนี้ก็จะถึงวันเกิดครบรอบปีที่ห้าสิบห้าของข้าแล้ว”


“หาาาาา!?  หะ…ห้าสิบห้าอย่างนั้นหรือ!?  ไม่น่าเชื่อ!!?”  เสียงของชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็พูดคุยฮือฮาขึ้นหลังจากที่ได้ฟังคำตอบของฮัวโต๋  ซึ่งอายุจริงกับภาพลักษณ์ที่เห็นภายนอกนั้นช่างดูแตกต่างกันอย่างมากมายเหลือเกิน  


“ท่านเทพธิดา  ท่านเทพมังกรฟ้า  ท่านฮัวโต๋  ถ้าหากไม่เป็นการรบกวนเวลาของพวกท่านมากจนเกินไป  ข้าน้อยซุนกวน…ในนามของตัวแทนผู้ครองแคว้นกังตั๋ง  ขอเชิญท่านผู้ที่มากไปด้วยบารมีทั้งสามพำนักอยู่ที่นี่ก่อนเพื่อเป็นการตอบแทนพวกท่านจะได้หรือไม่?”  เด็กหนุ่มร่างบางประสานมือขึ้นคารวะเป็นการเชิญชวนผู้มีพระคุณทั้งสามให้อยู่พักผ่อนที่เมืองแห่งนี้ด้วยกันเสียก่อน


“ได้สิ…เพราะอีกไม่กี่วันนี้ข้าก็จะต้องเข้าพบกับผู้นำแห่งแคว้นกังตั๋งอยู่พอดี”  เทพยดาแห่งความสันติสุขกล่าวตอบรับคำเชิญแล้วแตะแต้มรอยยิ้มอันผุดผ่องขึ้นพร้อมๆกัน


“แต่ข้าต้องขออภัยด้วย…นายน้อย”  ชายหนุ่มในอาภรณ์สีเลือดกล่าวปฏิเสธคำเชื้อเชิญพร้อมกับยกมือทั้งสองข้างขึ้นประสานกันเป็นเชิงขออภัย


“อ้าว…ทำไมกันล่ะขอรับ  ท่านหมอ?”


“ในเวลานี้ยังมีคนป่วยอีกหลายคนที่รอคอยการช่วยเหลือจากข้าอยู่  ถ้าหากยังมัวชักช้า…เห็นทีพวกเขาทั้งหลายอาจจะต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการเจ็บป่วยที่หนักหนาสาหัสเป็นแน่แท้”


“แต่ถึงกระนั้นแล้ว…ข้าก็รู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจอันกว้างขวางของท่านเหลือเกิน  ท่านซุนกวน”


ทางด้านของเด็กหนุ่มเมื่อได้ฟังเช่นนั้นแล้วก็รู้สึกเสียดายเป็นอย่างยิ่ง  แต่เขาก็เข้าใจในเหตุผลของอีกฝ่าย  และเข้าใจในความทรมานจากอาการเจ็บไข้ได้ป่วยของผู้อื่นเช่นกัน  


“ท่านฮัวโต๋เป็นผู้ที่มีจิตใจสูงส่งยิ่งนัก…มองเห็นความทุกข์ยากของผู้อื่นสำคัญมากกว่าเรื่องของตนเองเสียอีก  จัดเป็นผู้ประเสริฐที่หาได้ยากยิ่งในแผ่นดิน  ข้าน้อยซุนกวนขอแสดงความนับถือ”


“จากนี้ข้าคงต้องขอตัวก่อน  ขอท่านซุนกวนโปรดรักษาตัวด้วย”


“ขอให้ท่านหมอเดินทางโดยสวัสดิภาพ”


เมื่อกล่าวจบ  ซุนกวนและฮัวโต๋ต่างก็คำนับคารวะกันและกันอย่างเป็นพิธี


พอเสร็จจากตรงนั้นแล้ว  นายแพทย์หนุ่มจึงเดินไปคุกเข่าคำนับอยู่ตรงหน้าของเทพเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งสอง


“เป็นวาสนาของข้ายิ่งนักที่มีโอกาสได้พบกับท่านเทพทั้งสอง  ข้าจะจดจำช่วงเวลาที่แสนวิเศษเช่นนี้เอาไว้ตลอดไปโดยไม่มีวันลืมเลือน”


“ข้าน้อยฮัวโต๋...ขอกราบลาท่านเทพผู้ศักดิ์สิทธิ์”


“ขอให้ท่านเดินทางโดยปลอดภัยนะ…ท่านฮัวโต๋”  อัปสรสวรรค์กล่าวคำอำลาที่เป็นดั่งพรวิเศษให้กับหมอหนุ่ม  เพื่อให้เขาได้เดินทางไปถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพและช่วยเหลือผู้ป่วยที่กำลังรอคอยความหวังจากเขาต่อไป


หลังจากที่การกล่าวคำอำลาจบลง  ชายหนุ่มในอาภรณ์สีเลือดจึงออกเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางของเขาต่อไป  ส่วนทางด้านของซุนกวนและเหล่าชาวเมืองก็พากันเดินนำทางท่านเทพธิดาไปพำนักที่จวนใหญ่  ตามคำเชื้อเชิญที่เขาได้กล่าวเอาไว้เมื่อสักครู่นี้


เจ้าของร่างสันทัดผิวพรรณงดงามก้าวผ่านพ้นประตูเมืองมาได้ราวๆสิบก้าว  เขาก็หันกลับไปมองจวนใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางเมือง  ซึ่งเป็นที่ๆจิวท่ายได้นอนพักรักษาตัวอยู่ในนั้น 


…ข้าหวังว่าเราจะมีโอกาสได้พบกันอีกครั้งนะ…ท่านแม่ทัพ…


“หืม?”  ฮัวโต๋อุทานขึ้นในลำคอเบาๆด้วยความแปลกใจไปกับคำพูดที่อยู่ในใจของเขา  นี่มันเป็นคำพูดที่เขาเคยกล่าวกับจิวท่ายไปแล้วครั้งนึงไม่ใช่หรือ?  แล้วเหตุใดเขาถึงยังกล่าวพึมพำในใจด้วยประโยคซ้ำๆเช่นนี้กันเล่า?


หากแต่นึกเอะใจได้เพียงแค่นั้น  เขาก็หัวเราะออกมาเบาๆด้วยความรู้สึกขบขันราวกับว่ามันเป็นเรื่องตลก


…นั่นสินะ…เหตุใดข้าถึงอยากจะบอกกับท่านด้วยประโยคซ้ำๆเดิมๆเช่นนี้กันเล่า?...


…แต่เอาเถิด…ข้าก็แค่บอกตามที่ข้ารู้สึก…ไม่ว่าจะช้าหรือเร็วแค่ไหน…ข้าเชื่อว่าในวันใดวันหนึ่ง...เราจะต้องได้พบกันอีกครั้งอย่างแน่นอน...


หลังจากที่เอาแต่นึกขำอยู่ในใจ  ชายหนุ่มจึงขยับก้าวเท้าออกจากที่ตรงนั้นมา...พร้อมๆกับนัยน์ตาสีทองคมปลาบของไป๋ฉีเจี้ยนที่หันหลังกลับมาจ้องมองเขาได้สักพักนึงแล้ว


แต่ทว่ายังไม่ทันที่จะได้จ้องมองเขาจนสุดสายตา…จู่ๆร่างของบุคคลที่ใครๆต่างก็เรียกเขาว่าหมอวิเศษ…ก็ได้หายวับไปต่อหน้าต่อตาของเทพมังกรฟ้าอย่างน่าพิศวง


“…..”














จากนั้นความทรงจำของเมกามิก็ค่อยๆเลือนลางลง  ในโสตประสาทของเธอตอนนี้เริ่มพร่ามัวจากความหวาดกลัวและความเหนื่อยล้า  ในขณะที่กำไลหยกสีขาวนั้นก็ค่อยๆกลับกลายมาเป็นสีเขียวสดสวยเช่นเดิมท่ามกลางความมืดมิด


…รุ่นพี่เทนโจ…จิวท่าย…เขาช่างเป็นผู้ชายที่เสียสละ...กล้าหาญ...และพึ่งพาได้…



เมื่อเสียงพรรณนาสุดท้ายที่อยู่ในใจสิ้นสุดลง  สติสัมปชัญญะของเด็กสาวก็เริ่มดับวูบตามลงไป  นัยน์ตากลมโตดำขลับที่เคยลืมตาอยู่ท่ามกลางความมืดมิดก็ปิดลงเข้าหาอย่างช้าๆ  พร้อมๆกันกับที่ศีรษะของเธอได้เอนไปพิงไหล่ของคนข้างๆโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว...










ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

63 ความคิดเห็น

  1. #42 APPLE ARCHER (@DollyMommy) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2562 / 16:34

    หมอฮัวโต๋เวอร์ชั่นนี้ดีต่อใจมากอ่ะ ???? มาอย่างคนธรรมดา ...จากไปอย่างผู้วิเศษ มีเสน่ห์แบบอ่อนโยน



    หลังจากที่อ่านพาร์ทของจิวท่ายมาทั้งหมด 7 ตอน ดีงามตามท้องเรื่องนะ ทุกคนมีเสน่ห์เป็นเอกลักษณ์และเป็นตัวของตัวเองดี


    แต่ที่เห็นเด่นชัดและได้ใจเราไปเต็มๆเลยก็คือไป๋ฉีเจี้ยน หนักแน่น ยุติธรรม เคร่งครัดในวินัย สะใจในความเกรี้ยวกราดตอนที่นางโผล่มาขัดจังหวะและลงโทษพวกโจรมากๆ


    เป็นกำลังใจให้ไรท์สร้างสรรค์ผลงานดีๆต่อไปเด้อ เรานี่รออ่านย้อนอดีตของหนุ่มคนต่อไปเลยครัช อิๆๆ

    #42
    1
    • #42-1 Paleni (@manmaking2499) (จากตอนที่ 52)
      28 พฤษภาคม 2562 / 15:38

      ดีใจนะคะที่ชอบ

      ติดตามตอนย้อนอดีตของแม่ทัพคนต่อไปด้วยนะคะ
      #42-1
  2. #41 Rawiwanzc (@Rawiwanzc) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2562 / 15:30

    สาววายในกังตั๋ง ถูกใจสิ่งนี้

    ซุนกวน+จิวท่าย+ฮัวโต๋
    #41
    1
    • #41-1 Paleni (@manmaking2499) (จากตอนที่ 52)
      22 พฤษภาคม 2562 / 18:13
      รักหมอค่ะ 555
      #41-1