ตอนที่ 51 : (ย้อนอดีต) : ปราการแห่งกังตั๋ง วีรบุรุษผู้พลีชีพ 6

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 19
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    19 พ.ค. 62

          ร่างของเทพธิดาแห่งเนตรนภาและเทพมังกรฟ้าปรากฏขึ้นท่ามกลางสมรภูมิแห่งสงคราม  รัศมีสีขาวผ่องพิศุทธิ์ปกคลุมอยู่ทั่วสรรพางค์กายของทวยเทพทั้งสอง  ให้ความรู้สึกงดงามลออตาได้อย่างน่าอัศจรรย์  และนั่นก็เป็นสิ่งที่ทำให้มองเพียงแค่ปราดเดียวก็รู้แล้ว…ว่าพวกเขาต้องมิได้เป็นเพียงแค่มนุษย์ปุถุชนคนธรรมดาเป็นแน่


โดยเฉพาะร่างของไป๋ฉีเจี้ยนที่ปรากฏขึ้นนั้น…ยิ่งทำให้ผู้ที่ได้พบเห็นต้องขยี้ตารัวๆว่าพวกเขาไม่ได้กำลังฝันอยู่จริงๆน่ะหรือ?


นายน้อยแห่งกังตั๋งค่อยๆลืมตาขึ้นเมื่อแสงสว่างเจิดจ้าเบาบางลง  ก่อนที่ผู้มาเยือนจากสรวงสวรรค์ทั้งสองจะทำให้เขาต้องรู้สึกตกตะลึงจนต้องอ้าปากหวอ


…นะ…นั่นคือ…

…จากตำราบันทึกแห่งแดนสวรรค์ที่เราเคยศึกษา…อีกทั้งคำบอกเล่าของท่านพ่อ...หญิงสาวที่มีลักษณะงดงามอันเป็นมงคลเช่นนี้…แล้วข้างๆนั่น…มังกรยักษ์ที่มีร่างกายสีฟ้านัยน์ตาสีทองคำ…ที่ถูกบันทึกเอาไว้ว่ามีเพียงหนึ่งเดียวที่แตกต่างจากมังกรตัวอื่นๆบนสวรรค์…


…ไม่ผิดแน่…นั่นคือท่านเทพธิดาแห่งเนตรนภา…กับเทพมังกรฟ้าผู้จงรักภักดี…ท่านไป๋ฉีเจี้ยน…


อัปสรสวรรค์ผู้งดงามหันมาจ้องมองสภาพของซุนกวนและจิวท่ายด้วยแววตาวูบไหวอยู่ชั่วขณะหนึ่ง  ก่อนที่จะหันไปกล่าวกับบรรดากลุ่มโจรด้วยน้ำเสียงอันไพเราะที่ราวกับเป็นเส้นเสียงของสายพิณเสนาะหู


“พวกเจ้ากำลังทำอะไรกันอยู่…?”


เมื่อพวกลูกสมุนของกองโจรได้เห็นบุคคลทั้งสองก็หันไปพูดคุยฮือฮากันเป็นการใหญ่  เพราะในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ก็เคยมีสมาชิกบางคนที่ได้รับรู้เรื่องราวการปรากฏตัวของท่านเทพทั้งสองมาแล้ว  และแน่นอนว่าพวกมันย่อมต้องรู้ว่าสิ่งใดเป็นสิ่งใด


“นะ…นั่นคือ…”


“ท่านเทพธิดาแห่งเนตรนภา…กับท่านเทพมังกรฟ้าไม่ใช่รึ!?”


“ไม่ผิดแน่  ข้าเคยเห็นท่านเทพทั้งสองที่หน้าเมืองเสียวพ่ายมาก่อนหน้านี้ด้วย”


“สามหาว!  ยังไม่รีบคุกเข่าลงอีก!!”  เสียงขู่คำรามของไป๋ฉีเจี้ยนที่ดังก้องปฐพีราวกับเสียงของฟ้าผ่า  ทำให้พวกโจรทั้งหลายต้องรีบคุกเข่าลงคำนับเดี๋ยวนั้น…ก่อนที่เสียงอันทรงอำนาจจะทำลายโสตประสาทบริเวณแก้วหูให้ได้รับความเสียหายกันมากไปกว่านี้


ยกเว้นแค่เพียงหัวหน้าใหญ่ของกองโจรเท่านั้น…ที่ยังคงยืนจ้องมองเทพเทวาทั้งสองอย่างไม่กลัวเกรง


“ทะ…ท่านหัวหน้า  คุกเข่าลงก่อนเถิดขอรับ”  ลูกน้องคนหนึ่งกล่าวกับผู้บังคับบัญชาของตนด้วยน้ำเสียงที่บางเบาราวกับเสียงกระซิบ  ในขณะที่ลูกสมุนคนอื่นๆต่างก็หันไปพูดคุยซิบซิบกันไปมา


“แย่ล่ะสิ…ข้าลืมไปเลย  ว่าหัวหน้าเป็นคนที่ไม่ศรัทธาในเรื่องพวกนี้เสียด้วย”


“แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะทีนี้?”


“ก็คงต้องแล้วแต่เวรแต่กรรมแล้วล่ะ”


“นอกจากพวกเจ้าจะลงมือสังหารพวกชาวบ้านและผู้บริสุทธิ์แล้ว…ยังคิดจะสังหารเด็กตาดำๆที่ไม่รู้ประสีประสาอะไรให้ตายตกตามกันไปอีกอย่างนั้นหรือ?”  เทพยดาแห่งฟากฟ้าเอ่ยถามแล้วกวาดตามองพวกโจรที่กำลังนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้า


“คะ…คือว่า…พวกเรา…”


“เหอะ…เด็กตาดำๆอย่างนั้นเรอะ!?”  ผู้นำกองโจรพูดแค่นหัวเราะขึ้นหลังจากที่ได้ฟังคำถามของเทพผู้ศักดิ์สิทธิ์  


“พวกเจ้าอย่ามาทำเป็นรู้ดีไปหน่อยเลย!”


กล่าวจบเจ้าโจรใจบาปก็ไม่รอช้า  หันไปคว้าเอาคันธนูที่อยู่ในมือของลูกน้องพร้อมกับลูกดอกขึ้นมา  จากนั้นมันก็ตั้งท่าเล็งคันศรไปยังเทพยดาผู้งดงาม


“หัวหน้า…อย่าทำแบบนี้เลยขอรับ!”


“พะ…พวกข้าขอร้องล่ะ!”


“พวกเจ้าอย่ามาห้ามข้า!  ข้าล่ะอยากจะรู้นัก...ว่าพวกมันจะมีฤทธิ์เดชสักแค่ไหนกันเชียว!”  


"แล้วที่สำคัญ...นี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่พวกมันจะต้องเข้ามาแส่ด้วย!!"


เมื่อสิ้นวาจาดูแคลน  ผู้นำกองโจรจึงยิงลูกธนูใส่ผู้เป็นเทพธิดาในทันทีโดยไม่รีรอ  


"จงตายเสียเถอะ!!"








“กำแหงนัก!!!”  


เสียงคำรามของเทพบริวารผู้จงรักภักดีดังขึ้นกึกก้องกัมปนาทราวกับจะทำให้ทุกสรรพสิ่งบนโลกนี้ต้องแตกออกเป็นเสี่ยงๆ  ก่อนที่ลูกธนูดอกนั้นจะหยุดค้างอยู่กลางอากาศซึ่งอยู่ห่างจากผู้เป็นนายของเขาแค่เพียงก้าวเดียว


จากนั้นลูกดอกที่เป็นดั่งอาวุธสังหารก็สลายกลายเป็นผุยผงปลิวหายไปกับสายลมต่อหน้าต่อตาของทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้น  พาให้สายตาทุกคู่ต้องรู้สึกตะลึงงันกันไปหมด


“ละ...ลูกธนูหายไปแล้ว!?...นี่ต้องเป็นฤทธานุภาพของท่านเทพมังกรฟ้าเป็นแน่!”


“…ช่างน่าเกรงขามอะไรเช่นนี้!”


“นอกจากจะไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงแล้ว  เจ้ายังบังอาจกระทำสิ่งที่ชั่วช้าสามานย์ได้ถึงเพียงนี้เชียวรึ!?”  ไป๋ฉีเจี้ยนตวาดเสียงแผดก้องแล้วจึงพาร่างของตนเองเยื้องย่างขึ้นไปล่องลอยอยู่กลางเวหา  


“ความชั่วช้าของเจ้ามันมีมากเกินไป…มากเกินกว่าที่จะปล่อยให้กลายเป็นซากศพที่หนักแผ่นดินแห่งนี้ได้!!!”


เพียงครู่เดียวหลังจากสิ้นคำกล่าวของเทพมังกรฟ้า  สายอสุนีบาตก็ฟาดลงมาอีกครั้ง  


หากแต่คราวนี้สายอสุนีบาตกลับฟาดลงที่แขนข้างหนึ่งของผู้นำกองโจรจนมันขาดกระเด็นไปตกอยู่ที่พื้น…รอยขาดนั้นไหม้เป็นตอตะโกไร้ซึ่งโลหิตแม้เพียงสักหยด  ทั้งๆที่ในมือของมันก็ยังคงกำคันธนูอยู่อย่างแน่นหนา  เป็นภาพที่ทำให้รู้สึกสยดสยองและดูน่าขนลุกเป็นอย่างยิ่ง


“อ๊ากกกกก!!!  แขนข้า!!!”


“เจ้าไม่ต้องร่ำร้องโอดครวญไปหรอก  เพราะแม้แต่ผืนธรณีนี้ก็จะไม่รับฟังความเจ็บปวดของคนจิตใจหยาบช้าอย่างเจ้า!!!”


ครืนนนน!!


ในชั่วพริบตาเดียว…พื้นพสุธาที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าของคนจิตใจต่ำทรามก็สั่นไหวขึ้นอย่างรุนแรง  ก่อนที่มันแตกระแหงแยกออกจากกันอย่างรวดเร็วจนเกิดช่องว่างระหว่างรอยต่อของแผ่นดินขนาดใหญ่  ซึ่งทำให้หัวหน้าโจรที่ไม่ทันระวังตัวต้องพลัดตกลงไปในรอยแยกอันมหึมานั้นในทันที  


เมื่อได้เห็นฤทธานุภาพที่น่าเกรงขามของเทพผู้ลงทัณฑ์  พวกโจรลูกสมุนต่างก็รีบขยับตัวถอยหนีรอยแยกนั้นด้วยความรักตัวกลัวตายกันทั้งสิ้น


“เหวออออ!!!”


“นะ…น่ากลัวเหลือเกิน!!”


“อยากเห็นฤทธิ์เดชของข้านักใช่ไหม!!?”


“ม่ายยยยย!!!”  หัวหน้าโจรบาปหนาร้องตะโกนออกมาอย่างโหยหวน  มืออีกข้างหนึ่งที่เหลือก็เกาะเกี่ยวรอยแยกของขอบธรณีไปด้วย  


“ขะ…ข้าผิดไปแล้วท่านเทพ  ข้าสำนึกผิดแล้ว  ได้โปรดอย่าฆ่าข้าเลย”


“ได้โปรดไว้ชีวิตข้าด้วยเถิด!”


แต่ทว่าคำร้องขอชีวิตนั้นกลับเป็นได้แค่เพียงเสียงนกเสียงกาในสายตาของไป๋ฉีเจี้ยนเท่านั้น  


“ไว้ชีวิตเพื่อให้เจ้าได้มีโอกาสลุกขึ้นมาทำเรื่องชั่วช้าอีกอย่างนั้นน่ะหรือ!!”  


มังกรฟ้าร่างยักษ์กล่าวทิ้งท้ายเอาไว้แต่เพียงแค่นั้น  ก่อนที่เขาจะใช้ฤทธานุภาพของตนเองสร้างแรงโน้มถ่วงให้เกิดขึ้นภายในรอยแยกอย่างมหาศาล  จึงทำให้ร่างของโจรใจบาปต้องถูกดูดกลืนลงไปในรอยแยกอันมืดมิดนั้นโดยที่ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้เลย  


“เจ้าจะต้องได้รับกรรมที่ก่อเอาไว้อย่างสาสม!!!”


“อ๊ากกกกก!!!”


เมื่อร่างของคนหนักแผ่นดินหายลับลงไปในรอยแยกปริศนานั้นแล้ว  ผืนพสุธาที่ถูกทำให้แตกระแหงออกจากกันก็กลับมาปิดสนิทโดยไร้ร่องรอยใดๆเช่นเดิม  ราวกับว่ามันไม่ได้ถูกทำให้แยกออกจากกันมาก่อนเลยในช่วงเวลาก่อนหน้านี้


เหตุการณ์ในบริเวณนั้นจึงกลับมาเงียบสงบลงอีกครั้ง…เงียบมากเสียจนได้ยินเสียงลมหายใจของทุกคนแทบจะทุกขณะจิต  ในขณะที่ร่างของเทพมังกรฟ้าก็เลื้อยตัวคดเคี้ยวลงมาเยื้องย่างยืนอยู่บนแผ่นดินเช่นเดิม


“สำหรับพวกเจ้า...อย่าคิดว่านั่งคุกเข่าสำนึกผิดเช่นนี้แล้วจะไม่ได้รับโทษทัณฑ์ใดๆ  การที่พวกเจ้าก่อกรรมทำเข็ญด้วยการเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์เช่นนี้…ก็ถือว่าเป็นบาปกรรมที่หนักหนาสาหัสเช่นกัน!!”  


“พวกเราผิดไปแล้วขอรับท่านเทพมังกรฟ้า…ได้โปรดไว้ชีวิตพวกเราด้วย”


“พวกเราแค่ทำตามคำสั่งของคนชั่วเท่านั้น  ถ้าหากไม่ทำตาม…พวกเราก็จะถูกฆ่าทิ้งอย่างไร้ค่าแทบไม่ต่างอะไรกับสุนัขจรจัดเลยนะขอรับ”


“ในเวลานี้พวกเจ้าทั้งหลายกลับเอาแต่พูดพล่ามร้องขอชีวิต  แล้วในตอนที่พวกเจ้าลงมือฆ่าผู้บริสุทธิ์ที่ไม่ได้มีความผิดอะไร…เคยคิดบ้างหรือไม่ว่าความรู้สึกของผู้คนที่รักตัวกลัวตายมันเป็นเช่นไร!?...หา!!?”  


“ชีวิตที่สูญเสียไปแล้ว…พวกเจ้าเอามันกลับคืนมาได้อย่างนั้นหรือ!!?”


นัยน์ตาสีทองคำวาววับของไป๋ฉีเจี้ยนเบิกโพลงจ้องมองไปยังกลุ่มโจรป่าเหมือนเป็นการข่มขวัญ  พวกมันจะรู้บ้างหรือไม่ว่าจากนี้ไปชีวิตจะต้องพานพบกับอะไรบ้าง?



“ในตอนนี้พวกเจ้าไม่มีสิทธิ์ที่จะมาร้องขอความเมตตาใดๆจากข้าอีกต่อไปแล้ว!!”


สิ้นเสียงประกาศิตของเทพผู้ลงทัณฑ์…ร่างของกลุ่มโจรทั้งหมดที่ยังอยู่ในเมืองก็หายวับไปจากสายตา  โดยที่ไม่มีหลงเหลือเอาไว้ให้เห็นเลยแม้แต่คนเดียว


เขาทำอะไรกับโจรป่าพวกนั้นกันเล่า?


พวกชาวบ้านและเหล่าทหารผู้รอดชีวิตกว่าร้อยนายที่ได้เข้ามาถึงยังบริเวณนั้นต่างก็เห็นเหตุการณ์เข้าอย่างพอดิบพอดี  ทุกคนจึงรีบคุกเข่าลงคำนับเทพเทวาทั้งสองโดยพร้อมเพรียงกัน


“พวกเราเหล่าทหารและชาวเมืองเซวียนเฉิง…ขอถวายการสักการะต่อท่านเทพธิดาแห่งเนตรนภาและท่านเทพมังกรฟ้า”  


คำกล่าวของผู้คนทั้งหลายดังขึ้นกึกก้องไปทั่วทั้งอาณาบริเวณ


“สวรรค์มาโปรดโดยแท้...ถ้าหากพวกท่านไม่มาถึงที่นี่เสียก่อน  พวกเราคงถูกฆ่าตายกันจนหมดทั้งเมืองไปแล้วเป็นแน่”  ชายร่างท้วมวัยกลางคนผู้เป็นหัวหน้าหมู่บ้านกล่าวขึ้นพร้อมกับโค้งตัวลงไปกราบกรานเทพเจ้าทั้งสองจนหน้าผากของเขาสัมผัสกับผิวพสุธา  ด้วยความสำนึกในบุญคุณอย่างหาที่สุดมิได้  ก่อนที่ประชาชนที่เหลือทั้งหมดเองก็ทำแบบเดียวกันกับชายผู้นั้น


“สวรรค์มีตา…สวรรค์ทรงโปรด”


“พวกท่านโปรดลุกขึ้นเถิด”  เทพธิดาแห่งเนตรนภาแตะแต้มรอยยิ้มอันอ่อนโยนแล้วเดินเข้าไปหาผู้คนเหล่านั้นด้วยความปิติยินดี  ที่ได้ช่วยเหลือพวกเขาให้มีชีวิตรอดจากเงื้อมมือของพวกโจรป่ามาได้


หากแต่เพียงย่างเท้าไปได้แค่ไม่กี่ก้าว…ชายอาภรณ์สีขาวที่ยาวจรดพื้นของอัปสรสวรรค์ก็ถูกใครบางคนใช้มือดึงรั้งเอาไว้เสียก่อน


“ท่านเทพธิดาขอรับ!...ฮึก!...”  นายน้อยแห่งกังตั๋งรีบคลานเข่าเข้ามาหาผู้อยู่เหนือธรรมชาติด้วยใบหน้าที่อาบย้อมไปด้วยหยาดน้ำตาเต็มไปหมด  


“ท่านเทพธิดา…”


“ได้โปรด…ช่วยองครักษ์ของข้าด้วยเถิดขอรับ”


เมื่อได้ฟังคำขอร้องของเด็กหนุ่ม  เทพเจ้าทั้งสองจึงหันไปมองร่างของจิวท่ายที่ยังคงนอนแน่นิ่ง  พร้อมกับลูกธนูที่ปักอยู่ตามร่างกายของเขาเป็นจำนวนมาก


“เจ้าหนู…”  เทพมังกรฟ้าเป็นฝ่ายกล่าวตอบกลับไป  หลังจากที่เขาใช้ทิพยเนตรส่องพลังชีวิตกวาดมองไปทั่วทั้งร่างของแม่ทัพหนุ่ม  “เจ้าจงทำใจเสียเถิด…”


“บริวารของเจ้านั้นได้สิ้นลมหายใจลงไปแล้ว”


คำกล่าวของไป๋ฉีเจี้ยนทำให้ผู้เป็นเทพธิดาต้องมีสีหน้าที่เจ็บปวดขึ้นมาด้วยความสงสารเด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าจับใจ…เพราะถ้าหากเทพผู้เป็นบริวารของเธอได้ใช้เคล็ดวิชานี้ตรวจดูชีพจรและดวงวิญญาณของผู้ใดแล้วล่ะก็…ไม่ว่าผลที่ออกมาจะเป็นเช่นใด  เขาก็ไม่มีวันที่จะกล่าวผิดพลาดอย่างแน่นอน


“ไม่จริง!!  โฮ!!!”  ซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็ถึงกับปล่อยโฮออกมายกใหญ่  ร่างบางในชุดอาภรณ์ที่เปื้อนฝุ่นดินจึงคลานกลับไปกอดร่างของจิวท่ายเอาไว้แนบอกอีกครั้ง  


“จิวท่ายยย!!!”  


เหล่าทหารและประชาชนเมื่อได้เห็นภาพที่ชวนให้รู้สึกสะเทือนใจของผู้เป็นนาย…พวกเขาต่างก็หลั่งน้ำตาด้วยความโศกเศร้าไปตามๆกัน  เพราะทุกคนต่างก็รู้ดีว่าจิวท่ายนั้นเป็นคนดีมากถึงเพียงใด


ในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่  เขาทำงานอย่างขยันขันแข็งและทุ่มเทกำลังเพื่อแผ่นดินฮั่นเอาไว้มากมาย  อีกทั้งยังดูแลสารทุกข์สุขดิบของชาวบ้านไม่เคยขาด  จิตใจโอบอ้อมอารีย์เป็นที่รักแก่ผู้คนทั่วไปเป็นอย่างมาก


“โธ่…ท่านซุนกวน…ท่านแม่ทัพ”


เมื่อเทพยดาสาวเห็นถึงความโศกเศร้าของเหล่าประชาชนเช่นนั้นแล้ว…เธอจึงก้าวขาเดินออกไปหาซุนกวนอย่างลืมตัว  แต่ทว่าเสียงกระซิบอันแผ่วเบาของไป๋ฉีเจี้ยนก็ได้กล่าวถ้อยคำบางอย่างขึ้นมาเสียก่อน


“ท่านคิดที่จะช่วยชายผู้นั้นให้ฟื้นคืนกลับมามีชีวิตอีกแล้วใช่หรือไม่?”


“…..”


“ข้า…”  อัปสรสวรรค์หันมาจับจ้องผู้เป็นบริวารด้วยความรู้สึกผิดอยู่ในใจลึกๆ…ที่เธอได้คิดกระทำการฝ่าฝืนกฏเกณฑ์แห่งความเป็นไปของโลกมนุษย์ดังที่เขาได้กล่าวมาจริงๆ


“...ท่านจะทำเช่นนั้นไม่ได้เด็ดขาด”


“ในคราก่อน...การที่ท่านเปลี่ยนแปลงชะตาของเตียวเสี้ยนให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของมัจจุราชนั้นก็นับว่าเป็นการฝ่าฝืนกฏของสวรรค์มามากพอแล้ว"


"แต่ในครานี้ชายผู้นั้นได้สิ้นลมหายใจลงไปแล้ว…การที่ท่านจะใช้ความสามารถของตนเองทำให้เขากลับมามีชีวิตได้เช่นเดิมนั้น…ถือว่าเป็นความผิดอันสูงสุดของกฏเกณฑ์ทั้งสามภพภูมิ…ซึ่งมากกว่ากฏของสวรรค์ภูมิเสียอีก”  เทพมังกรฟ้ากล่าวเตือนผู้เป็นนายด้วยความจงรักภักดีจากใจจริง  


“และถ้าหากเป็นเช่นนั้นแล้ว…มหาเทพผู้ปกครองอยู่ในดินแดนอเวจีจะต้องไม่พอใจในการกระทำของท่านเป็นอย่างมาก  ซึ่งสิ่งนี้อาจกลายเป็นชนวนเหตุที่ทำให้แดนสวรรค์และแดนนรกต้องเกิดสงครามห้ำหั่นกันอีกครั้งก็เป็นได้…และข้าก็ไม่อยากให้เทพองค์ใดมากล่าวหาว่าสงครามอันใหญ่หลวงนั้นเกิดขึ้นก็เพราะมีท่านเป็นต้นเหตุ"


“ขอท่านเทพธิดาโปรดไตร่ตรองให้ดีด้วย”


“นี่ข้า…จะไม่สามารถช่วยให้ผู้คนหลุดพ้นจากความทุกข์ได้เลยหรือ”  เทพยดาสาวกล่าวขึ้นด้วยความรู้สึกหดหู่ใจ  ดวงตาสีเงินเป็นประกายวูบไหวจ้องมองไปยังเด็กหนุ่มที่เอาแต่ร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่ยอมหยุด


“ความเมตตากรุณานั้นย่อมแบ่งปันให้แก่มนุษย์โลกได้  แต่การฝืนชะตาฟ้าลิขิตนั้นหาใช่สิ่งที่พวกเราเหล่าเทพแห่งสวรรค์จะพึงกระทำ  การที่ท่านกับข้ามาหยุดสงครามเอาไว้และลงโทษคนบาปหนาให้ได้รับโทษฑัณฑ์อย่างสาสมนั้น...ก็นับว่าสุดความสามารถของพวกเราแล้ว”


เทพธิดาผู้เลอโฉมได้ฟังเช่นนั้นแล้วก็ทำได้แค่เงียบเสียงลงไป  เรือนร่างอันงดงามที่ถูกปกคลุมไปด้วยรัศมีนวลตาค่อยๆลดตัวลงนั่งอยู่ข้างๆเด็กหนุ่ม  ฝ่ามือเรียวเล็กเปล่งประกายยกขึ้นมาสัมผัสเรือนผมของซุนกวนเบาๆเป็นการปลอบประโลมหวังจะให้เขาหายจากอาการโศกเศร้า  แต่ในใจของเธอก็ยังนึกโทษตัวเองที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ให้ดีขึ้นกว่านี้ได้เลย


“ท่านเทพธิดา  ฮืออออ…”


…สิ่งที่ข้าพอจะทำได้…มีเพียงแค่การปลอบโยนจิตใจที่บอบช้ำของเด็กคนนี้เท่านั้นเองหรือ?..








ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

60 ความคิดเห็น