ตอนที่ 50 : (ย้อนอดีต) : ปราการแห่งกังตั๋ง วีรบุรุษผู้พลีชีพ 5

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 18
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    15 พ.ค. 62

เวลาประมาณหนึ่งก้านธูปต่อมา  ณ  บริเวณใกล้กับประตูเมืองทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ


ในระหว่างที่เหล่าทหารและกลุ่มโจรป่ากำลังทำศึกสงครามกันอย่างอลหม่าน  ทางด้านของหัวหน้าใหญ่แห่งกองโจรก็กำลังนั่งกอดอกอยู่บนรถม้าพร้อมกับนายน้อยแห่งกังตั๋งที่มีสถานะเป็นตัวประกัน  ในขณะที่รถม้านั้นก็แล่นเข้ามาใกล้กับประตูเมืองมากขึ้นทุกขณะ



“ท่านหัวหน้าขอรับ…ดูเหมือนว่าพรรคพวกของเราจะล้มตายกันมากกว่าพวกทหารเสียอีก  ข้าเกรงว่าถ้าหากเราเคลื่อนตัวช้ากว่านี้จนพวกทหารตามมาทัน…พวกเราอาจจะตกที่นั่งลำบากกันได้นะขอรับ”  


หนึ่งในโจรผู้คุ้มกันที่ควบม้าอยู่ข้างๆโน้มตัวลงมากระซิบที่ข้างหูของผู้บังคับบัญชาด้วยความรู้สึกที่ไม่สู้ดีนัก  เมื่อพบว่าลูกธนูของเหล่าทหารฝีมือดีที่ยิงลงมาจากกำแพงเมืองได้คร่าชีวิตพรรคพวกของตนเองจนล้มตายไปเป็นจำนวนมาก


“ข้ารู้…แต่จะให้ทำอย่างไรได้เล่า”  หัวหน้ากองโจรขมวดคิ้วจนหน้าตาของมันดูยับยู่ยี่  


“ของที่เราปล้นมาได้มันก็มีตั้งมากมายขนาดนี้  จะให้เอาขึ้นไปบนหลังม้า...ม้าก็คงจะแบกรับน้ำหนักของมันไม่ไหวเหมือนกัน  กระสอบเสบียงก็มีขนาดใหญ่เกินไป  แล้วจะให้ทำอย่างไรได้นอกจากเอาขึ้นรถลากไปแบบนี้เท่านั้น”


“จะให้ข้าโยนของพวกนี้ทิ้งแล้วพาเจ้าเด็กนี่ขึ้นควบม้าเร็วหนีไปเลยอย่างนั้นรึ?  หากเป็นเช่นนั้นแล้วสิ่งที่พวกเราทำมาตั้งแต่ต้นก็คงจะสูญเปล่า  แล้วตอนนี้เสบียงของพวกเราก็ไม่มีเหลือ…ถ้าหากกลับไปตัวเปล่าแล้วพวกเราจะเอาอะไรกินประทังชีวิตกันเล่า?”


คำอธิบายของผู้เป็นหัวหน้าทำให้ลูกน้องคนสนิทต้องเงียบเสียงลงไป  เพราะสิ่งที่เขากล่าวมานั้นล้วนเป็นความจริงทุกประการ  


“...จริงด้วยสิขอรับ  ท่านหัวหน้าพูดถูก”


“แต่สิ่งที่มันนอกเหนือจากความคาดหมายของข้าก็คือพวกทหารพลธนูต่างหาก  ข้าคงประเมินพวกมันต่ำไป…ไม่นึกว่าพวกมันจะมีฝีมือดีกันขนาดนี้”


“ใช่ขอรับ…พรรคพวกของเราจึงล้มตายกันมากกว่าที่คิดแบบนี้”


ซุนกวนนึกแค่นหัวเราะอยู่ในใจให้กับความโง่เง่าของพวกศัตรู  เมื่อได้ฟังสิ่งที่พวกมันกำลังพูดคุยปรึกษาหารือกัน



…สมน้ำหน้า!...อยากโง่ดีนัก…ทหารของท่านพี่ข้าใช่ว่าจะกระจอกเสียที่ไหน…โดยเฉพาะพลธนูนี่แหละ…


แต่ทว่าในตอนนั้นเอง  รถขนเสบียงก็ได้หยุดแล่นลงอย่างกะทันหัน  ทำเอาร่างของคนที่อยู่บนรถต้องเซถลาไปข้างหน้ากันอย่างหัวทิ่มหัวตำ


“เกิดอะไรขึ้นน่ะ!?” 


“ท่านหัวหน้าขอรับ…พลขับของเราถูกใครก็ไม่รู้ยิงเกาฑัณฑ์ใส่  ลูกธนูปักเข้าที่กลางหน้าผากตายคาที่เลยขอรับ!”


“เป็นไปได้ยังไง!?  แล้วเป็นฝีมือของใครกัน!?”  


“นะ…นั่นไงขอรับ!  มันอยู่ตรงนั้น!”  โจรผู้คุ้มกันกล่าวรายงานเสียงสั่นพลางชี้นิ้วไปยังประตูทางออกของเมือง  ก่อนที่จะพบกับร่างของแม่ทัพจิวท่ายซึ่งควบม้าเลาะมาตามทางลัดในเมืองจนมาถึงก่อนหน้าพวกมัน


“เจ้าเป็นใครกัน!?”  ผู้นำกลุ่มโจรป่าตะโกนร้องถามอีกฝ่ายด้วยความสงสัย


“ข้าไม่จำเป็นต้องตอบ!  ท่านซุนกวนอยู่กับพวกเจ้าใช่หรือไม่!?!”


น้ำเสียงห้าวหาญทรงพลังที่คุ้นหูนั้นทำเอานายน้อยแห่งกังตั๋งต้องลุกขึ้นยืนด้วยความดีใจแทบจะทันที


“จิวท่าย!!”


“ท่านซุนกวน!”


…ท่านยังมีชีวิตอยู่จริงๆด้วย…ขอบคุณสวรรค์…


“อ้อ…เจ้าเป็นทหารของไอ้เด็กนี่สินะ”  หัวหน้าโจรโฉดพูดแค่นหัวเราะแล้วกระโดดขึ้นหลังม้าของตัวเอง  แต่ถึงกระนั้นมันก็ไม่ลืมที่จะลากเอาร่างของซุนกวนขึ้นมานั่งอยู่ข้างหน้าของมันด้วย


ก็เพราะนี่เป็นแผนการที่จะทำให้จิวท่ายไม่กล้ายิงธนูใส่มัน…หรือแม้แต่จะฟาดฟันดาบในมือใส่ก็คงไม่ได้  เพราะเกรงว่าศาสตราวุธจะถูกร่างของผู้เป็นนายจนได้รับบาดเจ็บไปด้วย  


เรียกง่ายๆว่ามันเอาซุนกวนมาเป็นโล่ป้องกันอาวุธจากองครักษ์หนุ่มนั่นแหละ  ซึ่งนั่นก็นับว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เขาต้องลำบากและเสียเปรียบในการสู้รบเป็นอย่างมาก


“อยากรู้จริงๆว่าเจ้าจะมีปัญญาชนะข้าในสภาพเช่นนี้ได้ไหม  ฮ่าๆๆ!”


“บังอาจนัก!  ส่งท่านซุนกวนคืนมาเดี๋ยวนี้!!”


“จิวท่าย…เจ้าไม่ต้องห่วงข้า  พวกมันไม่กล้าฆ่าข้าหรอก  เพราะพวกมันจะเอาตัวข้าไปแลกกับกังตั๋ง!!”


“…อะไรนะ  แลกกับกังตั๋งอย่างนั้นหรือ?”  


เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาคมสันต์พูดทวนในสิ่งที่ได้ยินเบาๆ  แต่เขาก็ยังรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยอยู่ดี  เพราะถ้าหากเกิดจวนตัวขึ้นมา…พวกโจรที่ไร้ซึ่งสัจจะย่อมจะต้องลงมือสังหารผู้เป็นนายของเขาได้อย่างแน่นอน


…ข้าต้องตัดสินใจทำทุกอย่างด้วยความรอบคอบเท่านั้น…


“เฮ้ย!!  ปากมากซะจริงไอ้เด็กนี่!!”  หัวหน้ากองโจรสบถออกมาอย่างไม่สบอารมณ์แล้วใช้มือกระชากผมของซุนกวนอย่างแรงจนหน้าหงาย


“โอ้ย!!”


“ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลงอะไรแล้ว  พวกเราลุย!!  ฝ่าด่านไอ้แม่ทัพนี่ออกไปให้ได้!!  พวกเราจะได้รีบกลับไปที่ฐานกันเสียที!!”


“บุกเข้าไปเลย  มันมาคนเดียว  อย่าได้หวาดกลัวไป!!”


“เฮ!!!”


“เจ้าพวกโง่!  พวกเจ้าไม่รู้เสียแล้วว่าฝีมือองครักษ์เอกของข้าน่ะสุดยอดขนาดไหน  กระจอกๆอย่างพวกเจ้าน่ะไม่มีปัญญาสู้ได้หรอก!!”
  

นายน้อยแห่งแดนใต้ยังคงหันมาพูดจายั่วยุใส่ผู้นำกองโจรไม่เลิก



“ต่อให้มากันเป็นหมื่นเป็นแสนก็ไม่มีทางสู้ได้หรอก!!”


“โว้ยยย!  หุบปากซะทีเถอะ…ไอ้เด็กเวร!!”


จากนั้นเหล่าลูกสมุนกองโจรนับร้อยจึงควบม้าวิ่งเข้าใส่แม่ทัพหนุ่มหมายจะเอาชีวิต  แต่ก็ไม่ทันที่จิวท่ายจะสาดลูกธนูสวนเข้าใส่ฝ่ายศัตรูอย่างรวดเร็ว  ทำให้พลม้าของกองโจรที่กำลังวิ่งเข้ามาต้องล้มตายกันไปเป็นจำนวนมาก


“อ๊ากกกก!!”


…คิดถูกแล้วที่ข้าหยิบเอาธนูของพวกทหารมาด้วยระหว่างทาง…แล้วข้าก็ได้ใช้มันจริงๆ…


“ดาหน้ากันเข้ามา  ข้าจะเด็ดหัวพวกเจ้าให้หมดทุกคนเลย!”


องครักษ์ร่างสูงตะโกนร้องข่มขวัญพร้อมกับกราดยิงลูกธนูเข้าใส่อีกฝ่ายไปด้วย  ทำให้พวกโจรป่าต้องสิ้นลมหายใจกันไปอีกหลายสิบคน


"ทำไมมันยิงแม่นแบบนี้วะ!?"


“นะ…นั่นสิ  นี่มันเล็งไม่พลาดเป้าเลยนะ!”


…บ้าชิบ!…มันเล่นซะพลม้าของเราล้มตายไปเกือบหมดเลยรึ!?...


ผู้นำสูงสุดของกองโจรนึกสบถอยู่ในใจ  เมื่อหันกลับไปมองทางด้านหลังก็พบว่าหน่วยพลธนูของตนเองกำลังยกทัพตามมาถึงอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนี้แล้ว


…เยี่ยม…มันต้องแบบนี้สิ!...


เมื่อเห็นเช่นนั้นแล้ว...หัวหน้าโจรใจบาปก็นึกแผนชั่วร้ายขึ้นมาได้  


...ถ้าหากเรายื้อเวลาจนกว่าพวกพลธนูจะวิ่งมาถึงได้...ทุกอย่างก็จะจบลงได้อย่างง่ายดาย...ขอเพียงแค่พลธนูมาถึงแล้วสาดลูกดอกใส่มันได้เท่านั้น!...


“มาเจอกับข้าหน่อยเป็นไงเล่าเจ้าบึ้ก!”  หัวหน้าโจรหน้าแก่บังคับม้าของตนให้ดีดขาหน้าทั้งสองข้างขึ้นแล้วร้องคำรามเป็นการข่มขวัญ  ก่อนที่จะวิ่งตรงเข้าใส่แม่ทัพคนเก่งแห่งแผ่นดินง่อโดยพลัน


“เข้ามาเลย!”  


ทางด้านของจิวท่ายก็ควบม้าพุ่งเข้าหาอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว  ก่อนที่คมดาบของผู้ที่อยู่กลางสมรภูมิรบทั้งสองจะปะทะกันเสียงดังสนั่นหวั่นไหว


แคร๊งงงง!!


ทั้งสองฝ่ายห้ำหั่นเพลงดาบใส่กันอย่างไม่ลดละ  แต่ดูเหมือนว่าทางด้านของแม่ทัพหนุ่มคงจะยังไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่านี้  เมื่อทางฝ่ายของศัตรูนั้นเล่นเอาร่างซุนกวนออกมาบังหน้ารับคมดาบอยู่หลายครั้งหลายหน  ทำให้เขาต้องคอยยั้งมืออยู่ตลอดเวลาโดยที่ยังไม่สามารถทำอะไรมันได้เลย


“ไอ้โจรสกปรก…ทำไมเจ้าถึงไม่ปล่อยท่านซุนกวนลงก่อนแล้วหันมาสู้กับข้าอย่างลูกผู้ชายกันเล่า!?"


“ฝันไปเถอะ…เจ้าอย่าพยายามเกลี้ยกล่อมข้าไปหน่อยเลย  ข้าไม่มีวันหลงลมปากของเจ้าหรอก!”  หัวหน้ากองโจรกล่าวแล้วลงดาบโจมตีใส่จิวท่ายเป็นพัลวัน  ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะควบม้าแยกกันไปอยู่คนละมุมอีกครั้ง


…ดูท่าทางแล้วแบบนี้เราคงจะต้องเสียเวลากับมันไปทั้งคืนแน่ๆ…การต่อสู้ยื้อเวลากันแบบนี้มีแต่จะทำให้พละกำลังของเราต้องถดถอยลงไปเรื่อยๆ...


...เมื่อพลธนูของพวกมันมาถึง...เห็นทีเราคงจะต้องเป็นฝ่ายเสียเปรียบเป็นแน่...


เจ้าของใบหน้าคมสันต์กวาดตามองเลยไปทางเบื้องหลังของอีกฝ่าย...ก็พบว่าพลธนูของพวกกองโจรกำลังจะเคลื่อนทัพเข้ามาถึงแล้ว  ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นจริง…อีกไม่นานตัวของเขาเองก็จะต้องถูกลูกธนูของพวกมันยิงเข้าใส่หยุดลมหายใจไปด้วยเช่นกัน


ไม่ได้การล่ะ…เขาต้องรีบหาทางทำอะไรสักอย่างแล้ว


…ยกโทษให้ข้าด้วยนะขอรับท่านซุนกวน…ถ้าหากข้าทำให้ท่านต้องบาดเจ็บไปบ้าง…


จากนั้นแม่ทัพหนุ่มจึงตัดสินใจกระตุกบังเหียนม้าให้วิ่งเข้าใส่ศัตรูอีกครั้ง  เมื่ออีกฝ่ายเห็นเช่นนั้นแล้วก็บังคับม้าให้วิ่งเข้ามาปะทะกับเขาด้วยเช่นกัน


แต่ทว่าครั้งนี้จิวท่ายได้เลือกใช้หนึ่งในกลยุทธลับของการต่อสู้แห่งกังตั๋ง  เขาปรับเปลี่ยนท่าทางด้วยการเอาร่างของตนเองมาโรยตัวอยู่ข้างๆอาชาคู่ใจ  ดาบที่อยู่ในมือของเขาตัดฉับเข้าที่เอ็นร้อยหวายของม้าฝ่ายตรงข้าม  ส่งผลให้ม้าศึกตัวนั้นต้องล้มลงพร้อมกับร่างของซุนกวนและหัวหน้าโจรป่าที่กระเด็นออกไปกันคนละทิศคนละทาง


“อ๊ากกกก!!”


…สำเร็จ!…


“ท่านซุนกวน!”  องครักษ์หนุ่มรีบลงจากหลังม้าแล้ววิ่งไปแก้เชือกที่พันธนาการร่างของผู้เป็นนายอย่างรวดเร็ว  “ท่านปลอดภัยดีนะขอรับ”


“ข้าไม่เป็นไรจิวท่าย…ขอบใจเจ้ามาก”


“…ดีจริงๆที่ท่านไม่เป็นอะไร”  เจ้าของร่างแข็งแกร่งกล่าวออกมาอย่างโล่งใจเมื่อเห็นว่านายน้อยของเขายังคงปลอดภัยดี


ทันใดนั้นเองหอกด้ามยาวก็ถูกฝ่ายศัตรูขว้างเข้ามา  ซึ่งมันได้พุ่งตัดผ่านระหว่างใบหน้าของคนทั้งคู่ไปอย่างฉิวเฉียด  ก่อนที่มันจะไปปักเข้าที่กลางลำตัวม้าศึกคู่ใจของจิวท่ายที่อยู่ด้านหลัง  ทำให้เจ้าม้าที่น่าสงสารนั้นได้รับบาดเจ็บสาหัสจนต้องล้มลงไปนอนอยู่กับพื้นด้วยเช่นกัน


“…!?...”


“จะพร่ำเพ้อกันอีกนานไหม!?”  หัวหน้าโจรป่าตะโกนร้องถามอีกฝ่ายอย่างคนหัวเสียที่ทุกอย่างผิดแผนไปหมด  โดยที่เบื้องหลังของมันก็มีโจรพลธนูมายืนตั้งท่ารออยู่อีกเป็นจำนวนมาก


…แย่ล่ะ…พวกพลธนูของมันมาถึงแล้วหรือ!?...


แม่ทัพผู้โชกโชนการศึกจ้องมองฝ่ายศัตรูแล้วคิดหาช่องทางเอาตัวรอดไปด้วย  แต่ดูเหมือนว่าโอกาสนั้นช่างริบหรี่เต็มทน  หากพวกโจรลงมือยิงธนูใส่เขาและซุนกวนเมื่อใด...ทุกอย่างก็คงจะจบสิ้นลงเมื่อนั้น


ลำพังแค่ตัวของเขาต้องสิ้นลมหายใจลงไปมันก็คงไม่เท่าไหร่  แต่ถ้าหากนายน้อยของเขาได้รับอันตรายไปด้วยเล่า?…เขาจะตายตาหลับลงไปได้อย่างไร?  เขาจะมีหน้าไปพบกับท่านซุนเกี๋ยนในปรโลกได้เช่นไร?


“ในเมื่อเจ้าเด็กนั่นมันไม่ได้อยู่ในมือของข้าแล้วก็คงเปล่าประโยชน์  พวกเรา!...จงสาดลูกธนูใส่พวกมันให้ตายตกตามกันไปเสีย!!”  หัวหน้าโจรผู้ชั่วช้าออกคำสั่งกับลูกสมุนของตัวเองเสียงดังกึกก้อง


“รับทราบ!”


และไม่ต้องรอช้า  เพราะจังหวะนี้พวกมันกำลังได้เปรียบ  ผู้นำของกองโจรจึงสั่งยิงลูกธนูสังหารบุรุษทั้งสองโดยพลัน


“ยิงได้!!!”  


สิ้นเสียงสั่งการของผู้บังคับบัญชากลุ่ม  เหล่าโจรพลธนูก็เริ่มยิงธนูเข้าใส่ทั้งสองคนในทันที  


ในเวลานี้ไม่ว่าจะวิ่งหนีให้ตายสักแค่ไหนก็คงไม่อาจรอดเงื้อมมือของมัจจุราชไปได้อีกแล้ว  ในเมื่อลูกธนูถูกสาดใส่เข้ามาราวกับห่าฝนเช่นนี้


เมื่อเห็นดังนั้นจิวท่ายจึงพลิกร่างของตนเองให้มาอยู่ทางด้านนอก  ตั้งใจหมายจะใช้ร่างของตนเองเป็นเกราะกำบังลูกธนูให้กับซุนกวน  ฝ่ามือหยาบกร้านทั้งสองข้างของชายหนุ่มยกขึ้นมาจับแขนของผู้เป็นนายเอาไว้เบาๆ  ก่อนที่จะเอื้อนเอ่ยคำพูดสุดท้ายในตอนที่ยังมีลมหายใจอยู่ออกมา…



“นายน้อย…ข้าขอโทษ…”


“รีบหนีไปเสีย…”



หลังจากที่กล่าวได้เพียงแค่นั้น…ลูกธนูที่ถูกยิงมาจากฝ่ายศัตรูก็พุ่งเข้ามาปักที่แผ่นหลังของแม่ทัพหนุ่มผู้จงรักภักดีเป็นสิบๆดอก  โลหิตสีแดงฉานจึงไหลทะลักออกมาจากริมฝีปากของเขาเป็นจำนวนมาก  


...ท่านซุนกวน...


นัยน์ตาสีสนิมทั้งสองข้างถูกปิดลงเข้าหากันอย่างช้าๆ  ก่อนที่ร่างสูงใหญ่ของเขาจะค่อยๆล้มลงไปทางด้านหน้า...เพื่อเป็นโล่ปกป้องชีวิตให้กับนายน้อยของเขาจนลมหายใจสุดท้าย  


เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้ามันเป็นสิ่งที่บีบคั้นความรู้สึกของซุนกวนเป็นอย่างมาก  เด็กหนุ่มจึงต้องหลั่งน้ำตาออกมาโดยที่ไม่อาจฝืนทนได้


"จิวท่าย!!"


"ไม่!!  ไม่จริง!!!"


หยาดน้ำตาหยดแล้วหยดเล่าหลั่งรดลงบนเรือนกายขององครักษ์ผู้ซื่อสัตย์  แต่มันก็ไม่อาจทำให้เขาตื่นขึ้นมามีชีวิตเหมือนเดิมได้อีก




“ฮืออออ!!!  ทำไมเจ้าถึงทำแบบนี้!!!”  


“ไอ้พวกสารเลว!!!  หยุดเดี๋ยวนี้นะ!!!”  เสียงร้องตะโกนราวกับคนเสียสติของนายน้อยแห่งกังตั๋งแผดก้องไปด้วยความเจ็บปวดอย่างสุดจะบรรยาย  ก่อนที่จะเกิดปรากฏการณ์อันน่าพิศวงขึ้นตามมา


จู่ๆหมู่นภาในยามรัตติกาลก็เกิดเสียงฟ้าร้องขึ้นมาดังสนั่น  พระจันทร์เสี้ยวที่เคยประดับอยู่บนฟากฟ้าหายลับออกไปจากสายตาได้อย่างน่าประหลาดใจทั้งๆที่ในยามนี้ไม่ใช่ฤดูฝน  กลุ่มก้อนเมฆาขนาดมหึมาที่ลอยล่องกลับมีแสงสีขาววูบวาบเป็นประกายผิดจากธรรมชาติที่ควรจะเป็น


สายอสุนีบาตจากสรวงสวรรค์ฟาดกระหน่ำลงมาบนพื้นปฐพีนับครั้งไม่ถ้วน  บ้างก็ถูกกำแพงเมือง...บ้างก็ถูกร่างของพวกโจรป่าจนไหม้เป็นตอตะโก  ทำให้พวกมันเกิดความหวาดกลัวกันเป็นอย่างมากจนต้องหยุดการกระทำทุกอย่างลงเดี๋ยวนั้น


“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!?”  ผู้นำสูงสุดของกองโจรอุทานออกมาด้วยความตื่นตกใจจนดวงตาเบิกโพลง  เมื่อพื้นพสุธาที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าของมันเกิดการสั่นสะเทือนขึ้นอย่างรุนแรงจนแทบจะยืนทรงตัวเอาไว้ไม่อยู่


“หา…ผะ…แผ่นดินไหว!…เป็นไปได้อย่างไรกัน!?”


“เหวอออ!!?”


ในชั่วพริบตาเดียว  สายฟ้าเส้นมหึมาเส้นสุดท้ายก็ฟาดลงมาตรงกลางสมรภูมิรบเสียงดังสนั่นหวั่นไหวจนได้ยินกันไปทั่วทั้งใต้หล้า  ก่อนที่ในบริเวณนั้นจะเต็มไปด้วยแสงสีขาวสว่างเจิดจ้าจนทำให้ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ต้องรู้สึกแสบตากันไปหมด


“แสงนั่น…อะไรกันน่ะ?”  แม้แต่ซุนกวนที่นั่งกอดร่างของจิวท่ายเอาไว้แนบอกก็ยังต้องหลับตาลงทั้งๆน้ำตา  เพราะถ้าหากยังคงฝืนลืมตาอยู่…สิ่งนี้มันอาจจะส่งผลให้เขากลายเป็นคนตาบอดไปชั่วชีวิตเลยก็เป็นได้


หลังจากที่เหตุการณ์ทุกอย่างสงบลง…ร่างของใครบางคนก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางสมรภูมิรบโดยที่ไม่สามารถหาที่มาที่ไปได้อย่างน่าพิศวง...






ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

63 ความคิดเห็น