ตอนที่ 49 : (ย้อนอดีต) : ปราการแห่งกังตั๋ง วีรบุรุษผู้พลีชีพ 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 24
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    11 พ.ค. 62

แคร๊ง!!!


แคร๊ง!!!  


เสียงดาบของกลุ่มโจรปะทะเข้ากับคมดาบของบุรุษรูปงามเสียงดังสนั่นหวั่นไหว  และเมื่อสบโอกาสที่เป็นจังหวะเหมาะ...เขาจึงกำเอาผงประหลาดที่อยู่ในมือสาดใส่หน้าของพวกมันอีกครั้ง


“อ๊ากกกกก!!!”


“ตาข้า!!!”  


พวกโจรที่อยู่ในแนวปะทะแถวหน้าต่างร้องออกมาด้วยความรู้สึกที่ทรมานอย่างแสนสาหัสไม่ต่างจากพวกกลุ่มแรกที่ได้สิ้นลมหายใจลงไปเมื่อชั่วครู่  เมื่อชายหนุ่มกำลังจะเงื้อดาบฟาดฟันใส่พวกมันอีกครั้ง…พวกโจรที่อยู่ในแถวถัดไปก็แทรกตัวเข้ามาแทนที่พวกแถวแรกซึ่งกำลังเข้าสู่สภาวะตาบอดกันเสียก่อน


“ลุยเข้าไป!  อย่าให้มันมีโอกาสได้โจมตี!”  หนึ่งในหมู่โจรตะโกนร้องบอกกับพรรคพวกเพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กลับมาดีขึ้นอีกครั้ง  


“ลงดาบเข้าไปพร้อมๆกัน  มันจะได้ไม่มีจังหวะล้วงเข้าไปในเสื้อผ้าของมันอีก!!  หรือเล็งไปที่มือของมันก็ได้!!”


“เฮ!!!”


และก็ได้ผล…เมื่อจังหวะในการเข้าโจมตีของพวกโจรป่าเริ่มรวดเร็วขึ้น  อีกทั้งในมือของเขาก็ยังต้องถือสิ่งของที่มีค่าต่อชีวิตเป็นอย่างมาก  ทำให้ชายหนุ่มตั้งรับการโจมตีจากทุกทิศทางแทบจะไม่ทัน  และยังไม่สามารถหาจังหวะที่จะสาดผงพิษเข้าใส่ฝ่ายตรงข้ามได้เลยในตอนนี้


“ดีล่ะ…เอามานี่!”  โจรป่าหัวโจกหันไปแย่งเอาโซ่เหล็กที่มีปลายเป็นลูกตุ้มถ่วงน้ำหนักมาจากมือของลูกน้องคนสนิทที่กำลังยืนดูเหตุการณ์เบื้องหน้าอยู่ด้วยกัน  


“คราวนี้ข้าจะไม่พลาดแน่!”


“ลูกพี่…ท่านจะทำอะไรหรือ?”


“เจ้าคอยดูก็แล้วกัน!” 


“หา?”  


กล่าวจบโจรร่างผอมจึงเหวี่ยงโซ่ขึ้นเหนือศีรษะแล้วควงมันให้เป็นวงกลมกลางอากาศอย่างชำนิชำนาญ  เพื่อเป็นการสร้างแรงเหวี่ยงให้สะสมเพิ่มมากขึ้นก่อนที่จะขว้างมันออกไปยังร่างของผู้ที่เป็นเป้าหมาย


ฟึ่บบบ!


ร่างของชายหนุ่มในชุดอาภรณ์สีเลือดจึงถูกโซ่เหล็กอันหนักอึ้งพันธนาการเอาไว้อย่างแน่นหนาจนดิ้นไม่หลุด  การต่อสู้จึงถูกชะงักเอาไว้แต่เพียงแค่นั้น  ก่อนที่ผู้ใช้อาวุธดังกล่าวจะออกแรงดึงกระชากจนร่างของเขาต้องล้มกลิ้งล้มหงายลงไปกับพื้นดิน


“ฮ่าๆๆๆ!!”  ฝ่ายที่พลิกกลับมาได้เปรียบหัวเราะอย่างผู้มีชัยแล้วส่งโซ่โลหะให้คนข้างๆถือเอาไว้  


“จับให้แน่นๆล่ะ…อย่าปล่อยให้หลุดไปได้เชียว”


“ขอรับลูกพี่!”


โจรผู้นำหน่วยเดินย่างสามขุมเข้ามาใกล้ๆ  จากนั้นฝ่าเท้าที่อยู่ในรองเท้าสานคู่สกปรกจึงยกขึ้นไปเหยียบบนอกของผู้ที่นอนอยู่กับพื้นปฐพี


“เป็นอย่างไรเล่า…ฤทธิ์เยอะนักนะ!”


“สุดยอด…ลูกพี่จับมันได้แล้ว!  ช่างมีฝีมือที่เก่งกาจจริงๆ!”


…เหอะ…มันก็แค่เล่นทีเผลอในตอนที่ข้ากำลังรับมืออยู่กับลูกน้องของมันไม่ใช่รึอย่างไร...คงภูมิใจมากเลยสินะ...ไอ้พวกหมาหมู่!...


ก็นั่นน่ะสิ  เล่นรุมห้าสิบต่อหนึ่งก็ว่าเอาเปรียบมากแล้ว...นี่ยังจะแอบลอบเล่นงานเขาลับหลังอีกหรือ?


ชายหนุ่มในโซ่พันธนาการจ้องมองคนที่ยืนอยู่เหนือร่างของตนเองด้วยสายตาที่ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ  จนอีกฝ่ายอดที่จะพูดจาดูแคลนไม่ได้เมื่อเห็นสีหน้าของเขาเช่นนั้น


“อะไรกันเล่า…เหตุใดจึงจ้องมองข้าด้วยสายตาแบบนั้น  เจ้าหนุ่มคนเก่งเมื่อสักครู่นี้หายไปไหนเสียแล้วล่ะ?”


“ไม่ต้องมาพูดพล่ามให้เสียเวลา  จะฆ่าข้าก็รีบๆฆ่าเสียเถอะ!”


“จิตใจองอาจห้าวหาญดีนี่  ได้…ข้าจะสงเคราะห์ตามคำขอของเจ้าให้ก็แล้วกัน"


"แต่ก่อนอื่นข้าล่ะสงสัยเหลือเกินว่าสิ่งของที่เจ้าหวงแหนหนักหนานั่นมันคืออะไร?”  


"ไปเอามาให้ข้าดูสิ!"


โจรร่างผอมสูงหันไปพยักหน้าให้กับลูกสมุนคนหนึ่ง  เป็นสัญญาณให้อีกฝ่ายไปดึงเอาของในห่อแพรพรรณสีแดงออกมาจากมือของชายหนุ่ม  


“ขอรับ”


“ห้ามแตะต้องของๆข้านะ!”


ดูเอาเถิด...ขนาดอยู่ในสภาพที่เรียกว่าจนตรอกเช่นนี้  เขาก็ยังคงปกป้องมันจนสุดกำลัง  มันจะต้องเป็นของที่ล้ำค่ามากแน่ๆ


“ปล่อยสิ!”  ลูกน้องที่ได้รับคำสั่งยื้อยุดฉุดกระชากของในมือกับบุรุษหน้าละอ่อนอยู่ครู่หนึ่ง  ก่อนที่จะส่งมันให้กับผู้บังคับบัญชาได้สำเร็จ


“นี่ขอรับลูกพี่”



“อะไรกัน…ของน้ำหนักเบาโหวงอย่างนี้  นอกจากทองคำแล้ว...ยังมีสิ่งอื่นที่มีค่ามากกว่านั้นอีกรึ?”  โจรผู้ออกคำสั่งกล่าวขึ้นด้วยความสนเท่ห์พร้อมกับแกะห่อผ้าสีแดงออก  จากนั้นจึงค่อยๆเปิดฝากล่องสี่เหลี่ยมสีดำขึ้น


แต่ทว่า…สิ่งที่ปรากฏอยู่ในกล่องนั้นกลับทำให้พวกโจรชั่วต้องอ้าปากหวอไปตามๆกัน  เมื่อพบว่ามันเป็นเพียงแค่ต้นอ่อนเล็กๆของต้นไม้หน้าตาประหลาดๆ  รวมไปถึงรากไม้…ใบไม้…และกอหญ้าสีเหลืองแห้งๆที่มัดรวมกันเอาไว้เท่านั้นเอง


“บัดซบ!!  นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกันวะ!!”  ผู้ที่ยืนเหยียบหน้าอกของชายหนุ่มถึงกับสบถออกมาอย่างหัวเสียเมื่อพบกับความผิดหวัง  ก่อนที่มันจะขว้างกล่องสีดำดังกล่าวออกไปให้ไกลตัวเพราะเห็นว่ามันเป็นเพียงแค่สิ่งของที่ไร้ค่า


“เสี่ยวเฟิงต้องมาจบชีวิตเพราะไอ้ของไร้ค่าแบบนี้เองน่ะรึ!?”


…ของไร้ค่าอย่างนั้นรึ?...สมเป็นพวกคนชั้นต่ำไร้อารยธรรมจริงๆ…


บุรุษหน้าหยกนึกตำหนิพวกโจรชั้นต่ำอยู่ในใจ  ใครใคร่จะรู้ได้บ้างว่าสิ่งของที่อยู่ในกล่องนั้นมันคืออะไร?


มันคือสมุนไพรวิเศษในตำนานที่สามพันปีจะมีโอกาสพบเจอได้สักครั้งหนึ่ง  ซึ่งสรรพคุณของมันสามารถรักษาโรคร้ายทุกชนิดบนโลกใบนี้ได้ทั้งหมด  โดยเฉพาะต้นอ่อนเล็กๆนั่น…ฤทธิ์ของมันสามารถชุบชีวิตของคนที่หยุดหายใจไปแล้วให้กลับฟื้นขึ้นมาเดินเหินได้ราวกับคนปกติเลยทีเดียว  


ของดีที่หาประเมินค่ามิได้เลยเช่นนี้…แม้แต่ผู้เป็นใหญ่อย่างพระเจ้าแผ่นดินเองก็ยังไม่สามารถหามันมาไว้ในครอบครองได้เลยเสียด้วยซ้ำ


“เอาล่ะ…ทีนี้ก็ถึงเวลาสะสางบัญชีแค้นให้เสี่ยวเฟิงแล้ว”  โจรผู้นำกลุ่มย่อยหรี่ตาลงจ้องมองบุรุษที่อยู่ใต้ฝ่าเท้า  จากนั้นจึงหันไปสั่งกับพวกบริวาร


“ไปหยิบหอกของข้ามา!”


“ได้ขอรับ!”  โจรร่างเตี้ยม่อต้อรับคำสั่งแล้วจึงรีบวิ่งไปดึงเอาหอกที่ปักติดอยู่กับกำแพงหินมาส่งให้กับลูกพี่ของตนอย่างรวดเร็ว


“นี่ขอรับลูกพี่"


“เวลาตายของเจ้ามาถึงแล้วไอ้หนุ่ม!”  ผู้ที่ถือหอกด้ามยาวเอาไว้ในมือพูดแล้วแสยะยิ้มน่าเกลียดน่ากลัวไปด้วย  ส่วนคนข้างๆที่ถือโซ่เหล็กเอาไว้ในมือก็ออกแรงดึงโซ่นั้นให้พันธนาการร่างของชายหนุ่มแน่นหนามากยิ่งขึ้น  จนเขาไม่สามารถทำได้แม้แต่จะขยับตัว


…จุดจบของข้า…มาถึงแล้วอย่างนั้นหรือ?...


“อย่าดิ้นล่ะ…เพราะถ้าหากคมหอกของข้าปักลงไปไม่ตรงกับหัวใจของเจ้า...เจ้าจะต้องทนทรมานกับการถูกคมหอกทิ่มแทงลงไปอีกครั้งเป็นแน่"


“จงตายเสียเถอะ!!”


“ย๊ากกกก!!”  โจรหัวโจกเงื้อหอกในมือให้สูงขึ้น  เตรียมพร้อมที่จะแทงลงไปตรงหัวใจของผู้ที่ถูกเหยียบอยู่ใต้ฝ่าเท้า  


เจ้าของใบหน้างดงามเยาว์วัยจึงค่อยๆปิดเปลือกตาลงเข้าหากันอย่างช้าๆ ให้กับลมหายใจสุดท้ายของตนเองที่กำลังมาถึง...




แต่ทว่า…







“หลบไป----!!!”


เสียงของชายหนุ่มร่างบึกบึนในชุดอาภรณ์สีครามตะโกนดังก้องกังวาน  ในขณะที่เขากำลังควบม้าคู่ใจกระโดดขึ้นไปลอยอยู่กลางเวหา

  
บุรุษหน้าหยกเมื่อได้ยินเสียงนั้นจึงรีบลืมตาขึ้นทันที…พร้อมๆกับพวกกลุ่มโจรที่กำลังแหงนหน้าขึ้นมองชายคนดังกล่าวด้วยความตกอกตกใจอย่างแทบไม่เชื่อสายตาของตัวเอง


คนม้าบินอย่างนั้นรึ?  แถมบินได้นานกว่าที่คิดเสียด้วย!


“อะ…อะไรวะนั่น!?”  หัวหน้าโจรป่ากลุ่มย่อยค่อยๆเงยหน้าขึ้นไปมองบุรุษบนหลังม้าด้วยอาการตกใจจนตาเหลือกไม่แตกต่างจากพวกลูกสมุนของมัน


เจ้าของร่างสง่างามจึงใช้จังหวะที่พวกโจรกำลังพลั้งเผลอ  ปลดโซ่พันธนาการแล้วม้วนตัวกลิ้งหลบไปทางด้านข้าง  จากนั้นชายหนุ่มที่อยู่บนหลังม้าจึงใช้ทวนที่อยู่ในมือของเขา  พุ่งแทงทะลุร่างของโจรหัวโจกให้ปักติดลงไปกับพื้นพสุธา  ส่งผลให้คนผู้นั้นต้องขาดใจตายคาที่ในบัดดล


“อ่อกกก!!”


“ลูกพี่!!!”


…ฟู่…ดีนะที่เรายังหลบทัน…มิฉะนั้นแล้วคงจะถูกทวนแทงจนร่างติดพื้นไปด้วยอีกคนเป็นแน่…


หนุ่มหน้ามนในชุดอาภรณ์สีเลือดเป่าปากออกมาเบาๆด้วยความโล่งอก  จากนั้นจึงรีบวิ่งไปคว้าเอากล่องสมุนไพรอันทรงคุณค่าขึ้นมาไว้กับตัวเองเช่นเดิม  พร้อมๆกับผู้มาใหม่ที่ได้ควบม้าลงมาหยุดอยู่ข้างๆเขา


…ว่าแต่…ชายมากฝีมือผู้นี้เป็นใครกัน?...


“จิตใจของเจ้าช่างกล้าหาญยิ่งนัก…สามารถต่อกรกับพวกโจรชั่วได้ด้วยตัวคนเดียวอย่างไม่กลัวตาย  ช่างน่านับถือจริงๆ”


“ทั้งๆที่มองจากรูปร่างหน้าตาของเจ้าแล้ว...อายุอานามก็ยังดูเด็กอยู่เลยแท้ๆ”  บุรุษร่างกำยำที่อยู่บนหลังม้ากล่าวยกย่องคนตรงหน้าก่อนที่จะยื่นมือมาให้เขา  


“ขึ้นมาสิ…เจ้าหนุ่ม”


“ขอบคุณท่านมาก…ท่านผู้กล้า”  เจ้าของสมุนไพรวิเศษกล่าวขอบคุณกลับไป  จากนั้นจึงยื่นมือให้อีกฝ่ายดึงร่างของเขาขึ้นไปซ้อนอยู่บนหลังม้าด้วย


“เจ้าเป็นใครกัน  เจ้าคนร่างใหญ่!?  เจ้าบังอาจสังหารลูกพี่ของพวกข้า!!”  เสียงของบรรดาโจรป่าที่เหลือตะโกนร้องถามชายหนุ่มผู้เป็นดั่งเพชรฆาตด้วยความสงสัย


“ข้าชื่อจิวท่าย...เป็นแม่ทัพแห่งกังตั๋ง  และเป็นองครักษ์ของท่านซุนกวน”


“หะ…หา!?  จะ…จิวท่ายอย่างงั้นรึ!?”


“ชะ…ใช่แม่ทัพที่ผ่านสมรภูมิรบมาอย่างโชกโชน  และเป็นชายที่เคยกำราบกองทัพของเราด้วยตัวคนเดียวจนราบคาบเมื่อหลายปีก่อนรึเปล่าน่ะ!?”


“ถูกต้อง!  แต่นั่นมันเป็นเพราะโจรสวะอย่างพวกเจ้าเข้ามารุกรานดินแดนของเราก่อนต่างหาก  ข้าจึงจำเป็นต้องสังหารให้ตายสิ้นไปเสีย!  ถ้าหากต่างคนต่างอยู่...เหตุการณ์ในตอนนั้นก็คงจะไม่เกิดขึ้น!"


“หนอย!  ถ้าอย่างนั้นวันนี้ข้าจะขอล้างแค้นให้กับกองทัพของพวกเราเอง"


"พวกเราลุย!!”  


เมื่อสิ้นเสียงปลุกระดม  พวกกองโจรที่เหลือก็เงื้ออาวุธวิ่งเข้าใส่บุรุษทั้งสองโดยพลัน


“ย๊ากกกกก!!"


“เกาะให้แน่นๆนะ…น้องชาย”  จิวท่ายหันมากล่าวกับชายหนุ่มที่นั่งซ้อนอยู่ทางด้านหลัง  จากนั้นเขาจึงชักดาบเล่มยาวออกมาจากฝักดาบที่คาดอยู่กับเอว  ก่อนที่จะควบม้าวิ่งเข้าไปปะทะกับกลุ่มโจรที่แสนชั่วร้ายหนักแผ่นดิน




          หลังจากที่เหตุการณ์ความวุ่นวายในบริเวณนั้นจบลงด้วยซากศพของของโจรป่าที่กองอยู่เกลื่อนกลาดราวกับใบไม้ร่วง  องครักษ์หนุ่มจึงควบม้าไปยังหน้าประตูเมืองเพื่อส่งบุรุษหน้าละอ่อนให้ลงจากหลังม้าได้อย่างปลอดภัย


“ข้าขอขอบคุณท่านแม่ทัพมากๆ  ข้าเป็นหนี้ชีวิตท่าน…บุญคุณนี้ข้าจะไม่มีวันลืม”  บุรุษในอาภรณ์สีเลือดประสานมือทั้งสองข้างแล้วโค้งศีรษะลงกล่าวขอบคุณผู้ที่ได้ช่วยชีวิตของเขาเอาไว้จากความตาย



“เจ้าอย่าได้คิดเป็นบุญคุณใดๆเลย…เพราะทุกอย่างล้วนเป็นลิขิตของสวรรค์ทั้งสิ้น”  จิวท่ายตอบอีกฝ่ายกลับไปอย่างไม่ถือตัว  


“ความกล้าหาญของเจ้าจะต้องถูกเล่าขานต่อไปจนชั่วลูกชั่วหลานเลยทีเดียว”


“หามิได้…ท่านแม่ทัพกล่าวชมเกินไปแล้ว”


“เอาเถิด…อย่างไรเสียตอนนี้เจ้าก็ปลอดภัยแล้ว  ห่างจากจุดนี้ไปทางทิศตะวันตกราวๆห้าลี้จะมีม้าของพวกทหารอยู่  เจ้าจงรีบไปเสีย”  องครักษ์หน้าดุอธิบายแล้วชี้มือไปยังทิศทางดังกล่าวไปด้วย


“ข้าขอขอบคุณท่านแม่ทัพอีกครั้ง”


“ตอนนี้ข้ายังมีภารกิจที่ต้องสะสางต่อ  ข้าต้องรีบไปแล้วก่อนที่จะไม่ทันการณ์”


“ขอรับท่านแม่ทัพ  ขอให้ท่านทำภารกิจให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี... ข้าหวังว่าจะมีโอกาสได้พบเจอกับท่านอีกสักครั้ง”


“ถ้าเช่นนั้นข้าขอตัวก่อน”


“รักษาตัวด้วยขอรับ”  ชายหนุ่มรูปงามประสานมือขึ้นคารวะเป็นการแสดงความเคารพต่อคนตรงหน้าอีกครั้ง  จากนั้นจิวท่ายจึงรีบควบม้าวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว  


เจ้าของผิวพรรณนวลผ่องละออตาละการกระทำทั้งหมดลงแล้วกลับมายืนตัวตรงเช่นเดิม  นัยน์ตาสีน้ำตาลที่เจือไปด้วยความอ่อนโยนก็จ้องมองแผ่นหลังขององครักษ์หนุ่มไปจนสุดสายตา


…ได้พบกันอีกครั้งอย่างนั้นหรือ?...


...เมื่อครู่นี้ข้าพูดอะไรออกไป?...แล้วเหตุใดข้าจึงรู้สึกว่ามันน่าจะเป็นเช่นนั้นจริงๆกันเล่า?...









ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

60 ความคิดเห็น

  1. #39 Rawiwanzc (@Rawiwanzc) (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2562 / 23:51

    จิ้น...
    #39
    1
    • #39-1 Paleni (@manmaking2499) (จากตอนที่ 49)
      15 พฤษภาคม 2562 / 12:19
      หุหุ

      มันยังไงกันนะคู่นี้
      #39-1