ตอนที่ 47 : (ย้อนอดีต) : ปราการแห่งกังตั๋ง วีรบุรุษผู้พลีชีพ 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 25
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    8 พ.ค. 62

“ท่านแม่ทัพ!  ท่านแม่ทัพขอรับ!!”


“เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับท่านแม่ทัพ!!”  


เสียงตะโกนร้องเรียกของทหารนายกองพร้อมกับเสียงทุบประตูห้องที่ดังสนั่นในยามวิกาล  ปลุกให้จิวท่ายรีบดีดตัวลุกขึ้นมาจากตั่งนอนด้วยอาการปวดหัวตึบๆ  หลังจากที่เขาเผลอดื่มสุรากับพวกทหารที่อยู่ใต้บังคับบัญชาจนผลอยหลับไปเมื่อหลายชั่วยามก่อน  


ชายหนุ่มที่ถึงแม้ว่าจะยังไม่สร่างเมาดีแต่ยังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนรีบวิ่งไปคว้าเอาดาบเล่มใหญ่ซึ่งเป็นอาวุธประจำกายขึ้นมาถือติดตัวเอาไว้  เนื่องจากเขาเองก็รู้ดีว่าการที่มีเสียงของทหารมาร้องเรียกเขาในเวลากลางดึกเช่นนี้คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ

  
หลังจากที่ประตูห้องถูกเปิดออก  เขาก็พบกับทหารนายกองที่กำลังเดินวนไปวนมาอย่างกระวนกระวายใจ  หยาดเหงื่อไหลชะโลมไปทั่วทั้งร่างของอีกฝ่ายจนชุ่มโชก  


และเมื่อนายทหารคนดังกล่าวเห็นผู้บังคับบัญชาเดินออกมา  เขาจึงรีบรายงานเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นให้จิวท่ายได้ทราบโดยเร็ว


“ท่านแม่ทัพ”


“เกิดอะไรขึ้น?”


“เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้วขอรับท่านแม่ทัพ…ตอนนี้พวกโจรป่าได้บุกเข้ามาในเมืองกันยกใหญ่  พวกชาวบ้านถูกปล้นถูกฆ่ากันไปหลายครัวเรือนแล้วขอรับ!”


“อะไรนะ!?”


…บ้าเอ้ย!...เป็นเพราะเราดันเผลอดื่มสุราจนเมามายไม่ได้สติ…ทุกคนถึงต้องเดือดร้อนกันขนาดนี้…เป็นเพราะความสะเพร่าของเราเองแท้ๆ!...


“พวกมันมากันเท่าไหร่?”


“ถ้าหากคาดคะเนจากสายตาของข้าแล้วล่ะก็…คงราวๆห้าพันคนได้ขอรับ”


“ห้าพันเลยรึ!?”  แม่ทัพหนุ่มพูดทวนในสิ่งที่ได้ยินอีกครั้งด้วยสีหน้าที่ดูเคร่งเครียด  นัยน์ตาสีสนิมกวาดกลอกไปมาพยายามระดมความคิดในการแก้ปัญหาอย่างรีบเร่ง


…พวกมันมากันถึงห้าพันคน…ในขณะที่ทหารของเรามีอยู่ไม่ถึงหนึ่งพันนายเท่านั้นเองนี่นะ…


“เอาล่ะ…ตอนนี้เราต้องใช้กำลังทหารจัดการกับเจ้าพวกโจรชั่วและปกป้องชาวเมืองเอาไว้ให้ได้นานที่สุด" 


"เจ้าจงระดมทหารห้าร้อยนายขึ้นไปบนกำแพงเมืองพร้อมกับเกาฑัณฑ์คอยดักซุ่มยิงพวกมันให้ราบคาบ  สิ่งที่เราพอจะได้เปรียบพวกโจรป่าก็คงมีเพียงทางนี้เท่านั้น”


…ข้าหวังว่าพวกเราอาจจะยังพอมีโอกาสชนะอยู่บ้าง…ถึงแม้ว่ามันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยก็ตาม…


“รับคำสั่งขอรับ!!”


“เดี๋ยวก่อน”  ผู้กล้าแห่งสมรภูมิรบวางมือลงบนบ่าของทหารในบังคับบัญชาเมื่อนึกบางอย่างขึ้นมาได้  


"ตอนนี้ท่านซุนกวนอยู่ที่ไหน?”


“ก่อนที่ข้าจะมาหาท่าน  ข้าได้สั่งให้ทหารที่มีฝีมือดีที่สุดยี่สิบนายเข้าไปอารักขาท่านซุนกวนแล้วขอรับ”


“แล้วตอนนี้ล่ะ?  พวกนั้นอยู่ที่ไหน?  แล้วได้ส่งข่าวมาหาเจ้าบ้างรึยัง?”


“ยะ…ยังเลยขอรับ”


“ไม่ได้การแล้ว  ถ้าอย่างนั้นเจ้ารีบไปทำตามที่ข้าสั่งเถอะ  ข้าจะรีบไปตามหาท่านซุนกวนก่อน”  


“ท่านแม่ทัพ  แล้วชุดเกราะของท่านล่ะขอรับ?  ท่านจะไม่หยิบมันไปสวมก่อนหรือ?”


“ตอนนี้ข้าไม่มีเวลามาสนใจอะไรแล้ว  นอกจากจะได้เห็นด้วยตาของตัวเองเสียก่อนว่านายน้อยยังปลอดภัยดี!”  จิวท่ายตะโกนบอกกับทหารนายกองก่อนที่จะวิ่งออกไปในสภาพที่ไร้ซึ่งชุดเกราะป้องกันศาสตราวุธใดๆ  เพราะในตอนนี้…สมองของเขาจะนึกถึงก็เพียงแต่ชีวิตและความปลอดภัยของผู้เป็นนายเท่านั้น






“ท่านซุนกวน!!”

“ท่านซุนกวน!  ท่านอยู่ที่ไหน!?”


“ท่านซุนกวน!  ถ้าหากได้ยินแล้วช่วยตอบข้าด้วย!!”  เจ้าของร่างสูงบึกบึนตะโกนร้องเรียกผู้เป็นนายตลอดระยะทางที่เดินผ่านมา  จนกระทั่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าจวนของผู้เป็นนายในที่สุด


หากแต่สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาของชายหนุ่มนั้นกลับทำให้เขารู้สึกใจคอไม่ดีเอาเสียเลย  เมื่อทหารยามหกนายที่คอยอารักขาอยู่บริเวณหน้าจวนของซุนกวนได้กลายเป็นศพที่ไร้ซึ่งลมหายใจไปเสียแล้ว


…ไม่จริง…

...ไม่จริงใช่ไหม...


“ท่านซุนกวน!!!”  แม่ทัพหนุ่มร้องเรียกหาซุนกวนจนสุดเสียง  ก่อนที่ฝ่ามือหยาบหนาจะผลักประตูห้องของผู้เป็นนายโดยไม่รีรอ



แต่ทว่า...สภาพภายในห้องตอนนี้กลับเต็มไปด้วยศพของเหล่าทหารที่นายกองได้ส่งมาอารักขาซุนกวนก่อนหน้านี้  จิวท่ายเห็นดังนั้นก็ถึงกับเข่าอ่อนนั่งทรุดตัวลงกับพื้นอย่างคนไร้เรี่ยวแรง


"ไม่จริงงงงงง!!!"


เสียงแหบทุ้มแผดร้องกึกก้องเหมือนคนเสียสติ  เพราะตอนนี้เขาไม่อาจรู้ได้เลยว่าซุนกวนนั้นหายออกไปอยู่ที่ไหน…ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่?  แต่จากสภาพศพของเหล่าทหารที่เห็นนั้นมันไม่อาจทำให้เขามองอะไรในแง่ดีได้เลย  ในใจนั้นก็ได้แต่คิดกล่าวโทษตัวเองที่ประมาทเลินเล่อจนเกินไป  จนเป็นเหตุให้พวกโจรป่าสามารถบุกเข้ามาทำอันตรายผู้เป็นนายของเขาได้


แต่ตราบใดที่ยังไม่เห็นตัวของเด็กหนุ่ม  เขาจะรีบด่วนสรุปเช่นนี้ไม่ได้หรอกนะ!



“ไม่!  ไม่จริง!!  ท่านซุนกวน!!  ท่านต้องอยู่ที่ไหนสักแห่งแน่ๆ!!”  แม่ทัพหนุ่มพยายามรวบรวมสติสัมปชัญญะให้กลับคืนมาโดยเร็วที่สุด  ก่อนที่จะวิ่งออกจากห้องไปตามหานายน้อยของเขาอีกครั้ง


…ได้โปรดเถิด…ท่านซุนเกี๋ยน…ถ้าหากท่านได้ยินคำขอของข้า…ถ้าหากสวรรค์มีตา…

…ช่วยคุ้มครองนายน้อยให้ปลอดภัยด้วย…




          ณ  บริเวณใจกลางเมือง…หัวหน้ากองโจรที่กำลังไล่ปล้นไล่ฆ่าชาวบ้านอยู่ก็มีความฮึกเหิมเป็นอย่างมาก  เนื่องจากจำนวนของเหล่าทหารที่มีอยู่ในเมืองนั้นแทบจะต้านทานผู้รุกรานเอาไว้ไม่ได้เลย  ทำให้ผู้คนต่างจำเป็นต้องสละทรัพย์สินสิ่งของมีค่าทิ้งเอาไว้เพื่อวิ่งหนีเอาชีวิตรอดกันอย่างอลหม่าน


“เร็วเข้า!  ยึดทุกอย่างของพวกมันมาให้หมด!”  เสียงของหัวหน้าโจรป่าตะโกนสั่งพวกลูกสมุนให้เก็บกวาดสิ่งของมีค่าของพวกชาวบ้านมาให้หมด


“จากนั้นจงเผาทำลายทุกอย่างในเมืองนี้ให้เหลือแต่เศษซาก!!”

“ใครขัดขืนให้ฆ่าทิ้งสถานเดียว!!”


“เฮ!!!”


“ท่านหัวหน้าสั่งให้ยึดของทุกอย่างมาให้หมดแล้วเผาเมืองนี้เสีย  ใครขัดขืนต้องตายสถานเดียว!”


“หัวหน้าขอรับ!”  เสียงของโจรหัวโล้นร่างใหญ่หนวดเครารุงรังร้องเรียกผู้เป็นหัวหน้า  ในมือของมันถือเชือกที่พันธนาการร่างของเด็กหนุ่มคนหนึ่งมาด้วย  


“ดูสิว่าข้าเจออะไรเข้า”


“อะไรของเจ้า?  แล้วไปลากเอาไอ้เด็กนี่มาด้วยทำไม?  กองโจรของพวกเราไม่ต้องการมีภาระเพิ่มเติมหรอกนะ"


“หัวหน้า…ท่านรู้หรือไม่ว่าเจ้าเด็กนี่น่ะเป็นใคร?”


“ข้าไม่รู้จักหรอก  แต่หน้าตาท่าทางดูสะอาดสะอ้าน  คงเป็นลูกผู้ดีมีเงินล่ะสิ”


“เจ้าเด็กนี่มันชื่อซุนกวน  เป็นน้องชายของซุนเซ็กผู้นำแห่งกังตั๋ง  และยังเป็นลูกชายของยอดพยัคฆ์ซุนเกี๋ยนอีกด้วย”


“จริงรึ!?...นี่มันเพชรในโคลนตมชัดๆ!”  หัวหน้ากองโจรที่มีใบหน้าดุร้ายเหมือนเสือป่าเดินมาจ้องมองซุนกวนในระยะประชิด  ฝ่ามือหยาบกระด้างที่เปื้อนเลือดของผู้บริสุทธิ์บีบใบหน้าขาวๆของเขาส่ายไปมาอย่างพิจารณา  


“ว่าแต่ว่า...เจ้าจะแน่ใจได้อย่างไร…ว่าเจ้าเด็กนี่คือซุนกวนจริงๆ?”


“เมื่อครู่นี้ตอนที่ข้าบุกเข้าไปหาของในจวนใหญ่  ข้าก็เจอกับเจ้าเด็กนี่พร้อมกับพวกทหารอารักขาโดยบังเอิญ  พอพวกมันเห็นหน้าข้า...ก็พากันรีบร้องเรียกชื่อของเจ้าเด็กนี่เป็นการใหญ่”


("ท่านซุนกวน  รีบหนีไปขอรับ!")


“ดี!...ดีจริงๆ!  ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าจะได้มาเจอกับลูกของคนใหญ่คนโตในเมืองเล็กๆแบบนี้!”  ผู้นำกลุ่มโจรกล่าวขึ้นพร้อมกับยกยิ้มกว้าง  ในขณะที่ซุนกวนพยายามสะบัดหน้าหนีจากสัมผัสอันน่ารังเกียจของอีกฝ่าย


“ลองคิดดูสิ…ว่าเราจะใช้เจ้าเด็กนี่ทำประโยชน์ได้มากมายขนาดไหน  ฮ่าๆๆ!!”


“ตอนแรกข้าแค่คิดจะมาปล้นหาทรัพย์สินและเสบียงกลับไปเท่านั้น  แต่นี่ดันมาเจอของล้ำค่าขนาดนี้…นี่ข้ามาไม่เสียเที่ยวจริงๆ"


“แล้วเราจะทำอย่างไรกับมันดีหรือขอรับ?”


“ไม่เห็นจะมีอะไรยากเลย…เราก็จะใช้เจ้าเด็กนี่เป็นข้อต่อรองกับเจ้าซุนเซ็กในการยึดดินแดนกังตั๋งทั้งหมดเลยยังไงล่ะ” 


“ไม่ใช่แค่เมืองๆหนึ่ง…แต่เราจะยึดกังตั๋งทั้งหมด  ถ้าหากมันกล้าปล่อยให้น้องของมันถูกเราฆ่าตายเพื่อแลกกับกังตั๋งก็ชั่งปะไร  ดูสิว่าระหว่างเมืองกับชีวิตของเจ้าเด็กนี่…อะไรมันจะสำคัญกว่ากัน?”


“เยี่ยมไปเลยลูกพี่!  ทีนี้พวกเราจะได้มีเมืองใหญ่เป็นของตัวเองกันแล้ว!!”


“ฮ่าๆๆๆๆ!!”


“พวกเจ้าอย่าได้ฝันลมๆแล้งๆกันไปหน่อยเลย  ท่านพี่ไม่มีวันยกกังตั๋งให้กับพวกเจ้าหรอก  ไอ้พวกโจรสกปรกโสโครก!!”  


นายน้อยแห่งแดนใต้พูดตะโกนใส่หัวหน้าโจรป่าด้วยความห้าวหาญ  ถึงแม้ว่าในตอนนี้เขาจะตกอยู่ในสภาพที่เรียกว่าหัวเดียวกระเทียมลีบก็ตาม


“เจ้าว่าอะไรนะ!?”


“ดินแดนกังตั๋งเป็นแผ่นดินที่ท่านพ่อของข้ารวบรวมขึ้นมาเองกับมือด้วยความยากลำบาก...และท่านพี่ของข้าก็รู้เรื่องนั้นดี!"


"ต่อให้พวกเจ้าจะฆ่าข้าอีกสักกี่ร้อยกี่พันครั้ง  พวกเจ้าก็ไม่มีทางได้ครอบครองมันหรอก!!  อย่าได้ฝันหวานกันไปหน่อยเลย  ไอ้พวกชั้นต่ำ  ไอ้พวกคนชั่วไม่มีสมอง!!”  


ซุนกวนยังคงลั่นวาจายั่วยุให้กลุ่มโจรต้องรู้สึกเดือดดาลกันเป็นการใหญ่  ก่อนที่จะทิ้งท้ายด้วยการถ่มน้ำลายใส่หน้าของผู้นำกองโจรอย่างไม่กลัวตาย


“ถุย…!!”


“หนอย…ไอ้เด็กนี่!!”  ผู้ถูกกระทำยกมือขึ้นปาดเสมหะที่ถูกถ่มรดหน้าด้วยความคับแค้นใจ  มันจึงไม่รอช้าที่จะหวดฝ่ามือลงบนใบหน้าของเด็กหนุ่มอย่างแรงจนเขาต้องล้มลงไปกองอยู่กับพื้น


ผัวะ!!!


“โอ้ย!!”


“สามหาวนัก!!  นี่ถ้าไม่ติดว่าเจ้าเป็นน้องชายของเจ้าซุนเซ็ก  ข้าคงจะตัดหัวเจ้าไปนานแล้ว…ไม่ปล่อยให้มาทำปากดีแบบนี้ได้หรอก!”  เจ้าของใบหน้าโหดเหี้ยมถลึงตาจ้องมองซุนกวนพร้อมกับหันปลายคมดาบเปื้อนเลือดมาจ่อจรดอยู่ใกล้ๆกับใบหน้าของเขา  


“หึ…แต่ช่างเถอะ  เพราะไม่ว่าข้าจะได้กังตั๋งมาครอบครองหรือไม่ก็ตาม  เจ้าก็ต้องกลายเป็นศพอยู่ดีนั่นแหละ!”


…หนอย…ไอ้พวกชั่ว…มันคิดจะใช้แผนหลอกลวงท่านพี่อย่างงั้นหรือ!?...เลวจริงๆ!...


“เอาล่ะ…เดี๋ยวข้าจะพาไอ้เด็กนี่กลับไปที่ฐานก่อน  หากมีพวกทหารฝีมือดีผ่านมาเจอเข้าเดี๋ยวจะยุ่งไปกันใหญ่”


“รับทราบ!”


“เล่งอี้…เจ้าคอยดูพวกที่เหลือด้วย  พอรวบรวมทรัพย์สินกับเสบียงได้ตามที่ต้องการแล้วให้รีบถอนกำลังกลับไปที่ฐานทันที  อ้อ…แล้วอย่าลืมเผาทำลายสิ่งที่ไม่จำเป็นทิ้งเสียด้วยล่ะ”  หัวหน้าโจรป่าหันไปกำชับกับลูกสมุนคนหนึ่ง


“ขอรับท่านหัวหน้า!”


“เอ้า!  รีบลุกขึ้นเร็วๆเข้า!”  คนใจบาปดึงเชือกที่มัดร่างของเด็กหนุ่มให้เดินตามตนเองขึ้นมาบนรถม้า  ถึงแม้ว่าเขาจะพยายามดิ้นรนสักแค่ไหนก็ไม่มีทางที่จะขัดขืนพันธนาการอันแน่นหนานั้นได้เลย


“ไม่!  ข้าไม่ไป!  ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ!”


“ออกรถได้!!”  


เมื่อสิ้นเสียงคำสั่ง  ล้อของรถม้าก็เริ่มเคลื่อนตัวออกไป  พร้อมกับบรรดาลูกสมุนกองโจรอีกนับร้อยคนที่ควบม้าเดินตามไปคอยคุ้มกันผู้เป็นหัวหน้าอย่างแน่นหนา






อีกด้านหนึ่งของเมือง…


“ช่างเป็นช่วงเวลาที่วุ่นวายเสียจริง…วันนี้มันวันอะไรกันเนี่ย?”  


บุรุษผิวพรรณขาวนวลเปล่งปลั่งรูปร่างเพรียวบางในชุดอาภรณ์สีขาวสะอาดตาบ่นพึมพำกับตัวเอง  ในขณะที่เขากำลังพยายามคิดหาทางเดินหลีกเลี่ยงพวกโจรป่า...ท่ามกลางฝูงชนที่พากันวิ่งหนีเอาชีวิตรอดกันอย่างโกลาหล  


เขาไม่ได้กังวลเรื่องอะไรหรอก  จะเป็นห่วงก็แต่สิ่งของที่อยู่ในกล่องไม้สี่เหลี่ยมที่ถูกห่อหุ้มอยู่ภายใต้แพรพรรณสีแดงซึ่งเขากำลังถือมันอยู่ในมือเท่านั้นแหละ


เฮ้อ...วันนี้เขาก็แค่แวะมาเยี่ยมสหายของเขาเท่านั้นเอง  แต่ไม่นึกเลยว่าตัวเองจะดวงดีแบบเหนือความคาดหมายได้ขนาดนี้


เมื่อก้าวเท้าเดินมาได้ระยะทางสักประมาณหนึ่ง  ชายหนุ่มจึงแอบยืนหลบฉากอยู่ทางด้านหลังของกระท่อมขนาดย่อมๆ เขาชะโงกหน้าออกมาจากบริเวณนั้นโดยที่มืออีกข้างหนึ่งก็ขยับงอบที่สวมอยู่บนศีรษะของตนเองให้เปิดขึ้นเล็กน้อย  ก่อนที่จะสอดส่ายสายตาจ้องมองไปยังเบื้องหน้าเพื่อคิดหาทางเอาตัวรอด


“ตอนนี้เราคงต้องหาทางออกจากเมืองให้ได้เสียก่อนเป็นอันดับแรก”

“แต่พวกโจรก็มีตั้งมากมายขนาดนี้…เห็นทีคงจะไม่ใช่เรื่องง่าย”


…ก็คงจะต้องลองเสี่ยงเดินปะปนไปกับพวกชาวบ้านดู…เพราะถ้าขืนเรายังอยู่ที่นี่ก็คงจะตายเปล่าเหมือนกัน…


ก็มันไม่เหลือทางเลือกอื่นๆแล้วนี่...จะให้ทำเช่นใดได้เล่า?



หลังจากที่ยืนใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง  ในที่สุดเขาจึงตัดสินใจเดินออกไปปะปนกับพวกชาวบ้านตามที่ได้วางแผนเอาไว้  


หากแต่เขาคงจะลืมคิดไป...ว่าอาภรณ์สีขาวที่เขาสวมใส่อยู่นั้นมันดูงดงามมีราคาแตกต่างจากคนอื่นๆมากนัก  ซึ่งนั่นก็ทำให้โจรป่าคนหนึ่งที่กำลังไล่ปล้นผู้คนอยู่บริเวณนั้นหันมาเห็นเข้าอย่างพอดิบพอดี


...หืม?...


“เฮ้ย!...หยุดก่อน!  เจ้าคนชุดขาวนั่นน่ะ!”


ฝีเท้าของบุรุษชุดขาวชะงักกึกทันที  ดวงตาของเขาปิดลงเข้าหากันก่อนที่จะพ่นถอนลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย


...เฮ้อ...ข้ายังไม่ทันจะก้าวขาได้ถึงยี่สิบก้าวเลยนะ...


นี่เขาถูกจับได้ไวเกินไปรึเปล่าเนี่ย?  โลกนี้ช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย!






ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

60 ความคิดเห็น