ตอนที่ 46 : (ย้อนอดีต) : ปราการแห่งกังตั๋ง วีรบุรุษผู้พลีชีพ 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 31
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    17 พ.ค. 62

เสียงอุทานของเมกามิดังขึ้นทันทีด้วยความตกใจบวกกับอาการกลัวความมืดที่กัดกินอยู่ในความทรงจำของเธอมาโดยตลอดตั้งแต่วัยเยาว์


“ชิรายูกิ!”


“ฮืออออ…”


คาซึโตะพยายามใช้แรงขยับและผลักประตูอัตโนมัติให้เปิดออกแต่มันก็ไม่เป็นผล

…บ้าจริง…


เจ้าของร่างสูงที่ยังคงมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนหยิบเอาโทรศัพท์มือถือของตัวเองออกมาจากกระเป๋าเสื้อ  ตั้งใจว่าจะเปิดโหมดไฟฉายในมือถือให้สว่างขึ้นเพราะว่ามันคงจะทำให้เขามองเห็นอะไรได้บ้าง  

แต่ทว่าเปล่าเลย...บรรยากาศในห้องก็ยังคงมืดสนิทเช่นเดิมอยู่อย่างนั้น


…แบตมาหมดเอาตอนนี้นี่นะ…จะโชคดีเกินไปรึเปล่า?...


“ฮืออออ…”  


เสียงร้องสะอึกสะอื้นเบาๆของเด็กสาวทำให้ทายาทแห่งตระกูลมาเฟียต้องเรียกหาเธอด้วยความเป็นห่วง  เพราะฟังจากน้ำเสียงที่ได้ยินแล้วเธอคงอยู่ในอาการที่ไม่สู้ดีสักเท่าไหร่นัก


“ชิรายูกิ…เธออยู่ตรงไหน?”

“ตอบฉันหน่อย…”


“ฉัน…ฮึก…ไม่รู้เหมือนกันค่ะ”  ดรุณีน้อยตอบคำถามอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครืออันเนื่องมาจากความหวาดกลัว  เพราะในตอนที่ไฟดับเธอเองก็ยังจำไม่ได้เหมือนกันว่าตัวเองกระโจนออกไปทางไหน
  

เมื่อเห็นดังนั้นคาซึโตะจึงอาศัยความคุ้นเคยกับพื้นที่ในห้อง  ชายหนุ่มค่อยๆเดินสัมผัสกับสิ่งของที่ถูกจัดวางเอาไว้ตามตำแหน่งที่เขาจดจำได้เพื่อตามหาตัวของเด็กสาว


“ชิรายูกิ…ตอนนี้เธอยืนหรือเธอนั่งอยู่?”


“ฮึก…นะ…นั่งค่ะ”


“กับพื้นรึเปล่า?”


“ค่ะ…”


“รอบๆตัวเธอมีอะไรที่พอจะจับต้องได้บ้างไหม?”


เด็กสาวพยายามตั้งสติแล้วค่อยๆใช้มือควานหาสิ่งของที่อยู่รอบๆตัวเธอ  ก่อนที่ฝ่ามือน้อยๆจะสัมผัสเข้ากับกำแพงที่อยู่ข้างหลัง  ทำให้เธอต้องขยับตัวถอยกรูดไปนั่งกอดเข่าพิงกำแพงเพื่อหาที่ยึดเหนี่ยวที่ให้ความรู้สึกปลอดภัยและแน่ใจว่าจะไม่มีอะไรโผล่ออกมาจากทางด้านหลังอีก


“กะ…กำแพงค่ะ”


“ตกลง…ถ้างั้นรอฉันก่อน  กำลังจะเดินไปหาเดี๋ยวนี้แหละ  เธออย่าเพิ่งลุกไปไหนนะ”  


กล่าวจบเจ้าของร่างสูงก็ค่อยๆเดินหาทางตามขอบกำแพงของห้องไปเรื่อยๆ  ฝ่ามือใหญ่ของเขากวัดแกว่งออกไปทางด้านหน้าไปมาเพราะไม่อยากเผลอไปเดินเตะเธอเข้า


จนกระทั่งไม่นานนักปลายนิ้วของเขาก็สัมผัสเข้ากับเรือนผมนุ่มลื่นที่อยู่ต่ำลงไปอย่างแผ่วเบา  ถึงแม้ว่าจะเจอตัวเธอแล้ว  แต่ทว่าร่างกายที่กำลังสั่นเทากับเสียงสะอื้นเบาๆที่เขาสัมผัสได้นั้น  กลับทำให้เขารู้สึกว่ามันอาจจะมีอะไรบางอย่างที่ผิดปกติเกิดขึ้น


“ชิรายูกิ?”  


เจ้าของนัยน์ตาสีเทาเรียกชื่อของเธออีกครั้ง  แต่ความเงียบงันที่เป็นเหมือนคำตอบนั้นก็กลายเป็นสิ่งที่ทำให้เขาต้องค่อยๆละฝ่ามือลงมาตามใบหน้าที่เนียนนุ่มละมุนมือของเด็กสาว  ก่อนที่ปลายนิ้วของเขาจะสัมผัสเข้ากับหยาดหยดน้ำตาที่บริเวณพวงแก้มของอีกฝ่ายเข้าให้ด้วยความบังเอิญ


…หรือว่า…นี่จะเป็นอาการของโรคกลัวความมืด?...


คาซึโตะย้อนไปนึกถึงเมื่อช่วงเวลาหนึ่งที่เขาได้เคยไปเข้าร่วมการอบรมเกี่ยวกับเรื่องของจิตวิทยาที่ทางมหาวิทยาลัยแกรนด์ดาเนปจัดขึ้น  ในตอนนั้นมีการบรรยายเกี่ยวกับพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากจิตใต้สำนึก  และแน่นอนว่าหนึ่งในนั้นต้องมีอาการของ  "โรคกลัวความมืด"  รวมอยู่ด้วย


("สิ่งสำคัญที่สุดก็คือไม่ควรปล่อยให้ผู้ป่วยรู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียวในความมืด")


ใช่...เพราะถ้าหากปล่อยให้เธอต้องรู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียวท่ามกลางความมืดมิดเช่นนี้ต่อไป…อาการของเธอก็คงจะยิ่งแย่ลงไปอีกแน่ๆ


“...ชิรายูกิ”  


เสียงทุ้มแน่นิ่งสม่ำเสมอกล่าวเรียกชื่อของเธอเป็นครั้งสุดท้าย  ก่อนที่ปลายนิ้วมือของเขาจะค่อยๆเช็ดน้ำตาของเธอออกจากใบหน้าอย่างอ่อนโยน


กำไลหยกสีเขียวที่อยู่ในข้อมือของเด็กสาวค่อยๆกลายเป็นสีขาวละออตาอยู่ภายใต้ความมืดที่ไม่มีใครมองเห็น  จากนั้นภาพของบุคคลที่ไม่คุ้นตาก็ปรากฏขึ้นอยู่ภายในโสตประสาทของเธอแบบขาดๆหายๆ  เหมือนกับครั้งที่ผ่านๆมาไม่มีผิด


…เมื่อกี้นี้…มันอะไรกัน…

...หรือว่า?...


“ขอโทษด้วยนะถ้าหากฉันทำอะไรไม่ดีลงไป…"


"ถึงแม้เธอจะไม่ชอบ  แต่ในสถานการณ์แบบนี้…ฉันจำเป็นต้องทำ”


“ขอโทษนะ…”  


เมื่อกล่าวจบประธานนักเรียนรูปงามจึงคว้าเอาเรือนร่างเล็กๆของเด็กสาวเข้าไปกอดเอาไว้แนบอก  กลิ่นหอมหวานอบอวลที่เป็นปริศนาเมื่อตอนก่อนหน้านี้ก็ค่อยๆฟุ้งขึ้นเตะจมูกของชายหนุ่มอีกครั้ง


ใบหน้าหล่อเหลาคมสันต์ขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อยจนสีหน้าของเขาดูยุ่งเหยิงผิดปกติ  อาจเป็นเพราะตอนนี้เขาต้องอดทนกับเสียงหัวใจของตัวเองที่กำลังเต้นผิดจังหวะขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล  ความรู้สึกนั้นแทบไม่ต่างจากการถูกสะกดด้วยมนต์ตราปริศนาที่ทำให้เขาไม่สามารถละการกระทำหรือปล่อยมือไปจากเธอได้เลย


…ไม่ได้นะ…ในตอนนี้…เราควรจะต้องมีสติให้มากที่สุด...


“ไม่เป็นไรนะ…ฉันอยู่ตรงนี้แล้ว”


จากนั้น…ความทรงจำในอดีตเกี่ยวกับใครบางคนก็ค่อยๆปรากฏขึ้นให้เธอเห็นได้อย่างชัดแจ้ง






ดินแดนกังตั๋ง – เมืองเซวียนเฉิง  การมาเยือนง่อก๊กครั้งแรก (ด้วยความบังเอิญ) ของเทพธิดาแห่งเนตรนภา


“นี่ก็ผ่านไปตั้งสิบวันแล้ว…ที่ท่านพี่ยกทัพไปปราบพวกเผ่าซานเย่ทางใต้”  


เด็กหนุ่มวัยสิบสี่ปีผู้มีตำแหน่งเป็นถึงนายน้อยแห่งแดนกังตั๋งนามว่าซุนกวนบ่นรำพึงรำพันถึงผู้เป็นพี่ชายด้วยความห่วงหาอาทรอยู่ตรงที่นั่งทางด้านบนของกำแพงเมือง  


เนื่องจากตั้งแต่เล็กจนโตพวกเขามักจะไปไหนมาไหนด้วยกันอยู่เสมอ  จนเมื่อกระทั่งซุนเกี๋ยนผู้เป็นบิดาได้สิ้นลง…ก็ทำให้ซุนเซ็กต้องออกรบทัพจับศึกเพื่อความสงบสุขของแผ่นดินมากขึ้นเป็นทวีคูณ  เวลาที่มีให้กับน้องชายร่วมสายเลือดจึงน้อยลงไปโดยปริยาย


“ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นยังไงบ้าง…”

“อยากให้ท่านพี่กลับมาเร็วๆจัง”


คำพูดที่ฟังดูน่ารักน่าชังของเด็กน้อยที่ติดพี่ชายอย่างกับอะไรดีทำให้ขุนพลร่างสูงบึกบึนที่ยืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลต้องระบายยิ้มออกมาบางๆ ให้กับสายใยความผูกพันธ์ฉันท์พี่น้องของผู้เป็นนายอย่างอดไม่ได้


“นายน้อยคิดถึงนายท่านหรือขอรับ?”  แม่ทัพผู้เป็นองครักษ์ประจำกายของซุนกวนเอ่ยถามขึ้น  


และชื่อของเขาผู้นั้นก็คือ  “จิวท่าย”  ชายหนุ่มในชุดเกราะสีแดงแน่นหนา  ร่างกายสูงใหญ่แข็งแรงเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแน่นขนัดไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย  สีผิวของเขาออกไปทางสีคล้ำดำแดงเพราะแสงแดดที่แผดเผาตลอดเวลาที่กรำศึก  เรือนผมสีน้ำตาลแดงเหมือนสีสนิมถูกปล่อยยาวดูกระเซอะกระเซิงเล็กน้อยต่างจากทหารนายอื่นๆที่สวมหมวกเกราะกันอย่างเป็นระเบียบ  อาจจะเนื่องด้วยพื้นเพเดิมของเขาที่เคยเป็นโจรป่ามาก่อนก็เป็นได้  


แต่ทว่า…ใบหน้าที่ถูกล้อมรอบไว้ด้วยหนวดเคราบางๆกลับดูหล่อเหลาคมเข้มและมีสเน่ห์  รอยแผลเป็นจากของมีคมที่ดวงตาข้างซ้ายนั้นยิ่งทำให้เขาดูเป็นผู้กล้าแห่งสมรภูมิรบที่สมชายชาตรีมากยิ่งขึ้นไปอีก


“ข้าไม่ได้คิดถึงสักหน่อย  แค่อยากรู้ว่าท่านพี่เป็นอย่างไรบ้างก็เท่านั้น”


“ขอรับ…”

…นายน้อยแห่งข้า…ช่างปากไม่ตรงกับใจเอาเสียเลย…


องครักษ์หนุ่มแอบยืนอมยิ้มอยู่ข้างหลังของผู้เป็นนายโดยที่อีกฝ่ายเองก็ไม่รู้ตัว


“ทำไมท่านพี่ถึงไม่ยอมพาข้าไปด้วยนะ  ข้าเองก็เป็นชายชาตินักรบ...ย่อมต้องอยากออกศึกเพื่อแผ่นดินของเราด้วยเหมือนกัน”


“แต่ว่า…การที่นายท่านมอบหมายให้ท่านซุนกวนเป็นผู้ดูแลเมืองแห่งนี้  ก็นับว่าเป็นหนึ่งในหน้าที่ของผู้กล้าแห่งแผ่นดินที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าการไปออกรบเลยนะขอรับ"  จิวท่ายกล่าวอธิบายถึงความสำคัญในหน้าที่ให้นายน้อยของเขาฟัง


"แล้วอีกอย่าง…จะให้เรียกว่านายท่านไปออกรบก็คงจะไม่ถูกต้องเสียทีเดียว  เรียกว่าไปกำราบพวกศัตรูแล้วทำให้ยอมศิโรราบเข้าร่วมกับกังตั๋งของเรามากกว่านะขอรับ  เผื่อว่าทุกคนจะได้ช่วยกันรวบรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่งเดียวกันตามปณิธานของนายท่านซุนเกี๋ยน"


“อย่างงั้นหรือ?”  เด็กหนุ่มผิวขาวเหมือนไข่ปอกหน้าตาสะอาดสะอ้านหันมากล่าวกับองครักษ์คู่ใจที่กำลังทอดสายตาสังเกตการณ์ไปยังพื้นที่นอกกำแพงเมือง  


“แต่ท่านพี่เหลือทหารเอาไว้ประจำการณ์ที่เมืองนี้เพียงแค่หยิบมือเดียว...แบบนี้มันก็ดูไม่ต่างจากการให้นอนเล่นพักผ่อนอยู่ในเมืองเท่านั้นเองไม่ใช่หรือ?”


“แต่เราเองก็จะประมาทไม่ได้เหมือนกันนะขอรับ  ถ้าหากมีข้าศึกศัตรูบุกเข้ามา…พวกเราเองก็ต้องพร้อมที่จะรับมือกับพวกมัน  นี่ล่ะคือความสำคัญของหน้าที่ที่ข้ากล่าวถึง"


“ที่เจ้าพูดมามันก็ถูก”  ซุนกวนพูดพลางเอาก้านไม้ยาวๆเขี่ยฝุ่นดินที่พื้นไปมาด้วยความเบื่อหน่าย  “แต่ข้าก็อยากไปออกรบบ้าง”


“ข้าคิดว่านายท่านอาจจะมองว่านายน้อยยังคงอยู่ในวัยเยาว์เกินไป  การไปออกศึกในยามนี้จึงยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมนัก”  จิวท่ายพยายามอธิบายเหตุผลให้เด็กหนุ่มได้เข้าใจ


“แต่เจ้าเองก็เคยได้เข้าร่วมในสมรภูมิรบตั้งแต่ตอนที่เจ้าก็มีอายุพอๆกับข้าไม่ใช่หรือ?”


“แต่นั่นมันเป็นสมัยที่ข้ายังเป็นโจรป่าอยู่เลยนะขอรับ”


“ก็นั่นแหละ…ข้าก็นับว่ามันเป็นการสู้รบที่เสี่ยงอันตรายต่อชีวิตเหมือนกัน”

  
นายน้อยแห่งกังตั๋งทำแก้มตุ่ยดูน่ารักน่าชังแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ  "เหตุใดข้าถึงต้องเอาแต่หมกตัวอยู่ในจวนแบบนี้ด้วยล่ะ?”


เมื่อได้ฟังคำพูดของผู้เป็นนาย  จิวท่ายจึงตัดสินใจเดินมานั่งลงอยู่ข้างๆเด็กหนุ่ม  ก่อนที่จะกล่าวอธิบายขยายความอีกครั้ง


“นายน้อย…สถานะของท่านกับข้ามันแตกต่างกันมากนะขอรับ  ท่านจะเอาอายุหรือช่วงวัยในการออกศึกมาเปรียบเทียบกันเช่นนั้นไม่ได้หรอก”


“…ทำไมล่ะ?”


“ก็เดิมทีข้าเป็นเพียงแค่โจรป่าธรรมดาๆ  ถ้าหากว่าในตอนนั้นเกิดมีเหตุการณ์ที่ทำให้ข้าต้องสิ้นลมหายใจลงไป...ข้าก็คงจะตายอย่างโจรกระจอกคนนึงที่ไม่มีผู้ใดมาเหลียวแลก็เท่านั้น”  


คำกล่าวขององครักษ์หนุ่มทำให้ซุนกวนต้องหันมานั่งฟังเขาอย่างตั้งอกตั้งใจ


“แล้วอย่างไรต่อ?”  เจ้าของใบหน้าอ่อนเยาว์ขาวผ่องรีบยิงคำถามต่อในทันที  

“แต่ตอนนี้เจ้าเป็นแม่ทัพที่มีฝีมือในการทำศึกเป็นอย่างสูงแล้วไม่ใช่หรือ…แล้วก็ยังเป็นองครักษ์ประจำตัวของข้าแล้วด้วย  หาได้เป็นโจรป่าเหมือนในตอนนั้น”


“ถึงกระนั้นท่านก็ยังเอาตัวเองมาเปรียบเทียบกับข้าไม่ได้อยู่ดีขอรับ”


“ทำไมล่ะ?...ไหนเจ้าอธิบายสิ”


“ถึงแม้ว่าในตอนนี้ข้าจะเป็นแม่ทัพของกังตั๋ง  แต่ถ้าหากในวันใดวันนึงตัวของข้าได้สิ้นลมหายใจลงไป…ท่านก็ยังสามารถเฟ้นหาเหล่าแม่ทัพที่มากด้วยฝีมือมาทำหน้าที่แทนข้าได้"


"ส่วนสำหรับใครบ้างที่จะมาเสียใจให้กับการตายของข้า…เห็นก็คงจะมีแค่นายท่าน…นายน้อย…เจียวขิม…และพวกทหารที่ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่มาด้วยกันเท่านั้น”


“แต่ในทางกลับกัน…ท่านเป็นถึงผู้สืบสายเลือดของยอดพยัคฆ์ผู้เกรียงไกรอย่างท่านซุนเกี๋ยน  อีกทั้งยังเป็นน้องชายเพียงคนเดียวของผู้ที่รวบรวมแผ่นดินกังตั๋งให้เป็นปึกแผ่นได้อย่างท่านซุนเซ็ก” 


จิวท่ายกล่าวแล้วจ้องมองใบหน้าของผู้เป็นนายด้วยแววตาจริงจัง


“ท่านเป็นผู้ที่มีความสำคัญต่อทุกคนในกังตั๋งมากขนาดนี้…แล้วถ้าหากมีอันตรายใดๆเกิดขึ้นกับท่าน…ท่านคิดว่าจะมีใครบ้างหรือที่จะต้องเสียใจ?”


“จะมีใครล่ะ?...ก็คงจะมีท่านแม่  ท่านพี่  ซุนซ่างเซียง  ท่านลุงเตียวเจียว  จิวยี่  แล้วก็เจ้าล่ะมั้ง  เอ่อ…หรืออาจจะมีทหารอีกสักส่วนนึง”


ชายหนุ่มแตะแต้มรอยยิ้มบางเบาให้กับคำตอบที่ยังคงเต็มไปด้วยความคิดอ่านแบบเด็กๆของซุนกวนก่อนที่จะถามคำถามต่อไป




“แล้วชาวเมืองกังตั๋งทั้งหมดล่ะขอรับ?”


คำถามจากองครักษ์คนสนิททำให้เด็กหนุ่มต้องชะงักคำพูดลงไปในชั่วขณะหนึ่ง…นี่เขาลืมคิดถึงเรื่องความรู้สึกของชาวเมืองทั้งหมดไปได้อย่างไรกันนะ…


“ถ้าหากมีอะไรเกิดขึ้นกับท่าน…เห็นทีดินแดนกังตั๋งแห่งนี้ก็คงจะมีแต่น้ำตาของชาวเมืองที่แทบจะหลั่งออกมาเป็นสายเลือดด้วยความโศกเศร้า…หากเป็นเช่นนั้นแล้ว…พวกชาวบ้านจะมีแรงบันดาลใจให้เดินหน้าใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างไรกันล่ะขอรับ?”


“แม้แต่ท่านซุนเซ็กเองก็ได้เคยกล่าวยกย่องเอาไว้ว่าท่านนั้นเป็นผู้ที่มีสติปัญญาและความคิดอ่านอันชาญฉลาด  อีกทั้งยังมองการณ์ไกลยิ่งกว่าตัวเขาเองเสียอีก  ดังนั้น…นายท่านจึงมีความคาดหวังเป็นอย่างมาก...ว่านายน้อยจะต้องเติบใหญ่ไปเป็นผู้นำแห่งกังตั๋งที่ปรีชาสามารถยิ่งกว่าตัวของนายท่านเองเป็นร้อยเท่าพันทวี…เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว…ท่านจึงต้องสั่งสมประสบการณ์ของการเป็นผู้นำ  รวมทั้งหลีกเลี่ยงภยันอันตรายทุกชนิดที่อาจเกิดขึ้นแก่ท่านได้ทุกเมื่อด้วยนะขอรับ”


“นายน้อย...ท่านรู้หรือไม่ว่า…เพื่อชีวิตของนายท่านและนายน้อยแล้ว…ต่อให้ข้าและเหล่าแม่ทัพทั้งหลายจะต้องเสียสละเลือดเนื้อสักเท่าไร…พวกเราก็ยินดีที่จะทำให้โดยไม่เสียดายแม้แต่ชีวิต  นั่นก็เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นได้อย่างชัดแจ้งแล้วว่า…ความปลอดภัยในชีวิตของท่านนั้นมันสำคัญสำหรับพวกข้ามากขนาดไหน”


“แล้วสิ่งที่สำคัญที่สุด…”  องครักษ์ร่างสูงละรอยยิ้มบางๆนั้นลงก่อนจะกล่าวถึงสิ่งที่อยู่ในใจของเขาต่อไป  


“ต่อให้ชาวกังตั๋งจะช่วยกันตามหาจนพลิกแผ่นดิน  ก็จะไม่สามารถหาใครมาแทนที่ของท่านได้อีกแล้วนะขอรับ  ก็เพราะว่าท่านซุนกวนมีเพียงแค่คนเดียวในโลกใบนี้...”


…แต่คนอย่างเจ้าก็มีเพียงแค่คนเดียวในโลกเหมือนกันไม่ใช่หรือ…จิวท่าย?...


“เพราะเหตุผลทั้งหมดนี้เอง…ข้าจึงบอกว่าท่านไม่สามารถเอาตัวของท่านมาเปรียบเทียบกันกับข้าได้เลยนะขอรับ”


เมื่อคิดตามดังนั้นแล้ว  ซุนกวนก็ทำได้แค่หลุบตาลงพร้อมกับพยักหน้าเบาๆ  เป็นการแสดงถึงความเข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายพยายามอธิบาย  “จริงด้วย…”


“นี่ข้าคิดเอาแต่ใจจนเกินไปอีกแล้วสินะ…”


“การที่ท่านมีจิตใจมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะนำทัพไปออกรบนั้นก็นับว่าเป็นสิ่งที่น่าเลื่อมใส  เพราะจิตใจที่กล้าหาญและเด็ดเดี่ยวก็นับว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้นำแห่งแผ่นดินพึงควรจะมี”

“...ท่านไม่ได้เอาแต่ใจเกินไปหรอกขอรับ”


“ขอบใจเจ้ามากนะ…จิวท่าย”  นายน้อยแห่งแดนใต้กล่าวขอบคุณองครักษ์คนสนิทที่ชี้แจงทุกอย่างให้เขาได้เข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่ง  


“เจ้าทำให้ข้าคิดอะไรได้หลายๆอย่างเลยทีเดียว…เห็นทีข้าคงจะต้องปรับเปลี่ยนความคิดและมุมมองของตัวเองใหม่เสียแล้ว”


“มิได้ขอรับ  นายน้อยกล่าวชมเกินไปแล้ว”


จิวท่ายกล่าวแล้วลุกขึ้นยืนพร้อมกับประสานมือทั้งสองข้างเป็นการแสดงความเคารพต่อผู้เป็นนายที่เพิ่งจะกล่าวขอบคุณเขาไปเมื่อสักครู่…แต่ทว่าในตอนนั้นเองที่เขาดันนึกถึงคำพูดบางอย่างของซุนเซ็กขึ้นมา  และมันก็ทำให้เขารู้สึกเป็นกังวลอยู่ไม่น้อย


("หากวันใดวันนึงข้ามิได้อยู่เป็นผู้นำแห่งกังตั๋งแล้ว  ขอให้เจ้าช่วยดูแลซุนกวนให้เติบใหญ่ขึ้นมาเป็นผู้นำที่มีความเพียบพร้อม...สานต่อปณิธานของท่านพ่อที่ต้องการจะรวบรวมแผ่นดินนี้ให้เป็นหนึ่งเดียว...เพียงเท่านี้ข้าก็คงหมดห่วง")


ถึงแม้ว่ามันจะฟังดูเหมือนคำสั่งลา  แต่เขาก็ยังเชื่ออยู่เสมอ…เพราะไม่ว่าจะเป็นซุนเซ็กหรือซุนกวน…ก็ย่อมจะต้องเป็นผู้นำที่ยืนยงของดินแดนแห่งนี้ไปอีกตราบนานเท่านานเป็นแน่แท้










ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

63 ความคิดเห็น