ตอนที่ 39 : โอกาสสุดท้าย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 52
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    22 พ.ค. 62

          เมกามิเดินเข้ามาในห้องเรียนด้วยสีหน้าท่าทางที่ดูเป็นปกติ  ดวงตากลมโตกวาดมองไปรอบๆห้องเรียนก็พบว่าเพื่อนๆในห้องยังมากันได้ไม่ถึงครึ่ง  ทุกคนต่างก็จับกลุ่มพูดคุยกันอย่างสนุกสนานโดยที่ไม่มีใครพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่นี้เลย  ทำให้เด็กสาวรู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมากที่ไม่มีใครสังเกตเห็น  เพราะเธอเองก็คงไม่มีอารมณ์ที่จะมานั่งตอบคำถามของใครได้เหมือนกัน


เจ้าของร่างงามเดินมานั่งลงที่โต๊ะของตัวเอง  เธอพบว่าชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆได้หายไป  ซึ่งผิดไปจากเวลาปกติที่เขามักจะมานั่งอยู่ที่โต๊ะก่อนเธอทุกครั้ง  หากแต่ทว่ากระเป๋าของเขาถูกวางเอาไว้บนเก้าอี้แล้ว…นั่นก็หมายความว่าเขาอาจจะไปเข้าห้องน้ำหรือทำธุระส่วนตัวอยู่ที่ไหนก็เป็นได้


สายลมเย็นๆพัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่างที่ถูกเปิดทิ้งเอาไว้  และด้วยความแรงของลมนั้นจึงทำให้สมุดโน้ตที่วางอยู่บนโต๊ะของยาสึชิต้องหล่นลงมาคว่ำอยู่ที่พื้น  เด็กสาวจึงลุกขึ้นไปปิดหน้าต่างบานนั้น  ก่อนที่จะก้มลงไปเก็บสมุดโน้ตของเขา


แต่ทว่าเมื่อหงายสมุดเล่มนั้นขึ้นมา…สายตาของเธอพบกับบางสิ่งบางอย่างที่น่าตกใจในสมุดของเขา  หญิงสาวจึงถือวิสาสะใช้ฝ่ามือน้อยๆพลิกหน้ากระดาษในสมุดเล่มนั้นดูไปเรื่อยๆด้วยความแปลกประหลาดใจ  และแน่นอนว่าความน่าตกใจก็มีไม่แพ้กัน


…นี่มัน…


ภาพวาดที่ถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยฝีมือของยาสึชิปรากฏอยู่ทุกหน้ากระดาษของสมุดโน้ต  มันเป็นภาพของเด็กสาวหน้าตาน่ารักคนหนึ่งที่รู้สึกคุ้นตาเอามากๆ  คุ้นมากจริงๆ


ใช่...เด็กคนที่ชื่อว่า  ชิรายูกิ  เมกามินั่นแหละ


ไม่ว่าจะเป็นภาพวาดจากระยะไกลที่เธอเดินอยู่ข้างล่าง  ตอนเล่นวอลเล่ย์บอลในชั่วโมงพละ  ตอนที่เธอตั้งใจมองกระดานดำ…หรือแม้กระทั่งตอนที่เธอกำลังยิ้มและพูดคุยอยู่กับเพื่อนๆในห้อง  และเมื่อสังเกตให้ดีจะเห็นว่าเขาลงวันที่กำกับเอาไว้ด้วยทุกหน้า จะเหลือก็แต่หน้าปัจจุบันเท่านั้นแหละที่เขายังวาดไม่เสร็จเพราะดันลุกออกไปไหนเสียก่อนก็ไม่ทราบ


…มะ…หมายความว่ายังไงกันเนี่ย!?...แปลว่าเขามองเราอยู่ตลอดเวลาเลยจริงๆน่ะเหรอ?...


ดรุณีน้อยพูดกับตัวเองอยู่ในใจ  ในขณะที่พวงแก้มเนียนละเอียดนั้นถูกแตะแต้มไปด้วยสีเลือดฝาดขึ้นมาโดยอัตโนมัติ  พร้อมกับความรู้สึกอันแปลกประหลาดที่ทำให้ชีพจรของเธอต้องเต้นผิดจังหวะไปจากเดิม


ในขณะที่กำลังอยู่ในวังวนของความสับสนนั้นเอง...เรียวขาของใครบางคนก็ได้เดินมาหยุดยืนอยู่ข้างๆเธออย่างเงียบๆ  


…หือ?...


ทางด้านของเมกามิพอแหงนหน้าขึ้นไปมองเจ้าของเรียวขายาวๆนั้นก็ต้องตกใจสะดุ้งจนตัวโยน  เมื่อพบว่าดวงตาที่ดูเลื่อนลอยคู่นั้นกำลังจ้องมองอากัปกิริยาของเธออย่างแน่นิ่ง  ยิ่งหน้าสมุดที่เธอเปิดค้างเอาไว้ปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตาของเขา...ก็ยิ่งทำให้เธอต้องรีบหาทางแก้ตัวอย่างลนลานมากขึ้นไปอีก


“คะ…เคซากุคุง  นะ…นี่  คือว่า…มันถูกลมพัดจนหล่นลงมาจากโต๊ะน่ะ”  เมกามิพูดเสียงตะกุกตะกักแล้วรีบส่งสมุดคืนให้กับผู้เป็นเจ้าของ


…ทำไงดี...ดันไปเปิดสมุดให้เขาเห็นแล้วด้วย…วางตัวไม่ถูกแล้วเรา…


“…ขอบใจ”  


เด็กหนุ่มกล่าวขอบคุณด้วยน้ำเสียงที่ไม่แสดงถึงความรู้สึกใดๆ  พร้อมกับยื่นมือไปรับสมุดของตนเองคืนมา  จากนั้นเขาจึงนั่งลงที่โต๊ะของตัวเองเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น   


อดีตเทพธิดาก็นั่งลงที่โต๊ะของตัวเองเช่นเดียวกัน  แต่ทว่าเธอกลับนั่งทำตัวแข็งเป็นหินจนดูไม่เป็นธรรมชาติ  ดวงตาคู่สวยกวาดมองอยู่แต่บนโต๊ะเรียนไปมาเพราะยังทำอะไรไม่ถูก…เนื่องจากความสับสนที่เห็นเมื่อสักครู่นี้ยังคงตามเล่นงานเธออยู่เป็นระยะๆ


“…เห็น…เหรอ?”  


เสียงทุ้มต่ำพูดขึ้นเบาๆในขณะที่กำลังทอดสายตามองอากัปกิริยาของหญิงสาวคนข้างๆด้วยแววตาที่เฉยเมย


“อะ…อะไรเหรอ?”


“…นี่”  ยาสึชิพูดแล้วจิ้มนิ้วชี้ลงบนสมุดโน้ตที่อยู่บนโต๊ะของตัวเอง


“มะ…ไม่เห็น…ฉันน่ะ…ไม่เห็นอะไรเลยจริงๆนะ”


บุตรชายของผู้อำนวยการโรงเรียนจ้องมองสมุดของตนเองอยู่ครู่หนึ่ง  ก่อนที่จะหันไปจับจ้องเด็กสาวที่นั่งอยู่ข้างๆต่อ  


"…โกหก”


“กะ…ก็ฉัน…”


…จะให้ตอบยังไงได้ล่ะ…โธ่…


“…สวย...ใช่ไหม?"


“อื้อ…เคซากุวาดออกมาได้สวยมากเลยนะ…สวยกว่าตัวจริงซะอีก  สมแล้วที่เป็นดาวเด่นของชมรมเรา”


“เปล่า…”  เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาสะอาดใสกล่าวเสียงเรียบโดยที่ยังอยู่ในอิริยาบถเดิม  “ฉัน…หมายถึง”


“คน…"

"...ในรูป”


เดี๋ยวสิ!  เขาเล่นเอ่ยปากชมกันซึ่งๆหน้าแบบนี้เลยเหรอ?  แล้วใครที่ไหนมันจะไปตั้งตัวได้ทันล่ะเนี่ย


“เอ่อ…คะ…คือ…”  


...แล้วนี่เราต้องตอบกลับไปยังไงดีล่ะ...


ดรุณีน้อยก้มหน้างุดด้วยความเขินอาย  ใบหน้าหวานๆนั้นถูกอาบย้อมใปด้วยสีแดงระเรื่อคล้ายๆลูกตำลึงสุก  ไม่รู้ว่าทำไมพักหลังๆมานี่เขาถึงชอบทำให้เธอรู้สึกประหม่าจังเลยนะ  


ในตอนที่เขาเอาน้ำแอปเปิ้ลมาให้ก็เหมือนกัน  ในตอนนั้นนอกจากใบหน้าของเขาจะโน้มลงมาใกล้ๆเธอแล้ว...เขายังทำหน้ามึนตอบคำถามของเพื่อนๆว่าจูบเธอไปแล้วอีกต่างหาก  เล่นเอาเธออึ้งกิมกี่ไปเลย


“ถ้าให้…”  

"...จะเอาไหม?"


เด็กหนุ่มนั่งเท้าคางแล้วจ้องมองมายังเจ้าของร่างงาม  ปลายนิ้วของเขาก็ค่อยๆขยับสมุดเข้ามาไว้ใกล้ๆกับอีกฝ่าย  ริมฝีปากเรียวบางแอบยกยิ้มที่มุมปากขึ้นเล็กน้อยราวกับกำลังรู้สึกสนุกที่ได้เห็นเธออยู่ในสภาวะสับสน  


“หา…ดะ…ได้เหรอ?”


“…..”


“…ล้อเล่น”  ยาสึชิตอบกลับด้วยคำพูดติดตลกเล็กๆ  จากนั้นจึงเคลื่อนสมุดโน้ตกลับมาไว้ตรงหน้าของตัวเองเช่นเดิม


“นี่น่ะ…”


“…ของหวง”


…หา!!?...


เมกามิทำได้แค่อุทานอยู่ในใจให้กับการกระทำที่ยากจะเข้าใจได้ของชายหนุ่ม  โดยที่ไม่สามารถหาคำสนทนาต่อจากนั้นได้อีกเลย  เพราะความรู้สึกสับสนที่กำลังเกิดขึ้นนั้นทำให้เธอเสียสมาธิจนไม่รู้ว่าจะทำเช่นใดต่อไปแล้วจริงๆ  เธอจึงทำได้แค่เพียงนั่งอยู่ท่ามกลางบทสนทนาที่ว่างเปล่าเท่านั้น






          ในช่วงเวลาพักกลางวัน  หลังจากที่รับประทานอาหารเที่ยงเสร็จ  เหล่าเจ้าชายแห่งแกรนด์ดาเนปก็เอาแต่ขลุกตัวอ่านหนังสือกันอยู่ในห้องพักผ่อนเฉกเช่นทุกวัน…หากแต่วันนี้คงมีอะไรบางอย่างที่อาจจะเปลี่ยนแปลงคนๆหนึ่งไปตลอดกาลเลยก็เป็นได้...


ประตูของห้องพักผ่อนเปิดขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อมีใครบางคนได้ก้าวเข้ามาเยือน  ก่อนที่ร่างนั้นจะรีบเดินตรงดิ่งไปยังโต๊ะของฮิรุยะในทันที  


ฝ่ามือหนาฟาดปึ้งเอกสารที่มีอยู่นับสิบแผ่นลงบนโต๊ะทำงานเสียงดังพร้อมกับยืนถลึงตามองเด็กหนุ่มด้วยสายตาที่กำลังเดือดดาล  ทำให้ชายหนุ่มทั้งสามต้องแหงนหน้ามองไปยังผู้มาใหม่โดยพร้อมเพรียงกัน


“อ้าว…พ่อ  ทำไมวันนี้ถึงมาที่นี่ล่ะครับ?  ไม่เห็นบอกล่วงหน้าเลย”  ฮิรุยะเอ่ยถามผู้เป็นบิดาด้วยท่าทางใสซื่อราวกับไม่รู้สึกรู้สาอะไร


“ทำไมน่ะเหรอ!?”  ผู้ถือหุ้นใหญ่ตบโต๊ะของทายาทหนุ่มเสียงดังสนั่น  ก่อนที่จะยกมือขึ้นมาชี้หน้าเขาด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง  


"แกยังมีหน้ามาถามฉันอีกเหรอว่าทำไม!?”


ทางด้านของคาซึโตะและฮาจิเมะเมื่อเห็นดังนั้นจึงเข้าใจทุกอย่างแทบจะทันที  ว่าสาเหตุที่ชุนมาที่นี่...คงหนีไม่พ้นเรื่องวีรกรรมของบุตรชายจอมแสบที่ก่อเอาไว้เมื่อวานและเมื่อเช้านี้แน่ๆ


ดูเหมือนว่าลางสังหรณ์ของพวกเขาจะแม่นยำกว่าที่คิดเสียแล้วสิ!


“อ้าว…ทำไมล่ะครับ?”  ฮิรุยะยังคงถามคำถามเช่นเดิมด้วยท่าทางที่แสดงถึงความไม่เข้าใจจริงๆ  “ถ้าพ่อมีธุระกับผม…ทำไมเราไม่คุยกันที่บ้านล่ะครับ?”


เมื่อได้ฟังคำถามของผู้เป็นทายาท  ชุนก็พูดแค่นหัวเราะออกมาเดี๋ยวนั้น  


“คนอย่างแกนี่มันคิดอะไรง่ายดายดีนะ”



“ฮิรุยะ...ทำไมแกถึงได้ขยันก่อเรื่องให้ฉันต้องปวดหัวขนาดนี้?”


“ก่อเรื่อง?...เรื่องอะไรครับ?”  ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กๆอย่างไม่เข้าใจ


“เมื่อวานนี้แกทำอะไรเอาไว้?”


“เมื่อวาน?”  เจ้าของเรือนผมสีดำเปิดหน้าผากมีสง่าราศีทำท่าทางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง  และเพียงแค่ไม่กี่วินาทีเขาก็นึกถึงเรื่องที่ว่านั้นขึ้นมาได้ 


“…อ้อ”

“เรื่องชิรายูกิเหรอครับ?”


“เออสิ!...แกรู้รึเปล่าว่าปกติหนูเมกามิไม่เคยปริปากพูดอะไรเสียๆหายๆเกี่ยวกับแกเลยสักครั้ง  แต่ครั้งนี้ดูเหมือนว่าความอดทนของหนูเมกามิคงจะหมดลงแล้วจริงๆ"


"ทุกอย่างมันเกิดขึ้นก็เพราะแก!  เพราะแกคนเดียว  เธอถึงพูดเรื่องนี้กับพี่โคจิ!”


เพียงแค่ได้ยินประโยคที่ออกจากปากของผู้เป็นบิดาเท่านั้น  เด็กหนุ่มก็นั่งอึ้งไปในทันที  ในสมองก็พลันนึกถึงคำพูดของเด็กสาวที่เคยกล่าวทิ้งท้ายกับเขาเอาไว้เมื่อวานนี้


("เกลียดฉันนักใช่มั้ย...ได้...")

("นายบังคับให้ฉันต้องร้ายเองนะ")


นี่เธอตัดสินใจคุยเรื่องนี้กับพ่อของเธอจริงๆน่ะเหรอ  แย่ล่ะ...แค่คิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา  ร่างกายของเขาก็เย็นเฉียบขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล


ทั้งๆที่ตอนแรกเขาตั้งใจพยายามตามง้อเธอก็เพราะไม่อยากให้บิดาของเขาล่วงรู้ถึงเรื่องนี้  แต่ดูเหมือนว่าจะผิดคาด...เมื่อเรื่องนี้ดันรู้ไปถึงหูของโคจิเข้าเสียแล้ว  ซึ่งนับว่าเป็นปัญหาใหญ่ยิ่งกว่าพ่อของเขาเสียอีก  ทำยังไงดีล่ะทีนี้...


“เอ่อ…แล้วลุงโคจิ…ก็…เอ่อ…โทรหา…คุณพ่อ?”  ฮิรุยะพูดยานคางช้าๆด้วยใบหน้าที่กำลังซีดเผือดสุดๆ


ถึงแม้ว่านักธุรกิจใหญ่ทั้งสองจะพูดคุยเรื่องนี้ผ่านทางโทรศัพท์กันก็จริง  แต่โคจิก็ไม่เคยบีบบังคับอะไรอีกฝ่ายหรอกนะ...เขากลับมองว่ามันเป็นเรื่องขบขันแบบเด็กๆทะเลาะกันเสียมากกว่า  


แต่ทางฝ่ายของชุนนี่สิ...เขากลับรู้สึกเดือดร้อนกระวนกระวายใจไปหมด  ยิ่งเขาเคยให้สัญญากับโคจิเอาไว้แล้วว่าจะไม่มีเรื่องแย่ๆระหว่างเมกามิกับฮิรุยะเกิดขึ้นแน่นอน  แล้วมาเจอแบบนี้เข้า...เขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนได้?


“ใช่!  ฉันถึงได้รีบออกจากออฟฟิศแล้วก็เอาไอ้นี่มาให้แกเลยยังไงล่ะ!”  ประธานแห่งโยชิฟุมิกรุ๊ปผลักชุดเอกสารที่อยู่บนโต๊ะให้มาอยู่ตรงหน้าของผู้เป็นทายาท


"ทั้งๆที่ฉันเคยสั่งให้แกคอยดูแลหนูเมกามิอยู่แล้วแท้ๆ  แต่แกก็ดันมาก่อเรื่องขึ้นอีก!”  


“แล้วทีนี้ฉันจะมีหน้าไปพบพี่โคจิได้ยังไง!  ทั้งๆที่แกก็รู้อยู่เต็มอกว่าเรายังต้องทำงานร่วมกับชิรายูกิกรุ๊ปไปอีกนาน…ทั้งๆที่ฉันคอยกำชับเรื่องนี้กับแกอยู่ตลอดเวลา  แต่ทำไมแกถึงยังทำ!?"


“แล้วถ้าหากชิรายูกิกรุ๊ปเกิดถอนหุ้นออกจากบริษัทของเราไป…แกจะแก้ไขอะไรให้ฉันได้บ้างจากสิ่งที่แกทำ!?  ไหนแกพูดมาสิ…ฮิรุยะ!!?”


“คุณอา…ใจเย็นๆก่อนนะครับ”  ฮาจิเมะเมื่อเห็นท่าไม่ดีจึงค่อยๆพูดให้บุคคลที่เขานับถือใจเย็นลงเสียก่อน


“ฉันจะเย็นยังไงไหวล่ะ…ฮาจิเมะคุง”  บุรุษวัยกลางคนในชุดสูทสีดำหันมาพูดกับเด็กหนุ่มด้วยน้ำเสียงทีฟังดูอ่อนลงเล็กน้อย  


"นี่มันไม่ใช่เรื่องที่จะทำเป็นเล่นได้เลยนะ  ก็รู้ๆอยู่ว่าพี่โคจิทั้งรักทั้งหวงหนูเมกามิอย่างกับอะไรดี  แล้วที่สำคัญเธอก็เป็นเด็กดีที่ว่านอนสอนง่าย…มีแต่เจ้าฮิรุยะนั่นแหละที่เอาแต่ไปหาเรื่องเธออยู่ตลอด”


“และถ้าหากเรื่องนี้มันกลายเป็นรอยร้าวเล็กๆที่อาจทำให้เกิดความแตกหักในอนาคตได้ล่ะ…จะทำยังไงกัน?"


"ใจเขาใจเรานะ  ลูกใคร...ใครก็รัก  เมื่อลูกถูกรังแกขึ้นมา…พ่อแม่คนไหนบ้างที่จะทนดูอยู่เฉยๆได้?” 


เมื่อผู้ทรงอำนาจแห่งแกรนด์ดาเนปกล่าวจบ…ฮาจิเมะก็ทำได้แค่ยืนเงียบไป  เพราะไม่อาจหาเหตุผลใดๆมาโต้แย้งกับความถูกต้องนั้นได้เลย


ทายาทของผู้ถือหุ้นใหญ่เปิดเอกสารที่อยู่ตรงหน้าแล้วค่อยๆอ่านมันไปเรื่อยๆ  ปลายนิ้วหนาเริ่มสั่นเทาขึ้นน้อยๆเมื่อเขาเริ่มเข้าใจในเนื้อความของเอกสารชุดนั้น…จึงทำให้การพลิกอ่านหน้าต่อไปกลายเป็นเรื่องยากเย็นขึ้นมาในบัดดล  


ริมฝีปากที่เคยเอาแต่เปล่งวาจาโอหังค่อยๆสั่นไหวขึ้นตามมา  ชายหนุ่มกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก  แต่ก็พยายามที่จะรวบรวมคำพูดออกมาให้ได้


“พะ…พ่อ?”


เมื่อคาซึโตะและฮาจิเมะจ้องมองไปยังเอกสารชุดดังกล่าว  ก็พบว่ามันคือใบยื่นคำขอย้ายโรงเรียนแบบปัจจุบันทันด่วนที่กรอกข้อมูลทุกอย่างลงไปแล้วครบถ้วน  พร้อมกับสำเนายืนยันตัวตนของฮิรุยะ  พาให้พวกเขารู้สึกใจคอไม่ดีเอาเสียเลย


“ฉันตัดสินใจแล้ว”  นักธุรกิจใหญ่พูดขึ้นอย่างไม่ยี่หระ  “ดูเหมือนว่าพออยู่ที่นี่แล้วแกคงจะสบายเกินไปจริงๆ”





“ตั้งแต่อาทิตย์หน้าเป็นต้นไป…แกจะไม่ใช่นักเรียนของแกรนด์ดาเนปอีกต่อไปแล้ว” 




“ทะ…ทำไมทำแบบนี้ล่ะครับ?”  ฮิรุยะเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นบิดาอีกครั้งด้วยแววตาที่คล้ายๆกับว่าจะโกรธก็ไม่ใช่  จะร้องไห้ก็ไม่เชิง


“ฉันให้โอกาสแกหลายครั้งแล้ว  และฉันก็คาดหวังมาตลอดว่าแกจะทำตัวดีขึ้น"


"แต่เปล่าเลย...แกกลับทำตัวแย่ลงยิ่งกว่าเดิม  เหมือนกับว่าคำพูดคำขอร้องของฉันมันไม่เคยมีความหมายอะไรเลยสำหรับแก”


“เพราะฉะนั้น…ในเมื่อแกยังกล้าที่จะทำแบบนี้  นั่นหมายความว่าแกก็คงเตรียมใจรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาอยู่แล้ว…ซึ่งก็คือการที่ฉันจะย้ายให้แกไปอยู่ในโรงเรียนประจำที่ประเทศไทย”


“ไม่นะครับ…ผมไม่เอาแบบนี้”  เด็กหนุ่มทำสีหน้าเจื่อนๆลงไปมากมายจนดูน่าสงสาร


“สำหรับชีวิตของแก…กินนอนอยู่ที่นั่น  กลับบ้านได้เดือนละหน  ค่าขนมเดือนละสองหมื่นเยน  ไม่มีคนรับใช้  ไม่มีคนขับรถ  ซักผ้าหรือทำทุกอย่างด้วยตัวของแกเอง  และสิ่งสำคัญที่แกต้องการนักหนาก็คือ...จะไม่มีหน้าของหนูเมกามิโผล่มากวนใจแกอีก  หวังว่าแกคงจะพอใจแล้วนะ”


“…พ่อ”


“เย็นนี้ก็กลับบ้านไปทยอยเก็บสัมภาระบางส่วนของแกเตรียมเอาไว้ด้วยล่ะ”  


หลังจากที่พูดธุระจนจบ  ชุนจึงสะบัดตัวหันหลังเดินออกไป  แต่ทว่าเสียงของคาซึโตะก็กล่าวบางอย่างขึ้นหยุดการกระทำของเขาเสียก่อน


“เดี๋ยวก่อนครับคุณอา”


ซึ่งน้ำเสียงทุ้มแน่นิ่งนั้นก็ทำให้เจ้าของธุรกิจรถยนต์ยักษ์ใหญ่ต้องหันกลับมารับฟังถึงจุดประสงค์ของอีกฝ่าย  


"มีอะไรรึ…คาซึโตะคุง?”


“ผมรู้ว่าจริงๆแล้วผมเองก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะมาขอร้องอะไรคุณอาแบบนี้หรอกนะครับ…”  เจ้าของนัยน์ตาสีเทาปราดมองเด็กหนุ่มรุ่นน้องคนสนิทอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะพูดในสิ่งที่อยากพูดต่อ  


“แต่ว่า…”


“ขอโอกาสให้ฮิรุยะอีกสักครั้งได้รึเปล่าครับ?”


“หึ…โอกาสเหรอ?”  ชายวัยกลางคนพูดแค่นหัวเราะออกมาราวกับได้ฟังเรื่องตลกขบขัน  


“ฉันให้โอกาสมันมาหลายครั้งแล้วนะ  และฉันก็แน่ใจแล้วว่าถ้ามันสำนึกผิดจริงๆ…ก็คงไม่ก่อเรื่องวุ่นวายมาตั้งแต่แรกจนถึงนาทีสุดท้ายแบบนี้หรอก”


“ผมเข้าใจความรู้สึกของคุณอานะครับ…ว่าสิ่งที่ฮิรุยะทำลงไปมันเป็นเรื่องที่แย่ต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองตระกูลจริงๆ  แต่ว่า…คุณอาได้โปรดลองให้โอกาสฮิรุยะแก้ตัวเป็นครั้งสุดท้ายเถอะนะครับ”


คำพูดของชายหนุ่มตรงหน้าทำให้ชุนต้องตั้งคำถามขึ้นมาคำถามนึงเดี๋ยวนั้นทันที  


“ถ้างั้นไหนเธอลองพูดมาสิ  ว่าจะแก้ไขสถานการณ์ในตอนนี้ได้ยังไงบ้าง?”


“ครับ…”  คาซึโตะโค้งศีรษะรับคำเล็กน้อย  


“ผมคิดว่าโอกาสในครั้งสุดท้ายนี้…ควรจะให้ฮิรุยะไปแสดงความเสียใจต่อสิ่งที่ทำลงไปทั้งหมด  ด้วยการไปกล่าวคำขอโทษกับชิรายูกิตรงๆต่อหน้าเลยดีรึเปล่าครับ?”


“แล้วสิ่งที่จะตัดสินว่าฮิรุยะจะอยู่หรือไปจากที่นี่ได้…ก็คือคำกล่าวให้อภัยที่ออกมาจากปากของชิรายูกิเพียงอย่างเดียวเท่านั้น”


“ถ้าหากว่าชิรายูกิยอมยกโทษให้…ฮิรุยะก็อาจจะสมควรได้อยู่ที่นี่ต่อ  แต่ถ้าหากเธอไม่ยอมให้อภัย…ผมเองก็คงไม่อาจคัดค้านการตัดสินใจของคุณอาได้แล้วล่ะครับ”


“แล้วอีกอย่าง…ถ้าหากสมมติว่าชิรายูกิยอมยกโทษให้จริง  แต่ฮิรุยะยังทำตัวเหมือนเดิมอีก…ผมก็เห็นสมควรให้จัดการไปตามที่คุณอาบอกเช่นกันครับ”


มาถึงตรงนี้ฮิรุยะจะเข้าใจบ้างรึเปล่านะ  ว่าคนที่รักเขาเหมือนน้องชายคนนึงจะเป็นห่วงเขามากแค่ไหน?  เพราะประโยคสุดท้ายที่คาซึโตะได้พูดออกไป...มันเป็นเพราะว่าเขาเองก็อยากให้ฮิรุยะปรับตัวให้เป็นผู้ใหญ่มากขึ้นกว่านี้เช่นกัน


หลังจากที่ทายาทแห่งตระกูลมาเฟียกล่าวจบ  ชุนจึงหันไปมองบุตรชายของตนเองด้วยสายตาตำหนิติเตียนก่อนที่จะพูดขึ้น  


“แกเห็นบ้างรึเปล่าฮิรุยะ?  ว่าเพื่อนๆรักและเป็นห่วงแกมากแค่ไหนถึงได้ยอมออกปากขอร้องฉันขนาดนี้  แล้วแกน่ะ…ทำตัวให้สมกับการได้รับความรักจากเพื่อนๆของแกบ้างรึยัง?”


“โดยเฉพาะกับคาซึโตะคุง…ที่แกเพิ่งจะทำให้เขาเสียหน้ามาเมื่อวานนี้  เพราะเขาเป็นคนไปขอให้หนูเมกามิมาช่วยงานของโรงเรียนอีกแรง  แต่แกกลับฉีกหน้าเพื่อนดีๆของแกซะจนยับเยินไม่มีชิ้นดี!"


"แต่เขาก็ยังอุตส่าห์พยายามหาทางช่วยเหลือแกจนนาทีสุดท้ายถึงขนาดนี้!  แกเคยรู้สึกละอายใจบ้างรึเปล่า!?"


ทางด้านของฮิรุยะเมื่อได้ฟังคำพูดของผู้เป็นบิดาก็ได้แต่นั่งนิ่งไป  จะด้วยกำลังโกรธ  เสียใจ  หรือสำนึกผิดอย่างไรก็ไม่อาจทราบได้


“ก็ได้…ในเมื่อพวกเธอขอร้องกันถึงขนาดนี้แล้ว  ภายในวันนี้…ถ้าหากพวกเธอทำให้หนูเมกามิยอมยกโทษให้ได้ล่ะก็…ฉันจะลองทำตามที่พวกเธอขอมาก็แล้วกัน  แต่พวกเธอต้องมีหลักฐานมาให้ฉันเห็นด้วยนะว่าหนูเมกามิยอมยกโทษให้แล้วจริงๆ”


“อ้อ…ไม่สิ  เมื่อเช้านี้ฉันก็เพิ่งได้ยินวีรกรรมใหม่ของแกมาด้วยเหมือนกัน”  เจ้าของโยชิฟุมิกรุ๊ปปรายตามองมายังเด็กหนุ่มผู้เป็นทายาทของตนเองอีกครั้ง  


“แกต้องทำให้ทั้งหนูเมกามิและฮิราโอกะคุงยอมให้อภัยทั้งคู่…ถ้าหากคนใดคนหนึ่งไม่ยกโทษให้…แกก็ต้องไปอยู่ที่โรงเรียนประจำอยู่ดีเข้าใจไหม?”


สิ่งที่ผู้ทรงอำนาจแห่งแกรนด์ดาเนปได้กล่าวออกมา  ก็ทำให้ทั้งคาซึโตะและฮาจิเมะรีบกล่าวขอบคุณเขาอย่างมีความหวังขึ้นมาในทันที


“ขอบคุณมากนะครับ…คุณอา”


จากนั้นร่างสูงของนักธุรกิจวัยกลางคนจึงเดินออกจากห้องไป…บรรยากาศในห้องนั้นจึงผ่อนคลายลงอย่างน่าพิศวง  ประธานนักเรียนทั้งสองคนถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกโล่งอก  จะเหลือก็แต่เพียงฮิรุยะเท่านั้นที่ยังคงเอาแต่นั่งนิ่งเงียบโดยที่ไม่พูดอะไรออกมาเลยแม้แต่คำเดียว









ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

60 ความคิดเห็น

  1. #26 bozt (@bozt) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 13 เมษายน 2562 / 18:51

    ขขอให้ฮิรุยะมาเมืองไทย รอขำอยู่เลย 555+++

    #26
    1
    • #26-1 Paleni (@manmaking2499) (จากตอนที่ 39)
      14 เมษายน 2562 / 20:55

      แต่ท่าทางฮิรุยะจะไม่อยากไปจริงๆนะคะ
      #26-1