ตอนที่ 33 : หวั่นไหว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 61
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    15 พ.ค. 62

ห้องเรียนชั้นปีที่ 3/1


          เจ้าชายผู้อ่อนโยนแห่งแกรนด์ดาเนปยืนเท้าแขนอยู่ตรงหน้าต่างของห้องเรียน  นัยน์ตาสีน้ำตาลที่ต้องแสงแดดยามสายจนดูคล้ายกับสีของอำพันจ้องมองลงไปยังสนามวอลเล่ย์บอลพลางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ด้วยใบหน้าที่ดูมีความสุขมากกว่าทุกๆวัน  ทำเอาเพื่อนๆในห้องที่พบเห็นความผิดปกตินี้ต่างก็อดที่จะสงสัยไม่ได้ว่าเขากำลังจับจ้องอยู่กับสิ่งใดกันแน่


“เฮ้…ฮาจิเมะ  นายยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อะไรกันเนี่ย”  เพื่อนชายในห้องที่นับว่ามีความสนิทสนมกับฮาจิเมะมากที่สุดที่ชื่อว่านาโอโตะ  พูดทักขึ้นพร้อมกับเดินมาหยุดอยู่ข้างๆเขาด้วยความสงสัย  ก่อนที่จะทอดสายตามองไปยังสนามวอลเล่ย์บอลตามไปด้วย


และเมื่อพบกับบุคคลที่น่าจะเป็นเป้าหมาย  นาโอโตะจึงระบายยิ้มออกมาในทันที


“อ้อ…ที่แท้นายก็ดูนางฟ้าอยู่นี่เอง”


“นายรู้ได้ยังไง…ว่าฉันมองใครอยู่?”  เจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนนุ่มแตะแต้มรอยยิ้มละมุนละไมแต่ยังคงไม่ละสายตาจากเด็กสาวที่ถูกพูดถึง


“ก็เด็กคนนั้นน่ารักซะขนาดนี้  เป็นฉัน…ฉันก็คงจะมองเหมือนกันนั่นแหละ”


“ฮะๆ…นั่นสินะ”


“อืม…นี่นายอย่าบอกนะว่า…สนใจเด็กคนนั้นเข้าให้จริงๆซะแล้ว?”


คำถามที่จี้จุดตรงใจนั้นทำให้ประธานนักเรียนฝ่ายกิจกรรมต้องละสายตามามองเพื่อนร่วมห้องด้วยหน้าตาเหรอหราเล็กๆ  จากนั้นเขาจึงผุดรอยยิ้มด้วยความรู้สึกขบขันในตัวเองอย่างบอกไม่ถูก


“ฮะๆๆ”  ฮาจิเมะพูดกลั้วหัวเราะแล้วมองไปยังสนามวอลเล่ย์บอลอีกครั้ง  


“จะว่าไปมันก็แปลกดีนะ  มันไม่ใช่ความรู้สึกแบบรักแรกพบอะไรนั่นเลย…ตอนแรกที่ได้เจอกัน…ฉันไม่เคยสนใจเด็กคนนี้เลยด้วยซ้ำ”


“แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม…พอมารู้ตัวอีกที  ฉันก็ละสายตาไปจากเธอไม่ได้ซะแล้ว”


จู่ๆชายหนุ่มก็นึกถึงตอนที่เมกามิได้ร้องขอการละเว้นโทษให้กับเอริขึ้นมา  นอกจากหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มของเธอแล้ว...อุปนิสัยใจคอของเธอก็งดงามไม่ด้อยไปกว่ากันเลย


“ทั้งๆที่มีสาวๆสวยๆวิ่งเข้าหานายกันให้อุตลุดเลยเนี่ยนะ  นายไม่สนใจสาวๆพวกนั้นบ้างเลยเหรอ?”  นาโอโตะเลิกคิ้วถามอย่างไม่เข้าใจ  "น่าเสียดายออก”


“แต่สำหรับเด็กคนนี้…มันไม่เหมือนกันนะ  เธอค่อนข้างพิเศษมากเลยทีเดียว”


“ว้าวๆๆ…”  เพื่อนร่วมชั้นคนสนิทยืนกอดอกแล้วหัวเราะออกมาเบาๆราวกับไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน 


“ดูเหมือนเจ้าชายของเรากำลังจะมีความรักขึ้นมาจริงๆซะแล้วสินะ”


“แต่ฉันได้ยินมาว่าน้องเขาคบกับลูกชายของผ.อ.อยู่ไม่ใช่เหรอ?  แล้วนายจะทำยังไงกับเรื่องนี้ล่ะ?”


ฮาจิเมะได้ฟังคำถามของเพื่อนคนสนิทจึงทำได้แค่หัวเราะด้วยน้ำเสียงเจื่อนๆ


 "…อืม”


"ฉันคงทำอะไรไม่ได้หรอก  ก็ดันรู้สึกแบบนั้นไปแล้วนี่นา"


…จริงอยู่…ถึงเธอจะเคยบอกว่ามันเป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าใจผิด…แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่วางใจไม่ได้อยู่ดี…


…ต่อให้ไม่ใช่เคซากุ…แต่ก็อาจจะมีคนอื่นที่กำลังคิดและรู้สึกเหมือนเราในตอนนี้อยู่ก็ได้…


"ส่วนฉันจะสมหวังหรือไม่สมหวัง…มันก็ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของเธอแล้วล่ะนะ”


“เอาน่า…ฉันเชื่อว่าอย่างนายไม่น่าจะพลาดอยู่แล้ว  ยังไงฉันเอาใจช่วยก็แล้วกันนะ” 


“ฮะๆ…ขอบใจนะ”


…ถ้ามันง่ายขนาดนั้นก็ดีน่ะสิ…


ทายาทตระกูลโฮชิงากิยังคงจ้องมองเจ้าของเรือนร่างบริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่เช่นเดิม  ใบหน้าละมุนละม่อมแตะแต้มรอยยิ้มที่ดูสะดุดตาน่ามอง  หากแต่เขากลับลอบถอนหายใจออกมาเบาๆตรงกันข้ามกับรอยยิ้มที่เห็นมากนัก







“เอาล่ะ  พวกนาย เตรียมรับลูกตบมหากาฬของฉันให้ดีนะ!”  


เด็กสาวมัดผมแกละผู้เป็นหัวหน้าห้องชั้นปี 1/5 ที่กำลังถือลูกวอลเล่ย์บอลในมือ  ตะโกนบอกกับเพื่อนร่วมห้องที่อยู่ทีมตรงกันข้ามด้วยน้ำเสียงอันห้าวหาญ


“จิฮารุนี่ขี้โม้จริงๆเลย  ตัวกะเปี๊ยกอย่างกับเด็กสิบขวบเนี่ยนะ  จะตบได้แรงขนาดไหนกันเชียว”  เสียงของเพื่อนๆร่วมห้องที่อยู่ฝ่ายตรงกันข้ามซึ่งล้วนแต่เป็นเด็กผู้ชายตะโกนกลับมาอย่างไม่ยี่หระ


“รีบๆเสิร์ฟมาเลยดีกว่าน่า”


“พวกนายอย่าดูถูกฉันขนาดนั้นเซ่!”


“เร็วๆเข้าเถอะ!"


“ฮึ้ย…เอาล่ะนะ…”  จิฮารุทำสมาธิอยู่ครู่หนึ่ง  จากนั้นจึงโยนลูกวอลเล่ย์บอลที่อยู่ในมือให้ลอยสูงขึ้น…ก่อนที่เธอจะกระโดดจนสุดตัวแล้วตบลูกวอลเล่ย์บอลนั้นเข้าไปเต็มแรง


“ลูกตบเซ็กเธาว์คะนองศึก!!!”


เมื่อสิ้นเสียงตะโกนก้องของอดีตแม่ทัพลิโป้  ลูกวอลเล่ย์บอลที่ถูกตบก็พุ่งทะยานลงสู่พื้นอาณาเขตของฝ่ายตรงข้ามอย่างรวดเร็วจนมองด้วยตาเปล่าแทบไม่ทัน  และแน่นอน…ว่าไม่มีผู้เล่นคนไหนของฝ่ายตรงข้ามเลยที่จะสามารถสกัดลูกตบมหาโหดนั้นเอาไว้ได้


“โกลลลลลล!!!”  


เสียงของเด็กสาวผู้ทำหน้าที่เป็นกรรมการร้องบอกทันทีเมื่อลูกเสิร์ฟนั้นทำคะแนนให้กับทีมของจิฮารุได้อย่างง่ายดาย  ซึ่งเป็นคะแนนสุดท้ายในการแข่งขันที่จะตัดสินว่าทีมไหนจะแพ้หรือชนะ…แล้วผลที่ได้ออกมาก็เป็นอย่างที่เห็น


“ฮ่าๆๆๆ!  ฉันบอกพวกนายแล้วว่าอย่าได้ดูถูกไป  เห็นเตี้ยๆแบบนี้…แต่ฉันมีแรงมากกว่าพวกนายซะอีกนะ”  หัวหน้าห้องร่างเล็กพูดแล้วหัวเราะอย่างภาคภูมิใจในผลงาน


“เธอไปเอาเรี่ยวแรงขนาดนี้มาจากไหนกันเนี่ย!?”


“ฉันว่ายัยนี่ต้องไม่ใช่ผู้หญิงแน่ๆ…หรืออาจจะไม่ใช่คนด้วยก็เป็นได้นะ  ฮ่าๆๆๆ”  เสียงของหนุ่มๆในห้องที่อยู่อีกทีมนึงต่างก็พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน  “แต่ก็ต้องยอมรับแหละว่าจิฮารุนี่เก่งเรื่องกีฬาจริงๆ”


“ก็สมแล้วที่อยู่ชมรมศิลปะป้องกันตัวล่ะนะ”


“โห…จิฮารุนี่เก่งจังเลยแฮะ…มันจะเกี่ยวกับการที่เธอคืออดีตแม่ทัพลิโป้รึเปล่านะ  ถึงได้มีพละกำลังมากมายขนาดนี้?”  


เมกามิที่ยืนดูอยู่ข้างสนามพูดพึมพำกับตัวเองหลังจากที่ดูการแข่งขันของทั้งสองทีมจนจบ  “อืม…หรือว่ามันจะมีส่วนจริงๆ  น่าคิดเหมือนกันนะ”


“ว่าแล้วเราก็ตั้งใจซ้อมมั่งดีกว่า  จะได้ลงไปเล่นกับทุกคนได้แบบนั้นบ้าง”


“ในบรรดากิจกรรมของโรงเรียนทั้งหมด…คงมีแต่กีฬานี่แหละมั้งที่เราไม่ได้เรื่องจริงๆ  ลำพังแค่ต้องอันเดอร์ลูกวอลเล่ย์บอลยังลำบากเลย”  อดีตเทพธิดาแห่งเนตรนภาบ่นกระปอดกระแปดพลางหยิบลูกวอลเล่ย์บอลขึ้นมาซ้อมเดี่ยวไปด้วย


“ฮึบ!”




แต่หลังจากที่อันเดอร์ลูกบอลไปได้แค่ไม่กี่ครั้ง  มันก็กระเด็นออกนอกทิศทางไปตามคาด  


“เฮ้อ…เอาอีกแล้ว…”  ดรุณีน้อยถอนหายใจเบาๆให้กับความด้อยฝีมือของตัวเองก่อนที่จะวิ่งไปตามทางที่ลูกบอลกระเด็นหายไป  


"ให้มันได้แบบนี้สิ…เมกามิ”


“อ้าว…แล้วนี่กลิ้งไปถึงไหนแล้วล่ะเนี่ย”


เด็กสาวมองไปรอบๆตัวอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะเห็นลูกวอลเล่ย์บอลกลิ้งอยู่ไหวๆไปจนถึงทางเดินที่เชื่อมต่อระหว่างอาคารเรียน  เธอจึงรีบวิ่งตามไปในทันที


แล้วลูกวอลเล่ย์บอลเจ้ากรรมของเมกามิก็กลิ้งไปตามทางเรื่อยๆ…จนกระทั่งมันชนเข้ากับเท้าของใครบางคนที่เดินผ่านมาทางนั้นอย่างพอดิบพอดี


“หืม?”  เจ้าของเสียงทุ้มนุ่มหูที่เดินผ่านมาจ้องมองสิ่งที่กลิ้งมากระทบกับปลายเท้าของเขา  จากนั้นจึงก้มลงไปเก็บมันขึ้นมาถือเอาไว้ในมือ


บุตรีของนักธุรกิจผู้ทรงอำนาจวิ่งมาจนเกือบจะถึงที่หมายด้วยท่าทางเหนื่อยหอบ  แต่เมื่อได้พบกับผู้ที่ถือลูกบอลเอาไว้ในมือเท่านั้นแหละ...ใบหน้าหวานๆก็เห่อระเรื่อเป็นสีเลือดฝาดขึ้นมาในบัดดล


“…อาจารย์”


“อ้าว…ชิรายูกิ?”  อาจารย์หนุ่มแห่งชมรมศิลปะจ้องมองใบหน้าขาวเนียนละเอียดที่มีหยาดเหงื่อผุดพรายขึ้นมาบางๆ  แล้วจึงพูดขึ้นต่อ


“…ลูกบอลนี่…ของเธอรึเปล่า?”


“อ๋อ…ค่ะ  ใช่ค่ะ”  เด็กสาวรีบตอบด้วยน้ำเสียงลนลานเล็กๆแล้วจึงเดินเข้าไปรับเอาลูกวอลเล่ย์บอลมาจากเขา  


"ขอบคุณนะคะ”


แต่ทว่าอาจารย์หนุ่มหล่อที่ยืนอยู่ตรงหน้ากลับแตะแต้มรอยยิ้มแล้วหัวเราะขึ้นมาเบาๆเสียอย่างนั้น  ทำเอาสาวน้อยต้องงุนงงไปกับอากัปกิริยาของเขาอย่างไม่เข้าใจ


“เอ๋?...อาจารย์ขำอะไรเหรอคะ?”


“ก็…ขำเธอยังไงล่ะ”


“หา?...ทำไมล่ะคะ?”


“ก็การที่เธอหน้าแดงขนาดนี้…ถ้าไม่ได้เป็นเพราะเธอเหนื่อยมาก  ก็คงหมายความว่าเธออาจกำลังไม่สบายอยู่แน่ๆ”  


ชูเฮย์พูดแล้วเงยหน้าขึ้นมองไปยังท้องฟ้าที่มีแสงแดดค่อนข้างแรงกว่าทุกวัน  จากนั้นจึงละสายตาลงมามองลูกศิษย์สาวคนงามเช่นเดิม  


"การออกกำลังกายมันเป็นเรื่องที่ดี  แต่ในวันที่แดดแรงแบบนี้…เธอจะหักโหมมากเกินไปไม่ได้นะ”


เมกามิจ้องมองเจ้าของใบหน้าอ่อนเยาว์พลางกะพริบตาปริบๆ  สีเลือดฝาดที่ระบายอยู่บนพวงแก้มของเธอก็ยังคงไม่มีทีท่าว่าจะเลือนหายไปได้ง่ายๆ  ซึ่งคงมีแต่เธอคนเดียวเท่านั้นที่รู้...ว่าจริงๆแล้วมันเกิดขึ้นจากสาเหตุใดกันแน่


“ค่ะ…หนูจะระวังนะคะ”


“ถ้าไม่ไหวก็นั่งพักบ้างอะไรบ้างนะ”


“ขอบคุณค่ะ…ถ้าอย่างงั้น…หนูขอตัวก่อนนะคะ”  


ดรุณีน้อยจำใจต้องโค้งศีรษะลงอย่างสุภาพแล้วจึงค่อยๆหันหลังเดินกลับไป  ถึงแม้ว่าหัวใจของเธอมันเรียกร้องอยากจะเห็นหน้าของเขาให้นานกว่านี้ก็เถอะ


“เดี๋ยวก่อน…ชิรายูกิ”  เสียงทุ้มของชายหนุ่มที่จู่ๆก็เอ่ยขึ้นขัดจังหวะ  ทำให้สาวน้อยต้องหยุดชะงักฝีเท้าลงแล้วหันมามองเขา


“คะ?”


เจ้าของร่างสูงโปร่งผิวขาวสะอาดสะอ้านค่อยๆเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าของเด็กสาว  ก่อนที่เขาจะทำในสิ่งที่เธอไม่คาดคิดขึ้นมา...


“เอ๋…อะ…อาจารย์คะ!?”  


เมกามิถึงกับอุทานออกมาด้วยความตกใจเมื่อเห็นชายในฝันของตัวเองนั่งลงตรงหน้าแล้วผูกเชือกรองเท้าผ้าใบที่หลุดลุ่ยให้กับเธอ  ทำเอาหัวใจดวงน้อยเต้นแรงโครมครามราวกับจะทะลุออกมานอกอกเสียให้ได้  มือไม้เล็กๆของเธอสั่นไหวสิ้นไร้เรี่ยวแรงอย่างไม่มีเหตุผล  ลูกวอลเล่ย์บอลที่เคยอยู่ในมือจึงหล่นลงไปอยู่กับพื้นอีกครั้ง


หล่นลงไปกองอยู่กับพื้นเหมือนหัวใจของเธอในตอนนี้เลยแหละ...


“เธอนี่ไม่รู้จักระวังซะบ้างเลย…เชือกรองเท้าหลุดออกมาขนาดนี้แล้วยังไม่รู้ตัวอีกเหรอ?”  ชูเฮย์แตะแต้มรอยยิ้มอันอ่อนโยนในขณะที่กำลังผูกเชือกรองเท้าให้กับลูกศิษย์ของเขาไปด้วย


“ไม่อยากจะคิดเลยว่าเธอจะต้องเจอกับอะไรบ้างถ้ายังไปเล่นกีฬาในสภาพรองเท้าแบบนี้”  


“แล้วฉันก็ไม่อยากเห็นเด็กในชมรมของฉันต้องไปนอนในห้องพยาบาลอีกแล้วนะ  โดยเฉพาะกับเธอ…ที่เพิ่งจะออกจากห้องนั้นมาได้เมื่อไม่กี่วันนี้เอง”


“เอาล่ะ…เรียบร้อยแล้ว”  


ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนหลังจากที่จัดการกับเชือกรองเท้าของเด็กสาวจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว  แต่ทว่าเจ้าของรองเท้านั้นยังคงยืนเหม่อลอยเหมือนจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว  เขาจึงต้องเรียกชื่อของเธอขึ้นมาอีกครั้ง


“ชิรายูกิ…ฟังที่ฉันพูดอยู่รึเปล่า?”


“ชิรายูกิ”  อาจารย์หนุ่มพูดแล้วโบกมือไหวๆไปมาอยู่ตรงหน้าของเธอเป็นการเรียกสติอีกครั้ง  “ฮัลโหลๆ”


“คะ…ค่ะ!…”  


ดรุณีคนงามสะดุ้งตัวเล็กน้อยก่อนที่จะรีบสลัดไล่ความคิดฟุ้งซ่านที่อยู่ในหัวออกไป  จากนั้นจึงก้มลงไปเก็บลูกวอลเล่ย์บอลที่อยู่บนพื้นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

 
“เธอโอเครึเปล่า?”


“หนะ…หนู…ไม่เป็นไรค่ะ”  เมกามิรีบลนลานตอบคำถามของเขาจนเสียงหวานนั้นฟังดูติดๆขัดๆ  ก่อนที่เธอจะรีบโค้งศีรษะแสดงความเคารพต่อผู้เป็นอาจารย์อย่างเร่งรีบ  


“ขอบคุณอาจารย์มากๆนะคะ  ละ…แล้วก็ขอโทษด้วยค่ะ”


“นะ…หนูขอตัวก่อนนะคะ”


เดี๋ยวสิ  ไอ้คำขอบคุณน่ะมันก็เป็นเรื่องที่สมควรจะพูดกับเขาอยู่หรอก  แต่นี่เธอไปขอโทษเขาเรื่องอะไรกันล่ะ?  ดูเหมือนสติของเธอจะไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอยแล้วจริงๆใช่ไหม...เมกามิ?


“ระวังตัวด้วยนะ”


กล่าวจบเด็กสาวเจ้าของร่างงามก็รีบวิ่งออกไปจากตรงนั้นทันที  หากแต่ออกวิ่งไปได้เพียงไม่เกินสิบก้าวเธอก็หกล้มเข้าจนได้  


“ว้าย!”


นั่นปะไร...เขาพูดยังไม่ทันจะขาดคำเลย


…แง…น่าอายชะมัดเลย…นี่เราเป็นอะไรไปเนี่ย…


…ทำไมต้องมาหกล้มเอาตอนนี้ด้วยก็ไม่รู้…ฮือ…


ทางด้านอาจารย์วัยละอ่อนเห็นดังนั้นจึงเดินเข้าไปดูอาการของเด็กสาวด้วยความเป็นห่วง  แต่เธอก็รีบลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วแล้วหันมายิ้มแหยๆพร้อมกับทำท่าชูสองนิ้วสู้ตายให้กับเขา


“หนูไม่เป็นไรค่ะ…แฮะๆ”


เมื่อเห็นแบบนั้นแล้วชูเฮย์จึงทำได้แค่หยุดเท้าลงและยืนดูอยู่เฉยๆ  จนกระทั่งเด็กสาวนั้นวิ่งหายลับออกไปจากสายตา


ชายหนุ่มจึงเดินขึ้นอาคารเรียนไปพร้อมกับรอยยิ้มที่เกิดขึ้นจากความรู้สึกที่ทั้งขบขันและเอ็นดูในตัวของผู้เป็นลูกศิษย์   ยิ่งเมื่อนึกถึงสีหน้าท่าทางของเธอที่ผ่านมาเมื่อสักครู่นี้ยิ่งทำให้เขาแทบจะหยุดขำไม่ได้เลยทีเดียว


“เป็นเด็กที่เปิ่นและตลกมากกว่าที่เห็นจริงๆ  ยกโทษให้ฉันด้วยนะที่แอบขำเธอแบบนี้…ชิรายูกิ”




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

63 ความคิดเห็น