Retrouvailles

  • 600% Rating

  • 3 Vote(s)

  • 2,250 Views

  • 41 Comments

  • 90 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    291

    Overall
    2,250

ตอนที่ 27 : แสดงความรับผิดชอบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 59
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    9 พ.ค. 62

“เล่นทิ้งแขกที่มาเยี่ยมแล้วตัวเองหนีหายขึ้นห้องไปแบบนี้มันเสียมารยาทสุดๆเลยนะเธอรู้รึเปล่า…มีที่ไหนทิ้งแขกเอาไว้คนเดียว  เกิดมาไม่เคยพบไม่เคยเจอ”  


ชายหนุ่มส่ายศีรษะเบาๆแล้วทำหน้าตากวนโอ๊ยเสียจนน่าหมั่นไส้


…แล้วใครใช้ให้นายมาเป็นแขกของที่นี่กันล่ะ!?...  


ถึงจะอยากพูดคำนี้ออกไปมากสักแค่ไหนแต่เธอก็ทำไม่ได้  เนื่องด้วยต้องรักษาชื่อเสียงของพ่อและความรู้สึกของชุนเอาไว้ด้วย


จะว่าไปเมื่อสักครู่นี้เขายังบ่นในใจว่าเห็นหน้าเธอแล้วอึดอัดอยู่เลยแท้ๆ  แล้วไหงกลายเป็นแบบนี้ไปซะได้…ช่างเป็นเด็กหนุ่มที่อารมณ์แปรปรวนเสียจริงๆ


“เฮ้อ…”


“นี่…เธอน่ะเป็นถึงลูกสาวของนักธุรกิจระดับโลกผู้ยิ่งใหญ่เลยนะ  มารยาทเล็กๆน้อยๆแค่นี้ยังไม่รู้จักเรียนรู้…แล้วต่อไปเธอจะทำอะไรได้  อ้อ!...อีกอย่าง…ถ้าใครรู้เข้านี่มันจะเสียชื่อไปถึงคุณลุงด้วยนะ  คนอื่นเขาจะหาว่าไม่มีใครอบรมสั่งสอนเธอด้วยรู้เปล่า”


“ว่าไงนะ!?”


“นี่นายจะพูดจาดูถูกคนอื่นมากเกินไปแล้วนะ!”  เมกามิเริ่มเสียงดังใส่เด็กหนุ่มด้วยความรู้สึกที่กำลังหมดความอดทน  ฝ่ามือน้อยๆจึงหันไปคว้าเอาหมอนอิงสามสี่ใบที่วางอยู่ตรงมุมของโซฟามาขว้างปาใส่เขาเป็นพัลวัน


“เฮ้ย!...ทำอะไรของเธอเนี่ย!?”


“แล้วไม่มีใครเคยอบรมให้นายเลิกทำปากเสียใส่ชาวบ้านเขาบ้างเหรอไง!?”


“อะไรนะ!?”


“นายน่ะ…หุบปากไปเลย!”  


เจ้าของร่างงามมองซ้ายมองขวาเพื่อที่จะหาของที่อยู่ใกล้มือไปโจมตีเขาอีก  แต่เมื่อไม่พบอะไรที่พอจะใช้งานได้เธอก็ต้องนั่งลงบนโซฟาเช่นเดิมด้วยหน้าตาที่บูดบึ้งไม่สบอารมณ์  ในขณะที่ฮิรุยะแอบกระตุกยิ้มที่มุมปากด้วยความสะใจที่ทำให้เธอโมโหขึ้นมาได้


…ว้าว…ฉันทำให้แม่นี่โมโหได้ด้วย…เจ๋งเป็นบ้า!...


เด็กสาวทำหน้ามุ่ยมองค้อนคู่กรณีอย่างฉุนๆราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ


“ทีหลังนายไม่ต้องโผล่หน้ามาที่นี่เลยนะ…คุณอามาคนเดียวก็พอแล้ว  ที่นี่ไม่ต้อนรับคนอย่างนายหรอก!”


“เหรอ?  ใครถาม?...ใครอยากรู้?”  หนุ่มรุ่นพี่เท้าคางกับพนักวางแขนแล้วพูดลอยหน้าลอยตาไม่รู้ไม่ชี้  “นั่นมันก็เรื่องของเธอดิ  มาบอกฉันทำไมล่ะ?”


“นาย…!”


…เกลียด!...เกลียดจริงๆ!...สาบานได้เลยว่าฉันจะไม่มีวันญาติดีกับนายปากปีจอนี่แน่ๆ!...


เมกามิค่อยๆหลับตาลงพยายามสะกดกลั้นอารมณ์หงุดหงิดเอาไว้อย่างสุดความสามารถ  โดยที่อีกฝ่ายยังคงลอบมองใบหน้าที่แสนน่ารักราวกับนางฟ้าและแอบยิ้มเยาะเธออยู่เงียบๆ


…เย็นไว้ก่อนเมกามิ…เย็นไว้…

…ค่อยๆนับหนึ่งถึงร้อยนะ…อย่าไปใส่ใจคนพรรค์นี้….อย่าไปใส่ใจ…


ในระหว่างที่เด็กสาวกำลังพยายามสงบสติอารมณ์อยู่นั้นเอง  ทายาทหนุ่มของตระกูลโยชิฟุมิจึงเป็นฝ่ายลุกขึ้นมาบ้าง  เขาค่อยๆเดินตรงไปยังตู้หนังสือที่อยู่ในมุมหนึ่งของห้องโถงแล้วยืนดูหนังสือที่วางอยู่บนชั้นอย่างสนอกสนใจ  ท่ามกลางสายตาของเด็กสาวผู้เป็นเจ้าของบ้านที่แอบลอบมองตามหลังเขาไปด้วย


“อืม…”


…หนังสือสามก๊ก?...มีแต่หนังสือที่เกี่ยวกับสามก๊กทั้งนั้นเลยแฮะ…เราพอจะเคยได้ยินมาอยู่บ้างว่าสามก๊กนี่เป็นเรื่องราวของประวัติศาสตร์สงครามแบ่งแยกแผ่นดินจีนที่เกิดขึ้นเมื่อราวๆพันกว่าปีที่แล้ว…


…เราเองก็เคยเล่นเกมส์ในมือถือมาบ้างเหมือนกัน…แต่ก็จำใครไม่ได้เลยนอกจากเจ้าแม่ทัพเก่งๆที่ชื่อลิโป้อะไรเนี่ย…


…แต่นักธุรกิจที่มีอิทธิพลที่สุดในโลกอย่างคุณลุงโคจิอ่านหนังสือแบบนี้ด้วยเหรอ?...อืม…มันอาจจะมีเรื่องราวที่น่าสนใจอยู่จริงๆก็ได้…เห็นทีเราต้องหัดอ่านและศึกษาดูบ้างซะแล้ว…


ชายหนุ่มผุดลุกผุดนั่งอยู่หน้าชั้นหนังสืออยู่พักใหญ่ๆ  เขามองสำรวจหนังสือแทบจะทุกเล่มที่วางอยู่ในนั้น  จนกระทั่งสายตาของเขาเหลือบไปเห็นสิ่งของหน้าตาประหลาดชิ้นหนึ่งที่ถูกวางแทรกอยู่กับหนังสือในชั้นบนสุด  


ลักษณะของมันคล้ายกับแผ่นผ้าสีทองที่พันอยู่กับแกนแข็งๆซึ่งน่าจะทำจากไม้บางชนิด  ดูแล้วคล้ายๆกับคัมภีร์โบราณอะไรสักอย่างที่เขาเคยเห็นจากในภาพยนตร์จีน…เนื่องจากหน้าตาของมันดูเก่าแก่และมีมนต์ขลังเอามากๆ  จึงทำให้เขาเกิดความสนใจในของสิ่งนี้มากกว่าหนังสือบนชั้นวางเสียแล้ว


…นั่นมันอะไรน่ะ?...


ฮิรุยะค่อยๆเอื้อมมือไปหาของสิ่งนั้นเพื่อที่จะหยิบเอามันขึ้นมาดูใกล้ๆ  หากแต่มือฝ่ามือเรียวยาวของใครบางคนได้พุ่งเข้ามาตะปบมือของเขาเอาไว้เสียก่อน  เล่นเอาเด็กหนุ่มสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจในทันที  แต่ยังดีที่เขาไม่ได้หลุดอุทานเสียงดังออกมาสักแอะ


…ว๊ากกก!?...ตกใจหมด…ใครเนี่ย!?...


“…..”


ร่างสูดชะลูดแต่ดูแข็งแรงกำยำในชุดสูทสีดำที่สวมหน้ากากเต็มใบยังคงเกาะกุมฝ่ามือของฮิรุยะอย่างแน่นิ่งโดยไม่มีทีท่าว่าจะขยับไปไหน


…เจ้าคนนี้?...บอดี้การ์ดของคุณลุงโคจินี่?  ให้ตายเถอะ!...ถึงจะเคยเห็นเจ้าหมอนี่มาหลายครั้งแล้วแต่เราก็ยังทำใจให้ชินกับไอ้หน้ากากพิลึกของมันไม่ได้ซะที!...หลอนเป็นบ้า!...


…ว่าแต่มันโผล่ออกมาจากทางไหนเนี่ย?...ทั้งๆที่เมื่อกี้ยังไม่เห็นใครอยู่ในห้องนี้เลยแท้ๆ…


“ต้องขอประทานโทษด้วยนะครับที่เสียมารยาท…นายน้อยแห่งตระกูลโยชิฟุมิ”  


เสียงของหัวหน้าพ่อบ้านสูงวัยพูดขึ้นมาจากทางด้านหลังของเด็กหนุ่ม  เมื่อเห็นดังนั้นเดเบซิสจึงค่อยๆปล่อยมือของแขกผู้มาเยือนให้เป็นอิสระจากการเกาะกุมของเขา


“นั่นเป็นของที่นายท่านรักและหวงมากน่ะครับ…เดเบซิสเองก็คงรู้เรื่องนี้ดีจึงทำเรื่องที่เสียมารยาทออกไป  กระผมต้องขออภัยแทนเขาด้วย”


“ไม่เป็นไรครับ…ผมเองก็ต้องขอโทษเหมือนกันที่ถือวิสาสะทำแบบนี้โดยไม่ทันคิด”  ทายาทแห่งตระกูลโยชิฟุมิกล่าวตอบกลับไป ชเนปจึงระบายยิ้มออกมาบางเบาก่อนที่จะเดินมาหยุดยืนอยู่ข้างๆเด็กหนุ่ม


“แต่นับว่าคุณตาแหลมมากนะครับ…ทั้งๆที่ของสวยๆงามๆบนชั้นหนังสือนี่ก็มีตั้งมากมาย  แต่คุณกลับสนใจเจ้าสิ่งนี้ได้”


“ว่าแต่มันคืออะไรเหรอครับ?”  เจ้าของใบหน้าหล่อเหลายืนกอดอกแล้วถามออกมาด้วยความสงสัยใคร่รู้


“นี่คือพระราชสาสน์ของพระเจ้าเหี้ยนเต้แห่งราชวงศ์ฮั่นที่เขียนถึงแม่ทัพผู้กล้าทุกคนในแผ่นดินสมัยนั้น…ให้ลุกฮือขึ้นเพื่อปราบพวกทรราชย์ที่พยายามจะยึดครองแผ่นดินน่ะครับ”


…หืม…พระเจ้าเหี้ยนเต้?...เห้ยจริงดิ!?...


“หา!?...อย่าบอกนะว่า…มันเป็นของเก่าแก่ตั้งแต่สมัยยุคสามก๊กนั่นจริงๆ!?”


ใบหน้าเหรอหราของชายหนุ่มทำให้ชเนปต้องหัวเราะออกมาเบาๆด้วยความรู้สึกขบขัน


“ใช่แล้วครับ”


…หา!!?...บ้าน่า!?...ของที่ประเมินค่าไม่ได้เลยแบบนี้เนี่ยนะ!?...


“ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า..."


“คุณเข้าใจได้ถูกต้องแล้วล่ะครับ”  หัวหน้าพ่อบ้านสูงวัยกล่าวอธิบาย  


"ของสิ่งนี้มีอายุมากกว่าพันปีและมีเพียงชิ้นเดียวในโลกยังไงล่ะครับ”


…โห!?...สุดยอด…เจ๋งสุดๆไปเลย!?...ลุงโคจิไปหาของแบบนี้มาจากที่ไหนเนี่ย!?...


“เพราะแบบนี้มันจึงเป็นของที่คุณลุงโคจิหวงมากเลยใช่ไหมครับ?”


“ถูกต้องแล้วล่ะครับ”


“เพราะฉะนั้นนายก็ควรจะรักษามารยาทเอาไว้ด้วย…ไม่ใช่ไปเข้าบ้านไหนก็หยิบของๆเขามั่วซั่วไปหมด”  เมกามิได้โอกาสจึงพูดเหน็บแนมเด็กหนุ่มผู้มาเยือนบ้างเป็นการเอาคืน


…ชิ!...ยัยบ้า  ได้ทีเอาใหญ่เลยนะ!?...ฉันก็แค่จะขอดูชัดๆ  ไม่ได้คิดจะขโมยซะหน่อย!...


“อ้าว…เด็กๆทำอะไรกันอยู่เหรอ?”  เสียงของโคจิถามขึ้นในขณะที่กำลังเดินลงมาจากชั้นบนพร้อมกับชุน


“อ๋อ…เอ่อ…คือผม…”


“หืม?...ฮิรุยะคุง…ไปยืนอยู่หน้าตู้หนังสือแบบนี้  แสดงว่าสนใจหนังสือบนชั้นนั่นใช่ไหม?”


“ครับ…ผมเห็นคุณลุงมีหนังสือสามก๊กอยู่เต็มไปหมด  เลยตั้งใจว่าจะไปหาอ่านดูบ้างน่ะครับ…คิดว่ามันต้องมีประโยชน์มากแน่ๆ”  


ความกระตือรือร้นและสงสัยใคร่รู้ในตัวของเด็กหนุ่มที่แสดงออกมานั้นทำให้นักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลแตะแต้มรอยยิ้มบางเบาอย่างพึงพอใจ


“ถ้าอย่างงั้นก็ลองเลือกเอาไปอ่านดูเถอะ…ไม่ต้องไปหาซื้อจากที่ไหนหรอก”


“หา!?...จะดีเหรอครับพี่โคจิ  นี่ของมีค่ามีราคาทั้งนั้น”  ชุนพูดแย้งขึ้นด้วยความเกรงใจ


“ไม่เป็นไรครับคุณลุง…เดี๋ยวผมจะไปลองหาซื้อดูดีกว่าครับ”


“เด็กที่ขวนขวายหาความรู้อยู่ตลอดเวลาเป็นเด็กที่ควรสนับสนุน…เลือกดูเอาเถอะ…ฉันอนุญาต”


“เอ่อ…”  ฮิรุยะกลอกตามองไปทางผู้เป็นบิดาเหมือนกำลังขอความเห็นจากเขา


“ไม่ต้องถามชุนหรอก  ฉันบอกว่าได้ก็คือได้”


“ครับ…ขอบคุณนะครับคุณลุง”  ชายหนุ่มกล่าวขอบคุณผู้เป็นเจ้าของบ้านก่อนที่จะหันไปเลือกหนังสือจากบนชั้นวางมาประมาณสามสี่เล่ม


“จริงสิชุน…นายจะกลับแล้วเหรอ?  อยู่ทานมื้อค่ำด้วยกันก่อนสิ”


“ขอบคุณมากๆเลยครับพี่โคจิ…แต่ผมคงไม่รบกวนดีกว่า  อีกอย่างภรรยาของผมเองก็รอทานมื้อค่ำอยู่ที่บ้านด้วยน่ะครับ”


“อ้าว…อย่างงั้นเหรอ  น่าเสียดายจริงๆ"


“แค่นี้ผมก็รบกวนเวลาของพี่มากแล้วครับ…ผมต้องขอบคุณพี่มากๆเลยที่สละเวลาเพื่อมาฟังผม”


“เรื่องเล็กน้อยน่า”


“ถ้าอย่างนั้นผมไม่รบกวนแล้วครับ  ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ”


“ตกลง…เดินทางกลับดีๆล่ะ”


“ครับพี่”  ประธานแห่งตระกูลโยชิฟุมิโค้งศีรษะเป็นการทำความเคารพแก่รุ่นพี่ที่ตนให้ความนับถือก่อนที่จะหันไปบอกกับบุตรชายของตนเอง


"ไป…ฮิรุยะ  กลับบ้านได้แล้ว"


“ผมลาล่ะครับคุณลุง…ขอบคุณสำหรับหนังสือนะครับ  สวัสดีครับ”  เด็กหนุ่มกล่าวคำอำลาแล้วโค้งศีรษะลงอย่างนอบน้อม


“ถ้าหากอ่านจบเมื่อไหร่  ก็มาเอาเล่มที่เหลือไปอ่านต่อได้นะ”


“ครับ”


จากนั้นทั้งสองพ่อลูกก็เดินออกจากห้องโถงไป  โดยมีชเนปและเดเบซิสตามออกไปส่งถึงหน้าประตูด้วย


เมื่อร่างของผู้มาเยือนหายลับไป  โคจิจึงเดินมานั่งลงข้างๆบุตรีคนงามของเขาแล้วจึงถอนหายใจออกมาเบาๆ


“มีอะไรไม่สบายใจรึเปล่าคะคุณพ่อ?”


“เมกามิ…ทำไมหนูถึงไม่คิดจะบอกเรื่องนั้นกับพ่อเลยล่ะลูก?”


“เรื่องนั้น?...เรื่องอะไรเหรอคะ?”


“ก็เรื่องที่มีคนจ้องจะทำร้ายหนูในโรงเรียนไง”  เทพเจ้าแห่งวงการธุรกิจบอกกับเธอด้วยความรู้สึกที่ไม่ค่อยสบายใจ


“มันอันตรายมากนะรู้รึเปล่า…ถ้าหนูเกิดได้รับอันตรายมากกว่านี้ขึ้นมา…แล้วพ่อจะทำยังไง?”


…คุณอาชุนมาเพื่อพูดเรื่องนี้นี่เอง…


“หนูขอโทษค่ะ…หนูเห็นคุณพ่อเหนื่อยมากแล้ว  เลยไม่อยากให้คุณพ่อต้องมีเรื่องที่ไม่สบายใจอีก  แล้วอีกอย่าง…หนูคิดว่าหนูก็โตพอที่จะดูแลตัวเองได้แล้วน่ะค่ะ”


“แต่นี่มันไม่ใช่เรื่องเล็กๆนะลูก  ยังดีที่หนูปลอดภัย…ต้องขอบคุณเทนโจคุงกับยาสึชิคุงด้วยจริงๆ”


“หนูขอโทษนะคะที่ไม่ได้บอกเรื่องนี้กับคุณพ่อ"


“อืม...ไม่เป็นไรลูก  แต่เด็กที่ทำเรื่องนี้ขึ้นมาก็ต้องได้รับการลงโทษที่สมควรด้วยนะ…เพราะนี่มันอันตรายเกินไปจริงๆ”  


เมื่อพูดถึงเด็กสาวรุ่นพี่ที่ชื่อเอริที่เป็นคนก่อเรื่อง  ก็ทำให้เมกามินึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้


“เอ่อ…คุณพ่อคะ”


“หืม?...”


“คือว่า…หนูไม่ได้ติดใจเอาความอะไรจากรุ่นพี่คนนั้นเลยน่ะค่ะ” 
 

ดรุณีน้อยพูดเสียงอ้อมแอ้มอย่างกล้าๆกลัวๆ  เพราะไม่รู้ว่าพูดแบบนี้ออกไปแล้วจะถูกผู้เป็นบิดาดุเอาหรือเปล่า  


"ถ้าหากว่าเป็นไปได้…”


“คุณพ่อช่วยบอกคุณอากับผู้อำนวยการโรงเรียนให้ละเว้นโทษของรุ่นพี่คนนั้นเอาไว้จะได้ไหมคะ?”


“ทั้งๆที่เขาเป็นคนที่จ้องจะทำร้ายหนูเนี่ยนะ?...ไหนบอกพ่อมาสิ…ว่าเพราะอะไรหนูถึงอยากขอละเว้นโทษให้เขา?”


“ค่ะ”


จากนั้นหญิงสาวจึงได้เริ่มต้นเล่าเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นระหว่างฮิรุยะและเอริให้ผู้เป็นบิดาฟัง  ก่อนที่มันจะกลายเป็นแรงจูงใจที่ทำให้เธอทำเรื่องที่อันตรายแบบนี้ขึ้นมา


และเมื่อได้ฟังจนจบ  โคจิก็ได้แต่นั่งอึ้งกับสิ่งที่ได้ยินไปชั่วขณะ


“ฮิรุยะคุงน่ะเหรอ?”


“ค่ะ”


“เขาทำขนาดนั้นเลยเหรอ?...ไม่อยากจะเชื่อเลย”


“ค่ะ”


“อ้อจริงสิ…ตอนที่คุยกัน  เห็นชุนบอกกับพ่อว่าฮิรุยะคุงกับหนูเคยทะเลาะกันด้วยเหรอ?  แล้วเขาก็เคยไปช่วยหนูจากพวกเด็กผู้หญิงที่กำลังจะรุมทำร้ายหนูด้วยเหมือนกันใช่ไหม?”


“เอ่อ…ใช่ค่ะ”


“อืม…แบบนี้นี่เอง”  โคจินั่งกอดอกแล้วเอนหลังพิงกับโซฟาอันหรูหรา  


“ชุนถึงได้เสนอว่าอยากให้ฮิรุยะคุงได้แสดงความรับผิดชอบต่อเรื่องนี้สักหน่อย”


“แสดงความรับผิดชอบ…ยังไงเหรอคะ?”


“เขาบอกว่าจะขอให้ฮิรุยะคุงคอยติดตามดูแลหนูตลอดเวลาที่อยู่ในโรงเรียนเลยน่ะสิ  เพื่อที่อย่างน้อยๆก็คงไม่มีใครกล้าเข้ามาทำอะไรหนู”


…หา!?...ไม่ดี…ไม่ดีแน่ๆเลยค่ะ!...


“เอ่อ…แล้วถ้าหนูไม่ตกลงล่ะคะ”  สาวน้อยพูดด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน


“แต่พ่อว่ามันก็ดีอยู่นะ  อย่างแรก…ฮิรุยะคุงเป็นคนที่ค่อนข้างมีอิทธิพลในโรงเรียนสูงมาก  และด้วยนิสัยที่กล้าหาญของเขา  คิดว่าเขาจะต้องปกป้องหนูได้แน่ๆถ้าหากมีคนคิดร้ายกับหนู"


...โธ่...คุณพ่อ…คนอื่นเขาไม่ได้คิดร้ายกับหนูหรอกค่ะ…คงมีแต่หมอนี่มากกว่าที่คิดจะทำแบบนั้น...


“ข้อที่สอง…พ่อเองก็อยากให้หนูกับฮิรุยะคุงได้คุยกันดีๆบ้าง  กิจการของเราในอนาคตยังต้องทำงานร่วมกันกับตระกูลโยชิฟุมิอยู่นะลูก  พ่อเลยอยากให้เราสามัคคีกันไว้ก่อน”


“แต่ว่า…หนู…”


“พ่อรู้ว่าหนูอาจจะไม่สะดวกใจ…แต่พ่อคำนึงถึงความปลอดภัยของหนูมากกว่านะ  เพราะพ่อเองก็คาดเดาไม่ได้เหมือนกัน…ว่าวันนึงจะมีคนที่อิจฉาริษยาลูกโผล่มาอีกรึเปล่า”


...รู้สึกอึดอัดใจชะมัดเลย...


“ลองให้โอกาสฮิรุยะคุงเขาแก้ตัวดูสักหน่อยเถอะนะ  ชุนเองก็ออกปากรับรองแล้วว่าจะไม่มีเรื่องแย่ๆระหว่างหนูกับฮิรุยะคุงเกิดขึ้นอีกแน่นอน”


เมกามิได้ฟังดังนั้นก็หลุบสายตาลงต่ำเพราะไม่สามารถปฏิเสธในความหวังดีของผู้เป็นพ่อได้เลย


“…ค่ะ”


“เอาไว้พอพ่อจัดการโครงการใหญ่ของบริษัทเราเสร็จเมื่อไหร่…เห็นทีพ่อคงต้องรีบหาบอดี้การ์ดมือดีมาติดตามลูกไว้สักคนแล้ว” 
 

โคจิบอกกล่าวกับบุตรีคนงามพร้อมกับลูบศีรษะของเธอเบาๆ  “หนูจะได้ไม่ต้องรู้สึกอึดอัด…ดีไหม?”


“ค่ะคุณพ่อ”


อดีตเทพธิดาผู้เลอโฉมได้แต่หลับตาลงแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆอย่างเสียมิได้


…จากนี้ไปจะวุ่นวายขนาดไหนกันล่ะเนี่ย…ไม่อยากจะคิดเลยจริงๆ…


…อดทนไปอีกสักนิดนึงแล้วกันนะ…เมกามิ...








ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #18 Rawiwanzc (@Rawiwanzc) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 28 มีนาคม 2562 / 22:33
    เห็นประโยคนี้ของฮิรุยะแล้วถึงกับขำก๊าก

    "…เราเองก็เคยเล่นเกมส์ในมือถือมาบ้างเหมือนกัน…แต่ก็จำใครไม่ได้เลยนอกจากเจ้าแม่ทัพเก่งๆที่ชื่อลิโป้อะไรเนี่ย…"

    จ้า...เจ้าคนเก่งๆคนนั้นก็คือคนที่กระโดดล็อคคอนายจากตอนที่ 12 นั้นแหละ 555
    #18
    1