Retrouvailles

  • 600% Rating

  • 3 Vote(s)

  • 2,628 Views

  • 53 Comments

  • 93 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    257

    Overall
    2,628

ตอนที่ 24 : (ย้อนอดีต) : อัจฉริยะท้ายตำหนัก กุนซือสองแผ่นดิน 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 68
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    15 มิ.ย. 62

“ทะ…ท่านแม่ทัพ…แฮหัวตุ้น!?”


“นี่พวกท่านกำลังทำอะไรกันอยู่?”  


น้ำเสียงไพเราะกังวานที่ดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของแฮหัวตุ้นทำให้ทุกคนต้องไล่สายตามองตามไปพร้อมๆกัน  ก่อนที่พวกเขาจะพบกับบุรุษวัยกลางคนที่มีใบหน้าอ่อนเยาว์ราวกับเด็กหนุ่มอายุยี่สิบต้นๆ  เขาสวมชุดอาภรณ์สีครามและเครื่องประดับศีรษะประจำตำแหน่งที่บ่งบอกถึงสถานภาพอันสูงส่งเหนือกว่าขุนนางทั่วๆไป


“ท่านเสนาธิการซุนฮก!?”


ซุนฮกควบม้าให้เดินไปหยุดอยู่ข้างๆแม่ทัพหนุ่มตาเดียวที่กำลังเก็บดาบเล่มยักษ์เอาไว้ในฝักดาบเช่นเดิม  จากนั้นจึงปรายตามองไปรอบๆแล้วถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย


“พวกท่านคงไม่ได้ทะเลาะกันอีกแล้วใช่ไหม?"


“ข้าก็ไม่ได้อยากทะเลาะด้วยหรอกนะ…แต่เจ้าเชลยนี่บังอาจพูดจาจาบจ้วงตระกูลโจของท่านมหาอุปราชขึ้นมาก่อนเองต่างหาก!!  แล้วจะให้ข้าทนฟังมันอยู่เฉยๆได้อย่างไร!?”  โจหยินรีบชิงกล่าวอธิบายขึ้นมาฉอดๆ  


และเมื่อกล่าวถึงตระกูลโจ...ก็ทำให้แฮหัวตุ้นต้องเบนสายตามองไปยังบุรุษหน้าหยกราวกับกำลังมองหาความจริงจากเขา  


“เป็นความจริงอย่างนั้นหรือ…ท่านชีซี?”  เสนาธิการคนเก่งหันไปถามชีซีด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัย


“เฮ้อ…”


“แล้วข้าจะพูดเช่นนั้นไปเพื่ออะไรกัน?”  นักปราชญ์หนุ่มรูปงามพูดแก้ตัวขึ้นมาพร้อมกับทำลอยหน้าลอยตาเหมือนทองไม่รู้ร้อน  เมื่อแม่ทัพร่างยักษ์ได้ยินเช่นนั้นจึงต้องรีบพูดสวนขึ้นมาทันควัน


“ไม่จริง!  ท่านซุนฮก…หากไม่เชื่อท่านจะลองถามทหารที่นี่ดูก็ได้!!”


“จริงขอรับ!”


“ท่านชีซีพูดจาจาบจ้วงตระกูลโจจริงๆนะขอรับ!”


เสียงคำกล่าวสมทบเซ็งแซ่ของเหล่าทหารดังขึ้นแข่งกันจนแทบจะฟังไม่รู้เรื่อง  แต่ชีซีกลับทำแค่เพียงกระตุกยิ้มขึ้นที่มุมปากหยักสวยของเขา  แสดงถึงความรู้สึกไม่ยี่หระต่อคำพูดใดๆ


“ท่านซุนฮก…ท่านอย่าได้ลืมไปเสียว่าเหล่าทหารพวกนี้ต่างก็เป็นบริวารของโจหยินทั้งสิ้น  ส่วนตัวของข้านั้นมีสถานะแทบไม่ต่างจากเชลยศึกของที่นี่…มีหรือที่จะมีใครสักคนมาเข้าข้างคนอย่างข้า?”


ถ้อยคำที่ฟังดูมีเหตุมีผลอย่างชาญฉลาดนั้นทำให้ซุนฮกต้องพยักหน้าเบาๆอย่างเห็นพ้องต้องกันไปด้วย  


...ก็ถูกของเขา...


“ท่านชีซี...ท่านอย่าได้คิดเช่นนั้นไปเลย  อันตัวของท่านนั้นคือผู้ทรงปัญญาที่เปี่ยมล้นไปด้วยคุณธรรม...หาได้เป็นเชลยศึกใดๆตามที่ท่านกล่าวไม่”


...เหอะ!... 


สิ่งที่ซุนฮกได้กล่าวขึ้นมานั้นทำให้ชายหนุ่มในชุดอาภรณ์สีขาวต้องแอบแค่นหัวเราะด้วยความรู้สึกสมเพชอยู่ในใจ  นี่นึกว่าเขาโง่เง่าเสียจนไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยหรืออย่างไรกัน


“ท่านไม่ต้องพูดจาเอาอกเอาใจข้าถึงเพียงนั้นหรอก…ท่านเสนาธิการ”


“สิ่งที่ข้าได้พูดออกไปนั้นมันเป็นเรื่องจริงที่ท่านเองก็คงจะรู้อยู่แก่ใจ…คนที่มีความคิดอ่านฉลาดเป็นกรดอย่างท่านน่ะ...จำเป็นที่ข้ายังจะต้องอธิบายอะไรให้ฟังอีกหรือ?"


“ท่านชีซีกำลังหมายความเช่นไรกัน?”  ซุนฮกเลิกคิ้วขึ้นอย่างไม่เข้าใจในความหมายของอีกฝ่ายจริงๆ


"นี่...ท่านเสนาธิการ..."


"คิดว่าข้าไม่รู้หรือ...ว่าท่านเองก็จงรักภักดีต่อโจโฉไม่ต่างจากเหล่าทหารที่ไร้ค่าพวกนี้"


“การที่ท่านมาปั้นหน้าพูดจายกยอข้าเช่นนี้  มันมิใช่หนึ่งในแผนการของโจโฉที่ตั้งใจส่งสุนัขรับใช้ที่ฉลาดที่สุด...ให้มาพูดจาหว่านล้อมเพื่อที่จะหลอกใช้งานข้าอย่างนั้นหรอกหรือ?” 


ถ้อยคำที่แทบจะไม่ต่างจากผรุสวาจาทำให้แฮหัวตุ้นทำท่าจะชักดาบที่อยู่ในฝักขึ้นมาอีกครั้ง  แต่ทว่าซุนฮกก็ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณห้ามปรามเขาเอาไว้เสียก่อน


"....."


“ข้ารู้สึกเสียใจจริงๆที่ถูกท่านมองเช่นนั้น  แต่ก็ช่างเถิด…ในเมื่อข้าทำงานให้กับท่านมหาอุปราช  จะทำให้ท่านคิดเช่นนี้ก็คงไม่แปลก”  ซุนฮกกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้มบางเบา


"แต่ในความเป็นจริงแล้วท่านมหาอุปราชนับถือและเลื่อมใสในสติปัญญาอันทรงคุณธรรมของท่านเป็นอย่างมาก  ตัวของท่านโจโฉเองก็พยายามที่จะหาทางพูดคุยปรึกษากับท่านอยู่หลายครั้งหลายครา…หากแต่ตัวของท่านยังคงไม่เคยเปิดโอกาสให้กับท่านมหาอุปราชของเราเลยสักครั้ง…”


คำพูดที่ฟังดูอ่อนโยนเต็มไปด้วยถ้อยทีถ้อยอาศัยนั้น  ทำให้โจหยินเผลอทำหน้าตาเบื่อหน่ายออกมาโดยไม่รู้ตัว


...เสียเวลาเปล่าๆน่าท่านซุนฮก…ไอ้คนหัวดื้อเช่นนี้มันไม่มีทางสนใจคำพูดของท่านเป็นแน่...


“หากมีสักคราที่ท่านทั้งสองได้มีโอกาสนั่งดื่มและพูดคุยกัน…ท่านจะสัมผัสได้เลยว่าท่านมหาอุปราชไม่เคยมองท่านในแง่ของเชลยศึกเลยแม้เพียงสักครั้ง"


“หึ…สิ่งนั้นมันไม่จำเป็นเลยสักนิด”  ชีซีที่นั่งฟังอยู่บนหลังอาชาสีขาวยังคงแค่นหัวเราะออกมาโดยไม่มีทีท่าว่าจะหลงลมปากของเสนาธิการคนเก่งเลยแม้แต่น้อย


"ช่างน่าอิจฉาจริงๆ ที่โจโฉนั้นมีบริวารผู้ซื่อสัตย์และจงรักภักดีอย่างท่าน”


“แต่ก็น่าเสียดายเช่นกัน...ที่คนเก่งและแสนดีอย่างท่านกลับเลือกที่จะรับใช้ทรราชย์และทำตัวเป็นกบฏมากกว่าที่จะรักษาแผ่นดินของเรา!”  


เมื่อกล่าวจบเจ้าของใบหน้างดงามก็หันหลังแล้วควบม้าออกวิ่งไปในทันที  โดยที่มีเหล่าทหารผู้ติดตามรีบควบม้าตามไปด้วยโดยไม่ยอมให้คลาดสายตา


“เห็นหรือเปล่าท่านซุนฮก!  ท่านเชื่อในสิ่งที่ข้าบอกแล้วหรือยัง!?”  โจหยินรีบหันมาพูดกับเสนาธิการรูปงามพลางชี้นิ้วไปยังทิศทางที่ชีซีได้ควบม้าออกไป


“ข้ารู้อยู่แล้ว…ว่าชายผู้นี้จงเกลียดจงชังนายท่านอย่างกับอะไรดี” 
 

ซุนฮกหรี่ตาลงมองแม่ทัพร่างสูงใหญ่ที่อยู่ตรงเบื้องหน้า  “แต่ท่านก็อย่าได้ลืมไปเสีย...ว่าท่านโจโฉยังต้องการพึ่งพามันสมองและสติปัญญาของเขาในการเขียนตำราค่ายกลอยู่อีกมาก"


“ตัวท่านเองก็เถอะ…เหตุใดถึงชอบไปมีปากมีเสียงกับเขานัก  ก็รู้อยู่ว่าเวลาชายผู้นี้โมโหฉุนเฉียวขึ้นมาแล้วก็พาลจะทิ้งการทิ้งงานเอาเสียดื้อๆ”


“ก็ข้า…หมั่นไส้นี่นา”


“เก็บความหมั่นไส้ของท่านเอาไว้ในใจเพื่อท่านมหาอุปราชและแผ่นดินของเราน่าจะดีเสียกว่ากระมัง"  กล่าวจบซุนฮกก็ค่อยๆควบม้าให้เดินออกจากบริเวณนั้นไป


“ก็ได้...ข้าผิดไปแล้ว  นับแต่นี้ไปข้าจะพยายามไม่เข้าใกล้เจ้าหนุ่มนั่นอีกก็แล้วกัน”  เจ้าของร่างบึกบึนจำใจต้องยอมตกปากรับคำอย่างเสียไม่ได้


…ก็เพราะความฉลาดหลักแหลมและหลอกล่อได้ยากเช่นนี้แหละจึงทำให้ท่านโจโฉโปรดปรานในตัวของเขายิ่งนัก…


…ถ้าหากเราทำให้ชีซียินยอมเข้าร่วมกับวุยได้  การรวบรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่งเดียวตามปณิธานของนายท่านก็คงจะประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้นไปอีกขั้น...


กุนซือแห่งอาณาจักรวุยครุ่นคิดอยู่ในใจก่อนที่จะผุดรอยยิ้มขึ้นบางๆ  ภายใต้สายตาแน่นิ่งของแฮหัวตุ้นที่ลอบมองเขาอยู่ในชั่วขณะหนึ่ง  จากนั้นทั้งสองจึงควบม้ากลับเข้าเขตของพระราชวังหลวงกันไปอย่างเงียบๆ






           เวลาเดินเข้าสู่ยามโพล้เพล้จนเกือบจะพลบค่ำ  ดวงตะวันสีแสดที่เคยสาดแสงค่อยๆลาลับหายจากขอบฟ้า  ชีซีได้เดินทางกลับเข้ามาในเขตของพระราชวังหลวง  เขาดีดตัวลงจากหลังม้าก่อนที่จะล่ามมันเอาไว้ใต้ต้นไม้  จากนั้นจึงเดินตรงดิ่งเข้าไปที่จวนหลังใหญ่ของตนเอง


เจ้าของร่างสันทัดเดินบ่นพึมพำอย่างไม่สบอารมณ์ไปรอบๆห้องพำนักของเขาอยู่พักใหญ่ๆ  คงเนื่องมากจากการต่อปากต่อคำของเขากับโจหยินยังไม่มีการตัดสินให้รู้แพ้รู้ชนะเพราะถูกแฮหัวตุ้นเข้ามาขัดจังหวะเอาไว้ก่อน  แล้วแบบนี้ปัญหาที่แสนจะคาราคาซังนี่มันจะจบลงเมื่อใดกันเล่า?


...มันน่าโมโหจริงๆ!...นี่ยังไม่รวมถึงเรื่องที่มันพูดจาจาบจ้วงมารดาของข้าอีกนะ!...


แต่ไม่ว่าจนแล้วจนรอดอย่างไรเขาก็ยังไม่สามารถคิดหาทางจัดการกับปัญหาที่เป็นเหมือนไฟสุมทรวงเช่นนั้นได้  ชายหนุ่มจึงค่อยๆละความพยายามแล้วสงบจิตใจให้เย็นลงก่อนเสียก่อน...


เอาเถิด...คิดมากไปตอนนี้ก็ยังไม่มีประโยชน์  ไปอาบน้ำชำระล้างร่างกายให้สมองปลอดโปร่งก่อนน่าจะดีเสียกว่า


ในที่สุดชีซีจึงตัดสินใจเปลื้องอาภรณ์ออกจากเรือนร่างที่หนุ่มแน่นงดงาม  จากนั้นเขาจึงเดินหายเข้าไปในห้องอาบน้ำแล้วหย่อนกายลงในถังไม้ใบใหญ่ที่มีน้ำอุ่นและควันระอุเจือจาง  


อา...นี่มันช่วยให้ทุกความรู้สึกของเขาผ่อนคลายลงได้จริงๆด้วยสิ


แต่ทว่าหลังจากที่แช่ตัวอย่างผ่อนคลายได้เพียงไม่นานนัก  ชายหนุ่มก็ได้ยินเสียงเหมือนประตูห้องของเขาถูกขยับเขยื้อนเปิดออก  ทำให้เขาต้องค่อยๆพาร่างของตนเองขึ้นจากถังแช่ตัวอย่างระมัดระวังเพื่อให้เกิดเสียงน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้


บุรุษหน้าหยกเอื้อมมือไปคว้าเสื้อคลุมสีขาวขึ้นมาสวมเอาไว้อย่างลวกๆ  เขาค่อยๆหยิบเอามีดสั้นที่ซ่อนเอาไว้ภายในเสื้อคลุมตัวนั้นขึ้นมาถือเอาไว้ในมือ  เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการมาเยือนของแขกที่ไม่ได้รับเชิญอย่างกะทันหัน


…ใครกัน…ที่จะเข้ามาในจวนของข้าในเวลาพลบค่ำเช่นนี้ได้?...แถมยังไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือกล่าวคำขออนุญาตใดๆเลยอีกต่างหาก…นั่นต้องมิใช่การมาเยือนด้วยความประสงค์ดีเป็นแน่…


...หรือว่า...เจ้าโจหยินคิดจะมาสะสางบัญชีแค้นกับข้าอีกครั้งกัน?...


เมื่อเห็นเงาตะคุ่มเดินดุ่มๆเข้ามาใกล้บริเวณห้องอาบน้ำมากขึ้น  ชายหนุ่มจึงรีบหลบไปแอบอยู่ทางด้านข้างของประตูอย่างว่องไว  ชีพจรของเขาเต้นเร็วขึ้นด้วยความรู้สึกลุ้นระทึกอย่างบอกไม่ถูก  ปฏิกิริยาของร่างกายก็ตื่นตัวอยู่ทุกขณะจิต  พร้อมที่จะรับมือกับบุคคลปริศนาที่กำลังเดินเข้ามาได้ทุกเมื่อ


ทันใดนั้นเมื่อประตูไม้บานใหญ่ของห้องอาบน้ำถูกเปิดออก  นักปราชญ์หนุ่มจึงรีบกระโจนเข้าไปแล้วใช้แขนของเขารัดรึงลำคอของผู้มาเยือน  ปลายมีดสั้นที่อยู่ในมือของเขาจ่อเข้าไปที่ลำคอของอีกฝ่ายโดยไม่รั้งรอ  ถึงแม้ว่าบุคคลปริศนานั้นจะอยู่ในชุดผ้าคลุมตัวยาวที่ปกปิดใบหน้าและศีรษะจนไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเป็นใครก็ตาม


“เจ้าเป็นใคร…แล้วเหตุใดถึงได้บุกรุกเข้ามาที่จวนของข้าในยามวิกาลเช่นนี้?”


“…..” 


เมื่อไม่มีเสียงตอบรับใดๆจากผู้มาเยือน  ชายหนุ่มจึงกระชับเรียวแขนที่พันธนาการลำคอของอีกฝ่ายให้แน่นหนายิ่งขึ้น  ก่อนที่จะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบแน่นิ่งออกมาอีกครั้ง


“ข้าถามว่าเจ้าเป็นใคร?"


“ข้า…”  บุคคลปริศนาเอื้อนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ขาดห้วงลงไป  ทำให้เขารู้สึกแปลกประหลาดใจขึ้นมาในทันทีที่ได้ยินเสียงของอีกฝ่าย


…เสียงนี้…สตรีอย่างนั้นหรือ?...


“ช่วยปล่อยข้าก่อนจะได้หรือไม่?”  


หลังจากที่ได้ยินน้ำเสียงหวานใสไพเราะกล่าวขึ้นในเชิงขอร้อง  ชีซีจึงตัดสินใจค่อยๆปล่อยร่างของผู้มาเยือนให้เป็นอิสระแต่โดยดี


เมื่อร่างกายถูกปลดปล่อยจากพันธนาการดังกล่าว  เจ้าของร่างปริศนาจึงถลกชุดคลุมในส่วนที่ปิดบังใบหน้าและศีรษะออก  เผยให้เห็นใบหน้าที่แสนงดงามดุจเทพธิดาที่สถิตย์อยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้า  ผิวกายที่ขาวผ่องราวกับหิมะในฤดูหนาวและเรือนผมสีเงินที่ส่องประกายเงางามแปลกตานั้นทำให้ชายหนุ่มต้องถึงกับอ้าปากค้างในความงดงามเสียจนพูดไม่ออก  


ริมฝีปากรูปหัวใจอิ่มเอิบสีดอกโบตั๋นขยับยกขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับแตะแต้มรอยยิ้มละมุนละไมไปด้วยในขณะเดียวกัน


“ข้าต้องขออภัยด้วยที่เข้ามาบุกรุกจวนของท่านในยามวิกาลเช่นนี้…”


“เมื่อคราก่อนนั้นข้าได้เคยเข้ามาที่จวนแห่งนี้แล้วครั้งหนึ่ง  เพียงแต่ในตอนนั้นที่นี่ยังคงเป็นเพียงแค่จวนที่ว่างเปล่า  ข้าจึงไม่ทราบมาก่อนว่าในปัจจุบัน...จะมีผู้เข้ามาพำนักอาศัยอยู่แล้ว"


ทางฝ่ายของชีซีก็ได้แต่ยืนตกตะลึงจนไม่สามารถคิดตอบโต้บทสนทนาใดๆได้ทัน  คงมีแต่สมองของเขาเท่านั้นแหละที่กำลังพินิจพิจารณาเกี่ยวกับเจ้าของร่างงามที่ยืนอยู่ตรงหน้า


…ระ…เรือนผมสีเงินเป็นประกายที่ไม่มีมนุษย์คนใดในโลกจะพึงเสมอเหมือน…เหมือนกับที่ท่านอาจารย์สุมาเต็กโชได้เคยเล่าให้เราฟังมาตลอด...


…อย่าบอกนะว่า…นี่คือ…


…ตำนานเทพธิดาที่มีอยู่จริง!?...


ชายหนุ่มรูปงามกะพริบตาถี่ๆสลัดไล่ความงงงวย  ก่อนที่จะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด


“ทะ…ท่านคือ…”


“ทะ…เทพธิดา…อย่างนั้นหรือ?"


“แล้วท่านคิดว่าอย่างไรกันเล่า?”  


บุรุษหน้าหยกเผลอสะดุ้งตัวขึ้นเล็กน้อยอย่างแทบจะไม่เชื่อสายตาของตัวเอง  เมื่อผู้อยู่เหนือธรรมชาติสะบัดมือไปทางประตูจวนที่เปิดอ้าอยู่ไกลๆให้ปิดลงได้อย่างน่าอัศจรรย์  ทั้งๆที่เธอยังไม่ได้สัมผัสกับมันแม้กระทั่งปลายนิ้ว  


เดี๋ยวสิ...ของแบบนั้นมนุษย์ธรรมดาๆจะไปทำได้อย่างไรกัน?  ร่างของเธออยู่ห่างจากประตูเป็นสิบๆก้าวเลยนะ!


…หรือว่า…เสียงของทหารในขบวนอันยิ่งใหญ่ที่เราได้ยินนั้นเมื่อตอนกลางวันนั่นก็คือ…


เจ้าของร่างสัดทัดในชุดอาภรณ์สีขาวรีบนั่งคุกเข่าลงตรงหน้าของผู้อยู่เหนือธรรมชาติทันที  เมื่อความคิดอ่านของเขาเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้แล้วว่าสิ่งใดเป็นสิ่งใด


"ข้าน้อยชีซี  ขอถวายการสักการะต่อท่านเทพธิดา"


“ข้าต้องขออภัยเป็นอย่างสูงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่…ที่ข้าได้บังอาจจาบจ้วงล่วงเกินและประทุษร้ายต่อท่าน  ขอท่านเทพธิดาโปรดลงโทษข้าในสถานหนักที่สุดที่ข้าพึงควรจะได้รับด้วยเถิด”


“ท่านไม่ต้องคิดมากไปหรอก…ข้าเองก็มีส่วนผิดที่บุ่มบ่ามเข้ามาเช่นนี้”


“แต่ข้า…”  


“ข้าบอกว่าไม่เป็นไร”


“ขะ…ขอรับ”


เทพธิดาแห่งเนตรนภาผุดรอยยิ้มออกมาบางเบา  เมื่อเห็นท่าทางที่เต็มไปด้วยความสำนึกผิดของคนที่นั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้า


 “ท่านนี่เป็นคนรู้จักผิดชอบชั่วดี…สมกับที่เป็นลูกศิษย์ของผู้รู้ชอบเช่นซินแสคันฉ่องวารีเสียจริงๆ"


…ท่านอาจารย์…เคยพูดให้ข้าฟัง...ว่าตำนานเทพยดาแห่งสรวงสวรรค์นั้นมีอยู่จริง…


…คงเป็นเพราะท่านได้เคยสัมผัสมาด้วยสายตาของท่านเองแล้วอย่างนั้นสินะ...


“ท่านเทพธิดา…รู้จักกับท่านอาจารย์ของข้าด้วยหรือขอรับ?”


“รู้จักอย่างนั้นหรือ...”  เทพยดาผู้เปล่งประกายงดงามหัวเราะเสียงใสขึ้นมาเบาๆ 


 “หากเป็นดังเช่นที่ท่านกล่าวมา...ก็ถือว่าเป็นเกียรติของข้ายิ่งนัก"


“ขอรับ”


“เอาล่ะ…ท่านเลิกเอาแต่ก้มหน้าสำนึกผิดแล้วลุกขึ้นมาเถิด”  


เทพธิดาแห่งเนตรนภากล่าวขึ้นพร้อมกับยื่นมือไปไว้ตรงหน้าของชีซี  หากแต่นั่นกลับทำให้ชายหนุ่มเอาแต่จับจ้องฝ่ามือขาวนวลผ่อง  ด้วยแววตาที่กำลังสับสนว่าจะมันเป็นการสมควรหรือไม่


“ข้า…”


“...ลุกขึ้นเถิด”


ในขณะที่ชีซีตัดสินใจค่อยๆยื่นมือไปหาอัปสรสวรรค์ผู้งดงามนั้นเอง…ภาพทุกอย่างก็เลือนหายไปจนมองไม่เห็นอะไรอีก  


สติสัมปชัญญะสุดท้ายของเมกามิสั่งให้เธอทำได้แค่เพียงปรือตามองเจ้าของใบหน้าอบอุ่นอยู่ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น


…รุ่นพี่…โฮชิงากิ…


"รุ่นพี่..."


…ชีซี…


…เขาคือชีซี?...อย่างงั้นเหรอ?...


จากนั้นภาพทุกอย่างที่อยู่รอบๆตัวของเด็กสาวก็ดับวูบลงไปพร้อมกับสติที่เคยหลงเหลืออยู่  กำไลหยกสีขาวบริสุทธิ์ที่อยู่ในข้อมือของเธอก็กลับกลายมาเป็นสีเขียวเช่นเดิม  ในขณะที่ฮาจิเมะก็ยังคงร้องเรียกชื่อของเด็กสาวที่นอนสลบไสลไม่ได้สติอยู่ในอ้อมแขนของเขา


“ชิรายูกิ!?”


“ชิรายูกิ!?”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

0 ความคิดเห็น