Retrouvailles

  • 600% Rating

  • 3 Vote(s)

  • 2,246 Views

  • 41 Comments

  • 90 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    287

    Overall
    2,246

ตอนที่ 23 : (ย้อนอดีต) : อัจฉริยะท้ายตำหนัก กุนซือสองแผ่นดิน 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 69
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    24 เม.ย. 62

เมืองฮูโต๋  (การมาเยือนวุยก๊กครั้งที่สองของเทพธิดาแห่งเนตรนภา)


“เปิดประตู!!!"


เมื่อเสียงตะโกนให้สัญญาณของหัวหน้าหน่วยทหารสิ้นสุดลง  ประตูทางเข้าของพระราชวังกลางเมืองจึงค่อยๆเปิดขึ้น  ปรากฏให้เห็นขบวนเดินเท้าและขบวนรถม้าของกองทหารที่ดูยิ่งใหญ่กว่าครั้งไหนๆ…ซึ่งมันดูยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าขบวนเสด็จขององค์ฮ่องเต้เสียอีก

เสียงตะโกนแข็งขันของเหล่าทหารทั้งขบวนดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน  ทำให้ชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังนั่งเขียนหนังสืออยู่ในจวนใหญ่  ซึ่งตั้งอยู่ภายในรั้วของพระราชวังต้องเงี่ยหูฟังเสียงนั้นด้วยความประหลาดใจ

...มีคนใหญ่คนโตมาอย่างนั้นหรือ?...

“หรือว่าโจโฉจะไปออกรบ?...อืม…แต่ช่างเถอะ”  นักปราชญ์หนุ่มผู้มีใบหน้างดงามกล่าวพึมพำเบาๆ  ก่อนที่จะใช้ปลายพู่กันจุ่มหมึกสีดำแล้วลงมือเขียนหนังสือของเขาต่อ  

"มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับข้าเสียหน่อย”


แต่เมื่อชายหนุ่มลงมือเขียนหนังสือไปได้แค่เพียงไม่กี่อึดใจ  เสียงของบ่าวรับใช้คนหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากหน้าประตูห้องของเขาเสียก่อน

“ท่านชีซี…”

“ท่านชีซีขอรับ”

เจ้าของร่างเพรียวบางถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายเมื่อถูกขัดจังหวะความคิดที่กำลังบรรเจิดให้ชะงักลง  ทำให้เขาต้องลุกขึ้นไปเปิดประตูด้วยอารมณ์ขุ่นมัวเล็กๆอย่างเสียไม่ได้

“อะไรของเจ้า?”

“ท่านชีซีขอรับ…คือว่า…”  

บ่าวรับใช้หนุ่มรีบกล่าวรายงานขึ้นทันทีเมื่อเห็นผู้เป็นเจ้าของห้องเปิดประตูขึ้น  แต่ก็ไม่ทันที่เจ้าของใบหน้าหล่อเหลางดงามนั้นจะพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน  ถึงแม้ว่าปากของเขาจะเอ่ยถามสาเหตุของการมาถึงของอีกฝ่าย  แต่ทว่าในใจของเขากลับรู้สึกหงุดหงิดเสียจนไม่อยากที่จะสนใจฟังคำอธิบายใดๆ

“เหตุใดเจ้าถึงมาขัดจังหวะเวลาเขียนหนังสือของข้าเช่นนี้  ก็รู้อยู่ไม่ใช่หรือ...ว่าเวลาที่เสียสมาธิแล้ว…มันจะทำให้ข้าหงุดหงิดมากขนาดไหน?”

น้ำเสียงเย็นเยียบของชีซีทำให้บ่าวรับใช้ต้องก้มหน้างุดด้วยความรู้สึกผิดพร้อมกับผงกศีรษะขอโทษขอโพยเขาเป็นการใหญ่

“ข้าทราบดีขอรับ...”  เด็กรับใช้หนุ่มกล่าวรับคำ  

“แต่ข้ามีเรื่องด่วนจะรายงานท่าน  คือเมื่อสักครู่นี้…”  

หากแต่สิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามกำลังจะเอ่ยปากบอกก็ต้องชะงักลงไปอีกครั้ง  เมื่อกุนซือหนุ่มผู้ทรงปัญญาได้ยกฝ่ามือข้างหนึ่งขึ้นมาเป็นเชิงห้ามปรามเสียก่อน  นี่เขาคงไม่คิดที่จะฟังอะไรเลยจริงๆสินะ...

“ก็ข้าพูดอยู่ว่าข้ากำลังหงุดหงิด…ตอนนี้เจ้าไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น”  

เจ้าของร่างสันทัดผิวสีเปลือกไข่สะบัดตัวหันหลังให้กับคนตรงหน้าอย่างหัวเสีย  “ไปบอกโจโฉด้วยว่าข้าจะออกไปล่าสัตว์ในป่า”

“ให้รีบจัดหาม้ามาให้ข้าเดี๋ยวนี้  ส่วนจะเอาทหารตามมาคุมตัวข้าสักกี่คนก็สุดแท้แต่”

“แต่ว่า…ตอนนี้ท่านโจโฉ…”

“รีบไปสิ!  ก่อนที่ข้าจะโมโหและเผาตำราค่ายกลให้มอดไหม้ขึ้นมาจริงๆ!"  บุรุษหน้าหยกหันไปตวาดบ่าวรับใช้โดยไม่สนใจใยดีอะไร  ถึงแม้ว่าโจโฉจะมีตำแหน่งเป็นถึงมหาอุปราช  แต่ไม่ว่าอย่างไรเสียเขาก็ต้องยอมตามใจชีซีทุกอย่างอยู่ดี

เพราะอะไรน่ะหรือ?  ก็เพราะว่าโจโฉต้องการให้ชีซีเขียนตำราค่ายกลให้น่ะสิ  คนที่ฉลาดหลักแหลมและมีความคิดที่แยบยลอย่างเขา  ไม่ใช่บุคคลที่จะหาเจอได้ง่ายๆในแผ่นดินยุคนี้อีกแล้ว

“ขอรับ…ข้าจะรีบไปเดี๋ยวนี้เลยขอรับ”  บ่าวรับใช้ผงกศีรษะรับคำแล้วรีบเดินกลับไปที่พระราชวังหลวงตามคำสั่งของเขาอย่างรวดเร็ว

ชีซีขมวดคิ้วเข้าหากันจนใบหน้างามๆของเขาดูยุ่งเหยิงไปหมด  ร่างเพรียวบางสะบัดชายอาภรณ์แล้วจึงเดินไปหยุดอยู่ที่ตั่งนอนไม้สักตัวยาว  ก่อนที่เขาจะทิ้งตัวลงไปนอนอยู่บนนั้นพลางหยิบตำรายุทธพิชัยขึ้นมาอ่านฆ่าเวลาไปด้วย  

แต่ถึงกระนั้นในใจของเขาก็แอบกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ลึกๆ  เพราะเขารู้ดีว่าโจโฉนั้นยังต้องพึ่งปัญญาและมันสมองของเขาอีกมาก  จึงต้องตามใจเขาไปเสียทุกอย่างไม่ว่าเขาจะต้องการสิ่งใด...เนื่องจากกุนซือหนุ่มผู้นี้ได้เคยลั่นว่าจาเอาไว้แล้วว่าพร้อมที่จะปลิดชีพตนเองทุกเมื่อหากเขาต้องการ  ซึ่งนั่นก็หมายความว่าโจโฉจะไม่มีโอกาสได้อ่านตำราค่ายกลจากเขาอีก  ทำให้มหาอุปราชผู้ยิ่งใหญ่ต้องดูแลประคบประหงมเอาใจเขาไม่ให้ขาดตกบกพร่องเป็นอย่างดี

…ข้าไม่มีวันลืมเรื่องที่เจ้าทำกับข้าเอาไว้อย่างแสนสาหัสหรอกนะ  เจ้าโจโฉ…




เวลาผ่านไปแค่เพียงชั่วระยะหนึ่ง  บ่าวรับใช้หนุ่มก็รีบกุลีกุจอเดินเข้ามาหาผู้เป็นเจ้าของจวนอย่างว่องไว


“ท่านมหาอุปราชได้ส่งม้าและทหารจำนวนหนึ่งมาให้ท่านแล้วขอรับ”

“ดี…ข้าอยากเข้าป่าเสียจนใจจะขาดอยู่แล้ว”  นักปราชญ์รูปงามวางตำราพิชัยยุทธิ์ไว้บนตั่งนอนก่อนที่จะดีดตัวลุกขึ้นในทันที


“เอ่อ…แต่ว่า…”

“ท่านชีซีขอรับ…”

“ข้างนอกนั่น…”


ยังไม่ทันสิ้นเสียงแผ่วเบาของเด็กรับใช้ดี...ชายหนุ่มก็ต้องชะงักฝีเท้าลงอยู่ตรงหน้าประตูห้องของเขา  เมื่อได้พบกับร่างสูงกำยำของหนึ่งในแม่ทัพผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งอาณาจักรวุย  

แม่ทัพร่างบึกบึนควบม้ายืนรออยู่ในกลุ่มทหารผู้ติดตามนับสิบ  ริมฝีปากหนาที่อยู่บนใบหน้าคมเข้มยกยิ้มขึ้นฉายแววเย้ยหยัน  เมื่อเห็นแววตาของนักปราชญ์หนุ่มที่จ้องมองมาที่เขาเขม็ง


“ไม่ได้พบหน้ากันเสียนาน…ชีซี  เหตุใดเจ้าจึงต้องทำหน้าตาหม่นหมองเช่นนั้นด้วยเล่า?"


“โจหยิน?”


…นี่มันตั้งใจส่งคนที่เราไม่ถูกชะตาด้วย  ให้มาคุมตัวเราเช่นนั้นหรือ…
…จะดูถูกกันเกินไปแล้ว!...


ชีซีในชุดอาภรณ์สีขาวสลับลายมังกรเขียวเดินฝ่าวงล้อมของเหล่าทหารผู้ติดตามแล้วดีดตัวขึ้นไปอยู่บนหลังม้า  ดวงตาเฉียบคมที่ปราดมองอีกฝ่ายนั้นบ่งบอกถึงความไม่สบอารมณ์อย่างชัดเจน  ก่อนที่เขาจะควบม้าวิ่งหายออกไปทางป่าใหญ่  


ฝ่ายแม่ทัพร่างใหญ่เห็นดังนั้นก็ระเบิดหัวเราะออกมาเสียงดังสนั่น

“ฮ่าๆๆๆ!  พวกเจ้าเห็นหน้าของเจ้านักปราชญ์นั่นหรือไม่  ตอนที่มันเห็นหน้าข้า…หน้าของมันก็ซีดอย่างกับไก่ต้มเชียว!”

“จริงด้วย!”

“ข้าเห็นขอรับ…ก็ท่านโจหยินแข็งแกร่งและน่าเกรงขามเช่นนี้  มีหรือที่อีกฝ่ายจะไม่ยำเกรง”  ทหารม้าคนหนึ่งพูดขึ้นประจบสอพลอแม่ทัพหนุ่มเป็นการใหญ่  ทำเอาเจ้าตัวถึงกับเป็นปลื้มยกยิ้มกว้างเห็นฟันขาวอย่างคนเก็บอาการไม่อยู่

“ใช่แล้วขอรับ!"

“เรื่องนั้นข้ารู้อยู่แล้วล่ะน่า  แต่เอาล่ะ…ตอนนี้พวกเรารีบตามเจ้าหน้าหยกนั่นไปเถิด  ประเดี๋ยวเกิดคลาดสายตาขึ้นมาแล้วจะพากันวุ่นวายไปกันใหญ่”  เมื่อกล่าวจบโจหยินก็รีบควบม้าให้ออกวิ่งตามชีซีไปในเวลาเดี๋ยวนั้น

“ขอรับ!!!”

“ย่าห์!!!”
“ย่าห์!!!”


          เวลาผ่านไปราวๆหนึ่งชั่วยาม  ชายหนุ่มผู้ปราดเปรื่องก็ยังคงเอาแต่ควบม้าวิ่งไล่ล่าสัตว์ป่าน้อยใหญ่วนไปวนมาอยู่ในป่าเช่นนั้นโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดมือลงได้ง่ายๆ  ราวกับว่าเขากำลังกลั่นแกล้งให้เหล่าทหารผู้ติดตามต้องวิ่งตามเขาอยู่ตลอดเวลาโดยที่แทบจะไม่ได้หยุดพัก  สภาพอากาศที่ร้อนระอุในยามบ่ายทำให้ทหารหลายนายใกล้จะหมดแรงตามๆกันไป  ฝ่ายแม่ทัพหนุ่มร่างกำยำเมื่อเห็นสภาพของลูกน้องตนเองเช่นนั้นแล้วจึงร้องตะโกนใส่นักปราชญ์รูปงามอย่างหมดความอดทน

“เจ้าชีซี…นี่เจ้าคิดจะเอาแต่วิ่งล่าสัตว์แบบนี้ไปทั้งวันเลยหรืออย่างไร  เจ้าไม่เห็นหรือว่าพวกทหารต้องเหนื่อยล้ากับความต้องการที่เอาแต่ใจของเจ้ามากแค่ไหน!!?”

คำกล่าวของโจหยินทำให้ชายหนุ่มที่ควบอาชาสีขาวอยู่เบื้องหน้าต้องหยุดเท้าลงในทันที  ใบหน้างดงามหันมาจับจ้องคนที่อยู่ข้างหลังก่อนที่จะกระตุกรอยยิ้มที่มุมปากขึ้นอย่างผู้ชนะ

“อะไรกัน...เพียงแค่การควบม้าตามข้าอยู่ในป่าเพียงชั่วยามเดียวพวกเจ้ายังปริปากบ่นกันอย่างคนอ่อนแอเช่นนี้  แล้วมีหรือที่ในการศึกสงครามพวกเจ้าจะเป็นยอดนักรบที่แข็งแกร่งของอาณาจักรได้?”  

ชีซีพูดลอยหน้าลอยตาจนดูน่าหมั่นไส้  จากนั้นจึงหันมายิ้มเยาะใส่เจ้าของร่างบึกบึนอีกครั้ง
 
 “ดูเหมือนว่าข้าคงจะประเมินพวกเจ้าสูงเกินไปจริงๆสินะ”

“นี่เจ้า…!  สามหาวนัก!!”   ถ้อยคำดูถูกถากถางนั้นทำให้ขุนพลหนุ่มบนหลังอาชาสีดำต้องกำหมัดแน่นขึ้นมาอย่างเหลืออด  

“สักวันข้าจะเลาะฟันออกจากปากและตัดลิ้นของเจ้าไม่ให้พูดอะไรได้อีกเลยเชียว!!”


เจ้าของมันสมองอันปราดเปรื่องแค่นหัวเราะออกมาด้วยความสมเพชเมื่อเห็นอากัปกิริยาของอีกฝ่าย  เป็นถึงขุนพลแถวหน้าที่มีตำแหน่งใหญ่โตของอาณาจักร  แต่เหตุไฉนจึงถูกปลุกปั่นยุแหย่ให้แสดงอาการเกรี้ยวกราดออกมาได้ง่ายดายนักเล่า?

“ข้าอยากรู้เหลือเกิน…โจหยิน  ว่าคนที่ไร้ซึ่งการควบคุมอารมณ์และใช้แต่กำลังในการแก้ปัญหาอย่างเจ้า...ก้าวขึ้นมาเป็นยอดนักรบผู้แข็งแกร่งของอาณาจักรนี้ได้อย่างไร?”   กุนซือหน้าหยกหรี่ตามองแม่ทัพหนุ่มแน่นิ่ง  ท่ามกลางสายตาลุ้นระทึกของเหล่าทหารผู้ติดตามทั้งหลาย

…เอาแล้ว…
…สองคนนี้เริ่มปะทะคารมกันอีกแล้ว…


“คงมิใช่ว่าโจโฉแต่งตั้งเจ้าขึ้นมาเพราะเห็นว่าเป็นญาติผู้น้อง...แต่แท้ที่จริงแล้วเจ้ากลับไร้ซึ่งฝีมือและความสามารถใดๆเลยหรอกหรือ?  เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่ามันช่างน่าสมเพชเสียจริง”

“นี่เจ้า…!!!”

“เอ…หรือจะบอกว่าคนโง่ย่อมเห็นดีเห็นงามกับคนโง่ด้วยกันหรือเปล่านะ  เพราะอย่างไรเสียพวกเจ้าก็มาจากตระกูลคนโง่เหมือนๆกันไม่ใช่หรือ?"

“กำแหงนัก!!!”  แม่ทัพร่างกำยำในชุดเกราะสีน้ำเงินชักกระบี่เล่มใหญ่ที่พกติดตัวมาเพียงเล่มเดียวขึ้นมาชี้หน้าเจ้าของวาทะเชือดเฉือนอย่างหมดความอดทน  

“เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใครกันถึงมาพูดจาสามหาวเช่นนี้ได้!?”


ในระหว่างที่กำลังถกเถียงกันอยู่นั้นเอง  ทางด้านของโจหยินก็นึกหาทางเล่นงานอีกฝ่ายด้วยการกล่าวคำดูแคลนขึ้นมาบ้าง

"หึ..."

“เจ้าอย่าได้ลำพองใจไปนักเลยชีซี...ไม่ว่าตอนนี้เจ้าจะทำตัวเยี่ยงราชาในกรงทองเช่นไร  แต่ขอให้เจ้าจงจำใส่กะโหลกบางๆของเจ้าเอาไว้เสียบ้าง..."

“ว่าสถานะจริงๆของเจ้ามันก็ไม่ต่างอะไรจากเชลยศึกอยู่ดี...ดูจากการที่เจ้าต้องถูกพวกข้าตามคุมตัวอยู่ทุกฝีก้าวเช่นนี้  มันยังไม่ชัดเจนพออีกหรือ?”  

โจหยินกล่าวแล้วระเบิดเสียงหัวเราะออกมาด้วยความสะใจ  ทำเอาฝ่ายตรงข้ามต้องหางคิ้วกระตุกขึ้นมาอย่างมีอารมณ์เช่นกัน

…ไอ้ยักษ์นี่…!

“จริงด้วยสิ…ต่อให้เจ้าจะเห่าหอนออกมาว่าตระกูลโจนั้นปัญญาทึบแค่ไหน  แต่ก็คงฉลาดกว่าใครบางคนที่ถูกจดหมายของแม่หลอกล่อให้เอาตัวเองมาทิ้งไว้ที่ฮูโต๋อยู่ดีไม่ใช่หรือ!”  

เจ้าของร่างใหญ่ยักษ์หรี่ตาลงจ้องมองไปยังใบหน้างามๆของคนที่ควบม้าอยู่ตรงกันข้าม  ก่อนที่จะสาดวาทะยั่วยุกลับไปอีก

“เจ้าอย่าลำพองตนว่าตัวเองนั้นฉลาดหลักแหลมกว่าใครๆไปหน่อยเลย  เพราะการที่เจ้าต้องตกอยู่ในสภาพที่เหมือนนักโทษเช่นนี้...มันมิใช่เพราะความฉลาดของเจ้าเองอย่างนั้นหรอกหรือ…ชีซี  ฮ่าๆๆๆ!!!”

“ฮ่าๆๆๆ!!!”

ดู...ดูเอาเถิด!  เจ้าพวกนายว่าขี้ข้าพลอย!  พอหัวหน้ามันเปิดทางหัวเราะเยาะเย้ยขึ้นมา  ไอ้เจ้าพวกผู้ติดตามก็ไม่รอช้าที่ทำเช่นเดียวกันในทันที!

...ไอ้พวกหมาหมู่!...

เสียงหัวเราะของเหล่าทหารที่ดังขึ้นสมทบกับโจหยินนั้นก็ทำให้ความอดทนของชีซีต้องหมดลง  ชายหนุ่มจึงชักกระบี่ขึ้นมาชี้หน้าฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่ยำเกรง  ถึงแม้จะอยู่ในสภาพที่เรียกว่าหัวเดียวกระเทียมลีบก็ตาม

“แต่อย่างน้อยข้าก็ไม่เคยคิดก่อการกบฏต่อแผ่นดินฮั่นก็แล้วกัน!!!”

“หนอย…ปากดีนักเจ้าชีซี!  วันนี้ข้าจะสั่งสอนเจ้าให้เข็ดหลาบด้วยเพลงดาบของข้าเอง!!”

“แล้วเจ้าคิดว่าข้าจะยอมโง่ยืนอยู่เฉยๆหรืออย่างไร!?”


หลังจากที่ปะทะคารมกันอยู่นาน  ทั้งสองฝ่ายจึงควบม้าวิ่งเข้าใส่กันหมายจะฟาดฟันตัดสินกันด้วยเพลงดาบ  ท่ามกลางฝุ่นดินที่ตลบคลบคลุ้งชุลมุน  ดูท่าทางวันนี้คงเป็นวันชี้ชะตาแพ้ชนะของพวกเขาเสียแล้วกระมัง


แต่ทว่าในตอนนั้นเองที่ใครบางคนได้ควบม้าเข้ามาหยุดอยู่ตรงกลางระหว่างชีซีและโจหยิน  ก่อนที่ดาบขนาดใหญ่ยักษ์ของผู้มาใหม่จะสะบัดฟาดใส่อาวุธของชายหนุ่มทั้งสองจนกระเด็นหายไปคนละทิศคนละทาง

“แคร๊งงงงง!!!”



“อะไรน่ะ!?”

“เมื่อครู่นี้มันอะไรกัน!!?”


เมื่อฝุ่นควันจากพื้นทรายที่ตลบคลบคลุ้งเบาบางลง  ก็ปรากฏให้เห็นร่างของชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคมสันต์ในชุดเกราะสีม่วง  นัยน์ตาสีดำเรียวยาวภายใต้ผ้าคาดตาข้างหนึ่งหรี่ลงมองตรงไปข้างหน้าอย่างแน่นิ่งโดยที่ไม่ได้เอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดๆ  ความเฉียบคมและความแม่นยำในการใช้อาวุธอย่างไร้ที่ติของเขา  ทำให้เหล่าทหารที่ได้เห็นต่างก็ต้องอ้าปากค้างกันไปเป็นแถบๆ

“……”


“นั่นมัน…”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #16 bozt (@bozt) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 24 มีนาคม 2562 / 21:17

    นั่นมัน.....

    อารมย์ค้างเลย...จบแบบนี้ ขอตอนใหม่ด่วนครับไรท์

    #16
    1
    • #16-1 Paleni (@manmaking2499) (จากตอนที่ 23)
      24 มีนาคม 2562 / 23:14

      อัพแล้วนะคะ แฮะๆ
      #16-1