Retrouvailles

  • 600% Rating

  • 3 Vote(s)

  • 2,208 Views

  • 40 Comments

  • 89 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    249

    Overall
    2,208

ตอนที่ 17 : วินาทีอันตราย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 96
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    28 เม.ย. 62

“กริ๊งงงงงงงงงงง!!!!”



…เอ๋…ถึงเวลาเข้าชมรมแล้วเหรอ?


“เอาล่ะ…ถ้างั้นวันนี้ก็จบคาบเรียนแต่เพียงเท่านี้ก่อนก็แล้วกัน” เสียงของอาจารย์ภาควิชาสังคมศาสตร์เอ่ยขึ้นก่อนที่จะเดินออกจากห้องเรียนไป


“ขอบคุณค่ะ…อาจารย์”


เมกามิละปากกาในมือที่กำลังจดเลคเชอร์ลงเมื่อได้ยินเสียงคำสั่งของอาจารย์ประจำคาบเรียนสุดท้าย  สาวน้อยจึงรีบเก็บอุปกรณ์การเรียนลงในกระเป๋าจนหมดเรียบร้อยเหมือนทุกๆครั้ง  เช่นเดียวกับนักเรียนทุกคนในชั้นเรียนที่ต่างก็ทยอยเก็บของและออกไปเข้าชมรมของตนเองกัน  


เด็กสาวสะพายกระเป๋าลุกขึ้นยืนก่อนที่จะพาตัวเองเดินไปยังประตูทางออก  แต่ในขณะที่กำลังจะก้าวขาออกจากห้องเรียนนั้นเอง  สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งที่ถูกแปะเอาไว้บนกระดานบอร์ดเข้าให้เสียก่อน


…หืม…เราเป็นเวรทิ้งขยะวันนี้นี่นา?…อ้าว  นี่เราลืมไปซะสนิทเลย...


เมื่อคิดได้ดังนั้นสาวน้อยจึงเดินกลับมาวางกระเป๋าเอาไว้ที่โต๊ะเรียนเช่นเดิม


ยาสึชิที่กำลังมองเหม่อออกไปทางนอกหน้าต่างค่อยๆหันมาจับจ้องเด็กสาวคู่ขวัญเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของเธอเดินมาหยุดอยู่ข้างๆ 


“คือ…ฉันลืมไปซะสนิทเลยว่าวันนี้เป็นเวรทิ้งขยะของฉัน”  สาวน้อยรีบชิงพูดขึ้นแล้วยิ้มแห้งๆเมื่อเห็นสายตาแน่นิ่งกำลังจ้องมองมา  ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรออกมาเลยแม้แต่คำเดียว   


“งั้นฉันไปทิ้งขยะก่อนนะ”


“…..”


เมกามิ...เธอเป็นอะไรมากรึเปล่าเนี่ย



เมกามิหอบเอาถังขยะขนาดกลางๆไม่เล็กไม่ใหญ่ออกมาจากห้องเรียน  เพื่อที่จะเอามันเทลงไปรวมไว้ที่ถังขยะใหญ่  ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านหลังของตึกเรียนชั้นปีหนึ่ง


“ฮึบ…!”

“หนักเอาเรื่องเหมือนกันนะเนี่ย”


แต่เมื่อดรุณีคนงามพาตัวเองมาถึงชั้นล่างของอาคารเรียนก็ต้องรู้สึกประหลาดใจ  เมื่อพบว่าตู้ล็อคเกอร์ของเธอถูกใครบางคนเปิดดูอยู่  ฝาตู้ที่ถูกเปิดออกมาปิดบังใบหน้าของบุรุษปริศนาในชุดนักเรียนชายสีดำที่ยืนอยู่อย่างแน่นิ่งเสียจนไม่สามารถมองเห็นได้ว่าเป็นใคร


…นั่นใครน่ะ…แล้วมาทำอะไรที่ตู้ล็อคเกอร์ของฉันเนี่ย…? 


เมื่อเห็นดังนั้นหญิงสาวจึงค่อยๆเดินย่องเข้าไปใกล้ๆเจ้าของร่างสูงด้วยฝีเท้าเบาย่องจนแทบจะไม่ได้ยินเสียงใดๆ


“ทำอะไรน่ะ!?”


“ว๊าก!!” 


เสียงของเธอที่โพล่งออกมาทำเอาอีกฝ่ายสะดุ้งโหยงด้วยความตกอกตกใจ  เขาหันมาจ้องมองคนข้างหลังด้วยสีหน้าที่ดูยุ่งเหยิง  ก่อนที่จะหันกลับไปสนใจของที่อยู่ภายในตู้ล็อคเกอร์ของเธอต่อ


“ทำบ้าอะไรของเธอเนี่ย  ตกใจหมด!!”


“นายมาทำอะไรที่ตู้ล็อคเกอร์ของฉันเนี่ย!?”  คิ้วโค้งสีน้ำตาลเรียวสวยขมวดเข้าหากันเล็กน้อยด้วยความสงสัยระคนไม่พอใจ  เมื่อเห็นเจ้าของใบหน้าหล่อเหลากำลังยืนกวาดตาดูภายในตู้ล็อคเกอร์ของเธอไปรอบๆ  


“นายคิดจะเอาอะไรมาใส่ไว้ในนี้อีกล่ะ...ครั้งที่แล้วมันยังไม่มากพอเหรอไง?”  


หนุ่มรุ่นพี่ละสายตาออกจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้าทันทีเมื่อได้ยินคำถามที่เป็นการใส่ร้ายป้ายสีในความบริสุทธิ์ของเขา  ก่อนที่ดวงตาแข็งกร้าวดุดันจะหันมาจิกจ้องอีกฝ่ายอย่างไม่พอใจ


“จะพูดอะไรก็หัดใช้สมองคิดบ้างสิยัยโง่!"


“นายนั่นแหละที่โง่!”  เด็กสาวรุ่นน้องว้ากกลับมาทันทีแบบไม่มีใครยอมใคร


“นี่เธอว่ายังไงนะ!?”  ฮิรุยะยกมือขึ้นชี้หน้าสาวน้อยพลางกัดฟันกรอดๆ อย่างคนฉุนเฉียว  แต่เมื่อเขานึกขึ้นได้ว่าตัวเองกำลังตั้งใจทำอะไรอยู่…และด้วยเหตุผลเช่นไร  ชายหนุ่มจึงต้องสะบัดมือลงอย่างเสียไม่ได้   


“ฮึ้ยยย!!”


“ฉันพยายามหลีกเลี่ยงที่จะไม่ทะเลาะกับเธอแล้วนะ!”


“ถ้าอย่างงั้นทำไมนายถึงมายืนทำตัวน่าสงสัยอยู่ที่หน้าตู้ล็อคเกอร์ของคนอื่นแบบนี้ล่ะ?”


“ฉัน…”


(…ทำไมนายไม่ลองพิสูจน์ตัวเองดูล่ะ...)


คำพูดของคาซึโตะยังคงก้องอยู่ในหัวของชายหนุ่มวนเวียนซ้ำไปซ้ำมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้  ถึงเขาจะไม่รู้ว่าการพิสูจน์ตัวเองที่ว่านั่นมันจะต้องเริ่มต้นแบบไหนและต้องลงมืออย่างไร  แต่เขาก็จะพยายามลองทำมันดูสักครั้งหนึ่ง


…แต่นั่นน่ะไม่ใช่เพื่อเธอหรอกนะ…ยัยบ้า!  ฉันทำเพราะต้องการให้โรงเรียนของพ่อฉันปราศจากคนที่ทำเรื่องอันตรายแบบนั้นต่างหากล่ะ!...


“ฉันแค่มาดูร่องรอยของความเสียหายเท่านั้นแหละ!  นี่มันเป็นโรงเรียนของพ่อฉันนี่  ฉันก็ต้องดูแลดิ!”


…โห…นี่กล้าพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าเป็นโรงเรียนของพ่อนายเลยเหรอ?  นายนี่มันเหลือเกินจริงๆ!…


“โกหก”  เมกามิจ้องมองลึกลงไปในดวงตาสีดำขลับของชายหนุ่มเขม็งโดยไม่มีทีท่าว่าจะหลงเชื่อในคำพูดของเขา  


"นายต้องกำลังคิดแผนการชั่วร้ายอยู่แน่ๆ  แต่ฉันดันมาเจอเข้าซะก่อนมากกว่า!"


“ยัยบ้า!  เธออย่าคิดว่าคนอื่นเขาจะโง่เหมือนกับเธอไปซะทุกคนนะ!”  


เจ้าของร่างสูงที่ยืนกอดอกพูดเสียงแข็งพลางขมวดคิ้วมุ่นเสียจนใบหน้าหล่อๆนั้นต้องดูยุ่งเหยิงไปหมด  


“ถ้าฉันคิดจะทำแบบนั้นจริงๆจะมายืนหัวโด่ให้เธอเห็นแบบนี้ทำไม  หัดใช้สมองให้มันเยอะๆหน่อยสิ…ยัยโง่!!”


“หา…นี่นายหลอกด่าฉันเหรอ!?”  โฉมงามเริ่มกำมือเข้าหากันแน่นด้วยความโมโหในความปากคอเราะร้ายของบุรุษหน้าตาดีที่ยืนอยู่ตรงหน้า


“มันจะมากเกินไปแล้วนะ!”


“ก็เธออยากมากล่าวหาฉันก่อนทำไมล่ะ!?”


“ถ้างั้นนายมาทำอะไร!?”


“ก็ฉันตอบไปแล้วไง...ถามอะไรซ้ำซากอยู่ได้!  พอพูดเรื่องจริงก็หาว่าฉันโกหก!  เธอต่างหากล่ะที่ต้องการอะไรจากฉันกันแน่…ยังโง่มหาโง่!!”


“นี่นาย…!”  หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่นพยายามอดกลั้นโทสะที่กำลังพลุ่งพล่านขึ้นมาจากคำพูดอันแสบสันต์  ก่อนที่จะตัดสินใจยกถังขยะเดินออกไปจากตรงนั้นโดยที่ไม่สนใจชายหนุ่มคู่กรณีอีก  


"อยากจะทำบ้าอะไรก็เชิญตามสบายเลย!”


“ชิ!  น่าจะไปได้ตั้งนานแล้ว  มายืนเถียงอยู่ได้…น่ารำคาญชะมัด!”


เมื่อพูดไล่หลังสาวน้อยไป  ฮิรุยะก็หันมาสนใจสิ่งของที่อยู่ในตู้ล็อคเกอร์ต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น


…ตุ๊กตาถูกถอดชิ้นส่วนงั้นเหรอ?...ลูกตา…ถูกควักหายไป?...


…ในตู้ถูกสาดเต็มไปด้วยสีแดง  หรือว่ามันจะหมายถึงเลือด?  เป็นคำขู่ทำร้ายร่างกายกันจริงๆรึเนี่ย  หรือเราจะดูหนังฆาตกรรมมากไป  อืม…หรือว่าทำไปงั้นๆไม่ได้มีความหมายอะไรเลย?...


เจ้าของร่างสูงยืนกอดอกแล้วขมวดคิ้วกับสิ่งที่เห็นอย่างไม่เข้าใจ  ก่อนที่เขาจะตัดสินใจปิดตู้ล็อคเกอร์นั้นลงเหมือนเดิม


…บ้าชะมัด…สุดท้ายเราก็ยังนึกอะไรไม่ออกอยู่ดี…


เสียเวลาเปล่าๆน่า...พ่อคนหัวร้อน


แต่ทันใดนั้นเองเมื่อฝาตู้ถูกปิดลง  ร่างของนักเรียนชายคนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นยืนอยู่ข้างๆเขาอย่างเงียบๆ  พร้อมกับจ้องมองมาด้วยแววตาที่ดูไร้ความรู้สึก  ซึ่งนั่นก็ทำให้ฮิรุยะต้องสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจอีกครั้ง


“เฮ้ย!  ทำบ้าอะไรของแกวะเนี่ย!!?”


“.….”  


เด็กหนุ่มรุ่นน้องไม่ได้ตอบอะไรกลับมา  และยังคงอยู่ในอิริยาบถเดิมแน่นิ่ง


“มองหน้าแบบนี้  แกอยากมีเรื่องกับฉันรึไง!?”  


“…..”


“รีบๆไปให้พ้นเลยไป!!  จะมายืนจ้องหน้าหาพระแสงอะไรนักหนา!!?”


“…..”  


ยาสึชิค่อยๆเดินผ่านร่างสูงของฮิรุยะไปช้าๆ  แต่ในชั่วขณะหนึ่งน้ำเสียงเรียบนิ่งก็พูดถ้อยคำบางอย่างขึ้นมาอย่างแผ่วเบา...พร้อมกับสายลมที่พัดมาเอื่อยๆ  ในขณะที่ทั้งคู่ยืนอยู่ใกล้กันในรัศมีที่ไม่เกินครึ่งเมตร


“…นายน่ะ”


“…...”  


คำพูดที่เป็นเหมือนปริศนาซึ่งมีเพียงแค่เขาสองคนเท่านั้นที่จะได้ยิน  ทำให้ฮิรุยะต้องเบิกตากว้างขึ้นอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง


“หุบปากของแกไปเลย!!”  


เจ้าชายคนเล็กแห่งแกรนด์ดาเนปขมวดคิ้วมุ่นแล้วตะโกนไล่หลังตามเด็กหนุ่มรุ่นน้องไป   ในขณะที่รอยหยักยิ้มน้อยๆได้ปรากฏขึ้นบนใบหน้าสะอาดใสของยาสึชิ  หลังจากที่เขาได้เห็นปฏิกิริยาตอบโต้ของอีกฝ่าย


…ชิ…เกลียดขี้หน้าไอ้บ้านี่จริงๆ !...






อีกด้านหนึ่ง


“ไม่คิดเลยนะว่าจะเป็นฝีมือของเด็กปีสาม”  ฮาจิเมะพูดพลางถอนหายใจออกมาเบาๆ  ในขณะที่กำลังปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ลงหลังจากที่ใช้งานมันจนเสร็จสิ้น  


“เกิดเป็นผู้หญิงสวยนี่มันน่าลำบากใจจริงๆ  แต่ก็นี่แหละนะ…สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าผู้หญิง”


“ฮาจิเมะ…”  ประธานนักเรียนแห่งแกรนด์ดาเนปนั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้ทำงานตัวใหญ่  นัยน์ตาสีเทาจับจ้องไปยังใบหน้าของเพื่อนสนิทอย่างแน่นิ่ง


“หืม ?”


“นาย…รู้เรื่องของตระกูลชิรายูกิบ้างรึเปล่า?”


“อืม…ฉันก็พอจะรู้เรื่องกิจการของชิรายูกิกรุ๊ปอยู่บ้างนะ  แต่ก็อาจจะแค่ตามสื่อเท่านั้นล่ะมั้ง…ครอบครัวของฉันทำงานอยู่กับวงการบันเทิง  เลยไม่ค่อยได้มีโอกาสพบปะกับตระกูลนักธุรกิจใหญ่แบบนี้สักเท่าไหร่หรอก”  ชายหนุ่มเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนนุ่มตอบคำถามของอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มละมุน


“ว่าแต่ทำไมนายถึงถามฉันแบบนั้นล่ะ?”


“…..”


คาซึโตะถอนหายใจออกมาเบาๆเฮือกหนึ่งก่อนที่จะเอ่ยคำสนทนาต่อไป


“ถึงแม้แกรนด์ดาเนปจะมีพ่อของฮิรุยะเป็นผู้ถือหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในตอนนี้ก็จริง  แต่…”


“แต่?”


“นายรู้รึเปล่าว่าหุ้นนั้นเคยเป็นของใครมาก่อน?"


“หืม…นายอย่าบอกนะว่านายกำลังหมายถึงตระกูลชิรายูกิ?”  ฮาจิเมะยกยิ้มอย่างประหลาดใจกับเรื่องที่ได้ยินจากปากของเพื่อนคนสนิท


“ใช่”


“แล้วนี่นายรู้ได้ยังไง?”


เจ้าของแววตาเย็นเยียบเท้าศอกทั้งสองข้างลงบนโต๊ะพร้อมทั้งประสานมือเอาไว้บริเวณใบหน้าคมสันต์ด้วยท่าทางเคร่งขรึม  ก่อนที่เขาจะตอบกลับมาด้วยคำตอบที่แทบจะไม่เกี่ยวข้องกับคำถาม  


“เดิมทีพ่อของเด็กคนนั้นน่าจะได้เป็นเจ้าของแกรนด์ดาเนปไปตั้งนานแล้ว”


“ทำไมล่ะ?” 


“ก็ตระกูลชิรายูกิเป็นผู้ที่เคยถือหุ้นมากที่สุดในแกรนด์ดาเนป…แต่กลับยกจำนวนหุ้นเกือบทั้งหมดที่อยู่ในมือให้กับตระกูลโยชิฟุมิไปซะดื้อๆ  นายคิดว่ามันแปลกดีรึเปล่าล่ะ?”  คำบอกเล่านั้นทำให้ฮาจิเมะต้องเลิกคิ้วขึ้นด้วยความฉงนสนเท่ห์


“นักธุรกิจแบบนี้ก็มีด้วยเหรอ ?”


“ฉันเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน”


แต่จู่ๆทายาทของเทพเจ้าแห่งวงการบันเทิงก็หัวเราะขึ้นมาเบาๆโดยไม่ทราบสาเหตุ  น่าแปลก...ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเสียงหัวเราะ  แต่กลับรู้สึกว่าเขาไม่ได้ขำขันไปกับมันสักเท่าไหร่หรอก


“นายนี่…รู้เรื่องเกี่ยวกับเด็กคนนั้นเยอะเหมือนกันนะ”


“จะว่าอย่างนั้นก็คงไม่ผิดนัก  เพราะตระกูลของฉันกับชิรายูกิเป็นคู่ค้ากันมานานแล้ว”


“จริงเหรอ?  นายไม่เห็นเคยบอกฉันเลย”  ฮาจิเมะแทบจะหยุดหัวเราะในทันที  ใบหน้าของเขามีร่องรอยขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน  ทำให้อีกฝ่ายเองก็รู้สึกแปลกใจไปกับปฏิกิริยาตอบสนองที่ไม่คาดคิดนั้น


“ทำไมนายถึงทำหน้าแบบนั้นล่ะ?”


เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตัวเองกำลังเผลอลืมตัวแสดงท่าทีแปลกๆออกไป  เขาจึงรีบปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยนอีกครั้ง  


“เปล่า…ไม่มีอะไรหรอก”


“เดี๋ยวฉันต้องไปเข้าชมรมแล้วล่ะ”  เมื่อกล่าวจบ  เจ้าชายผู้น่ารักก็ลุกขึ้นสะพายกระเป๋าเป้สีน้ำเงินใบโปรด  “วันนี้ฉันฝากนายปิดห้องด้วยนะ”


“อืม”


“ฉันไปล่ะ”  


สิ้นสุดคำกล่าวนั้น  เพื่อนชายคนสนิทก็เดินหายออกจากห้องไป  เหลือเพียงแค่เด็กหนุ่มทายาทมาเฟียที่ยังคงนั่งใช้ความคิดบางอย่างอยู่ที่โต๊ะทำงานของเขา





          เมกามิเดินดุ่มๆมาพร้อมกับถังขยะในมือด้วยอารมณ์หงุดหงิด  จนกระทั่งมาถึงจุดที่ตั้งของถังขยะใหญ่ที่อยู่บริเวณด้านหลังของอาคารเรียน  ซึ่งเป็นตึกเรียนที่เธอเคยมาเยือนแล้วหนหนึ่ง  ก็ตอนที่วิ่งหนีฮิรุยะมาจนเจอกับทางตันเมื่อไม่กี่วันก่อนนั่นแหละ


พอเห็นแล้วก็ดันนึกถึงเรื่องยุ่งๆในตอนนั้นขึ้นมาซะได้


(…ฉันจะแก้แค้นเธอให้ได้  ยัยบ้า !!!...)


จู่ๆภาพใบหน้าที่ถมึงทึงเอาเรื่องเอาราว  และคำพูดประกาศเจตนารมณ์อาฆาตมาดร้ายของฮิรุยะก็ผุดขึ้นมาในความคิดของเธออย่างไม่มีเหตุผล  ทำให้สาวน้อยต้องรีบสะบัดศีรษะขับไล่ความคิดนั้นให้ออกไปจากสมองในทันที


“เกิดชาติหน้าขออย่าให้ได้เจอผู้ชายแบบนี้อีกเลย!”  


ถึงแม้เธอจะพยายามเลิกคิดถึงเรื่องนั้น  แต่ภาพความทรงจำในตอนที่เธอฟาดมือลงบนใบหน้าหล่อๆของเขาก็ผุดขึ้นมาให้เห็นอีกครั้งจนได้  เจ้าของร่างงามจึงก้มลงมองไปที่ฝ่ามือของตัวเองด้วยความรู้สึกผิดอยู่ลึกๆเช่นกัน


…ตอนนั้น...เรา…ทำเกินไปรึเปล่านะ


แต่ทว่า...เมื่อนึกถึงคำพูดดูถูกถากถางอันแสบสันต์ที่เขาพูดกับยาสึชิในตอนนั้นแล้ว  มันก็ทำให้ความคิดของเธอต้องเปลี่ยนไปอีกครั้ง


…ฮึ!  ไม่แรงเกินไปหรอก  ก็สมควรแล้วนี่ !  คนแบบนี้โดนตบเข้าไปทีเดียวก็คงยังไม่สำนึกหรอก !...


…ว่าแต่เคซากุ  เขาหาเราเจอได้ยังไงกันนะ?…ในตอนนั้นเราวิ่งมาโดยที่ไม่รู้ทิศทางของอาคารเรียนอะไรเลยสักอย่าง  แล้วตึกนี้ก็ห่างจากตึกเรียนของเราพอสมควรทีเดียว  เขามาทำอะไรที่ตึกนี้กันนะ?...ทั้งที่วันอื่นๆเราก็เห็นเขานั่งติดอยู่กับโต๊ะเรียนแทบจะตลอดเวลาเลยนี่นา…แปลกจัง  หรือว่ามันอาจจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญเท่านั้น?...


…แล้ววันนั้นถ้าเราเลือกที่จะวิ่งไปทางอื่นแทนล่ะ?  เคซากุจะหาเราเจอรึเปล่า?...แล้วเรื่องราวในตอนนั้นมันจะจบลงยังไง?...


…นอกจากนั้นแล้วเขาก็ยังหาเราเจอในตอนที่เราถูกขังอยู่ในห้องเก็บของอีกต่างหาก…เขาสังเกตุแม้กระทั่งรองเท้าของเราที่ไม่ได้เปลี่ยน…สังเกตุเวลาเข้าชมรมของเราที่ล่าช้าเกินไป  จนกระทั่งเขาได้พบกับจดหมายที่อยู่ในตู้ล็อคเกอร์...


…ทั้งที่เขาเลือกที่จะไม่ตามหาเราก็ได้  แต่ทำไม…?


…เคซากุ  ยาสึชิ…

…นี่เขา…


…คอยดูเราอยู่ตลอดเลยอย่างงั้นเหรอ ?...


“ไม่ใช่แล้วๆ…เป็นไปไม่ได้หรอก!”  เด็กสาวส่ายศีรษะไปมาเป็นการเรียกสติก่อนที่เธอจะคิดอะไรไปไกลมากกว่านี้  


"คิดเข้าข้างตัวเองแบบนั้นได้ไงกัน…น่าอายชะมัด!...รีบทิ้งขยะก่อนดีกว่า”


ดรุณีคนงามเปิดฝาถังขยะใบใหญ่ยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า  ก่อนที่จะถ่ายเทขยะในถังใบเล็กลงไปในนั้นจนหมด


“แหม…วันนี้โชคดีจริงๆเลยนะที่ได้มาเจอนางฟ้าตัวเป็นๆเข้าให้ซะแล้ว”  


เสียงเล็กแหลมที่ดังขึ้นจากด้านหลังของหญิงสาว  ทำให้เธอต้องหันไปมองผู้ที่ยืนอยู่ตรงต้นเสียงนั้น  ก็พบกับนักเรียนหญิงรุ่นพี่หน้าตาสะสวยสามคนที่กำลังยืนจ้องมองเธออยู่


“เอ๋…?”


“อยากเจอตัวเป็นๆมานานแล้วล่ะ”


“เธอนี่ก็น่ารักแอ๊บแบ๊วสมคำล่ำลือเลยนะ”  รุ่นพี่ทั้งสามคนเดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าของเด็กสาวในระยะประชิด  จากนั้นหญิงสาวผมสั้นซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มนั้นก็ทำท่าเบะปากแล้วพูดขึ้น


“แต่ว่า…สวยแล้วร่านผู้ชายขนาดนี้ก็ไม่ไหวหรอกนะ!”


“อะไรนะ!?”

“หมายความว่ายังไง?  ฉันไปทำอะไรให้เหรอถึงต้องมาด่าว่ากันขนาดนี้!?”  เมกามิรีบถามอีกฝ่ายอย่างต้องการคำตอบ


“นี่เธอคิดว่าผู้หญิงทั้งโรงเรียนเขาไม่รู้เหรอ…”  รุ่นพี่สาวผิวขาวหน้าตาดีที่ยืนอยู่ตรงกลางเดินปรี่เข้ามาหาแล้วเอื้อมมือมาดึงผมของเมกามิจนเธอรู้สึกเจ็บไปหมด  


“ว่าเธอตั้งใจจะใช้หน้าตาสวยๆนี่จับผู้ชายในแกรนด์ดาเนปน่ะ หา!!?”


“โอ้ย!!?”  โฉมงามเอื้อมมือไปจับมือของอีกฝ่ายแล้วพยายามที่จะแกะมือนั้นออกแต่ก็ไม่เป็นผล  หล่อนเล่นดึงซะแน่นเหลือเกิน


“ปล่อยนะ!”


“ฉันไม่ปล่อย!”


“เธอคงอยากจะจับผู้ชายหน้าตาดีทุกคนเลยสินะ  ถึงขั้นอุตส่าห์ลงทุนทำเป็นกล้าหาญ  เข้าไปมีเรื่องกับพวกเจ้าชายของแกรนด์ดาเนปเพื่อสร้างจุดเด่นให้ตัวเอง…เธอนี่แผนสูงจริงๆ!”


“แต่น่าเสียดายนะที่พวกเราดันรู้ทันเธอทุกอย่าง!"


“ไหนจะขวัญใจปีหนึ่ง  ลูกชายของผู้อำนวยการโรงเรียนอีกล่ะ”  นักเรียนหญิงรุ่นพี่อีกคนหนึ่งพูดเสริมขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแหลมสูงจนฟังดูน่าปวดหัว  


“เธอกะจะเหมาหมดทุกคนเลยเหรอ?”


จู่ๆมือของรุ่นพี่ที่จิกผมของเธออยู่ก็ออกแรงกระตุกขึ้นอีกครั้ง  จนดรุณีน้อยต้องหน้าหงายไปตามแรงดึงที่เต็มไปด้วยความริษยา


“แบบนี้ถ้าไม่เรียกว่าร่านแล้วจะให้เรียกว่าอะไร!!?”


“ฉันไม่เคยคิดที่จะทำอะไรแบบนั้นเลยนะ!”


“โกหกหน้าด้านๆ!!”


“ฉันจะทำให้หน้าสวยๆของแกเป็นแผลยับเยินก็วันนี้แหละ”  พูดจบนักเรียนหญิงอีกสองคนก็ล้อมเข้ามาจับเมกามิเอาไว้  


ด้วยความที่อีกฝ่ายมีจำนวนคนมากกว่า  จึงทำให้เธอไม่สามารถที่จะขยับตัวหลีกเลี่ยงใดๆได้เลย


“เตรียมใจไว้เถอะ  แกไม่รอดแน่ๆ!!”


“ไม่นะ!!”  เมกามิรีบปิดตาลงเข้าหากันแน่นโดยสัญชาติญาณ  เมื่อเห็นหญิงสาวตรงหน้าเงื้อฝ่ามือขึ้นจนสุดแขน


…ทำไมฉันถึงต้องมาเจอเรื่องอะไรแบบนี้ด้วยนะ...



...


...


...




“พวกเธอทำอะไรกันน่ะ!  หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ!!!”  


เสียงของบุรุษเพศตะโกนดังขึ้นอย่างกึกก้องพร้อมกับร่างสูงที่กำลังเดินย่างก้าวเข้ามา  ทำให้ทุกอย่างต้องหยุดชะงักลงไปในทันที  


ทางด้านของนักเรียนหญิงทั้งสามเมื่อเห็นเช่นนั้นแล้วต่างก็รีบปล่อยมือออกจากเมกามิกันเป็นพัลวัน  ก่อนที่จะไปยืนรวมตัวกันอยู่อีกด้านหนึ่ง


เมกามิค่อยๆลืมตาขึ้นด้วยความรู้สึกโล่งอก  หากแต่ภาพที่เห็นตรงหน้ากลับทำให้เธอแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง  ว่าคนๆนี้จะเป็นผู้ที่เข้ามาขัดจังหวะวินาทีที่อันตรายเอาไว้ได้


…เอ๊ะ…นะ…นาย?...


“ฉันถามว่าทำอะไรกันอยู่!?  ไม่ได้ยินรึไง!!?”  เสียงทุ้มต่ำเปล่งวาจาก้องกังวานขึ้นมาอีกครั้ง  ทำเอาทั้งสามสาวถึงกับสะดุ้งเฮือกเสียวสันหลังวาบ  เพราะพวกเธอต่างก็เคยได้ยินกิตติศัพท์ความร้ายกาจของชายหนุ่มผู้นี้เป็นอย่างดี


“คะ…คือ…พวกเรา”


“เราไม่ได้ทำอะไรเลยนะ”


“โกหก!!!”  ฝ่ามือใหญ่ดึงกระชากคอเสื้อของนักเรียนหญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าโดยไม่สนใจความถูกต้องเหมาะสมระหว่างเพศใดๆทั้งสิ้น


"คิดว่าฉันตาบอดรึยังไง!?”


หญิงสาวที่ถูกดึงคอเสื้อจึงเริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้นขึ้นเบาๆ  เพราะไม่คิดเลยว่าเธอจะถูกชายในฝันที่เธอคลั่งไคล้นักหนาทำกิริยาแบบนี้เข้าใส่


“ทำไมเธอถึงต้องปกป้องยัยนั่นขนาดนี้ด้วย…โยชิฟุมิ”


“ทั้งที่พวกเราก็ติดตามเธอมาตั้งนาน  แต่ก็ไม่มีสักนิดที่เธอจะ…”  ยังไม่ทันที่เสียงสั่นเครือจะกล่าวจบ  อีกฝ่ายก็แผดเสียงแทรกขึ้นมาเสียก่อน


“ฉันไม่ได้ปกป้องอะไรยัยนี่ทั้งนั้น!  แล้วก็ไม่ได้ต้องการการติดตามอะไรบ้าๆจากพวกเธอด้วย!”


“แต่การกระทำของพวกเธอมันจะทำให้ฉันถูกเข้าใจผิดรู้รึเปล่า!  ยิ่งมาอ้างชื่อว่าเป็นคนติดตามฉันแบบนี้  ฉันก็ยิ่งกลายเป็นคนที่ถูกสงสัยหนักกว่าเดิมน่ะสิ!!!”  ฝ่ามือที่แข็งแกร่งดึงกระชับคอเสื้อของสาวรุ่นพี่หนักขึ้นจนเธอเกือบจะหายใจไม่ออก  


“ถ้าใครรู้เข้า  เขาจะไม่หาว่าฉันเป็นคนส่งพวกเธอมาทำร้ายยัยนี่รึยังไง!?"



…เรารู้…ตั้งแต่ที่เกิดเรื่องขึ้นกับยัยตัวซวยนี่  ทุกคนต่างก็พุ่งความสงสัยมาที่เรากันทั้งนั้น  เราไม่มีทางลืมสีหน้าและแววตาของคนพวกนั้นได้เลย…แม้กระทั่งเพื่อนสนิทอย่างคาซึโตะกับฮาจิเมะเองก็เคยมีท่าทีสงสัยในตัวเราก่อนหน้านี้เหมือนกัน...ไหนจะตาผู้อำนวยการโรงเรียนอีก...


…ที่สำคัญ…ไม่เว้นแม้แต่…พ่อของเราเอง!  ทั้งๆที่เราพยายามจะพิสูจน์ให้ท่านเห็นว่าเราได้เลิกลาจากการมีปัญหากับแม่นี่ไปแล้ว…แต่พอพ่อรู้ว่ายัยนี่เป็นผู้เสียหาย  ก็ดันกลับมาสงสัยเราอีกจนได้!...


“แล้วที่สำคัญ  อย่ามาก่อเรื่องวุ่นวายในโรงเรียนของพ่อฉันอีกเข้าใจรึเปล่า!!?”


“อึก…ฉะ…ฉัน”  เสียงของสาวรุ่นพี่เริ่มติดขัดเพราะลมหายใจที่เริ่มจะไม่เป็นปกติ  

“หะ…หายใจ…ไม่…”


“...ออก…”



“พอได้แล้ว!”  

เมกามิที่ยืนฟังอยู่ข้างหลังใช้ฝ่ามือน้อยๆทั้งสองข้างดึงรั้งเสื้อโค้ทตัวยาวของเจ้าชายหัวร้อนให้ผละออกห่างจากร่างของเด็กสาวรุ่นพี่


“เรื่องนี้มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับนายเลยสักนิด  แต่ถ้านายยังไม่ปล่อยมือ...นายจะต้องเป็นคนที่เดือดร้อนที่สุด…เข้าใจรึเปล่า!?”


ฮิรุยะหันหลังกลับมามองอีกฝ่ายด้วยแววตาที่แสดงถึงความตกตะลึงไปในชั่วขณะ  เหตุใดคำพูดของเธอถึงฟังดูเหมือนกับว่ามันแฝงไปด้วยความเป็นห่วงแบบนั้นล่ะ?


(แต่ถ้านายยังไม่ปล่อยมือ  นายจะต้องเป็นคนที่เดือดร้อนที่สุด…เข้าใจรึเปล่า!?)


…อะไร ?…เมื่อกี้ยัยนี่พูดอะไร!?

…หมายความว่ายังไง!?...


เมื่อได้สติจากเสียงห้ามของเมกามิ  เจ้าของร่างสูงก็ผลักหญิงสาวตรงหน้าอย่างแรงจนเธอล้มลงไปนั่งพับเพียบอยู่กับพื้น  เพื่อนสาวอีกสองคนจึงต้องรีบเข้ามาช่วยกันประคองเอาไว้อย่างอลหม่าน


“ไสหัวไปให้พ้น!”


“ฮือๆ...”  สาวรุ่นพี่ที่นั่งฟุบอยู่กับพื้นถึงกับปล่อยโฮออกมาด้วยความเสียอกเสียใจ  สาวผมสั้นอีกคนจึงพูดเสียงดังใส่ชายหนุ่มจอมโอหังอย่างเหลืออด


“ไหนเธอบอกว่าไม่ได้ปกป้องแม่นั่นไง!  แล้วทำไมถึงเชื่อฟังคำสั่งของมันล่ะ!?”


“หนวกหู!  ฉันไม่ได้เชื่อฟังหรือปกป้องใครทั้งนั้น!!”  เจ้าของแววตาไม่เป็นมิตรขมวดคิ้วเข้าหากันมุ่นแล้วชี้หน้าหญิงสาวทั้งสาม  


"ทำไม?  พูดแบบนี้หมายความว่าชอบให้ฉันใช้ความรุนแรงแบบเมื่อกี้นี้ใช่มั้ย!?"


“เฮือก…!!”


 “รีบไสหัวออกไปให้หมด!  ก่อนที่ฉันจะหมดความอดทนและเล่นงานพวกเธอทุกคนจริงๆ!!”


 “ไปเซ่!!!”


ทั้งสามสาวสะดุ้งสุดตัวกับน้ำเสียงแผดก้องที่ทำร้ายคนฟังไปจนถึงขั้วหัวใจ  ก่อนที่จะรีบพากันเดินออกไปจากตรงนั้นอย่างทุลักทุเล  


“แล้วอย่าให้ฉันได้ยินว่าพวกเธอก่อเรื่องบ้าๆแบบนี้อีกล่ะ!…ไม่งั้นพวกเธอไม่ได้เรียนอยู่ที่นี่ต่อแน่ๆ!!”  


ฮิรุยะตะโกนไล่หลังพวกรุ่นพี่ไปเป็นของแถมตบท้าย  ท่ามกลางสายตาของเมกามิที่ยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่เงียบๆด้วยความรู้สึกหดหู่หัวใจอย่างบอกไม่ถูก


นี่มันเกิดเรื่องบ้าบออะไรกับชีวิตของเธอกันนะ?  แล้วจะให้โทษว่ามันเป็นความผิดของใครกัน?


"....."






และหลังจากนั้นก็มีแต่ความเงียบงันเข้าปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณอยู่พักใหญ่ๆ...



          ทายาทของผู้ถือหุ้นใหญ่หันมามองเด็กสาวที่ยังยืนอยู่ในอิริยาบถเดิมด้วยสีหน้าบูดบึ้งไม่สบอารมณ์   ดวงตาแข็งกร้าวกวาดมองไล่ลงไปจึงพบว่าฝ่ามือเรียวเล็กนั้นยังคงจับถือเสื้อคลุมตัวเก่งของเขาเอาไว้ในมือ  ชายหนุ่มจึงรีบสะบัดเสื้อออกให้พ้นจากการเกาะกุมของเธอในทันที


“เอามือของเธอออกไปซะ!  เสื้อฉันสกปรกหมด!”


“คิดว่าฉันอยากจับนักเหรอไง!  แหวะ!”


ชายหนุ่มหน้าหล่อในชุดนักเรียนที่ดูสง่างามยืนกอดอกก่อนที่จะพูดขึ้นมาอีก


“นี่เป็นคำพูดที่ควรจะพูดกับคนที่เข้ามาช่วยเหลือเธองั้นเรอะ!?”


“อะไร…ก็นายเป็นคนพูดเองไม่ใช่รึไงว่าไม่ได้มาช่วยน่ะ”


“เธอนี่มัน…!”  


ฮิรุยะกวาดตามองร่างงามระหงตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตายียวนกวนอารมณ์และไร้ซึ่งมารยาท  “นอกจากจะโง่แล้วยังไร้มารยาทสุดๆไปเลยนะ…ถามจริงเถอะที่บ้านเลี้ยงเธอมาแบบไหนกันเนี่ย?”


“นี่นาย…มันจะมากไปแล้วนะ!”


…หนอย!  ได้ทีเอาใหญ่เลยนะไอ้หมอนี่! ...


ดรุณีน้อยเม้มริมฝีปากแน่น  พยายามระงับโทสะที่สามารถพุ่งพล่านขึ้นมาได้ทุกครั้ง  เมื่อได้ปะทะคารมกับเจ้าคนหยิ่งผยองที่ยืนอยู่ตรงหน้า


ถึงจะรู้สึกโมโหขนาดไหน…แต่ก็ต้องยอมรับว่าเขาเป็นคนเข้ามาช่วยเธอเอาไว้จริงๆ  ไม่งั้นหน้าสวยๆของเธอคงได้เป็นรอยแผลไปแล้ว


…ถึงเขาจะไม่ได้ตั้งใจก็เถอะ !...


“เอ้า!  ยืนบื้ออะไรอยู่?  ขอบคุณน่ะพูดเป็นไหม!?”  


แบดบอยแห่งแกรนด์ดาเนปยังคงพูดจาทวงบุญคุณอย่างคนที่กำลังได้เปรียบ  คิ้วหนานั้นเลิกขึ้นสูงแต่ดวงตาหลิ่วลงมองอีกฝ่ายออกอาการยียวนกวนประสาทอย่างชัดเจน  ในขณะที่เมกามิได้แต่ยืนทำหน้านิ่วคิ้วขมวดเท่านั้น


“เร็วเข้าสิ”


อดีตเทพธิดารวบนิ้วมือน้อยๆกำเข้าหากันทั้งสองข้าง  พยายามรวบรวมคำพูดที่แสนสั้นแต่กลับให้ความรู้สึกที่ยากเย็นเหลือกำลัง


“ฉะ…ฉัน”


“ฉัน…”


“บ่นอะไรของเธอเนี่ย  ฟังไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย!?”   หนุ่มรุ่นพี่ยังคงทำหน้าตายียวนต่อไป  แต่คำพูดของเขานี่แหละที่อาจจะทำให้เธอหัวเสียมากขึ้นกว่าเดิม


“ขะ…ขอบ…”


“ขอบ”


“หือ?...อะไรนะ?”


“โอ้ย !!”


“ไม่ได้!  ฉันพูดไม่ได้!”  เด็กสาวพูดโพล่งออกมาเมื่อรู้ว่าในที่สุดความพยายามของเธอก็ไม่สามารถประสบผลสำเร็จได้


“ว่าไงนะ…เรื่องง่ายๆแค่นี้เธอก็ทำไม่ได้งั้นเรอะ!?”


…เราพูดไม่ออก…ทำไมนะ…ทำไมเรื่องง่ายๆแค่นี้เรากลับทำไม่ได้?...

...ให้พูดขอบคุณคนอื่นคงไม่เท่าไหร่  แต่ถ้าให้พูดกับนายนี่เราคงไม่มีวันทำได้แน่ๆ...


ทางด้านของจอมหัวร้อนจึงมีอาการหางคิ้วกระตุกขึ้นมาอย่างคนหัวเสีย  เมื่อได้ยินคำปฏิเสธของสาวน้อยคนงามเข้าเต็มๆสองหู


“ยัยบ้าเอ้ย!  ไม่รู้จักสำนึกบุญคุณซะบ้างเลย!"


“ฉันไปก่อนล่ะ...โทษทีนะที่ทำตามที่นายบอกไม่ได้”  


เจ้าของร่างบางรีบก้าวขาเดินออกมาจากบริเวณนั้นโดยเร็ว  โดยที่มีหนุ่มรุ่นพี่เดินตามมาติดๆ


“นี่เธอ!  หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”


…เอ๊ะ…ยังตามมาอีกเหรอเนี่ย!?...


ในตอนนี้เสียงของเขาคงเป็นแค่เพียงอากาศ  เธอถึงทำเป็นไม่ได้ยินแล้วหลับหูหลับตาเดินต่อไปทั้งๆอย่างนั้น


“หนอย…ยัยตัวแสบ!”


“ถ้าเธอไม่บอกขอบคุณฉัน...เธอจะไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น!!” 


เมื่อพูดจบฮิรุยะก็เอื้อมมือไปคว้าข้อมือเล็กๆที่อยู่ภายใต้ชุดยูนิฟอร์มของอีกฝ่ายอย่างแรงจนร่างของเธอถูกกระชากกลับมา  ปลายเท้าบอบบางที่ถูกเปลี่ยนทิศทางอย่างกะทันหันจึงทำให้เธอทรงตัวไม่อยู่ในชั่วขณะหนึ่ง  ก่อนที่ร่างของเธอจะเซถลาเข้ามาอยู่ในอ้อมอกของเขาโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ



          ชั่ววินาทีนั้นราวกับว่าเวลาได้ถูกหยุดเอาไว้จนไม่สามารถเดินต่อไปได้  ทุกอย่างที่กำลังเกิดขึ้นช่างดูเชื่องช้าและเนิ่นนานไปเสียหมด…กลิ่นหอมอ่อนหวานดุจดั่งมวลบุปผชาติจากเรือนกายของเด็กสาวกระจายฟุ้งแตะจมูกของชายหนุ่มชวนให้รู้สึกเคลิบเคลิ้มราวกับต้องมนต์  แขนขาของเขาไม่ยอมขยับเขยื้อนไปไหนถึงแม้ว่าเขาจะยังมีสติสัมปชัญญะที่ครบถ้วนสมบูรณ์...มันเป็นเพราะอะไรกันเล่า?


ใบหน้าบริสุทธิ์ผุดผ่องค่อยๆเงยขึ้นมาสบตากับอีกฝ่ายที่กำลังยืนแน่นิ่ง  ภาพของชายหนุ่มปรากฏอยู่บนดวงตาหวานซึ้งคู่นั้นอย่างชัดเจนจนทำให้เขาไม่สามารถละสายตาออกไปจากเธอได้  กลิ่นหอมฟุ้งที่มาจากเรือนกายของดรุณีน้อยทำหน้าที่แทบจะไม่ต่างจากสิ่งเสพย์ติดที่ทำให้เขาเผลอสูดดมเข้าไปหลายต่อหลายครั้งอย่างลืมตัว   ในชั่วเสี้ยววินาทีนั้นเองหัวใจของเขาก็กระตุกผิดจังหวะขึ้นมาเสียเฉยๆ


เกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่นะ?


แต่ทว่าในระหว่างนั้นเองที่ร่างสูงของใครบางคนได้เดินผ่านมาทางนั้นด้วยความบังเอิญ  เมื่อสายตาของเขาหันไปเห็นหนุ่มสาวทั้งสองเข้าก็ตกใจจนเผลอทำกระเป๋าเป้หล่นลงบนพื้น  เสียงที่ดังเล็ดลอดขึ้นมาทำให้ทั้งเมกามิและฮิรุยะต้องตื่นจากภวังค์แล้วหันไปมองผู้ที่เดินผ่านมาด้วยท่าทางตกอกตกใจแทบไม่แตกต่างกัน


“แย่จริง... ดันมาหล่นเอาตรงนี้ซะได้”  เจ้าของร่างสูงโปร่งค่อยๆก้มลงไปเก็บกระเป๋าเป้ขึ้นมาสะพายเอาไว้เหมือนเดิมก่อนที่จะหันไปบอกกับหนุ่มสาวทั้งสอง 


"ขอโทษทีนะ”


“…ฮาจิเมะ?”  


เมื่อได้สติกลับคืนมา  เมกามิก็ผลักหนุ่มรุ่นพี่อย่างแรงจนเขาล้มลงไปนั่งอยู่กับพื้น  โดยที่อีกฝ่ายเองก็ยังไม่ทันได้ตั้งตัวอะไร  เขาจึงได้แต่นั่งอ้าปากค้างด้วยความสับสน


“นายมันบ้า!  ไอ้คนฉวยโอกาส!!”  


“อย่ามาให้ฉันเห็นหน้าอีกนะ!!”   เด็กสาวตะโกนใส่หนุ่มรุ่นพี่เสียงดังด้วยความอับอาย  ก่อนที่จะวิ่งหายออกไปให้พ้นจากสายตาของพวกเขาทั้งสอง



...บ้าชะมัด!...บ้าจริงๆ!...

...ทำไมมันถึงต้องเป็นแบบนี้ด้วยนะ!?...




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #4 bozt (@bozt) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 23 มีนาคม 2562 / 19:09

    ฮิรุยะ..แก...#วิถีพระเอกชัดๆhttps://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/bb-01.png

    #4
    1