ตอนที่ 11 : บาดแผลสีดำและความทรงจำสีจาง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 127
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 21 ครั้ง
    23 เม.ย. 62

          เมกามิตัวน้อยลืมตาตื่นขึ้นมาทันทีเมื่อของถูกของเหลวอุณหภูมิเย็นเยียบสาดใส่  ร่างกายเล็กๆของเธอเปียกชุ่มโชกจนหนาวสั่น  เสียงฟ้าร้องแผดก้องกัมปนาทในยามค่ำคืนดังสนั่นพร้อมกับสายฝนที่ตกกระหน่ำลงมาอย่างหนัก  แสงสลัววูบไหวจากเทียนเล่มหนึ่งที่ถูกจุดขึ้นภายในห้องนั้นก็ทำให้เธอพอที่จะมองเห็นอะไรได้บ้าง

“ตื่นขึ้นมาได้แล้วแม่หนูน้อย!!”  

ชายร่างใหญ่ดำทะมึนยืนถลึงตามองเธอพร้อมกับถังน้ำที่อยู่ในมือ

“อื้อ!!!”  เมกามิพยายามจะเปล่งเสียงร้องออกมาแต่ก็ไม่เป็นผล  เมื่อริมฝีปากน้อยๆนั้นถูกมัดปิดเอาไว้ด้วยผ้าผืนหนา  รวมไปถึงแขนขาของเธอทั้งหมดด้วย

“อื้ออออ!!”

“ฮ่าๆๆ”

“แม่หนูน้อย…เธอเห็นนั่นไหม?”  

ชายร่างยักษ์เดินมานั่งลงข้างๆเด็กน้อย  ฝ่ามือหยาบหนาข้างหนึ่งจิกดึงผมยาวๆของเธออย่างแรง  ทำให้ใบหน้าของเธอต้องสะบัดแหงนเงยขึ้น  ส่วนมืออีกข้างนึงที่ยังว่างอยู่ก็ชี้ไปยังโครงกระดูกของมนุษย์ที่กองสุมกันอยู่มากมาย

“นั่นน่ะ…ฝีมือของฉันเอง  ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกที่หลงทางมาเหมือนๆกับเธอนั่นแหละ”


ฆาตกร!  นี่มันฆาตกรชัดๆ!!


ใบหน้าดำทะมึนแสยะยิ้มอย่างโหดเหี้ยม  ดวงตาใหญ่ๆที่เบิกโพลงนั้นเป็นสีแดงฉานราวกับมีเลือดคั่ง

…ไม่จริง…ละ…ลุงคนนี้…ฆ่าคนตาย!...

…คุณพ่อ…ช่วยหนูด้วย…หนู…กลัว…

ทันใดนั้นความเจ็บปวดและความหวาดกลัวก็ได้ถาโถมเข้าใส่  ร่างกายเล็กๆนั้นสั่นเทาขึ้นมาอย่างรุนแรง  เสียงสะอื้นฮึกฮักดังอยู่ในลำคอ  ในขณะที่หยาดน้ำตาก็ไหลเอ่อนองออกมาอย่างไม่ขาดสาย

“และเธอก็จะเป็นรายต่อไป”

…ไม่นะ…!!

“อื้ออออออ!!!”  เมกามิตัวน้อยครางเสียงดังอู้อี้ส่ายศีรษะไปมาไม่ยอมรับในคำพูดของอีกฝ่าย  แต่กลับถูกฝ่ามือหยาบกระด้างกระชากผมของเธออีกครั้ง  จนเด็กหญิงต้องหน้าหงาย  ศีรษะบางๆนั้นรู้สึกเจ็บระบมไปหมด

“ไม่ต้องห่วงนะ  ฉันจะทำให้แกเจ็บปวดน้อยที่สุด…หรือบางทีแกอาจจะไม่รู้สึกอะไรเลยก็ได้ หึๆๆ”

กล่าวจบ  ชายร่างใหญ่ก็เดินไปดับเทียนที่มีอยู่เพียงเล่มเดียวในห้องลง  ในห้องนั้นจึงมืดสนิทจนไม่สามารถมองเห็นอะไรอีก

…มะ…มืดไปหมดเลย…ทะ…ทำไงดี!?

หลังจากที่หันซ้ายหันขวามองผ่านความมืดที่อยู่รอบๆกายด้วยความหวาดผวา  เด็กน้อยก็รู้สึกได้ถึงฝ่ามือหยาบหนาที่กำลังบีบรัดลำคอของเธออย่างแรงจนเธอหายใจไม่ออก  น้ำตาของเด็กน้อยจึงไหลพรั่งพรูออกมาจากดวงตากลมโตอย่างไม่ขาดสาย  เมื่อรู้ตัวว่าความตายกำลังรออยู่ตรงหน้า

“ฮือออออออ!!!!” 


…คุณพ่อขา…

…คุณพ่อ…

…หนูกำลังจะตายแล้วใช่ไหม?...


แต่ทันใดนั้นเองสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น  เมื่อประตูของกระท่อมร้างถูกเปิดออกด้วยแรงถีบของใครบางคน  แสงฟ้าแลบวูบวาบสาดส่องเข้ามาทำให้เห็นเงาของชายคนหนึ่ง  ที่ได้ปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางสายฝนที่กำลังโหมกระหน่ำ

ชายร่างใหญ่หันไปมองตามเสียงนั้นด้วยอาการที่ทั้งตกใจและประหลาดใจ  เนื่องจากไม่คาดคิดว่าจะมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญบุกฝ่าเข้ามาถึงที่นี่ได้  

แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไรมันก็ถูกฝ่าเท้าของผู้มาเยือนกระโดดถีบเข้าไปที่ยอดหน้าอย่างแรง  ร่างใหญ่โตสกปรกล้มกลิ้งไปทางกองโครงกระดูกที่วางสุมกันเป็นเนินจนกระจัดกระจายเละเทะไปหมด

“โอ้ย!!”



เมกามิตัวน้อยร้องไห้จ้าอยู่ภายใต้ผ้าผืนหนาที่มัดปิดปากของเธอเอาไว้ด้วยความเสียขวัญกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น   จมูกน้อยๆรีบสูดลมหายใจเข้าปอดได้อย่างทันท่วงที  ในขณะที่เจ้าของร่างดำทะมึนหันไปคว้าเอามีดแล่เนื้อเล่มใหญ่ขึ้นมาถือเอาไว้ในมือ  ก่อนที่จะชี้มันไปยังร่างกายอันเปียกปอนของบุรุษปริศนา

 “แกเป็นใคร  เข้ามาที่นี่ได้ยังไง!!?”

หากแต่ชายหนุ่มผู้นั้นไม่ได้ตอบอะไรกลับมาสักคำ  จึงสร้างความโมโหให้กับอีกฝ่ายเป็นอย่างมาก

“ไม่ตอบงั้นเรอะ!?”

“ถ้างั้นแกก็ตายไปพร้อมกับนังเด็กนี่เลยแล้วกัน!!”  

แทนที่คนใจหยาบจะถือมีดพุ่งเข้ามาหาชายหนุ่ม  แต่เปล่าเลย...มันกลับเลือกที่จะเข้าไปทำร้ายเด็กน้อยที่ยังทำไม่ได้แม้แต่จะขยับตัวเสียอย่างนั้น

“เพียงแต่นังหนูนี่ต้องตายเป็นคนแรกนะ!”

เมื่อเห็นดังนั้นชายหนุ่มจึงกระโดดเข้ามาขวางทางเอาไว้  ก่อนที่จะเกิดอันตรายขึ้นกับเด็กน้อย  ฝ่ามือของเขาจับล็อคเข้าที่มือของอีกฝ่ายที่กำลังถือมีดเอาไว้ในมือ 

ปลายมีดอันแหลมคมจดจ่ออยู่ใกล้กับชายโครงของเขาจนดูน่าหวาดเสียว  ด้วยความที่ขนาดตัวของทั้งคู่แตกต่างกันมากเกินไป…เกรงว่าเขาอาจจะต้านทานเอาไว้ได้ไม่นานนัก

เจ้าฆาตกรคิดที่จะทำให้อีกฝ่ายเสียสมาธิ  มันง้างขาที่ใหญ่โตเหมือนท่อนซุงของตัวเองหมายจะทำร้ายเด็กน้อยที่ยังคงนอนนิ่งอยู่กับพื้น

และมันก็ได้ผลเสียด้วย…เมื่อบุรุษปริศนายกขาข้างหนึ่งขึ้นมาขวางมันเอาไว้  หน้าแข้งของชายทั้งสองคนปะทะกันอย่างรุนแรง  แต่ด้วยความที่ผู้มาเยือนมีรูปร่างที่เล็กกว่ามันมาก  จึงทำให้เขาต้องเสียเปรียบไปโดยปริยาย  ก่อนที่ความรู้สึกปวดร้าวจะค่อยๆแผ่กระจายไปทั่วทั้งเรียวขาของเขา

ในขณะที่กำลังพะว้าพะวงเพราะเอาแต่เป็นห่วงเด็กหญิงตัวน้อยจึงทำให้เขาเสียสมาธิและไม่ทันระวังตัว  ปลายมีดอันแหลมคมที่อยู่ในมือของคนโฉดชั่วจึงแทงทะลุเข้าที่ชายโครงของชายหนุ่มเข้าให้อย่างจัง

“อึก…!”

“ฮ่าๆๆๆ!!”  ชายร่างใหญ่นัยน์ตาเบิกโพลงหัวเราะร่วนออกมาเสียงดังราวกับคนบ้า  เมื่อเห็นว่าบุคคลปริศนานั้นได้เสียทีหลงกลตามที่คิดเอาไว้จริงๆ  

“แกมันช่างโง่เง่าซะจริง!!”

ร่างของผู้มาเยือนค่อยๆทรุดตัวลงไปกองอยู่กับพื้น  หยาดหยดโลหิตหลั่งไหลออกมาอาบย้อมเสื้อผ้าของเขาให้กลายเป็นสีแดงฉานจนดูน่ากลัว  ในขณะที่มีดเล่มใหญ่ยังคงปักคาอยู่ที่บริเวณชายโครงของเขาทั้งๆอย่างนั้น  

“เก่งนักใช่มั้ย  นี่แน่ะ!!”

“อยากทำตัวเป็นฮีโร่นักเหรอ!!?”  ฆาตกรร่างยักษ์ใช้ท่อนขาใหญ่โตเตะเข้าไปที่ร่างของชายหนุ่มอย่างแรงหลายต่อหลายครั้งจนเขาแน่นิ่งไป  ท่ามกลางความตกใจและความสิ้นหวังของเมกามิที่เห็นเหตุการณ์นั้นอยู่ตลอด

…ไม่นะ!!!...คนๆนั้น…ถูกฆ่าไปด้วยอีกคนแล้วเหรอ!!?

…แล้วเรา…จะหนีไปจากที่นี่ได้ยังไง!!?

“ทีนี้ก็หมดเสี้ยนหนามซะที  เอาล่ะ… เรามาทำต่อจากเมื่อกี้กันดีกว่าแม่หนูน้อย”  เจ้าของใบหน้าโหดเหี้ยมเดินขึ้นไปนั่งคร่อมอยู่บนร่างของเด็กหญิงอีกครั้ง  จากนั้นมันก็ลงมือบีบรัดลำคอเล็กๆของเธอโดยไม่รอช้า  

เมกามิหลับตาลงทั้งน้ำตาด้วยความหวาดกลัวอีกครั้ง  และคิดว่า…ครั้งนี้เธอคงไม่โชคดีเหมือนตอนก่อนหน้านี้อีกแล้ว


…ทำไม…ทำไมถึงต้องฆ่ากันด้วย…หนูไปทำอะไรให้หรอคะ?

…คุณพ่อ…

…หนูอยากกลับไปหาคุณพ่อ…




“เฮือก!!!”

“อ๊อกกก…!!”

จู่ๆชายร่างยักษ์ก็เปล่งเสียงร้องออกมาอย่างโหยหวน  พร้อมกันนั้นแรงบีบอันมหาศาลที่รัดรึงลำคอน้อยๆอยู่ก็ค่อยๆคลายลงไป  ก่อนที่ร่างของมันจะล้มฟุบลงไปอยู่ข้างๆกายของเมกามิ  

หากแต่ภาพที่เห็นอาจจะทำให้เด็กน้อยต้องรู้สึกช็อคจนแทบสิ้นสติ  เมื่อศีรษะของคนโหดเหี้ยมถูกตัดขาดให้หลุดกระเด็นออกจากบ่า  ก่อนที่มันจะกลิ้งไปคนละทิศคนละทางกับร่างที่ไร้ลมหายใจ  ดูแล้วน่าสยดสยองเป็นที่สุด…

เด็กหญิงตัวน้อยกวาดตามองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความหวาดผวา  หยาดน้ำตายังคงไหลนองอาบสองข้างแก้มไม่ขาดสาย  ถึงแม้ว่าเจ้าฆาตกรโหดจะถูกฆ่าตายไปแล้ว  แต่เธอก็ยังไม่อาจวางใจได้เลย...ว่าผู้ที่ลงมือจะทำแบบนั้นกับเธอเหมือนกันหรือเปล่า

เจ้าของดวงตากลมโตจ้องมองไปยังร่างโชกเลือดของชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยความหวาดระแวง  ร่างเล็กๆของเธอสั่นเทาออกมาอย่างเห็นได้ชัด  

เมื่อเห็นเช่นนั้นแล้วเขาจึงรีบโยนมีดในมือทิ้งไปให้ไกลตัว  ก่อนที่จะลงมือจัดการแก้มัดให้กับเด็กน้อยในทันที

“ไม่ต้องกลัวนะ…ฉันมาช่วยเธอ…”





“เปรี้ยงงงง!!!”

เสียงฟ้าร้องแผดก้องจนเด็กน้อยสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ  แสงสายฟ้าแลบสว่างวูบไหวขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง  เผยให้เห็นเจ้าของใบหน้างดงามที่มีนัยน์ตาสีนิลดำสนิท  

ด้วยความที่กำลังช็อคและรู้สึกเสียขวัญ  จึงทำให้เธอไม่สามารถที่จะจดจำได้เลยว่าเคยพบกับเขามาก่อนหรือไม่  แต่ที่แน่ๆคือลักษณะท่าทางและรูปร่างหน้าตาของเขายังคงอยู่ในวัยเยาว์  ที่น่าจะมีอายุห่างกับเธอไม่เกินสิบปีเท่านั้น

“เราจะออกไปจากที่นี่กัน…เพราะงั้นอดทนหน่อยนะ”  

เด็กหนุ่มปริศนากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล  รอยยิ้มบางเบาระบายอยู่บนใบหน้าของเขาในขณะที่ความเจ็บปวดจากบาดแผลกำลังแผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่าง  เพียงเพราะเขาอยากให้เมกามิคลายความหวาดกลัวลงไป  ทั้งๆที่คนที่ต้องใช้ความอดทนมากกว่าคือตัวของเขาเองแท้ๆ

“คะ…ค่ะ”

จากนั้นชายหนุ่มจึงอุ้มร่างของเด็กน้อยเอาไว้ในอ้อมแขนก่อนที่จะพาเธอวิ่งฝ่าสายฝนออกไปจากกระท่อมร้างหลังนั้น  โดยที่บาดแผลของเขายังคงมีเลือดไหลออกมาไม่หยุด  ทำให้เมกามิต้องนึกขอบคุณและสงสารเขาจนจับใจ…

ที่เขาต้องมาบาดเจ็บขนาดนี้ก็เพราะเขาได้ยอมเสี่ยงชีวิตเข้ามาช่วยเธอเอาไว้แท้ๆ  ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่สามารถมีชีวิตรอดกลับออกมาแบบนี้ได้อย่างแน่นอน

…ขอบคุณมากนะคะ…พี่ชาย...

เด็กหญิงตัวน้อยจ้องมองใบหน้าที่พยายามซุกซ่อนความเจ็บปวดเอาไว้ของเด็กหนุ่มผู้นั้นมาตลอดทาง  จนกระทั่งเขาได้พาเธอวิ่งพ้นออกมาจากอาณาเขตของป่าใหญ่ในที่สุด



“ทางนั้นๆ!!...มีคนวิ่งออกมา!!!”

“รีบไปดูเร็ว!!”  

เสียงเอะอะอึกทึกดังขึ้นอุตลุด  เหล่าบรรดาบอดี้การ์ดในชุดสูทสีดำหลายคนรวมทั้งโคจิผู้เป็นบิดาของเด็กน้อย  ต่างพากันรีบวิ่งไปทางชายหนุ่มร่างโชกเลือดที่เพิ่งจะก้าวพ้นอาณาเขตของป่าออกมา  หลังจากที่ทุกคนออกตามหาตัวของเมกามิกันอย่างโกลาหล

บุรุษปริศนาล้มตัวลงบนทุ่งหญ้าท่ามกลางสายฝนกระหน่ำ  หลังจากที่เขาฝืนร่างกายของตัวเองอย่างสาหัสมานานนับชั่วโมง…แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่ลืมที่จะใช้อ้อมแขนปกป้องร่างเล็กๆนั้นเอาไว้  เพื่อไม่ให้เด็กน้อยต้องได้รับบาดเจ็บในตอนที่เขาล้มลงไปอีกด้วย



“เมกามิ !!!”  

โคจิรีบวิ่งมากอดบุตรสาวผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจเอาไว้แนบอก  พร้อมกับผู้คุ้มกันอีกหลายคนที่รีบวิ่งตามกันมาด้วยความเป็นห่วง  แต่ในทันใดนั้นหัวใจของผู้เป็นพ่อก็ต้องหล่นวูบ  เมื่อเห็นร่างเล็กๆนั้นเต็มไปด้วยโลหิตสีแดงฉาน

"นี่หนูบาดเจ็บตรงไหนรึเปล่า!!?”

“หนูไม่เป็นไรค่ะคุณพ่อ  แต่ว่า…รีบช่วยพี่ชายคนนั้นด้วยค่ะ!!”  เมกามิชี้ไปยังร่างของชายหนุ่มที่นอนสลบเหมือดไม่ได้สติอยู่ท่ามกลางสายฝน  

"เขาเป็นคนช่วยหนูเอาไว้”

ผู้เป็นบิดาได้ยินดังนั้นจึงหันไปมองร่างของเด็กหนุ่มตามที่บุตรสาวได้บอกกล่าวกับเขา

“…!!?...”

“รีบเรียกรถพยาบาลเดี๋ยวนี้เลย!!  เร็วเข้า!!!”


หลังจากนั้นไม่นาน  เด็กหนุ่มปริศนาก็ถูกส่งตัวไปรักษายังโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งโดยที่ยังไม่ทราบผลแน่ชัดว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร  ส่วนตัวของเมกามิก็ยังคงขวัญผวากับสิ่งได้เผชิญ  ซึ่งมันได้กลายเป็นบาดแผลในใจที่ไม่มีวันรักษาให้หายได้...จวบจนปัจจุบันนี้  

และหลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น…ทั้งคู่ก็ไม่มีโอกาสได้พบหน้ากันอีกเลย...

…อยากพบเขาอีกสักครั้ง  อยากขอบคุณสำหรับทุกๆอย่างในตอนนั้น  แต่…

…ตอนนี้เขาหายไปอยู่ที่ไหน  และจะยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่านะ?...



สาวน้อยนั่งห่อตัวกอดเข่าพึมพำอยู่ในใจท่ามกลางความมืดมิด  ความหวาดกลัวที่ฝังรากลึกอยู่อดีตยังไม่เคยลบเลือนหายไปไหน   หากเมื่อยามใดที่ปิดไฟลงจนมืดสนิท…ความรู้สึกของฝ่ามือหยาบกระด้างที่บีบรัดรำคอก็บังเกิดขึ้นมาทุกครั้ง

ดวงตากลมโตเริ่มถูกปกคลุมไปด้วยหยาดน้ำตา  ก่อนที่มันจะรินไหลลงมาบนสองข้างแก้ม  เรือนร่างบอบบางสั่นไหวระริกเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในวัยเด็กที่ทำให้เธอแทบจะเอาชีวิตไม่รอด

….หายใจไม่ออกเลย…กลัวก็กลัว…

…อยากออกไปจากที่นี่เร็วๆจัง...






“ปึงๆๆๆ!!!”

เสียงที่ดังมาจากทางประตูทำให้หญิงสาวสะดุ้งตัวด้วยความตกใจจนตื่นจากภวังค์  ความรู้สึกหวาดผวาเหมือนตอนที่ได้เจอกับคนใจบาปจึงก่อตัวขึ้นมาทันที  

คนที่อยู่อีกฟากหนึ่งของประตูเป็นใครกัน?  ถ้าหากเขาบุกเข้ามาได้แล้วเธอจะถูกทำร้ายเหมือนในตอนนั้นรึเปล่า?

ดรุณีน้อยรีบถอยกรูดไปทางมุมห้องจนแผ่นหลังติดกำแพง  เมื่อเสียงทุบประตูปึงปังยังคงดังขึ้นมาเรื่อยๆ

เสียงขยับโยกประตูอย่างรุนแรงสั่นประสาทของสาวน้อยให้หวาดระแวงมากขึ้นไปอีก  มือน้อยๆที่กำลังสั่นไหวทั้งสองข้างยกขึ้นมากุมศีรษะก่อนที่เธอร้องไห้ออกมาไม่หยุด

“ไม่นะ…อย่าเข้ามา…”

“ฉันกลัวแล้ว...ฮือ…”





“ปึงงงงง!”

ในที่สุดประตูหนาทึบก็ถูกใครบางคนใช้แรงถีบให้เปิดออก  แสงไฟจากด้านนอกสาดส่องเข้ามากระทบกับร่างบางที่ยังคงนั่งตัวสั่นงันงกอยู่กับพื้น  

เจ้าของร่างสูงที่เพิ่งเข้ามาถึงจึงค่อยๆย่างเท้าก้าวเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าของหญิงสาวอย่างเงียบๆ

“กลัวแล้ว…ฮือ” 

“กลัว…”  

เสียงสะอื้นเบาๆของเมกามิทำให้อีกฝ่ายอดรู้สึกสงสารไม่ได้  เขาค่อยๆลดตัวลงนั่งอยู่ตรงหน้าของหญิงสาว  ฝ่ามือแข็งแกร่งค่อยๆเคลื่อนเข้ามาใกล้ๆ  หมายจะปลอบประโลมเจ้าของร่างบางที่กำลังเสียขวัญ

แต่ทว่า...เอื้อมมือเข้ามาได้แค่เพียงครึ่งทาง  เขาก็ตัดสินใจหยุดการกระทำลงเสียก่อนโดยไม่ที่ทราบสาเหตุ


“…เธอ”

“…เป็นอะไร…หรือเปล่า…?”

เสียงทุ้มนิ่งราบเรียบที่คุ้นหูนั้นทำให้ดรุณีน้อยรีบเงยหน้าขึ้นมามองเขาในทันที  โดยที่ดวงตาและสองข้างแก้มของเธอยังคงเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา  แสงไฟที่สาดส่องเข้ามาทำให้เด็กสาวได้เห็นหน้าของคนที่เข้ามาช่วยเหลือเธอให้หลุดพ้นจากความมืดมิด  

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้...มันทำให้เธอต้องนึกถึงชายหนุ่มคนนั้น...คนที่เคยเข้ามาช่วยเหลือเธอให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของฆาตกร  ถึงแม้ว่าเหตุการณ์มันจะไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด  แต่มันก็มีความคล้ายคลึงกันมากเลยทีเดียว


…เหมือนตอนนั้นเลย...ทำไม…

…อย่างกับ…กำลังฝันไป…


“เคซากุ..."

เมื่อเด็กสาวเริ่มตั้งสติได้ก็สังเกตเห็นว่าใบหน้าหล่อเหลานั้นเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อและเสียงหายใจเหนื่อยหอบจนดูผิดจากเวลาปกติ

….อย่าบอกนะว่า…เขา…ตั้งใจออกมาตามหาเราอย่างนั้นเหรอ?...

ก็แน่ล่ะสิ  เพราะก่อนหน้านี้เขาเล่นวิ่งตามหาเธอไปทั่วทั้งโรงเรียนเลยนี่นา  เพียงแต่เธอไม่รู้ก็เพราะเธอถูกขังเอาไว้ในนี้เท่านั้นเอง

“ปลอดภัย…ใช่ไหม?”

เมกามิพยักหน้าเบาๆ ให้กับคำถามที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของเขา


หลังจากที่เวลาเดินผ่านไปสักพักใหญ่ๆ  จนกระทั่งอารมณ์ของเด็กสาวเริ่มกลับมาสงบลง  เธอจึงเริ่มถามถึงสาเหตุที่ว่าทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่ได้

“เคซากุ”

“...?.. "

“ทำไมถึงรู้ว่าฉันอยู่ที่นี่ล่ะ?”

แววตาว่างเปล่าของยาสึชิจับจ้องใบหน้าหวานๆของอีกฝ่ายแน่นิ่ง  จากนั้นเขาจึงตอบคำถามของเธอกลับไป

“ฉัน…”

“เห็นว่าเธอ…ไม่เข้า…ชมรม”

“แล้ว…อีกอย่าง...”   ทายาทของผู้อำนวยการโรงเรียนชี้นิ้วไปยังรองเท้านักเรียนของเธอ

“นี่…ไม่เหมือน…ทุกวัน”

“เอ๋?...”


ใช่...ปกติแล้วเธอจะใส่รองเท้าคู่สีขาวเมื่ออยู่ในอาคารเรียน  แต่เป็นเพราะมันถูกขโมยหายไปจากตู้ล็อคเกอร์  วันนี้เธอจึงใส่รองเท้าคู่สีดำแทนไปทั้งวัน

ก็ตอนที่เขาคุยเรื่องภาพวาดของชูเฮย์กับเธออยู่นั่นแหละ  สายตาของเขาดันเหลือบไปเห็นความผิดปกตินี้เข้า  แต่ในตอนแรกเขาก็ยังไม่แน่ใจเท่าไหร่หรอกนะ

“เลยคิดว่า…บางที…”

“อาจจะ…เกิดอะไรขึ้น…กับ…”

“รองเท้า…ของเธอ…”

“แล้ว…เธอทำยังไงต่อเหรอ  เคซากุ?”  เมกามิกลอกดวงตากลมโตไปมาจับจ้องใบหน้าของเพื่อนหนุ่มร่วมชั้นเรียนอย่างต้องการคำตอบ

“ล็อคเกอร์…”

…หรือเขาจะหมายความว่า…วันนี้เขาไม่เห็นเราเข้าชมรม  และเห็นเราใส่รองเท้าไม่เหมือนทุกวัน  ก็เลยไปดูที่ล็อคเกอร์ว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้นรึเปล่า…แล้วเขาก็...

“…จริงสิ…”  ชายหนุ่มหยิบเอากระดาษแผ่นนึงออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วส่งมันให้กับเธอ

“นี่…”

“เอ๊ะ…นี่มัน…”  ดรุณีคนงามรับเอาแผ่นกระดาษที่คนตรงหน้าหยิบยื่นมาให้  เมื่อหยิบมันขึ้นมาดูใกล้ๆก็พบว่ามันคือจดหมายท้าทายจากบุคคลปริศนาที่เธอลืมทิ้งเอาไว้ในตู้ล็อคเกอร์ของตัวเองนั่นเอง

…เข้าใจแล้ว…เพราะแบบนี้นี่เอง…เขาถึงได้ตามหาเราจนเจอ...



“อย่า...ทำแบบนี้…อีกนะ”  ยาสึชิพูดเสียงแผ่วเบาแต่ได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำ  แววตาที่ดูเหม่อลอยในเวลาปกติบัดนี้กลับจ้องมองใบหน้าของหญิงสาวอย่างแน่นิ่งจนน่าแปลกใจ

“เอ๋?...”

“เธอ…ไม่รู้ว่า…อีกฝ่าย…เป็นใคร…”

“มัน…อันตราย”

“รู้หรือเปล่า…”

เจ้าของเรือนกายขาวผ่องได้ฟังก็พยักหน้าเบาๆด้วยความรู้สึกผิดอยู่เต็มอก “ ขอโทษที่ทำให้เธอต้องลำบากนะ”

“ฉันนี่มันโง่จริงๆเลยที่คิดอะไรตื้นๆแบบนี้”

“…อืม”

“…กลับบ้าน…กันเถอะ”  เจ้าของนัยน์ตาสีนิลเรียวเล็กกล่าวแล้วก็ลุกยืนขึ้น  “คนขับรถ…ของเธอ…”

“คง…มาแล้ว…”

เมกามิจ้องมองชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าแล้วนึกขอบคุณเขาอยู่ในใจ  นี่ถ้าหากเขาไม่ออกตามหาเธอจนเจอเสียก่อน…เธออาจจะช็อคจนเสียสติไปแล้วก็ได้

“อื้ม!...ไปกันเถอะ”




          เมื่อออกมานอกอาคารเรียนก็พบว่ามันเป็นเวลาโพล้เพล้จนเกือบจะพลบค่ำแล้ว  แสงไฟตามอาคารบ้านเรือนและตึกสูงต่างๆถูกเปิดขึ้นมาสว่างไสวระยิบระยับนวลตา  เมกามิลอบมองแผ่นหลังของชายหนุ่มที่เดินอยู่เบื้องหน้าด้วยสายตาชื่นชมเป็นที่สุด

“เคซากุ…”

“.....”

“ขอบคุณมากๆเลยนะ”

“…..”

“เธอช่วยฉันเอาไว้อีกแล้ว” 

ยาสึชิยังคงนิ่งเงียบและเดินต่อไปราวกับไม่ได้ยินเสียงของเธอ  หากแต่หญิงสาวข้างหลังกลับแตะแต้มรอยยิ้มละมุนขึ้นน้อยๆเมื่อเห็นอากัปกิริยาของเขา

…ถึงเธอจะไม่ได้ตอบอะไรกลับมา  แต่ฉันเชื่อนะว่าเธอจะต้องได้ยิน…

…ก็เธอน่ะ…เป็นแบบนี้เสมอเลยนี่นา...

สายลมยามเย็นพัดผ่านร่างของหนุ่มสาวทั้งคู่มาเอื่อยๆ  ให้ความรู้สึกที่ทั้งเย็นสบายและอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก  ปลายผมสีดำเงางามที่ปรกหน้าผากเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาจึงพลิ้วไหวไปตามทิศทางของแรงลมนั้น

นัยน์ตาสีนิลไร้ความรู้สึกทอดมองไปในที่ไกลๆอย่างเลื่อนลอย  หากแต่ริมฝีปากงามๆของเขากลับยกยิ้มขึ้นมาบางเบา  เมื่อได้ยินคำขอบคุณจากใจของสาวน้อยที่เดินตามอยู่ข้างหลัง




ช่วงกลางดึกของวันเดียวกัน…

“อะไรนะ…?”

“ความทรงจำกลับของท่านกับใครบางคนกลับคืนมาเช่นนั้นหรือ…?”

“ใช่”

“กับใครกัน?  อยู่ใกล้ตัวท่านขนาดนั้นเชียวหรือ?"

เทพมังกรฟ้าในความฝันกล่าวซักถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ  หลังจากที่ได้ฟังคำบอกเล่าของเด็กสาวผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นนายของเขา  


“อืม…”

“ไป๋ฉีเจี้ยน…เธอยังจำยอดขุนพลที่ชื่อลิโป้ได้หรือเปล่า?”

“เหอะ…นึกว่าใคร  คนพรรค์นั้นน่ะหรือ”  ไป๋ฉีเจี้ยนสะบัดหน้าหนีเหมือนไม่ค่อยสบอารมณ์  เมื่อกล่าวถึงเทพเจ้าแห่งสงคราม

"เจ้าคนผู้นั้นเป็นคนที่ทำให้ท่านฝ่าฝืนลิขิตของสวรรค์…ข้าล่ะเกลียดนัก”

อ่ะนะ...แล้วกัน

“ว่าแต่...ทำไมจู่ๆฉันถึงมีความทรงจำของคนๆนี้กลับมาได้ล่ะ?"

มังกรร่างยักษ์หรี่ดวงตาสีทองคมปลาบลงอย่างครุ่นคิดก่อนที่จะตอบเธอกลับมา

“ท่านจำสิ่งที่ข้าได้มอบให้กับท่าน  ในห้วงราตรีแรกได้หรือไม่?”

“ห้วงราตรีแรกงั้นเหรอ?”  

“ใช่…”


…ก่อนที่เราจะจากกันไป…ครั้งที่แล้วอย่างนั้นเหรอ? เอ...

…จริงสิ…ในตอนสุดท้ายก่อนที่เราจะลืมตาตื่น...


 “เธอกำลังหมายถึงลูกแก้วกลมๆที่มีอะไรบางอย่างคล้ายๆกับดวงดาววิ๊งๆลอยอยู่ในนั้นรึเปล่า?...อันที่เธอบอกให้ฉันรับมันเอาไว้น่ะ?”

วิ๊งๆ?  นายเข้าใจความหมายของมันรึเปล่าน่ะ?...ไป๋ฉีเจี้ยน

“ถูกต้อง”  มังกรฟ้าเลื้อยตัวคดเคี้ยวอยู่กลางอากาศชั่วครู่หนึ่ง  ก่อนที่จะมาหยุดอยู่ตรงหน้าของหญิงสาว

“นั่นคือผนึกความทรงจำในภพที่แล้วของท่าน…ซึ่งข้าได้ฝ่าฝืนกฏเกณฑ์ของสวรรค์เพื่อที่จะลักลอบนำเอามันไปเก็บซ่อนไว้ในที่ๆหนึ่ง…ที่ไม่มีผู้ใดสามารถจะหาเจอได้”

“ถึงว่าล่ะ…จู่ๆฉันก็มองเห็นภาพของลิโป้ขึ้นมาทั้งหมดได้  ก็เพราะมีความทรงจำกลับมาแล้วนี่เอง”

แต่มันก็ยังไม่ใช่ทั้งหมดหรอกนะ...ไม่ว่ายังไงตอนนี้เธอก็ยังต้องพึ่งพลังของไป๋ฉีเจี้ยนอยู่ดี

“ท่านเข้าใจถูกต้องแล้ว”

“ว่าแต่…ฉันจะสามารถมองเห็นได้แค่ความทรงจำของลิโป้เท่านั้นเหรอ?”

มังกรร่างยักษ์ปรายตามองมายังเด็กสาวผู้เป็นนายก่อนที่จะกล่าวขึ้น  “ข้าจะอธิบายให้ท่านเข้าใจเอง…ท่านเทพธิดา”

“จิตแห่งความทรงจำของท่าน...จะแสดงให้เห็นถึงช่วงเวลาของท่านกับใครคนหนึ่ง  ที่เคยใช้ชีวิตและมีความทรงจำร่วมกัน...เมื่อในครั้งอดีตชาติ"

“จิตแห่งความทรงจำจะถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาได้ก็ต่อเมื่อท่านได้ใช้ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายสัมผัสกับร่างกายของอีกฝ่าย...ที่เคยมีความทรงจำในชาติภพที่แล้วร่วมกันกับท่าน  แต่ถ้าหากท่านสัมผัสแล้วมองไม่เห็นถึงภาพความทรงจำใดๆ...นั่นคงจะหมายความว่าเขามิใช่บุคคลที่มีวาสนากับท่านมาก่อน"

"ที่สำคัญ...ในระหว่างที่มีการสัมผัสร่างกาย  ท่านต้องอยู่ในสภาพที่มีสติสัมปชัญญะครบถ้วนสมบูรณ์เท่านั้น…ความทรงจำจึงจะปรากฏขึ้นมาให้เห็นได้”

“แล้วเรื่องสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ท่านควรจะต้องรู้เอาไว้ด้วย..."

“อะไรงั้นเหรอ?"

“ขอให้ท่านจงรู้ไว้เลยว่า…หากความทรงจำของท่านได้ปรากฏขึ้นกับผู้ใด  ผู้นั้นย่อมมีใจรักต่อท่านในอดีตชาติอย่างแน่นอน”

“หาาาา!  มะ…มีใจรักงั้นเหรอ!?”

“ถูกต้องแล้ว”  ไป๋ฉีเจี้ยนหลับตาลงแล้วอธิบายต่อ  “หากไม่มีความรักหรือความผูกพันธ์กันมาก่อน  วาสนาจากอดีตชาติก็คงไม่เกิด"

"ยกตัวอย่างเช่นเรื่องราวของท่านกับลิโป้…ซึ่งแน่นอนว่าคนผู้นี้มีใจรักและศรัทธาในตัวของท่านอย่างแท้จริง  เพียงแต่ข้าไม่ค่อยชอบบุคคลผู้นี้สักเท่าไหร่นัก”

“เมื่อท่านได้สัมผัสกับร่างของใครก็ตามที่มีความทรงจำปรากฏให้ท่านได้เห็นแล้ว  ผลลัพธ์ที่ตามมาจากการปลุกความทรงจำของอีกฝ่ายจะมีอยู่แค่สองประการเท่านั้น  ก็คือเจ้าของร่างนั้นอาจจะมีปฏิกิริยาตอบสนองในเรื่องที่ความทรงจำกลับคืนมา...และจดจำท่านซึ่งอยู่ในร่างปัจจุบันนี้ได้ด้วย  หรือว่ามันอาจจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับคนผู้นั้นเลยก็ได้…ขึ้นอยู่กับว่าความรักที่พวกเขามีต่อท่านนั้นเป็นแบบไหน”

แต่ที่แน่ๆก็คือ...ถ้ามีความทรงจำขึ้นมาให้เห็น  ก็แปลว่าเคยมีวาสนาร่วมกันมาครั้งหนึ่งในอดีตชาติอย่างนั้นสินะ

สาวน้อยได้ฟังก็คิดตามไปกับคำอธิบายที่มีรายละเอียดถี่ยิบนั้น  “ถ้าอย่างงั้นลิโป้มีความทรงจำกลับคืนมาได้เพราะอะไรกัน?”

“ก็เพราะคนผู้นั้นมีหัวใจรักอันบริสุทธิ์ต่อท่านยังไงล่ะ”

“หัวใจรักอันบริสุทธิ์?”

“หมายถึงหัวใจที่มีความรักในตัวของท่านอย่างบริสุทธิ์ใจโดยแท้จริง...ขอเพียงแค่ได้เห็นท่านมีความสุข  โดยที่ไม่คิดหวังจะครอบครองในตัวของท่าน”  มังกรฟ้าร่างยักษ์ลืมตาขึ้นพลางมองไปในความมืดอย่างไร้จุดหมาย  

“ซึ่งในกรณีของลิโป้นั้นก็คือความรัก  เลื่อมใส  เคารพ...และศรัทธา"

“แบบนี้นี่เอง”  เมกามิพยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงเข้าใจ  

"ถ้าอย่างงั้น...แล้วคนที่ถูกปลุกความทรงจำขึ้นมาแต่จำฉันไม่ได้ล่ะ?”

“นั่นก็คือบุคคลผู้ที่รักใคร่ในตัวของท่านเช่นกัน  แต่ต่างกันตรงที่พวกเขาเหล่านั้นต่างก็ต้องการที่จะครอบครองท่านทั้งร่างกายและจิตใจ  เฉกเช่นความรักที่ชายหนุ่มมีให้กับหญิงสาวผู้เป็นที่รักนั่นแหละ”

“หรือพูดง่ายๆก็คือความรักที่พวกเขาเหล่านั้นมีต่อท่าน  แบ่งออกได้เป็นสองประเภทนั่นเอง…ซึ่งก็คือรักแท้อันบริสุทธิ์และความรักที่ต้องได้มาซึ่งการครอบครองยังไงล่ะ”

“แต่ว่า...ในตอนนั้นถ้าฉันเป็นเทพธิดาที่มาจากสวรรค์  ก็นับว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนเหล่านั้นให้ความเคารพเลื่อมใส  แล้วทำไมพวกเขาถึงยังกล้าที่จะคิดครอบครองฉันได้ล่ะ…พวกเขาไม่ได้นับถือฉันจริงๆงั้นเหรอ?”  เจ้าของร่างงามระหงถามอย่างไม่เข้าใจ

“ยิ่งท่านเป็นเทพธิดา…ยิ่งทำให้ความอยากได้อยากครอบครองนั้นเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณมากกว่าหญิงงามคนใดในปฐพีเสียอีก”  ไป๋ฉีเจี้ยนหันหน้ามาสบตากับสาวน้อยที่ยังคงทำท่าเอียงคอสงสัย


"ท่านน่ะคือที่สุดแห่งความปรารถนาของเหล่าวีรบุรุษทั้งแผ่นดิน  ต่อให้จะต้องทำสงครามที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหน…พวกเขาย่อมลงมือได้เสมอ  ขอเพียงแลกกับการที่ได้ตัวและหัวใจของท่านมาไว้ในครอบครองยังไงล่ะ”

…สงคราม…อย่างงั้นเหรอ???...

“เดี๋ยวก่อน…ในตอนนั้นคงไม่ได้มีสงครามเกิดขึ้นเพราะฉันหรอก…ใช่ไหม?”  เมกามิค่อยๆพูดช้าๆทีละคำอย่างไม่มั่นใจ

ทางด้านของไป๋ฉีเจี้ยนพอได้ฟังคำถามจากดรุณีน้อยก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

“หากไม่มีต้นสายปลายเหตุ....สงครามย่อมไม่มีทางเกิด  เหล่าวีรบุรุษทั้งหลายต่างก็ยังคงเป็นเพียงแค่มนุษย์ปุถุชนธรรมดาเท่านั้น”

“หมายความว่ายังไงกัน?”

“เท่าที่ข้าพอจะรู้ในตอนนั้นก็คือ…หลังจากที่ท่านได้ฝ่าฝืนกฏของสวรรค์เพื่อช่วยให้ลิโป้และเตียวเสี้ยนได้กลับมาครองรักกันอีกครั้ง…”


“จิตใจที่อ่อนโยนและอ่อนไหวของท่านนั้นก็ได้ซึบซับเอาความรู้สึกบางอย่างที่เป็นเรื่องต้องห้ามเข้ามาด้วย”


“ความรู้สึกที่เป็นเรื่องต้องห้าม?”

“ใช่…ท่านคิดว่านอกเหนือจากการฝ่าฝืนลิขิตแห่งสวรรค์แล้ว  จะยังมีสิ่งใดอีกที่เป็นเรื่องต้องห้ามสำหรับเทพธิดาผู้ศักดิ์สิทธิ์อย่างท่าน?”

ดรุณีคนงามพยายามใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็ยังคงนึกไม่ออกอยู่ดี

"คือ…ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน”

เจ้าของนัยน์ตาสีทองคู่ใหญ่ที่ส่องประกายคมปลาบจ้องมองมายังร่างของผู้เป็นนายอย่างแน่นิ่งก่อนที่จะกล่าวขึ้น…

“ท่านเทพธิดา…ท่านน่ะ…”



“...ได้ตกหลุมรักกับมนุษย์ผู้หนึ่งเข้า”




“หาาา!!?”  เมื่อสาวน้อยได้ยินคำบอกเล่าของเขาก็ทำตาโตเป็นไข่ห่านด้วยความตกอกตกใจ  “ฉันเนี่ยนะ!!?”

ไป๋ฉีเจี้ยนพยักหน้าช้าๆแล้วจึงหลับตาลงอีกครั้ง  

"หลังจากที่เรื่องราวความรักของท่านกับคนผู้นั้นได้แพร่งพรายออกไป  เหล่าบรรดาวีรบุรุษผู้กล้าที่มีหัวใจรักเป็นทุนเดิมต่อท่านจึงไม่สามารถที่จะยอมรับมันได้  เพราะฉะนั้นแล้ว...สงครามการแย่งชิงอัปสรสวรรค์จึงบังเกิดขึ้น”

“ถึงแม้ว่าพวกเขาเหล่านั้นจะต้องสังเวยชีวิต...หลั่งหยาดหยดโลหิตลงบนแผ่นดินสักเท่าไหร่…หรือต่อให้ร่างกายของพวกเขาจะต้องกลายเป็นเพียงเถ้าธุลีที่สูญสลาย…แต่ความปรารถนาที่ฝังรากลึกอยู่ในจิตวิญญาณของพวกเขาก็ยังคงไม่เลือนหายไปไหน..."

“จะกระทั่งมันได้ตามติดมาจนถึงชาติภพนี้…”

…หา…ตะ…ตามมาถึงชาติภพนี้!?  ทำไมถึงฟังดูยุ่งเหยิงยังไงพิกลๆนะ?

…มันคงจะไม่มีเหตุการณ์อะไรแปลกๆเกิดขึ้นกับเราหรอกใช่ไหม?

เทพมังกรฟ้าแหงนหน้ามองขึ้นไปท่ามกลางความมืดที่อยู่เบื้องบน  ก่อนที่จะเอ่ยกล่าวบางสิ่งบางอย่างออกมาอีก  “ห้วงเวลาแห่งความฝันในครานี้ใกล้ถึงเวลาสิ้นสุดลงอีกแล้ว”  

“แต่ก่อนที่จะจากไปในคืนนี้...ข้ามีเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องบอกกับท่าน”

“เรื่องอะไรงั้นเหรอ?”

“ท่านอย่าได้สงสัยหรือแปลกใจไป…หากห้วงราตรีในบางครา  ข้าอาจจะไม่ได้มาปรากฏตัวให้ท่านเห็นเช่นนี้”

“อ้าว…ทำไมกันล่ะ?”  โฉมงามเอียงคอมองกะพริบตาปริบๆ  “เธอปรากฏตัวออกมาแบบนี้ทุกๆวันเลยไม่ได้เหรอ?”

สัตว์เทพร่างใหญ่ยักษ์ได้ฟังดังนั้นก็ทำได้แค่หลับตาลงพลางส่ายศีรษะของตนเบาๆ  

"การปรากฏตัวของข้าในทุกๆครั้งจำเป็นต้องใช้อายุขัยที่เหลือจากภพภูมิที่แล้วอย่างมหาศาล…ซึ่งข้าก็พอจะรู้ตัวอยู่…ว่ามันมีเหลือไม่มากนัก”

“เพราะฉะนั้นข้าจึงจำเป็นที่จะต้องกักเก็บอายุขัยที่เหลือเอาไว้บ้าง  เพื่อที่จะได้ใช้เวลาอยู่ข้างๆท่านและคอยดูแลท่านให้ได้นานที่สุด”  ไป๋ฉีเจี้ยนกล่าวอธิบายเหตุของเขาให้เด็กสาวผู้เป็นนายฟังด้วยสีหน้าที่ให้ความรู้สึกหม่นหมองอย่างแปลกประหลาด

"ถ้าหากไม่ทำเช่นนั้นแล้ว…อายุขัยของข้าจะต้องหมดลงไปอย่างรวดเร็ว  และข้าก็จะไม่มีโอกาสได้มาพบกับท่านเช่นนี้อีก”


…ทำไมกัน?...

...ทำไม…เรากลับรู้สึกถึงความโศกเศร้าบางอย่างจากคำบอกเล่าของเขาแบบนี้นะ...


“หากท่านมีสิ่งใดที่ปรารถนาจะรู้แจ้ง…โปรดตั้งจิตอธิษฐานเรียกหาข้า…ก่อนที่ท่านจะหลับตาลงสู่ห้วงนิทรา”  

“แล้วข้าจะรีบมาหาท่านในทันที…”  

เมื่อกล่าวจบร่างของมังกรฟ้าก็ปรากฏแสงสว่างเจิดจ้าขึ้น  ก่อนที่ภาพทุกอย่างจะดับวูบลงจนมองไม่เห็นอะไรอีก










ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 21 ครั้ง

60 ความคิดเห็น