Retrouvailles

  • 600% Rating

  • 3 Vote(s)

  • 2,251 Views

  • 42 Comments

  • 90 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    292

    Overall
    2,251

ตอนที่ 10 : (ย้อนอดีต) : เทพเจ้าแห่งสงคราม 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 96
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 16 ครั้ง
    23 เม.ย. 62

          ยอดขุนพลลิโป้เดินนำหน้าเทพยดาสาวเข้ามายังในจวนหลังใหญ่อันเป็นที่พำนักอาศัยของเขากับเตียวเสี้ยนผู้เป็นภรรยา  โดยมียอดกุนซือตันก๋งผู้ชาญฉลาด  และแม่ทัพฝีมือดีอย่างเตียวเลี้ยวกับโกซุ่นที่คอยติดตามให้การอารักขาอย่างใกล้ชิด

เจ้าของร่างสูงล่ำสันใบหน้าคมเข้มเพราะหนวดเคราบางๆที่ขึ้นมาล้อมรอบกรอบหน้า  เพ่งสายตาแหลมคมดุจดังอินทรีวิหคนักล่าจ้องมองแผ่นหลังของเทพธิดาผู้เลอโฉมโดยไม่วางตา  เรือนผมสีเงินส่องประกายระยิบระยับที่ยาวจรดพื้นนั้นช่างดูสวยงามและแปลกประหลาดอย่างที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนเลยสักครั้งในชีวิต  (เตียวเลี้ยว)

“ทุกท่านโปรดรออยู่ตรงนี้ก่อน”  เทพธิดาแห่งเนตรนภาหันมาบอกกล่าวกับทุกคนเมื่อมาถึงยังบริเวณหน้าห้องนอนของเตียวเสี้ยน 

"สิ่งที่ข้าจะทำต่อไปนี้คงไม่อาจให้ผู้ใดเห็นได้  พวกท่านจงอารักขาความสงบ ณ บริเวณนี้เอาไว้จนกว่าข้าจะกลับออกมาเถิด"

 "และที่สำคัญ…พวกท่านเองก็ห้ามลักลอบแอบดูโดยเด็ดขาด  มิฉะนั้นสิ่งที่ข้าทำคงไม่อาจสัมฤทธิ์ผล”

“ขอรับท่านเทพธิดา”  เหล่าผู้กล้าทั้งหมดที่อยู่ตรงนั้นคุกเข่าลงคำนับโดยพร้อมเพรียงกัน  

จากนั้นเทพยดาสาวก็เดินเข้าไปในห้องนอนของเตียวเสี้ยน  ก่อนที่ประตูห้องของห้องนั้นจะค่อยๆถูกปิดลงอย่างช้าๆ

ลิโป้ค่อยๆลุกขึ้นยืนเมื่อเห็นร่างของผู้อยู่เหนือธรรมชาติหายเข้าไปในห้องแล้ว  สายตาที่ดูดุดันน่าเกรงขามมองตรงไปยังประตูห้องด้วยความกังวลใจเป็นอย่างมาก

“เจ้าไม่ต้องเป็นกังวลไปหรอก  เมื่อครานี้ผู้ที่ให้การรักษานั้นมิใช่หมออย่างที่ผ่านๆมา  หากแต่เป็นผู้ที่อยู่เหนือกฏเกณฑ์ของธรรมชาติทั้งมวล…เพราะฉะนั้นแล้วย่อมไม่มีสิ่งใดที่เป็นไปไม่ได้”  ตันก๋งพูดให้กำลังใจแม่ทัพหนุ่มที่มีสีหน้ากระวนกระวายใจอยู่แทบจะตลอดเวลา

“จริงของท่าน  แต่ข้าแทบจะอดใจรอเวลาให้เตียวเสี้ยนฟื้นขึ้นมาไม่ไหวแล้ว”

“ได้โปรด…ขอให้นางลืมตาตื่นขึ้นโดยเร็วทีเถิด…”

“ขอให้เจ้าจงเชื่อในปาฏิหาริย์ครั้งนี้เถิด…ลิโป้”  กุนซือร่างสันทัดพูดขึ้นเสียงแผ่วเบาแล้วจ้องมองไปยังประตูห้องเช่นเดียวกันกับวีรบุรุษผู้แข็งแกร่ง

เทพธิดาแห่งเนตรนภาค่อยๆปิดประตูห้องลง  ฝ่าเท้าขาวนวลส่องประกายก้าวเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าตั่งไม้ที่มีหญิงงามกำลังนอนหลับใหลไม่ได้สติ  

หากแต่บัดนี้ใบหน้าของนางกลับดูซีดเซียว  ริมฝีปากกระจับเล็กๆนั้นขาวโพลนแทบไม่มีสีใดเจือปน  ชีพจรของนางก็เต้นอย่างแผ่วเบา…ลมหายใจที่เดินทางเข้าออกผ่านร่างกายนั้นช่างรวยระรินเสียจนน่าวิตก

จากนั้นครู่หนึ่ง...เทพยดาผู้อ่อนโยนจึงปิดเปลือกตาลงอย่างช้าๆ  ริมฝีปากรูปหัวใจหยักสวยสีดอกโบตั๋นขยับเขยื้อนเล็กน้อยอันเนื่องมาจากการบริกรรมคาถาอันศักดิ์สิทธิ์ 

และทันใดนั้นเองก็ได้มีแสงรัศมีสีขาวเจิดจ้า  แผ่ออกมาจากร่างกายอันงดงามพิศุทธิ์ของผู้อยู่เหนือธรรมชาติ

เมื่อสิ้นสุดการบริกรรมคาถา  เทพยดาสาวจึงค่อยๆลืมตาขึ้น  จากนั้นเธอจึงยื่นฝ่ามือไปสัมผัสยังบริเวณอกข้างซ้ายของสาวงามที่กำลังตกอยู่ในห้วงนิทรา

“บัดนี้…ข้าได้มอบอายุขัยอันเป็นการฝ่าฝืนลิขิตของสวรรค์ให้กับท่านแล้ว  ขอท่านจงลืมตาตื่นขึ้นมาเพื่อรักษามันเอาไว้ให้นานที่สุดด้วยเถิด...เตียวเสี้ยน”

เพียงอึดใจเดียว  เรือนร่างผ่ายผอมที่นอนอยู่บนตั่งไม้ก็ค่อยๆขยับเปลือกตาที่หนักอึ้งให้เปิดออกอย่างยากลำบาก  คิ้วเรียวสวยได้รูปขมวดเข้าหากันมุ่นด้วยความมึนงง  ในหัวสมองนั้นก็รู้สึกหนักอึ้งราวกับถูกทับด้วยล้อเกวียน
  
หลังจากที่สายตาเริ่มปรับตัวได้แล้ว  เตียวเสี้ยนจึงค่อยๆยกมือมาบังพรางบริเวณใบหน้าของตนเอง  เมื่อนางรู้สึกเหมือนถูกประกายแสงสว่างสาดส่องกระทบเข้ามาจนทำให้นางรู้สึกแสบตา

“นั่นแสงอะไรกัน?…”  

แสงชัชชวาลย์ค่อยๆเลือนหายไป  สิ่งแรกที่หญิงสาวมองเห็น...ก็คือร่างของอิสตรีแปลกหน้าที่มีลักษณะแตกต่างจากมนุษย์ทั่วๆไป  เธองดงามเกินกว่าที่จะบอกว่าเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาๆได้

“ทะ…ท่าน…คือ…”  ยอดดวงใจของเทพเจ้าแห่งสงครามกล่าวขึ้นด้วยความรู้สึกที่ยังคงงุนงง  ในขณะที่อีกฝ่ายแตะแต้มรอยยิ้มอ่อนโยนขึ้นมาบางๆ

เทพธิดาแห่งเนตรนภาเดินตรงไปหยุดอยู่ตรงประตูห้องแล้วเปิดมันออก  บุรุษผู้กล้าทั้งสี่ที่ยืนคอยอยู่หน้าห้องจึงรีบหันมามองโดยพร้อมเพรียงกันเมื่อเห็นอัปสรสวรรค์ปรากฏกาย

“ท่านเทพธิดา…ภรรยาของข้าเป็นอย่างไรบ้าง?”  ลิโป้รีบเอ่ยถามกับเทพยดาด้วยความกระวนกระวายใจ  เขาเดินไปเดินมาอยู่ไม่เป็นสุขเลยนับตั้งแต่ที่เธอหายเข้าไปในห้องนั้น

ผู้มาเยือนจากแดนเทวโลกก้าวเท้าถอยหลบไปทางข้างประตูก้าวหนึ่ง  จึงทำให้สายตาของยอดขุนพลได้พบกับร่างของจอมใจผู้เป็นที่รัก

“เตียวเสี้ยน!!!”

“ท่านลิโป้…”

แม่ทัพหนุ่มในชุดเกราะสีดำรีบเดินปรี่เข้าไปโอบกอดร่างของภรรยาด้วยความปิติยินดียิ่ง  น้ำตาของลูกผู้ชายอกสามศอกเอ่อล้นออกมาอย่างที่ไม่อาจควบคุมอะไรมันได้

"ปาฏิหาริย์!  นี่มันคือปาฏิหาริย์จริงๆ!!”

เตียวเลี้ยวเฝ้ามองอากัปกิริยาที่เต็มไปด้วยความสุขของผู้เป็นนายทั้งสองอยู่เงียบๆ  เห็นกระนั้นแล้วเขาเองก็พลอยมีความสุขและรู้สึกยินดีตามไปด้วย  ในขณะที่ตันก๋งและโกซุ่นต้องยกชายแขนเสื้อขึ้นซับน้ำตาเบาๆ ให้กับปาฏิหาริย์ที่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดแจ้งเต็มๆสองตา

“ท่านเทพธิดา  ขอบพระคุณท่านมากเหลือเกิน!  บุญคุณนี้ข้าจะจดจำไปชั่วชีวิตไม่มีวันลืม”  ลิโป้ก้มลงคำนับกราบกรานอยู่ตรงแทบเท้าของผู้วิเศษด้วยความซาบซึ้งในบุญคุณอย่างมากมายมหาศาล  

"หากมีสิ่งใดที่ข้าพอจะตอบแทนท่านได้  ขอให้ท่านบอกกับข้าเถิด…ข้าจะรีบทำทุกอย่างที่ท่านปรารถนา”

เทพยดาสาวได้ยินดังนั้นก็ผุดรอยยิ้มขึ้นมาด้วยความรู้สึกขบขัน…นี่เขาลืมไปแล้วหรือว่าเธอเป็นใครมาจากไหน…แล้วยังมีสิ่งใดในโลกนี้อีกเล่าที่ผู้วิเศษอย่างเธอจะปรารถนา?

“ทะ…เทพธิดาอย่างนั้นหรือ…?”  

เสียงหวานไพเราะของเตียวเสี้ยนพูดขึ้นมาเบาๆเมื่อได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดที่อยู่ตรงหน้าของนาง  

“ถ้าเช่นนั้น…ก็หมายความว่า…ข้าฟื้นขึ้นมาเพราะความช่วยเหลือจากท่านเช่นนั้นใช่หรือไม่?”

“ถูกต้องแล้วเตียวเสี้ยน  หลังจากที่หมอทุกคนได้เข้ามาตรวจดูอาการป่วยของเจ้าเมื่อราวๆสองสามวันก่อน...พวกเขาต่างก็ลงความเห็นเหมือนกันทั้งหมด...ว่าเจ้าจะต้องมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินเจ็ดวันเป็นแน่"

"และจากวันนั้นเป็นต้นมาเจ้าก็เอาแต่นอนหลับใหลแน่นิ่งแทบไม่ต่างจากคนที่ตายแล้วมาตลอด”  

แม่ทัพหนุ่มกล่าวกับหญิงผู้เป็นที่รักถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในระหว่างที่นางยังไม่ได้สติ

“เจ้าฟื้นคืนมาอย่างสมบูรณ์และมีลมหายใจต่อไปได้ก็เพราะท่านเทพธิดาแห่งเนตรนภาผู้นี้”

“ข้า…ขอขอบพระคุณท่านมากเพคะ  ท่านเทพธิดา”  เตียวเสี้ยนรีบดีดตัวออกจากตั่งนอนแล้วก้มลงคำนับอยู่ตรงหน้าของท่านเทพธิดาทันทีที่ได้รู้ความจริงทั้งหมด

"บุญคุณนี้…ข้าน้อยเตียวเสี้ยนจะไม่มีวันลืมไปชั่วชีวิต”

“เอาเถิด…พวกท่านไม่ต้องคิดมากไปหรอก  นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไปข้าก็ขอให้พวกท่านทั้งสองคนได้ใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขก็แล้วกัน”  อัปสรสวรรค์ผู้งดงามพูดขึ้นแล้ววางมือลงบนบ่าของหนุ่มสาวทั้งสอง  

"เมื่อได้เห็นความรักและสายสัมพันธ์ที่พวกท่านมีให้แก่กัน…ข้าจึงเข้าใจแล้วว่ามันวิเศษเพียงใด”

“และจากนี้ไปทุกภพทุกชาติ…ข้าจะอธิษฐานขอพรให้พวกท่านทั้งคู่ได้เกิดมาเป็นคนรักกันทุกครั้งไป  จนกว่าโลกใบนี้จะถึงกาลอวสาน…พวกท่านคิดว่าดีหรือไม่?”

“ด้วยความยินดีขอรับท่านเทพธิดา”

“ข้าขอน้อมรับพรอันแสนวิเศษนี้เจ้าค่ะ”

เทพธิดาแห่งเนตรนภาปรายตามองสองสามีภรรยาด้วยความรู้สึกที่อบอุ่นหัวใจและเต็มไปด้วยความปิติยินดี  เมื่อเห็นว่าความรักของคนทั้งคู่กำลังดำเนินไปในทิศทางของความสมหวัง

“ถือเสียว่าเป็นพรจากข้าก็แล้วกัน...ขอให้พวกท่านทั้งสองจงมีความสุขกับความรักอันแสนวิเศษเช่นนี้ตลอดไป”

เมื่อสิ้นสุดวาจาอันศักดิ์สิทธิ์  ร่างของลิโป้และเตียวเสี้ยนก็มีแสงรัศมีสีนวลบางเบาเข้าปกคลุมห่อหุ้มเรือนกายเอาไว้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง...ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ยิ่ง  ท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธาในปาฏิหาริย์โดยไม่มีข้อแม้ใดๆของตันก๋ง…เตียวเลี้ยว…และโกซุ่น

 


ภาพของความทรงจำระหว่างเด็กสาวทั้งคู่ค่อยๆดับวูบลง  กำไลหยกที่สวมใส่อยู่บนข้อมือของเมกามิกลับมาเป็นสีเขียวสดสวยดังเดิม  

เมกามิสะดุ้งตัวพลางกะพริบตาถี่ๆสลัดไล่ความคิดของตัวเองให้ตื่นจากภวังค์  ดวงตากลมโตหวานซึ้งจ้องมองไปยังร่างของผู้ที่ยังคงนั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า  ซึ่งบัดนี้ได้กลายเป็นภาพของเด็กสาวผู้เป็นหัวหน้าห้องไปแล้ว

…ความทรงจำนี้…คือเรื่องราวในช่วงเวลาหนึ่งของเรากับลิโป้จริงๆด้วย…

“ท่านจำข้าได้แล้วใช่หรือไม่?”  

เสียงเล็กๆที่ฟังดูห้าวหาญถามขึ้นอย่างต้องการคำตอบ  ก่อนที่เธอจะค่อยๆคลายมือออกจากฝ่ามือของคนที่ยืนอยู่ตรงกันข้าม  ในขณะที่อีกฝ่ายพยักหน้าเบาๆเป็นการตอบรับ

“ลุกขึ้นเถอะ…ลิโป้  เอ้ย!…จิฮารุ” 

“ไม่ว่าท่านจะอยากเรียกข้าด้วยชื่อใด  ข้านั้นย่อมยินดีเสมอ”

“ถ้าอย่างงั้น  ฉันจะขอเรียกเธอว่าจิฮารุเหมือนเดิมก็แล้วกัน”

“เพราะสาเหตุใดกัน?”  เด็กสาวจอมแก่นซึ่งเป็นร่างจุติในภพปัจจุบันของเทพเจ้าแห่งสงครามทำหน้าตาเหรอหราอย่างไม่เข้าใจ  

“ข้ารู้สึกแปลกใจนิดหน่อย…นึกว่าท่านจะชอบชื่อแบบโบราณๆเสียอีก”

เทพยดาในร่างของเด็กสาวจึงอธิบายเหตุผลของเธอให้อีกฝ่ายได้ฟัง

“คือ...ถึงแม้ว่าเราจะมีความทรงจำร่วมกันในชาติภพก่อน…แต่ฉันกลับรู้สึกคุ้นเคยกับความสัมพันธ์ที่เป็นอยู่ในตอนนี้มากกว่าซะแล้ว…จะว่าไปก็คงเป็นเพราะรู้สึกเหมือนเป็นเพื่อนที่สนิทสนมกันมากกว่าด้วยล่ะมั้ง”

“อืม…อย่างนี้นี่เอง”  จิฮารุพยักหน้าช้าๆเมื่อเข้าใจในเหตุผลของเธอ

“เพราะฉะนั้นฉันจึงอยากให้เธอทำตัวเหมือนปกติ  เรียกชื่อของฉันในแบบที่ฉันเป็นอยู่ตอนนี้ได้รึเปล่า?”

“เมกามิ?”

“อื้อ"

แน่นอนว่าทั้งคู่ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวันไปด้วยกัน  ซึ่งการเรียกขานกันด้วยชื่อในอดีตชาตินั้นคงจะดูแปลกประหลาดในสายตาของคนอื่น

และที่สำคัญ...เขาควรจะได้ใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันมากกว่า  จะปล่อยให้ยึดติดกับการเป็นวีรบุรุษแห่งสงครามอย่างตอนนั้นเห็นทีก็คงจะไม่ได้

“ตกลง…ถ้านั่นเป็นความต้องการของท่าน  ไม่สิ…ของเธองั้นสินะ”  

จิฮารุรีบปรับตัวให้เป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นตามคำขอของดรุณีหน้าหวาน  เมกามิจึงคลี่ยิ้มอ่อนโยนด้วยความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความยินดี  เมื่อได้รับรู้เรื่องราวความเป็นมาที่มีต่อกันในอดีตชาติ  รวมไปถึงการได้เพื่อนสาวคนเดิมกลับคืนมาด้วย


“เอ่อ…ว่าแต่…”  เสียงของอดีตเทพสงครามกล่าวขึ้นเมื่อเธอนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

“หืม...มีอะไรเหรอ?”

“ถ้าไม่เป็นการรบกวนเกินไป…”

“ช่วยตามหาเตียวเสี้ยนให้หน่อยจะได้หรือเปล่า?”  

คำขอของอีกฝ่ายทำให้เมกามิหัวเราะเสียงใสขึ้นมาเบาๆ…นี่หมายความว่าพรวิเศษที่เธอได้เคยให้ไว้ยังคงได้ผลและตราตรึงมาตลอดจวบจนถึงปัจจุบันนี้เลยสินะ

“แน่นอนอยู่แล้ว”

“จริงนะ!?”  จิฮารุทำตาโตเมื่อเพื่อนสาวตกปากรับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะ

“อื้ม”

“แต่เอ๊ะ!…เดี๋ยวก่อนนะ”  บุตรีของนักธุรกิจคนดังรู้สึกเอะใจจึงรีบกล่าวทักท้วงขึ้น

"ถ้าหากว่าเตียวเสี้ยนเป็นผู้ชายล่ะ?  เธอจะโอเครึเปล่า?”

ที่ถามออกไปแบบนั้นก็เพราะเธอแอบกังวลว่าอีกฝ่ายจะยังยึดติดกับความเป็นตัวของตัวเองเมื่อในอดีตชาตินี่น่ะสิ

หมายถึงมีความเป็นผู้ชายอยู่ในตัวน่ะ  อุปนิสัยในเวลาปกติก็ว่าแก่นแก้วมากแล้ว...ยิ่งมาพบว่าตัวเองเป็นถึงอดีตเทพเจ้าแห่งสงครามแบบนี้  เธอจะห้าวหาญเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณจนกลายเป็นพวกทอมบอยไปเลยรึเปล่า?


“ก็…เอ่อ…นั่นสินะ…จะทำยังไงดีล่ะเนี่ย”

“อืมมม…งั้นถ้าเตียวเสี้ยนเกิดเป็นผู้หญิงขึ้นมาล่ะ…จะทำยังไงกันดี  ผู้หญิงกับผู้หญิงคบกันแบบคนรักมันจะดูแปลกๆรึเปล่านะ?”  

เจ้าของร่างบางอรชรคิดดังนั้นแล้วก็อดปวดหัวแทนเพื่อนสาวไม่ได้  ส่วนทางด้านของจิฮารุพอได้ฟังก็ต้องถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความรู้สึกที่เรียกว่ามืดแปดด้าน  ก่อนที่เธอจะทอดสายตามองออกไปยังท้องฟ้าที่อยู่ไกลๆด้วยแววตาที่ดูเลื่อนลอยแล้วพาลคิดไปล่วงหน้าถึงสิ่งที่จะตามมา

…ถ้าหากว่านางเกิดเป็นผู้ชายจะทำยังไงกัน?…ลำพังแค่ตัวเราเองก็ยังสับสนและยังไม่สามารถยอมรับความเป็นผู้หญิงในร่างกายนี้ได้ทั้งหมดเลย...

…แต่ถ้านางเป็นผู้หญิง  ความรักระหว่างเราก็คงไม่มีทางที่จะสมบูรณ์แบบได้แน่ๆ  เพราะในอนาคต…นางก็คงอยากจะมีครอบครัวที่อบอุ่น…ไหนจะเจ้าตัวน้อยอีก…ซึ่งเราก็คงไม่สามารถเติมเต็มความต้องการนี้ให้กับนางได้อีกเช่นกัน  เฮ้อ…นี่สรุปว่าการที่เราได้ความทรงจำกลับคืนมานี่มันส่งผลดีรึไม่ดีกันแน่นะ  ชักรู้สึกไม่ค่อยแน่ใจซะแล้วสิ…

…แต่ถึงอย่างนั้นเรากลับรู้สึกว่าปัญหาที่สำคัญอีกอย่างในตอนนี้ก็คือ...เราจะมีโอกาสได้พบเจอกับนางอีกหรือเปล่า เพราะเรื่องของโชคชะตาฟ้าลิขิตนั้นเราเองก็ไม่อาจล่วงรู้ได้...

...หรือถ้าหากว่าเราทั้งคู่เกิดได้พบกันขึ้นมาจริงๆ  นางจะรักในตัวตนของเราที่เป็นอยู่...และมีจะมีความทรงจำกลับคืนมาเหมือนกับเรารึเปล่า?...

นี่มันยุ่งยากเอาเรื่องเลยนะเนี่ย

“ไม่ต้องห่วงนะ  ฉันเชื่อว่าทุกอย่างจะต้องลงตัวในแบบของมันเอง"

อดีตเทพธิดาแห่งเนตรนภาโอบร่างเล็กๆของอีกฝ่ายมาใกล้ๆอย่างสนิทสนม  เมื่อเห็นสีหน้าที่ดูวิตกกังวลของเธอ  ก่อนที่จะแตะแต้มรอยยิ้มที่สดใสเป็นการให้กำลังใจ  "เธออย่ากังวลไปเลยนะ"

“ฉันเชื่อว่าพรวิเศษที่ได้เคยให้ไว้ในตอนนั้น...จะต้องนำพาให้เธอกับเตียวเสี้ยนได้กลับมาพบกัน  และได้ครองคู่กันอย่างมีความสุขแน่นอน”

“อืม…นั่นสินะ”  ร่างของอดีตขุนพลยกยิ้มขึ้นบนริมฝีปากอวบอิ่มอย่างมีความหวัง…ก็เพราะผู้ที่บันดาลพรคือท่านเทพธิดาแห่งเนตรนภานี่นา  ย่อมไม่มีสิ่งใดที่เป็นไปไม่ได้

“ฉันน่ะ...เชื่อและศรัทธาในปาฏิหาริย์ของท่านเทพธิดามากที่สุดเลยนะ”

“ดีมาก…มันต้องแบบนี้สิ”  เมกามิได้ยินเช่นนั้นจึงคลี่ยิ้มขึ้นมาบางเบาให้กับคนข้างๆอีกครั้ง

“อื้อ!  ถ้างั้นเราไปกินข้าวกันเถอะ  ฉันหิวจะแย่อยู่แล้ว”  จิฮารุผุดรอยยิ้มสดใสเหมือนเช่นเวลาปกติแล้วจึงคว้ามือของอดีตเทพยดาสาวให้วิ่งตามกันไป  

เมกามิมองตามร่างเล็กๆของเธอจากด้านหลังด้วยสีหน้าแววตาที่อ่อนโยน…พร้อมกับคำพูดบางอย่างที่อยู่ภายในใจ

…ไม่ต้องห่วงนะ  ฉันจะคอยช่วยอยู่ข้างๆเอง…จนกว่าจะถึงวันที่เธอได้พบกับจอมใจผู้เป็นที่รัก…

...ฉันสัญญา…ลิโป้...



          
          เมื่อคาบเรียนสุดท้ายของวันนี้สิ้นสุดลง  เมกามิจึงเก็บหนังสือและอุปกรณ์การเรียนลงในกระเป๋าเรียนเช่นเดิมเหมือนทุกวัน  ด้วยความกระตือรือร้นที่จะรีบเข้าไปในชมรมเพื่อทำในสิ่งที่ตัวเองรัก  

แต่ในขณะเดียวกัน...เด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆ…เขาซึ่งได้ชื่อว่าเป็นคนที่มีฝีมือในการวาดรูปที่สวยงามและดีที่สุดในโรงเรียนแห่งนี้  กลับยังคงนั่งเหม่อมองออกไปที่นอกหน้าต่างอย่างใจเย็น  โดยไม่มีทีท่าว่าจะขยับเขยื้อนตัวไปไหน

“เคซากุ…ไม่เข้าชมรมเหรอ?”

“…..”  

ชายหนุ่มผู้เงียบงันยังคงนิ่งเฉยไม่ได้หันกลับมามองตามเสียงเรียกของอีกฝ่าย  เธอจึงตัดสินใจไม่รบกวนเขาดีกว่า  ปล่อยให้เขาใช้สมาธิไปกับสิ่งที่เขาโปรดปรานแบบนั้นน่าจะดีที่สุด  จากนั้นเธอก็เดินออกจากห้องเรียนไปอย่างเงียบๆ

…เขาชอบเข้าชมรมช้าเป็นปกติอยู่แล้วหรือไงนะ?  คนอะไรจะมีความเป็นตัวของตัวเองสูงได้ขนาดนี้…แบบนี้สินะที่เขาว่ากันว่าศิลปินมักจะมีความติสท์และอาร์ตมากๆ...

เมื่อเจ้าของร่างงามก้าวขาลงจากบันไดจนถึงชั้นล่างสุดของอาคารเรียน…เธอก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

…จริงสิ…เรื่องรองเท้ากับตุ๊กตาในล็อคเกอร์…และจดหมายที่เราใส่เอาไว้ในนั้น…จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้างมั้ยนะ?...

เมกามิเดินตรงไปยังตู้ล็อคเกอร์ของตัวเองเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้า  เผื่อว่าไอ้คนโรคจิตขี้ขลาดนั่นจะโต้ตอบอะไรกลับมาบ้าง

และเธอก็คิดไม่ผิด…

สาวน้อยเปิดตู้ล็อคเกอร์ของตัวเองก็พบว่ามีกระดาษอีกแผ่นหนึ่งที่ถูกใส่เพิ่มขึ้นมา  เธอจึงรีบคลี่มันออกมาอ่านดูทันที  

แต่ก็รู้สึกน่าผิดหวังนิดหน่อยที่ข้อความในนั้นถูกพิมพ์ขึ้นโดยการใช้คอมพิวเตอร์  ไม่ใช่การเขียนด้วยมือตามที่เธอคาดหวัง  นี่ถ้าหากว่าเขียนด้วยมือล่ะก็…คงจะหาตัวกันได้ไม่อยากเท่าไหร่หรอก

(…ถ้าอยากรู้ว่าฉันเป็นใคร  ก็มาเจอกันที่ห้องเก็บอุปกรณ์หลังเลิกเรียนหน่อยเป็นไง?  แล้วก็ขอให้กล้าๆเหมือนอย่างที่คุยหน่อยนะ  ไม่งั้นฉันคงผิดหวังในตัวเธอน่าดู  ฉันจะรอแล้วกัน…แม่คนเก่ง...)

ข้อความในจดหมายนั้นทำให้หญิงสาวตัดสินใจที่จะทำตามคำท้าทายโดยไม่ต้องใช้เวลาคิด  อยากจะเห็นนักว่าบุคคลที่แสนขลาดเขลาผู้นี้เป็นใครและต้องการอะไรจากเธอถึงได้ต้องทำเรื่องแบบนี้ขึ้นมา

แต่กระนั้นสาวน้อยก็ค่อนข้างมั่นอกมั่นใจเป็นอย่างมากว่าต้องเป็นฝีมือของเจ้าชายผู้หยิ่งผยองแห่งแกรนด์ดาเนปอย่างฮิรุยะแน่ๆ  ด้วยเหตุเพราะเขาเป็นเพียงคนเดียวในโรงเรียนนี้ที่มีปัญหากับเธอ

…โยชิฟุมิ  ฮิรุยะ !...

…ฉันจะกระชากหน้ากากความเป็นผู้ดีของนายออกมาให้หมด  และจะทำให้นายสารภาพออกมาให้ได้ว่าเป็นคนผลักฉันตกบันไดเมื่อวานนี้ด้วย!...

ในที่สุดเมกามิก็ตัดสินใจเลือกที่จะไม่ไปเข้าชมรม  แต่เธอกลับเลือกที่จะไปเผชิญหน้ากับเจ้าของจดหมายท้าทายนั้นแทน…มาดูกันให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยว่าคนๆนั้นเป็นใคร  และจะใช่คนเดียวกันกับที่เธอคิดหรือไม่

จากนั้นเพียงไม่กี่นาที...ร่างบอบบางขาวผ่องก็มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าห้องเก็บอุปกรณ์เก่าๆที่อยู่ภายในตึกด้านหลังสุดของโรงเรียน  ซึ่งตึกนี้เป็นตึกที่ไม่ได้ใช้ในการเรียนการสอนจึงทำให้มันดูเก่าไวกว่าตึกอื่นๆ  

และตึกนี้ก็ตั้งอยู่ห่างจากอาคารเรียนหลังอื่นๆตั้งไม่รู้กี่ร้อยเมตร  บรรยากาศช่างเงียบงันดูน่าวังเวงเสียจนเธอเกือบจะเปลี่ยนใจ...แต่ในเมื่อเธอตั้งใจมาถึงขนาดนี้แล้ว  เป็นไงก็ต้องเป็นกัน!

…จะมายอมให้ใครหาว่าเราขี้ขลาดไม่ได้เด็ดขาด...

เด็กสาวค่อยๆเอื้อมมือไปจับประตูบานทึบที่อยู่ตรงหน้า  หากแต่มันไม่ได้มีการใช้งานมานานมากเสียจนฝุ่นละอองจับตัวกันหนาเตอะเลอะติดฝ่ามือของเธอเต็มไปหมด  

จากนั้นเมกามิจึงออกแรงผลักบานประตูแล้วพาตัวเองเข้าไปยืนอยู่ในนั้น...

หลังจากที่ประตูปิดลง…ภายในห้องนั้นกลับมืดสนิทเสียจนไม่สามารถมองเห็นอะไรเลย  ก็เพราะห้องนี้ถูกใช้สำหรับเป็นที่เก็บของเท่านั้น  จึงไม่มีหน้าต่างสักบานที่จะทำให้แสงสว่างจากภายนอกเล็ดลอดเข้ามาได้

“ฉันอยู่ที่นี่แล้ว  แน่จริงก็โผล่หน้าออกมาเลยสิ!  ขี้ขลาดถึงขนาดต้องให้มาเจอกันในที่ลับตาคนแบบนี้เลยเหรอ!?”  

พูดไปหญิงสาวก็ค่อยๆเลื่อนมือไต่ไปตามกำแพงเพื่อหาตำแหน่งที่คาดว่าน่าจะมีสวิตช์ไฟติดตั้งอยู่  จนเมื่อควานหาเจอดังนั้นแล้วจึงใช้ปลายนิ้วกดลงบนปุ่มเปิดไฟในทันที

"....."

แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้เป็นไปตามที่คิด  เมื่อหลอดไฟในห้องนั้นกลับไม่มีแสงสว่างสาดส่องขึ้นมาเลยสักดวง

…หลอดไฟเสียงั้นเหรอ?...

“กริ๊ก!”

“เอ๊ะ?”

…นั่นมัน…เสียงอะไร?...

เสียงแปลกประหลาดดังขึ้นในชั่วเสี้ยววินาทีท่ามกลางความเงียบงัน  สาวน้อยรู้สึกถึงลางสังหรณ์บางอย่างพาให้ใจหายวาบพิกล  เธอจึงรีบพาตัวเองเดินตรงไปที่ประตูในทันที  

...เสียงล็อคประตูอย่างงั้นเหรอ?...

หญิงสาวออกแรงทั้งดึงทั้งผลักประตูบานทึบอยู่หลายต่อหลายครั้ง  แต่กลับไม่มีทีท่าว่ามันจะเปิดออกได้เหมือนกับตอนแรกที่เข้ามา  ดังนั้นเธอจึงเริ่มรู้ตัวแล้วว่าตัวเองได้ถูกจับขังเอาไว้ในห้องด้วยฝีมือของใครบางคนที่ยืนอยู่หลังประตูบานนั้น...

ใช่...เธอคิดถูก!

เจ้าของร่างลึกลับที่อยู่อีกฟากหนึ่งของประตูยืนแสยะยิ้มด้วยความสะใจ  เมื่อพบว่าแผนการที่วางเอาไว้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี  เด็กสาวผู้ตกเป็นเหยื่อจึงถูกขังเอาไว้ในนั้นโดยที่ไม่มีใครรู้

…จงอยู่ในนั้นไปซะเถอะ!  หึหึ!...

…ลาก่อน!...ชิรายูกิ!...


“เปิดประตูเดี๋ยวนี้นะ  ไอ้คนขี้ขลาด!!!”  เมกามิพูดตะโกนเสียงดังพร้อมกับใช้ฝ่ามือน้อยๆทุบเข้าที่ประตูอย่างแรง  

“หมาลอบกัด!!!  เก่งจริงก็ออกมาเจอหน้าฉันสิ!!!”  

คำพูดที่รุนแรงราวกับคำก่นด่าถูกปล่อยออกมาจากปากของสาวน้อยด้วยความคับแค้นใจ  เธอรู้ตัวดีอยู่แล้วว่าคงไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่านี้  ฝ่ามือเล็กๆที่กำลังทุบประตูไม่หยุดหย่อนก็รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมา  ก่อนที่จะตามมาด้วยอาการระบมเล็กน้อย

“ปล่อยฉันออกไปเดี๋ยวนี้นะ!”

แต่ไม่ว่าจะตะโกนออกไปเท่าไหร่…ทุกอย่างก็ยังคงเงียบสงัดเช่นเดิม



เวลาเดินผ่านไปนานอยู่พักใหญ่ๆ   เรี่ยวแรงของดรุณีน้อยก็เริ่มหมดลง...เพราะเธอเอาแต่ทุบประตูโดยที่แทบจะไม่ได้หยุดมือ

…โดนขังซะแล้ว...

…แล้วจะทำยังไงต่อดีล่ะเนี่ย…


“จริงสิ!  โทรศัพท์ของเรา!”  เมื่อคิดออกดังนั้นแล้วสาวน้อยก็รีบล้วงมือลงไปในกระเป๋าเสื้อยูนิฟอร์ม  ซึ่งปกติแล้วเธอมักจะเก็บโทรศัพท์มือถือใส่เอาไว้ตรงนั้นอยู่เป็นประจำ  

แต่ทว่าบังเอิญเหลือเกิน...ที่วันนี้เธอกลับลืมพกมันออกจากบ้านมาด้วย

…บ้าน่า!…นี่เราลืมเอาโทรศัพท์มาด้วยเหรอเนี่ย  เหมาะเจาะอะไรขนาดนี้!...

...เป็นเพราะเราเอาแต่คิดพะวงเรื่องความฝันนั่นอยู่แท้ๆเลยถึงทำให้ลืมเรื่องนี้ไปซะสนิท  น่าโมโหจริงๆ!...


“เอาไงดีล่ะทีนี้”

…แต่เดี๋ยวนะ…ถ้าหากว่าคุณชเนปมารอรับแล้วไม่เจอเรา…ก็คงจะติดต่อประสานกับทางโรงเรียนให้ออกตามหาเราอยู่แล้วล่ะมั้ง...

คิดในแง่บวกแบบนั้นมันก็เป็นเรื่องดีอยู่หรอกนะ  เพียงแต่ว่ามันต้องใช้เวลานานแค่ไหนกันล่ะ?  แล้วพวกเขาจะรู้รึเปล่าว่าเธอหายไปไหน?  ในโรงเรียน...หรือนอกโรงเรียน?

เด็กสาวเดินมาทรุดตัวลงนั่งกอดเข่าห่อตัวพิงอยู่กับกำแพง  ดวงตากลมโตกวาดตามองไปรอบๆก็พบแต่ความมืดมิดที่ว่างเปล่า…ไม่มีแสงสว่างจากที่ใดเลยที่จะสาดส่องเข้ามาให้เธอมองเห็นอะไรได้บ้าง  

ความรู้สึกเคว้งคว้างเหมือนกำลังหลงทางอยู่ในห้วงภวังค์ของฝันร้ายที่ไม่มีขอบเขต  แน่นอนว่าเธอต้องรู้สึกหวาดกลัวในความเวิ้งว้างที่ไร้ซึ่งสิ่งยึดเหนี่ยวใดๆ ให้รู้สึกอุ่นใจและปลอดภัย  คงเนื่องมาจากเหตุการณ์บางอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับเธอเมื่อนานมาแล้ว

…แต่ปัญหาก็คือ…เรา…

…ช่างไม่ลงรอยกับความมืดมิดแบบนี้เอาซะเลย…

ดรุณีน้อยหลับตาลงพยายามที่จะสะกดกลั้นความหวาดกลัวนั้นเอาไว้  แต่ทว่ามันก็แสดงอาการออกมาผ่านเรือนกายที่กำลังสั่นไหว  จากนั้นใบหน้านวลผ่องจึงซบลงกับแขนของตัวเองเบาๆ

และในตอนนั้นเองที่ความทรงจำสุดท้ายในวัยเด็กที่เธอจำได้อย่างแม่นยำก็ค่อยๆปรากฏขึ้นมา...
          

         

เมื่อราวๆสิบปีก่อน…

ในตอนนั้นเมกามิมีอายุเพียงแค่วัยหกขวบ  เธอได้ออกมาพักผ่อนกับผู้เป็นบิดาและบรรดาเพื่อนๆครอบครัวนักธุรกิจที่มีความสนิทสนมกัน ณ บ้านพักตากอากาศหลังใหญ่ริมเขาแห่งหนึ่ง  บรรยากาศโดยรอบบริเวณนั้นสงบร่มรื่นอุดมไปด้วยพรรณไม้สวยงามที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ  แต่ด้วยความที่ยังเด็กยังเล็กเกินไปจึงทำให้เธอไม่สามารถจดจำได้ว่ามันเป็นสถานที่แห่งใด

“เล่นอยู่ตรงนี้นะลูก…ห้ามออกไปไหนไกลๆเด็ดขาดเลยนะ”

“ค่ะ…คุณพ่อ”

ถึงแม้จะตกปากรับคำผู้เป็นบิดาไปเช่นนั้น  แต่เธอก็เป็นเพียงเด็กน้อยที่มีความซุกซนตามประสาของเด็กๆ   จนกระทั่งเมื่อเธอได้พบกับลูกกวางตัวเล็กๆตัวหนึ่งที่หลงเข้ามาในทุ่งหญ้าที่อยู่ใกล้ๆกับรั้วของบ้านพักตากอากาศ  เด็กหญิงจึงละของเล่นในมือทั้งหมดลงแล้วหันไปสนใจสิ่งมีชีวิตที่อยู่นอกรั้วนั้นแทน  

ร่างเล็กๆค่อยๆเขย่งปลายเท้าขึ้นเพื่อปลดล็อคประตูรั้วตามแบบอย่างที่เธอเคยเห็นผู้ใหญ่เขาทำกัน  และมันก็ได้ผล...

ในระหว่างที่พวกผู้ใหญ่และบรรดาคนรับใช้กำลังง่วนอยู่กับการเตรียมการจัดงานเลี้ยงที่จะมีขึ้นในช่วงหัวค่ำนั้นเอง  หนูน้อยจึงได้คลาดจากสายตาของผู้ใหญ่ไปโดยที่ไม่ทันมีใครสังเกตเห็น  

และด้วยความที่ยังไม่รู้ประสีประสา...เธอจึงวิ่งตามเจ้าลูกกวางน้อยตัวนั้นจนเข้าไปถึงเขตที่เต็มไปด้วยป่าสนทึบ  มันกว้างใหญ่  เงียบงัน  และวังเวงจนน่าพิศวง

“เจ้ากวางน้อย!”

“หายไปไหนแล้วนะ…”   เด็กหญิงร้องเรียกหาสัตว์สี่เท้าตัวน้อยที่บัดนี้ได้หายจากสายตาออกไปเสียแล้ว  เมื่อหันกลับไปมองข้างหลังก็เจอแต่ต้นสนใหญ่ๆที่ขึ้นซ้อนกันแถมยังเหมือนกันจนดูลายตาไปหมด  

เมกามิหันซ้ายหันขวาแล้วกวาดตามองไปรอบๆด้วยความสับสน  เธอจะกลับเข้าบ้านได้อย่างไร?...ต้องเริ่มจากตรงไหน?  แล้วต้องเดินไปทางไหน?

“ทำไงดี…”  

เด็กน้อยย่ำฝ่าเท้าเล็กๆเดินหน้าต่อไปโดยที่ยังไม่รู้ว่าจะกำหนดจุดหมายปลายทางอย่างไร  พลันนั้นหยาดน้ำตาก็เริ่มคลอเบ้าขึ้นมาด้วยความหวาดกลัวที่ต้องอยู่เพียงลำพังในป่าใหญ่  ซึ่งหนทางของมันก็ชวนให้สับสนและวกวนจนหาทางออกไม่ได้  อีกทั้งพวกผู้ใหญ่ก็ยังเคยบอกอีกว่าในป่านั้นมีสัตว์ป่าที่ดุร้ายอาศัยอยู่ด้วย  

…และถ้าเกิดมันโผล่ออกมาตอนนี้จะทำยังไงดี...

…หนูกลัว…หนูอยากกลับบ้านแล้ว…

เมื่อความหวาดกลัวถาโถมเข้ามาใส่...หยดน้ำตาใสๆก็ร่วงหล่นลงมาจากดวงตาคู่สวย  ตอนนี้เธอคงคิดอะไรไม่ออกแล้วนอกจากหน้าของบุพการีผู้เป็นที่รัก

“ฮึก…”

“คุณพ่อ…ช่วยหนูด้วย…”


ทว่าทันใดนั้นเอง  เสียงแหบแห้งของใครอีกคนก็เอ่ยตอบกลับมา  

“หึๆ…ถามหาพ่อของแกไปก็เปล่าประโยชน์  ไม่มีใครหาแกเจอหรอก…เด็กน้อย!!”

…เอ๊ะ?...เสียงใครกัน?...

เจ้าของเสียงกระด้างปรากฏตัวขึ้นจากทางด้านหลังของเมกามิ  เขาเป็นชายรูปร่างสูงใหญ่ผิวดำทะมึนไว้หนวดเครารุงรัง  ดวงตาพองโตเบิกโพลงที่ดูน่ากลัวนั้นจ้องถมึงทึงมายังร่างเล็กๆราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ  ดูจากลักษณะที่ไม่เป็นมิตรเช่นนั้นแล้วก็คงจะรู้ว่าเขาไม่ใช่ผู้ประสงค์ดีเป็นแน่

จากนั้นชายร่างยักษ์จึงเดินก้าวเข้ามาอุ้มเอาร่างของเด็กน้อยเดินหายเข้าไปในป่า  ซึ่งเป็นอาณาเขตอันตรายที่อยู่ลึกเข้าไปอีก

เด็กหญิงตัวน้อยถูกโยนเข้าไปขังเอาไว้ในกระท่อมร้างเก่าๆหลังหนึ่ง  ซึ่งในนั้นเต็มไปด้วยโครงกระดูกของสิ่งมีชีวิตมากมายที่กองสุมกันอยู่เต็มไปหมด  รวมทั้งหัวกะโหลกที่ดูคล้ายกับเป็นของมนุษย์อีกมากมาย  เมื่อเธอหันไปเห็นเข้าก็ต้องหวาดผวาและเสียขวัญกับสิ่งที่อยู่ในห้องนั้นเป็นอย่างมาก

เมื่อประตูของกระท่อมถูกปิดลง  ความมืดมิดที่ไร้ขอบเขตก็เข้าปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ  เมกามิจึงรีบลุกขึ้นมาทุบถองประตูนั้นด้วยมือน้อยๆทั้งสองข้างด้วยความหวาดกลัวอย่างสุดจะทน  เสียงของเธอสั่นไหวระริกปะปนไปกับเสียงสะอื้นและหยดน้ำตาที่ไหลออกมาไม่ขาดสายจนดูน่าสงสารจับใจ  

“คุณลุงปล่อยหนูออกไปเถอะค่ะ!!  หนูอยากกลับไปหาคุณพ่อ  ฮือๆ !!”

“ปล่อยหนูออกไปที…!”

“ฮือออออ!!!”


…กลัวแล้ว…หนูกลัวแล้ว!!!


"คุณพ่อ...ช่วยหนูด้วย!!"

เสียงร้องไห้จ้าของเด็กน้อยดังก้องอยู่ในกระท่อมหลังนั้นโดยไม่มีทีท่าว่าจะมีใครเข้ามาได้ยิน…ก่อนที่เวลาจะเดินผ่านไปยาวนานนับชั่วโมง  หนูน้อยจึงหมดเรี่ยวแรงและผลอยหลับไปด้วยความอ่อนเพลียในที่สุด








ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 16 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #14 DollyMommy (@DollyMommy) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 มีนาคม 2562 / 11:01
    ที่มาของคำโปรยในหัวเรื่องที่ว่า

    "ว่าแต่...ทำไมลิโป้ถึงเหลือตัวแค่นี้ล่ะ?" นี่รีบย้อนกลับไปเปิดดูหน้าแนะนำตัวละครก็ถึงบางอ้อเลยจ้า ที่แท้นางสูงแค่ 155 เซนเถอะ อะคึๆๆๆ
    #14
    0