นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

คัดลอกลิงก์เเล้ว
นิยาย 4 (Ĵ͹ 2014)

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

           เรื่องนี้แต่งร่วมกิจกรรมฤดูร้อน 2014 ค่ะ
          เคยคุยกับนักเขียนท่านหนึ่ง เมื่อพูดถึงฤดูร้อนแล้วนึกถึงอะไรที่ไม่ใช่อากาศที่ร้อนอบอ้าว แสงแดดที่แผดเผา อารมณ์ของคนที่ร้อนไปตามอากาศ ตอนนั้นเราตอบไปว่า ปิดเทอม แล้วหัวข้อปีนี้ก็ปิดเทอมพอดีเลย ก็ต้องมาคิดต่อว่าปิดเทอมมีอะไร

          ปิดเทอมปีที่แล้วเรายังอยู่ที่มหาวิทยาลัย(ความจริงปีนี้ก็ยังอยู่) มหาวิทยาลัยของเรามีต้นไม้เยอะ พอถึงหน้าร้อนมันก็ออกดอกเต็มต้น เพื่อนเราบอกว่ามอเรานี่ต้นไม้ที่มีดอกสวยๆเยอะเนาะ ถ้าเราไม่อยู่มอตอนนี้คงไม่รู้ ดอกไม้ที่ว่าหมายถึงดอกไม้ที่บานบนต้นไม้ใหญ่ มันสวยจริงๆแต่ถ้าไม่ใช่หน้าร้อนที่มันออกดอกสวยๆแบบนี้เราก็ไม่เคยสนใจมองมัน

        

           ที่เวิ่นเว้อมาทั้งหมดนั้นคือที่มาของเรื่องสั้นเรื่องนี้ค่ะ 



 



 

เนื้อเรื่อง อัปเดต 2 เม.ย. 57 / 11:48


ปี 4

 

มันเงียบเหงาขนาดนี้เชียวหรือฉันเองก็เพิ่งรู้ อีกสองวันก็จะเปิดเทอมภาคฤดูร้อนมหาวิทยาลัยคงกลับมาครึกครื้นอีกครั้ง หรืออาจจะไม่ฉันก็ไม่รู้  พรุ่งนี้ครอบครัวของฉันจะมารับฉันกลับบ้าน

วันนี้ของปีที่แล้วฉันคงนอนอยู่บ้าน คงรีบเก็บของตั้งแต่ยังสอบปลายภาคไม่เสร็จ โทรบอกพ่อกับแม่ให้มารับในเช้าวันถัดไปของการสอบวิชาสุดท้าย สามปีที่ผ่านมามันเป็นแบบนั้น

บ้านของฉันกับมหาวิทยาลัยห่างกันสองจังหวัดใช้เวลาเดินทางประมาณสามชั่วโมง แต่ฉันก็ขยันที่จะเดินทางแม้จะเหนื่อยกับการนั่งรถทัวร์ก็ตาม ฉันกลับบ้านแทบจะทุกอาทิตย์ถ้าไม่มีงานคั่งค้างที่มหาวิทยาลัย

ยอมรับว่าตัวเองเป็นเด็กติดบ้าน เพราะคิดเสมอว่าเวลาที่จะได้อยู่กับครอบครัวเหลือน้อยลงทุกวัน ยิ่งเติบโตก็ยิ่งออกห่างครอบครัวไปทุกที ที่ทำงานของฉันอาจไกลกว่านี้ ด้วยภาระหน้าที่ฉันอาจจะยุ่งจนแทบไม่มีเวลากลับบ้านยิ่งกว่าตอนเรียนเสียอีก

ตอนนี้ฉันควรนอนอยู่บ้าน ควรวุ่นอยู่กับการหางานทำ หรือบางทีฉันอาจมีงานประจำทำแล้วก็เป็นได้สมกับที่อุตส่าห์เสียเวลาร่ำเรียนมาสี่ปีเต็ม แต่ฉันกลับยังเอ้อระเหยอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ น่าขันตรงที่อยู่มาสี่ปีไม่เคยรู้สึกพิเศษอะไรกับมันเลยแต่พอคิดว่าตัวเองจะต้องจากที่นี่ไปแล้วจริงๆก็อดใจหายไม่ได้

ฉันเพิ่งรู้สึกผูกพันกับสถานที่ต่างๆในมหาวิทยาลัยแห่งนี้เมื่อสองเดือนนี่เอง เพิ่งรู้สึกอยากมองต้นไม้และยิ้มให้กับมัน เพิ่งรู้สึกอาลัยอาวรณ์กับห้องที่ซุกหัวนอนมาตลอดสี่ปี ฉันยังอยากอยู่ที่นี่ต่ออีกสักพักเพราะมันเป็นปีสุดท้ายแล้ว

ถึงแม้ว่าคงได้กลับมาเยี่ยมเยือนอีกครั้งในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรตอนปลายปีก็ตาม

พ่อกับแม่ไม่ได้ว่าอะไร พวกเขาจะมารับฉันในวันพรุ่งนี้

 

เป็นปีแรกที่ฉันยังอยู่มหาวิทยาลัยในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน อยู่มาสี่ปีเพิ่งจะเคยตื่นมาดูใบไม้สีน้ำตาลที่พร้อมใจกันร่วงสู่ผืนดินทั้งๆที่มันอยู่แค่หน้าหอพักฉันนี่เอง นึกขันตอนที่พาตัวเองไปยืนท่ามกลางใบไม้เหล่านั้น มันทิ้งตัวหมุนเป็นเกลียวปลิวไปตามแรงลม ตอนนั้นคงนึกว่าตัวเองเป็นนางเอกซีรี่ส์เกาหลีสักเรื่องอยู่

เมื่อใบสีน้ำตาลทิ้งตัวลงดินจนเหลือเพียงกิ่งก้าน ไม่นานใบอ่อนสีเขียวก็ผลิบานเต็มต้น สีของใบใหม่มองแล้วรู้สึกสบายตา สบายใจ ฤดูแห่งการผลิใบออกดอกเริ่มขึ้นแล้ว

 

 มหาวิทยาลัยมีพื้นที่ค่อนข้างเยอะจึงยังพอมีที่สำหรับต้นไม้ใหญ่เหล่านี้ ฉันเพิ่งได้เห็นความสวยงามที่ธรรมชาติได้สรรค์สร้างขึ้นมา ใบสีเขียวสด ดอกหลากสีสัน เมื่อแหงนหน้าขึ้นฟ้า

ถ้าตอนนี้ฉันกลับบ้านเหมือนทุกๆปีคงไม่มีโอกาสได้เห็น

สีขาวปนชมพูของต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัย ช่อดอกบานเต็มต้นมีใบสีเขียวแซมบ้างมากน้อยต่างกันไป บางต้นออกสีชมพูสดแต่บางต้นสีชมพูจางลงจนแทบจะกลายเป็นสีขาว ก็คงเปลี่ยนไปตามเวลา

สีม่วงปนขาวเห็นได้เยอะพอๆกับสีขาวปนชมพูของต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัย ฉันไม่รู้จักชื่อมัน เมื่อถึงยามที่สีม่วงร่วงหล่นเหลือเพียงต้นและใบอีกครั้งฉันคงนึกไม่ออกว่าครั้งหนึ่งมันเคยให้สิ่งที่สวยงามเช่นนี้ ฉันชอบสีม่วงปนขาวของมัน ชอบเวลากลีบบอบบางเหล่านั้นปลิวว่อนยามต้องลม ล่องลอยและร่วงลงดินในที่สุด ฉันรู้ว่ามันบอบบางนักเมื่อครั้งหนึ่งเคยเดินกลางละอองสีม่วงขาวเหล่านั้น มันหล่นลงบนฝ่ามือ เป็นอย่างนี้นี่เองถึงได้ถูกลมพัดให้ร่วงลงมาง่ายดายขนาดนั้น ฉันว่าสีม่วงที่กระจัดกระจายเต็มอากาศสวยงามไม่แพ้เวลามันรวมตัวกันอยู่บนต้น ฉันคิดขณะที่เท้าก็เหยียบย่ำบนกลีบที่หล่นอยู่ตามพื้น ตอนนั้นฉันไม่สนใจจะมองเท้าตัวเองหรอก ก็เพิ่งนึกขึ้นได้เหมือนกัน

 สีเหลืองของราชพฤกษ์ฉันรู้จักดี ฉันชอบดอกไม้สีเหลืองเมื่อมันอยู่กับใบสีเขียว สีเหลืองตัดกับสีเขียวมองแล้วเย็นตาดี

สีแดง สีเหลือง สีม่วง สีชมพูและสีอื่นๆที่ฉันไม่รู้จักบ้างไม่รู้จักบ้าง บางต้นพวกมันเบ่งบานเต็มกิ่งก้าน บางต้นแซมสีเขียวเข้มของใบก็สวยไปอีกแบบ แหงนหน้ามองฟ้าคงได้เห็นสีสันเหล่านั้นตัดกับสีฟ้าสดใสท้าแสงจ้าของดวงอาทิตย์

 

หากตอนนี้ฉันเห็นเพียงความมืดมิดของท้องฟ้ายามค่ำคืนและดวงจันทร์สีเหลืองนวล มันลอยเด่นท่ามกลางเมฆหนา ไม่รู้ว่าเจ้าดวงจันทร์นี้จะหลบหลีกเมฆฝนเหล่านั้นได้นานแค่ไหน

 

ดอกไม้ยามดึกส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่ว เคยนึกสงสัยว่าทำไมดอกไม้ถึงมีกลิ่นเฉพาะตอนกลางคืน หรือตอนกลางวันก็อาจมีเหมือนกันแต่ฉันไม่รู้สึกเอง กลิ่นหอมของดอกไม้ลอยเข้าจมูกแต่ก็ได้กลิ่นที่ผิดแผกผสมคละเคล้ากัน มันชัดเจนกว่ากลิ่นของดอกราตรีพวกนั้นเสียอีก กลิ่นที่ให้ความรู้สึกเย็น กลิ่นดิน

 

เสียงจักจั่นดังระงม อากาศนิ่งสงบชวนให้อึดอัด อึดอัดจนรู้สึกเหนื่อย เหนื่อยแม้กระทั่งจะหายใจ มีเพียงกลิ่นหอมอ่อนๆแตะจมูกและไอเย็นจากดินที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ทุกตางรางบนผิวเนื้อได้สัมผัสความเย็นจากพื้นดินโดยไม่มีสิ่งใดกีดขวาง… ร้าวระบมไปทั้งร่าง

 

ฉันนอนมองเมฆก้อนใหญ่เคลื่อนเข้าบดบังดวงจันทร์ทีละนิด  

ฉันคิดผิดดวงจันทร์ไม่ได้หลบหลีกแต่อย่างใด มันอยู่เฉยๆยอมให้เมฆสีดำกลืนกินไปเรื่อยๆ สุดท้ายเจ้าดวงจันทร์ก็ถูกกลืนหายเข้าไปในกลีบเมฆทิ้งให้ท้องฟ้าเหลือเพียงความมืด

 

ลีลาวดีดอกหนึ่งร่วงลงมา ฉันเห็นมันลอยลงมาหาฉันช้าๆ ใกล้เข้ามาจนภาพตรงหน้าเริ่มเบลอ ฉันยอมให้มันตกลงที่ตาข้างซ้ายโดยไม่หลับตา ฉันคงไม่อยากพลาดภาพที่สวยงามเหล่านี้แม้เพียงเสี้ยววินาทีกระมังถึงได้จ้องไม่กะพริบตาแบบนี้

 

อากาศที่สงบนิ่งเมื่อครู่เริ่มมีลมพัดเอื่อยๆพอให้รู้สึก เพราะลมนี้หรือเปล่าฉันถึงไม่รู้สึกลำบากกับการหายใจอีกต่อไป

 

ไม่นานนักเมฆบนฟ้าเริ่มเคลื่อนเร็ว ต้นไม้น้อยใหญ่โบกไหวตามกระแสลมที่พัดแรงขึ้น แรงขึ้น จนได้ยินเสียงไม้กระทบไม้ผสมเสียงใบไม้เสียดสีกันกลบเสียงจักจั่น หรือจักจั่นพวกนั้นหยุดส่งเสียงไปเองฉันก็ไม่แน่ใจนัก

เมฆบนฟ้าดูปั่นป่วน ต้นไม้พวกนี้ก็ดูปั่นป่วนกิ่งเล็กกิ่งน้อยหักโค่นลงมา โดนฉันบ้างไม่โดนฉันบ้างแต่ฉันก็ไม่ยักจะหลบ

แผ่นดินด้านล่างก็ปั่นป่วนไม่แพ้กัน ใบไม้ที่ครั้งหนึ่งเคยร่วงหล่นทับถมผืนดินปลิวว่อนอีกครั้งตามแรงลม ฉันคิดว่าพวกมันคงดีใจที่ได้กลับขึ้นสู่ท้องฟ้า เหมือนครั้งหนึ่งเคยหลับใหลแล้วได้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง แม้จะรู้ว่าสุดท้ายคงหนีไม่พ้นต้องร่วงหล่นลงมาและถูกย่อยสลายให้หายไปในที่สุด

ลีลาวดีที่ตาข้างซ้ายก็เหมือนกันมันถูกลมพัดไปไม่ต่างจากใบไม้พวกนั้น ดีใจ ดีใจที่ได้กลับมามองเห็นด้วยตาทั้งสองข้างอีกครั้ง แม้จะถูกแทนที่ด้วยเศษฝุ่นเศษดินก็ตาม คราวนี้ไม่ใช่แค่ตาข้างซ้ายแต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการมองนัก

ฟ้าด้านบนสว่างวาบและส่งเสียงคำรามเป็นระยะ สวยงามและไพเราะไปอีกแบบ

 

หยดน้ำขนาดใหญ่ร่วงหล่นจากท้องฟ้า ตกลงบนส่วนต่างๆของร่ายกายให้รู้สึกเย็น หยดหนึ่งตกบนตาข้างซ้ายอีกหยดตกบนตาข้างขวา ซ้ำลงอีกหลายหยดจนดวงตาของฉันไม่สามารถรับมันไว้ได้อีก มันไหลออกทางขอบตาทั้งสองข้าง

หยดน้ำเหล่านั้นเริ่มหล่นถี่ขึ้นเรื่อยๆ จนเหมือนเทกระหน่ำลงมาในที่สุด

ตาฉันยังเบิกกว้างเพื่อมองภาพตรงหน้าอย่างตั้งใจแต่ก็พร่าเลือนเหลือเกิน ฝนห่าใหญ่ที่สาดกระหน่ำลงมาเป็นอุปสรรคต่อการมองนัก

ท่ามกลางความมืดและสายฝนยังคงเห็นแสงฟ้าแลบและได้ยินเสียงฟ้าร้องไม่ขาดสาย แต่ก็ยังได้ยินเสียงโหยหวนของสายลมผสมกับเสียงฝนชัดเจน กิ่งไม้ใหญ่เอนไหวไปตามแรงลม ไม่รู้ว่าจะต้านได้นานแค่ไหน

คิดไว้ไม่ผิดจริงๆฉันได้ยินเหมือนเสียงกิ่งไม้หัก ไม่นานสิ่งที่คาดว่าจะเป็นเจ้าของเสียงก็หล่นโครมลงมาเฉียดร่างไปนิดเดียว รอดไป… แต่กิ่งต่อมาทับที่ท้องอย่างแม่นยำ

 

ฉันคงชอบเล่นน้ำฝนมากจริงๆถึงได้นอนเปียกฝนท่ามกลางฟ้าร้องฟ้าแลบแบบนี้ มันเย็นสบาย ไม่ได้เล่นน้ำฝนมานานแล้วเหมือนกันครั้งสุดท้ายคงตอนประถมสี่ ทุกครั้งฉันจะโดนแม่ดุหนักสุดก็โดนฟาดสองสามทีและถูกลากเข้าบ้าน ตอนเด็กฉันไม่รู้สึกกลัวเลยเมื่อแม่พูดว่า เดี๋ยวฟ้าก็ผ่ากะบาลโตมาถึงเริ่มรู้สึกกลัว

หรือฉันจะกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ดูสิ ตอนนี้ฉันยังนอนดูฟ้าแลบนอนฟังฟ้าร้องท่ามกลางสายฝนสายลมที่โหมกระหน่ำอย่างไม่รู้สึกกลัวว่าฟ้าอาจจะผ่าลงมาจริงๆ

 

ฝนยังตกหนักไม่มีทีท่าว่าจะหยุดพัก น้ำเจิ่งนอนไหลเซาะไปตามร่องดินพัดเอาตะกอนดินไหลผ่านร่างฉันไป และดูเหมือนระดับน้ำจะสูงขึ้นเรื่อยๆถ้าฝนยังไม่หยุดตกมันคงท่วมร่างฉันในที่สุด

 

กิ่งไม้จากต้นไม้ต้นเดิมหักโค่นลงมามันคงเหนื่อยกับการต้านแรงลมเต็มที กิ่งใหญ่กว่ากิ่งแรกพอสมควรพาดเข้าที่คอพอดิบพอดี ใบของมันบดบังทัศนียภาพทางสายตากลายเป็นว่าตอนนี้นอกจากต้องเบิกตาท่ามกลางสายฝนยังต้องมองลอดใบไม้พวกนี้อีก

 

เป็นจริงดังคาดระดับน้ำสูงขึ้นจนเกือบฝังร่างฉันไว้ในนั้น น้ำไหลเข้าหูทั้งสองข้าง ไม่นานนักก็ไหลเข้าปากลงสู่ลำคอ ยิ่งฉันนอนอ้าปากกว้างยิ่งไหลได้สะดวกน้ำคงท่วมปวดฉันในไม่ช้า บางส่วนไหลเข้าจมูก อีกทั้งส่วนหนึ่งยังชะล้างเศษฝุ่นเศษดินออกจากตาทั้งสองข้างให้อีกด้วย ชำระล้างพร้อมๆกับที่พาฝุ่นดินจากที่อื่นเข้าตาฉันเหมือนเดิม มันคงเป็นอยู่แบบนี้จนกว่าฝนจะหยุดตก ฉันคงต้องปล่อยให้เป็นแบบนั้น

 

ฝนตกพายุเข้าแบบนี้ถนนคงลื่น สายตาคงมองทัศนียภาพเบื้องหน้าได้ลำบาก ต้นไม้หรือเสาไฟฟ้าข้างทางคงหักโค่นลงมาล้มระเนระนาดเกลื่อนถนน บางทีอาจมีแผ่นสังกะสีจากบ้านเรือนผู้คนถูกลมหอบมาวางแหมะรวมอยู่ด้วยก็เป็นได้ จู่ๆก็อดคิดแทนผู้ใช้รถใช้ถนนไม่ได้

 

ตอนนี้ฉันกำลังนอนลืมตาในน้ำ มองผ่านสายน้ำและใบไม้พวกนี้ พร่าเลือนเต็มทีแต่ฉันก็ยังพยายามเบิกตาอยู่ ฉันยังต้องมอง

ผ่านไปเป็นชั่วโมงฝนยังสาดกระหน่ำลงมาไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เมื่อไหร่จะหยุดสักที… ฉันอาจแช่น้ำนานเกินไปถึงเริ่มรู้สึกหนาว หนาวจับขั้วหัวใจ ทำไมเสียงลมช่างฟังดูโหยหวนนักในความรู้สึก ทำไมบนฟ้าถึงดูน่ากลัว จู่ๆก็รู้สึกกลัวขึ้นมา ฉันกลัวความมืดที่เผชิญอยู่ตอนนี้ ฉันยังไม่อยากติดอยู่ในความมืดมิดนี้ไปตลอด กลัวเหลือเกินว่าฝนจะไม่หยุดตก

 

หากฝนไม่หยุดตกและฟ้ายังปิดเช่นนี้ฉันคงไม่มีโอกาสได้เห็นแสงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า

 

ยังคิดถึง ยังอยากเห็นอยู่ แสงแดดที่มาพร้อมความอบอุ่น

 

เมื่อแสงอรุณแห่งวันใหม่มาเยือน ครอบครัวของฉันจะมารับฉันกลับบ้าน


 

-------------------------------------------------------------------------------
 




กว่าจะเข็นให้ครบสี่หน้าได้ ใช้ฟร้อน 18 ยังเกือบไม่ครบ -_-
ก่อนอื่นต้องขอบคุณท่านบอลที่จัดกิจกรรมนี้ในปีนี้นะคะ เรารอกิจกรรมนี้ของท่านมาทั้งปีเลยนา เพราะปีที่แล้วเขียนส่งแล้วยกเลิกกลางคัน (นั่นเป็นเรื่องสั้นเรื่องแรกที่เราแต่งเลยนะคะ) ด้วยเหตุผลที่บอกท่านบอลไปแล้ว เลยตั้งใจว่าปีนี้จะเข้าร่วมให้ได้

ทำไมถึงเขียนเรื่องนี้ แบบนี้ ในส่วนของแรงบันดาลใจได้บอกไปแล้วในตอนต้น ส่วนที่เขียนแบบนี้เพราะเราก็เขียนนิยายมาได้หนึ่งปีแล้ว รู้สึกว่าตัวเองบรรยายป่วย  ครั้งนี้เลยลองใช้บรรยายล้วนดูค่ะ


ขอบคุณทุกท่านที่อ่านจบจบนะคะ 


 

 

 

           

 

ผลงานอื่นๆ ของ นางฟ้าสีเทา / ฝนพราง / grayfay

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

4 ความคิดเห็น

  1. #4 โซนน์
    วันที่ 26 สิงหาคม 2557 / 13:17
    เดี๋ยวสิเธอ คิดจะนอนเปื่อยในน้ำหรือไง ฮาๆๆๆ
    #4
    0
  2. #3 Hemm
    วันที่ 26 เมษายน 2557 / 15:00
    ตะลึงกับบทบรรยาย บอกได้คำเดียวว่า...ยอดมากค่ะ!!!

    เรื่องนี้คาใจมากๆ  อ่านจบปุ๊บอยากยกคอมฯทุ่มทันที  ทิ้งปริศนาไว้ได้คาใจมากๆ
    (กำลังลุ้นอยู่ว่า ตัวเอกของเรื่องตายใช่มั้ย? แต่ตายในมหาลัยเนี่ยนะ เอิ่ม...สยองไปนิด)
    #3
    0
  3. วันที่ 5 เมษายน 2557 / 17:11
    อาร์ตมากค่ะ
    อ่านแล้วพยายามทำความเข้าใจ คือมันตีความอะไรๆ ได้เยอะมาก
    เราอาจจะตีความมั่วๆ ได้ไม่ตรงกับที่ไรท์เตอร์ต้องการจะสื่อก็ได้นะ แต่อ่านไปอ่านมาเรานึกถึง
    ผู้หญิงคนนึงที่กำลังเผชิญอุปสรรค มืดมน แต่ก็ยังมีความพยายาม ไม่ยอมแพ้ ต้องการผ่านมันไปให้ได้
    แล้วที่ไรท์เตอร์บรรยายมาทั้งหมดคือการอุปมาความรู้สึกของผู้หญิงคนนี้ 5555555
    หรือการตีความของเราอาจป่วยเอง อาจไม่นามธรรมขนาดนั้น
    ความจริงแล้วผู้หญิงคนนี้อาจถูกกิ่งไม้ทับแล้วก็นอนอยู่ตรงนั้น น้ำท่วม ตาย แล้วพรุ่งนี้
    "ครอบครัวของฉันจะมารับ(ศพ)ฉันกลับบ้าน" 555555 แค่คิดเล่นๆ ค่ะ เดาว่าคงไม่ใช่อย่างนี้หรอก
    เพราะบรรยายได้พลิ้วสวยงามมาก ไม่ชวนให้นึกถึงความตาย
    #2
    0
  4. วันที่ 4 เมษายน 2557 / 12:25
    อ่านแล้วพยายามทำความเข้าใจตอนจบ อืม... คงให้นักอ่านคิดและตีความเองใช่ไหมครับ(ฮา)
    บรรยายสิ่งต่างๆ ได้ละเอียดทำให้มองเห็นภาพกันเลยทีเดียว ทั้งดอกไม้และบรรยากาศ
    อันนี้ขอชมครับ แทบไม่เหมือนอ่านเรื่องสั้นเหมือนอ่านนิยายทั่วไปที่พรรณนาได้อรรถรส นักเขียนคุมจำนวนหน้าเก่งมาก(ฮา)

    ตัวเอกของเรื่อง ก็รำพันได้สวยและเดาไม่ออกว่าเธอมีอารมณ์ไหน (คือมันสุข เศร้า กังวล มันช่างหลากหลาย อาร์ตมาก)

    อนึ่ง เล่นน้ำฝนที่ตกมาใหม่ๆ ไม่ดีนะครับ เพราะฝนที่เพิ่งเริ่มตกจะซับเอาสิ่งสกปรก สารและก๊าซในชั้นบรรยากาศลงมาด้วย
    ต้องตกไปสักพักแล้วค่อยเล่นดีกว่า(ฮา)
    โดยรวมแล้วอ่านดีและเพลิน แถมมีให้คิดต่อเองในตอนจบ ชอบครับ
    #1
    0