นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

คัดลอกลิงก์เเล้ว

ข้าคือเจ้าแห่งเกมการ์ดในจักรวาลแห่งนี้และจักรวาลคู่ขนาน

เข้าร่วมกิจกรรม "ไม่ต้องรู้ว่าเราเขียนกันแบบไหน" สมาคมนักอยากเขียน

ยอดวิวรวม

157

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


157

ความคิดเห็น


1

คนติดตาม


2
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  4 มี.ค. 57 / 23:32 น.
นิยาย Ҥ㹨ѡ觹ШѡŤ袹ҹ

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
เรื่องสั้นเรื่องนี้เข้าร่วมกิจกรรม “ไม่ต้องรู้ว่าเราเขียนกันแบบไหน” กิจกรรมที่ 7 แห่งสมาคมนักอยากเขียน รูปแบบกิจกรรมคือ แลกพล็อตกันเขียน 
ต่อไปนี้คือส่วนของพล็อต
เขียนขึ้นโดย ท่านแอส       เจ้าของนามปากกา  
Astra Star  


           เมื่อ มนตรา” (ชื่อเล่นว่ามนต์) สาวแว่นเพียงหนึ่งเดียวของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 (ห้องคิง) ผู้เป็นสาวกเกมการ์ดระดับเจ้าแม่จนถึงขั้นได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศ(ไม่มีใครรู้นอกจากเพื่อนสาวกับครอบครัวของตัวเอง) ได้พบกับ ชาร์ล เด็กหนุ่มชาวฝรั่งเศส (ลูกครึ่งไทย พูดไทยได้) ผู้เป็นนักเล่นเกมการ์ดมือสมัครเล่นที่ร้านการ์ดประจำของเธอ มนตราได้ท้าประลองโดยไม่คิดอะไรมาก เด็กสาวก็รู้สึกประหลาดใจในตัวเขามาก เพราะว่าชาร์ล ถึงแม้จะเป็นมือสมัครเล่น แต่ก็สามารถแข่งขันกับเธอได้อย่างสูสี เรียกว่าฝีมือพอๆกับคนที่แข่งกับเธอในรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศเลยทีเดียว

            ตั้งแต่นั้นมา มนตราก็แข่งขันการ์ดเกมกับเขาอยู่บ่อยครั้ง แต่วันหนึ่งเขาก็หายตัวไปและไม่กลับมาที่ร้านการ์ดประจำของเธอเลย ในที่สุด กาลเวลาก็ได้ผ่านมาไปหนึ่งปีเต็ม มนตรากลายเป็นนักเรียนสาวมัธยมปลายผู้มุ่งมั่นกับการเรียนและสอบเข้ามหาลัย โดยตั้งใจว่าถ้าเคลียร์เรื่องทุกอย่างเสร็จแล้ว จะออกตามหาชาร์ลที่เป็นเหมือนเพื่อนคนหนึ่งของเธอ

            ในขณะที่เธอกำลังเล่นแอพพลิเคชั่นไลน์กับเพื่อนบนรถไฟระหว่างทางกลับบ้าน ก็มีข้อความมาจากบุคคลที่เธอไม่รู้จัก แต่เมื่อดูรูปแล้ว มนตราก็มั่นใจว่าเป็นชาร์ลอย่างแน่นอน โดยข้อความนั้นได้บอกว่า จะรออยู่ที่นั่น’ เธอมั่นใจว่าที่นั่นจะต้องเป็นร้านการ์ดประจำของเธออย่างแน่นอน วันรุ่งขึ้น เธอจึงเดินทางไปที่นั่น และในที่สุดก็พบกับเขา!

            มนตราตกใจที่ชาร์ลกลายเป็นนักแข่งการ์ดระดับโลกที่มีฝีมือสูงมาก เด็กสาวท้าแข่งกับเขา ซึ่งฝีมือของชาร์ลได้พัฒนาไปมาก ทั้งฝีมือการเล่น ทั้งการจัดเด็คที่สมบูรณ์แบบ แต่ในที่สุดมนตราก็เอาชนะเขาได้ (ถึงแม้จะยากลำบากก็ตาม)

            ชาร์ลถามเธอว่า มนตราจำเขาไม่ได้จริงๆหรือ ก่อนที่จะเผยตัวว่าเขาก็คือลูกชายของเพื่อนพ่อที่เด็กสาวเคยรู้จักและเคยชวนเขาเล่นเกมการ์ด (และยังเป็นรักแรกของเธออีกด้วย) โดยการนำการ์ดใบหนึ่งมาแสดงให้เธอดู ซึ่งมนตราได้ให้ชาร์ลไว้ในวันที่เธอชวนเล่นเกมการ์ด แต่ตอนนั้นชาร์ลก็ไม่ได้เล่นกับเธอและบินกลับฝรั่งเศสไปเสียก่อน เพราะว่าคุณตาของเขาโรคหัวใจกำเริบ แล้วก็บินกลับมาไทยเมื่อหนึ่งปีที่แล้ว แต่ว่าก็มีเรื่องกะทันหันเกิดขึ้นอีกจนได้ เมื่อเขาต้องไปเยี่ยมญาติฝั่งแม่ (ที่เป็นคนไทย) ที่ต่างจังหวัดก่อน

            หลังจากนั้นมนตราก็ได้แข่งขันกับเขาและร่วมกันก่อตั้งทีม ‘บลูสกาย’ ขึ้นมา ซึ่งเขาและเธอก็ได้ฝ่าฟันอุปสรรคมากมายจนกระทั่งเข้าสู่การแข่งขันระดับโลก จนได้รับชัยชนะ ทำให้ชื่อของ มนตรา พิชัยสิทธิบูรณ์’ กับ ชาร์ล โนดาล์ฟถูกจารึกลงในประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการเกมการ์ดทั่วโลก!

 

 

เจ้าของพล็อต คือ สมศักดิ์” (นามสมมติ)

 

เนื้อเรื่อง อัปเดต 4 มี.ค. 57 / 23:32


 

 นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่สามโรงเรียนเอกชนชื่อดังคว้าแชมป์การแข่งขันเกมการ์ดระดับประเทศ(มัธยมศึกษา)เป็นสมัยที่สองติดต่อกัน

           

            เด็กสาวพับหนังสือพิมพ์ส่งคืนผู้เป็นพ่อที่นั่งจิบกาแฟอยู่หัวโต๊ะ บนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามผู้เป็นแม่ส่งยิ้มละมุนให้เธอ เช้านี้บนโต๊ะอาหารสายตาสองคู่ที่มองมาเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ

            มนตรา สาวกเกมการ์ดระดับเจ้าแม่จนถึงขั้นได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศ ซึ่งเรื่องนี้ไม่มีใครรู้นอกจากเพื่อนสาวคนสนิทและครอบครัวของเธอ ในโรงเรียนเธอเป็นแค่สาวแว่นหนาเตอะเพียงหนึ่งเดียวของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 เด็กสาวผู้ที่มีผลการเรียนในระดับต้นๆของห้องคิง เท่านั้นเอง

 

           
         เกือบทุกเย็นเธอจะแวะมาที่นี่ บ้านไม้สองชั้นระยะทางไม่ใกล้ไม่ไกลพอที่จะเดินมาและเดินกลับได้ แค่ผลักประตูเข้าไปกลิ่นอันแสนคุ้นเคยก็โชยเข้าจมูก ร้านเช่าหนังสือขนาดเล็กที่มีเจ้าของร้านเป็นคุณตาคุณยายแก่ๆสองคนแต่เต็มไปด้วยหนังสือมากมายทั้งเก่าและใหม่จนรู้สึกอึดอัด หากเธอก็ชินกับมันเสียแล้ว

            “สวัสดีค่ะคุณยาย” เธอทักแต่สายตาสอดส่ายหาใครอีกคน

            “หวัดดีจ้าหนูมนต์ วันนี้ตาแก่ออกไปทำธุระข้างนอกอีกประเดี๋ยวคงกลับ” หญิงชราเอ่ยอย่างรู้ใจ

            “งั้นหรือคะคุณยาย เดี๋ยวมนต์ขอไปดูหนังสือก่อนนะคะ” หญิงชรายิ้มใจดีก่อนจะก้มหน้าอ่านหนังสือต่อ

            มนตราเดินผ่านชั้นหนังสืออย่างไม่ใส่ใจนัก เธอหยิบหนังสือติดมือมาหนึ่งเล่มโดยไม่ได้ดูด้วยซ้ำว่าเป็นหนังสือเกี่ยวกับอะไร เธอเดินลึกเข้าไปจนถึงบันไดไม้เก่าๆ เท้าทั้งสองก้าวขึ้นบันไดอย่างคุ้นเคยด้วยจังหวะสม่ำเสมอก่อนที่มันจะชะงักอยู่กับที่

            เหมือนคนที่อยู่ก่อนจะรับรู้การมาถึงของใครบางคน เขาหันมา ยิ้มให้เธอ

            ตาคู่สวยยังมีแววฉงนอย่างเห็นได้ชัด แต่เจ้าตัวก็ก้าวเท้าขึ้นบันไดที่เหลืออีกสามขั้นช้าๆโดยไม่เอ่ยอะไรออกไป

            “เอ่อ คือ เรารู้สึกคุ้นหน้าเธอจัง” เด็กหนุ่มเอ่ยตะกุกตะกักด้วยเพราะรู้สึกเขินกับสายตาที่มองเหมือนเขาเป็นตัวประหลาดอะไรสักตัว ยิ่งอีกฝ่ายเอาแต่มองไม่พูดอะไรออกมาสักทีเขายิ่งทำตัวไม่ถูกเข้าไปอีก

            “เอ่อ”

            “ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้”

            เด็กหนุ่มยิ้มกว้าง มันอาจฟังดูตลกถ้าเขาจะบอกว่ารู้สึกหายใจได้คล่องขึ้นเมื่อเธอเอ่ยประโยคแรกออกมา อย่างน้อยเขาก็พอจะรู้บ้างว่าควรพูดอะไร

            “มารอคุณตาเจ้าของร้านน่ะ รอเล่นเกมการ์ดกับแก”

        คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน สำหรับมนตราคุณตาเจ้าของร้านว่าคือคู่ซ้อมอันดับหนึ่งของเธอ แต่นอกจากเธอแล้วยังมีคนอื่นรู้เรื่องนี้ด้วยหรือ

            “เธอก็เป็นนักเล่นเกมการ์ดเหมือนกันเหรอ”

            “เอ่อ จะเรียกอย่างนั้นก็ไม่ถูกนัก ยังเป็นแค่มือสมัครเล่นไม่เคยลงแข่งที่ไหน” เขาตอบ ในใจก็สงสัยนักว่าคนคนนี้นอกจากจะทำสายตาขี้สงสัยจ้องแต่จะจับผิดเขาตลอดเวลาแล้วจะมีอารมณ์อื่นบ้างไหม

            “แล้วเล่นกับคุณตาบ่อยมั้ย”

            “เอ่อ อันที่จริงเพิ่งมาวันนี้วันแรกยังไม่เคยได้เล่นเลย”

            “อืม งั้นเหรอ วันนี้คุณตาออกไปข้างนอกไม่รู้จะกลับมาตอนไหนระหว่างนี้เรามาแข่งกันสักรอบดีไหม”

            เด็กหนุ่มเบิกตากว้างพร้อมยิ้มออกอาการเหมือนดีอกดีใจนักหนา มันมากจนอีกฝ่ายอดคิดไม่ได้ว่าอะไรจะขนาดนั้น แกล้งหรือเปล่า คิดมาถึงตรงนี้ก็พาลหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล

            “เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะได้เล่นกับนักเล่นอันดับหนึ่งของประเทศ”

            เขาทำให้เธอแปลกใจอีกแล้ว… “เธอรู้ด้วยเหรอ”

            “รู้สิ ฉันน่ะแฟนคลับตัวยงเลยรู้มั้ย”

            คนที่เพิ่งจะรู้ตัวว่ามีแฟนคลับกับเขาก็อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ เด็กหนุ่มเห็นดังนั้นจึงยิ้มตาม

          ยิ้มเป็นกับเขาด้วยแฮะ

           มนตราแก้เขินด้วยการมองซ้ายมองขวาก่อนจะเดินไปหยิบโต๊ะญี่ปุ่นขึ้นมากางกลางห้อง พอเธอนั่งเขาก็รีบนั่งตรงข้ามเธออย่างกระตือรือร้น มนตราวางกระดาษกับปากกาบนโต๊ะ

            “จริงสิ เธอชื่ออะไรฉันมนต์นะ”

          “ชาร์ล แต่เห็นหน้าฝรั่งแบบนี้ผมก็เป็นคนไทยนะครับ คุณแม่เป็นคนไทยส่วนพ่อเป็นหนุ่มฝรั่งเศส ที่จริงฉันรู้จักชื่อเธอแล้วนะมนตรา ก็อย่างที่บอกแฟนคลับตัวยง” ชาร์ลอธิบายเองเสร็จสรรพ มนตราเพียงพยักหน้าเล็กน้อย เธอหยิบกระเป๋านักเรียนขึ้นมา

            “ใช้การ์ดฉันแล้วกันนะ” พูดพลางหยิบกล่องการ์ดออกมจากกระเป๋า เธอจัดการแจกการ์ดสิบใบให้เขาและตัวเองทันที

            มนตราถอนหายใจอย่างเบื่อๆเมื่อเห็นอีกฝ่ายนั่งนับนิ้วอย่างตั้งอกตั้งใจ เธอพลาดแล้วที่ชวนเขาเล่น สงสัยนอกจากคุณตาจะไม่มีใครเป็นคู่แข่งที่เหมาะสมกับเธอเสียแล้ว…

            “งั้นฉันเริ่มก่อนนะ” เธอพูดพร้อมเขียนอะไรยิกยักลงบนกระดาษแบบไม่ตั้งใจนัก ยิ่งเห็นท่าทางมุ่งมั่นของอีกฝ่ายยิ่งรู้สึกเบื่อ

            “เห้อ แพ้หรือเนี่ย” เขาบ่นอุบอิบเมื่อเห็นบทสรุปบนกระดาษ

            “แพ้อะไรยังไม่เริ่มเล่นเลย” ส่วนเธอพูดขึ้นมาอย่างหงุดหงิดยิ่งเห็นหน้ามุ่ยๆของอีกฝ่ายยิ่งตอกย้ำความรู้สึกที่ว่า พลาดแล้วที่ท้าหมอนี่แข่ง

            “มอนสเตอร์ธาตุน้ำระดับหก คนแพ้ต้องเลือกสนามสินะ”

           มนตราเงยหน้ามองคนที่ทำหน้าครุ่นคิดด้วยความความแปลกใจก่อนที่ดวงตาคู่สวยจะวาวระยับขึ้นมา

            ทั้งห้องเปลี่ยนเป็นลานน้ำแข็ง

       “จะเริ่มแล้วนะ” เมื่อชาร์ลหยิบการ์ดใบหนึ่งออกมาเจ้าตัวประหลาดกลมบ๊อกสีดำขนาดเท่าลูกบอลก็โผล่ออกมาจากการ์ด มันมีมือและเท้าแบนๆดวงตาสีแดงสดจ้องชาร์ลตาแป๋ว

            “เห็บเยอรมันมอนสเตอร์ธาตุดิน พลังโจมตี 800 พลังป้องกัน 200” ชาร์ลพูดเสียงดังฟังชัด

            มนตราก้มมองการ์ดใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เหมือนเลือดไหลพล่านไปทั่วร่างรู้สึกตื่นเต้นยิ่งกว่าตอนแข่งกับคุณตาเสียอีก ไม่ผิดแล้วล่ะที่เธอท้าหมอนี่แข่ง

 

           
            “แพ้จนได้เจ็บใจๆ”

            ชาร์ลพูดประโยคนี้ตั้งแต่เดินออกจากร้าน ถ้าเขาไม่มัวแต่บ่นแล้วสังเกตสักนิดคงได้เห็นว่าคนที่เดินนำหน้าอยู่ในอารมณ์เช่นไร และเสียงบ่นของเขาช่างเป็นตัวกระตุ้นอารมณ์ของเธอได้ดีนัก

            ตาบ้านี่จะบ่นอะไรนักหนา

            มือสมัครเล่นอะไรกันกว่าเธอจะชนะได้ก็เกือบไม่รอด ตอนแข่งรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศยังไม่เหนื่อยขนาดนี้เลย แบบนี้มันโกหกกันชัดๆ

          “เธอนี่เทพสุดๆไปเลยมนตรา”

          มนตราหยุดเดิน เธอหันมามองคนที่เดินตามหลังมา ชาร์ลทำหน้าเหลอหลาเมื่อพอจะรับรู้ถึงความไม่พอใจจากสายตาที่คู่นั้น

            เป็นอะไรของเขานะ

          มนตราจ้องหน้าเขาอยู่สักพักก่อนจะเดินหน้าโดยไม่พูดอะไร คนที่งงอยู่แล้วก็งงเข้าไปอีก จึงได้แต่เดินตามเงียบๆ

            ตอนนี้เกือบสามทุ่มแล้วปกติมนตราจะไม่กลับบ้านดึกขนาดนี้คงเป็นเพราะเล่นจนลืมเวลา ไฟจากบ้านเรือนทั้งสองฝั่งส่องสว่างพอให้เห็นทาง บรรยากาศรอบๆค่อนข้างเงียบ

            “ถึงบ้านเธอแล้วเหรอ”

            “อือ แล้วบ้านเธอล่ะ”

            ชาร์ลยิ้มพร้อมกับชี้กลับไปทางเดิมที่พวกเขาเพิ่งเดินผ่านมา “อยู่ถัดไปอีกสามหลังน่ะ”

            “อ้าว”

            “ฉันเพิ่งย้ายเข้ามาพ่อซื้อบ้านต่อจากเจ้าของเดิมน่ะ”

            “ไม่ใช่เรื่องนั้น” เธอกรอกตาอย่างเบื่อๆ อีกฝ่ายทำหน้างง

            “ทำไมไม่บอกล่ะ จะเดินย้อนกลับมากลับไปทำไม”

            ชาร์ลยิ้มกว้างเมื่อได้ยินดังนั้น เขาหรี่ตาลงพลางยักคิ้วข้างหนึ่ง

            “สุภาพบุรุษไม่ควรปล่อยให้สุภาพสตรีเดินทางกลับบ้านมืดๆค่ำๆคนเดียว”

            มนตรายิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ย่นจมูกอย่างหมั่นไส้ “มันก็ควรจะเป็นเช่นนั้น ฉันเข้าบ้านละ”

            “อ้อ อืม”

            หลังจากที่ปิดประตูรั้วเธอยังยืนอยู่ตรงนั้นสักพัก ชาร์ลโบกไม้โบกมือให้เธอรอจนร่างนั้นหายลับเข้าไปในตัวบ้าน นั่นแหละถึงได้เวลากลับบ้านตัวเองสักที

 

           
           เป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์ที่มนตรากับชาร์ลเล่นเกมการ์ดด้วยกันทุกเย็น ชาร์ลยังไม่สามารถเอาชนะเธอได้เลยสักครั้ง ตอนนี้ทั้งคู่อยู่ในสนามหญ้าสีเขียวไกลสุดลูกหูลูกตา ต้นหญ้าสูงถึงเอวเด็กทั้งสอง รอบๆเต็มไปด้วยละอองดอกหญ้าสีขาวที่ลอยตามกระแสลม ทั้งเขาและเธอเหลือการ์ดอยู่ในมือคนละสองใบ รอบนี้ชาร์ลต้องเป็นคนเปิดการ์ดก่อน เขาหยิบการ์ดหนึ่งในสองใบออกมา หญิงสาวคนหนึ่งหลุดออกมาจาการ์ดใบนั้น หญิงสาวผู้สวมชุดเกาะอกสีดำตัดกับผิวขาวราวหิมะของเธอ ผมสีดำยาวสยายถึงเอว ดวงตาสีดำสนิทไม่บ่งบอกอารมณ์ใด

            “เจ้าหญิงรัตติกาลมอนสเตอร์ธาตุลม พลังโจมตี 1000 พลังป้องกัน 1200

            มนตราก้มมองการ์ดที่เหลือในมือ รอยยิ้มบางๆผุดขึ้นที่มุมปากการ์ดที่เหลือในมือเป็นการ์ดธาตุลมทั้งสองใบ และหนึ่งในนั้นมีพลังโจมตีสูงกว่า เป็นครั้งแรกที่จะเห็นผลแพ้ชนะโดยไม่ต้องสู้ถึงใบสุดท้าย

            “ขอใช้การ์ดเวทมนตร์ที่เหลืออีกหนึ่งใบ” ชาร์ลเปิดการ์ดใบที่คว่ำอยู่ พลันเจ้าหญิงชุดดำก็เปลี่ยนชุดเป็นสีชมพู ผมที่เคยเป็นดำก็เปลี่ยนเป็นสีเหลืองสด ดวงตาดำสนิทไร้ความรู้สึกคู่นั้นเปลี่ยนเป็นสีฟ้าสดใส ค่าพลังบนการ์ดเปลี่ยนเป็น 2200 และ 0

            มนตรามองสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อสายตา

            “มาแล้วเจ้าหญิงบาร์บี้ พลังโจมตี 2200

         

           
           “แพ้อีกแล้ว” ชาร์ลบ่นประโยคเดิมได้แทบทุกวัน เหมือนคราวนี้เจ้าตัวจะบ่นเป็นพิเศษเมื่อคิดว่าน่าจะชนะแล้วในการ์ดใบสุดท้าย  

          “ไม่น่าประเมินพลาดเลยไม่งั้นชนะไปแล้ว”

           คนเดินนำเงียบมาตั้งแต่ออกจากบ้านจนคนที่ความรู้สึกโคตรช้ารู้สึก พอเขาหยุดบ่นก็ได้ยินเพียงฝีเท้าชัดเจนไม่มีแม้เสียงลมเข้ามารบกวน ชาร์ลก้าวยาวกว่าเดิมนิดเดียวก็มายืนข้างเธอแล้ว เขาลอบมองคนที่เอาแต่ก้มหน้ามองพื้นอยู่นานทีเดียวกว่าจะถามออกไป

            “เป็นอะไรหรือเปล่า”

            “ทำไมเจ้าหญิงแห่งรัตติกาล…” เธอพึมพำ เขาได้ยินแค่นั้นแต่ก็ทำให้จังหวะการเดินเปลี่ยนไป เขามองเธอจากด้านหลังริมฝีปากเผยรอยยิ้มจางๆ หากเธอสนใจสักนิดคงได้เห็นดวงตาที่กำลังมองมาคู่นั้น มันอ่อนโยนกว่าครั้งไหนๆ

 

            ทุ่งหญ้าสีเขียวเต็มไปด้วยละอองสีขาวของดอกหญ้า ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่การแข่งจบไปแล้วไม่ใช่หรือ? สายลมที่เคยพัดอย่างสงบจู่ๆก็พัดแรงขึ้นจนเศษของดอกหญ้าด้านล่างปลิวว่อน ตอนนี้สีขาวของมันกระจายไปทั่ว หนาจนเห็นภาพข้างหน้าเพียงเลือนๆ แต่เธอจำได้ หญิงสาวผู้มีดวงตาดำสนิทไร้ความรู้สึกคู่นั้น มนตรามีเรื่องที่ต้องถามผู้หญิงคนนี้ แต่เหมือนยิ่งเธอเข้าไปใกล้ร่างนั้นจะยิ่งไกลออกไปและหายไปในที่สุด หายไปพร้อมกับละอองสีขาวที่หายวับในชั่ววินาที แต่ตรงหน้าเธอเห็นผู้หญิงอีกคน สาวน้อยผู้มีตาสีฟ้าสดใสเธอยิ้มให้มนตรา มนตราแทบจะไม่ได้สังเกตว่าต้นหญ้าที่เคยสูงเกือบถึงเอวตอนนี้กลายเป็นเพียงหญ้าต้นเล็กๆที่สูงไม่ท่วมข้อเท้า เธอกำลังจะเอ่ยบางอย่างออกไปแต่ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นทำให้มนตราหยุดคำพูดของตัวเอง เธอมองตามสายตาคู่นั้น ข้างหลังของมนตรามีต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง มันมาอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร?  มีบางอย่างดึงดูดให้เธอเดิน เดินไปยังต้นไม้ต้นนั้น อีกฝั่งของต้นไม่ใหญ่มีเด็กผู้ชายนั่งพิงมันอยู่

 

           
            เธอไม่เคยรู้สึกอยากไปที่ร้านมากขนาดนี้มาก่อน มนตราแทบจะวิ่งเข้าไปในร้านเมื่อประตูถูกผลักออก

            “สวัสดีค่ะคุณตาคุณยาย” เธอเอ่ยโดยไม่หยุดเดิน เท้าทั้งสองก้าวฉับๆตรงไปหลังร้าน ก้าวขึ้นบันไดด้วยความรีบร้อน… ดวงตาคู่นั้นฉายแววผิดหวังเมื่อไม่เห็นคนที่ควรจะอยู่บนนั้น ทุกครั้งเขาจะมาก่อนเธอเสมอ มนตราถอนหายใจ เดินเอื่อยๆไปหยิบโต๊ะญี่ปุ่นมากาง เธอนั่งนั่งท้าวคางถอนหายใจเฮือกใหญ่อีกครั้งวันนี้เธออาจมาเร็วเกินไปก็ได้

            มนตราแทบจะชะเง้อมองบันไดทุกๆห้านาทีแต่ผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมงเขาก็ยังไม่มา จนตอนนี้เธอฟุบหน้าลงกับโต๊ะ

            ประสาทการรับรู้ของเธอไวกับมันมาก มนตราเงยหน้าและหันไปทางบันไดทันทีพร้อมรอยยิ้ม แต่เธอก็ได้แต่ยิ้มค้างอยู่อย่างนั้น รอยยิ้มที่ตอนแรกเต็มไปด้วยความตื่นเต้นดีใจเปลี่ยนเป็นยิ้มอย่างเสียไม่ได้

            “คุณตาเองหรือคะ”

            “แล้วคิดว่าใครล่ะหนูมนต์” คุณตาถามด้วยรอยยิ้มระบายเต็มใบหน้า มนตรายิ้มบางๆแทนคำตอบ เธอเคยสงสัยทำไมคุณตาและคุณยายถึงเหมือนมีรอยยิ้มบนใบหน้าได้ตลอดเวลา

            “สงสัยวันนี้ชาร์ลคงไม่มาแล้วล่ะ เรามาลองแข่งกันมั้ยไม่ได้เล่นกับหนูมนต์นานแล้ว”

 

           
          บ่ายวันอาทิตย์มนตรายืนอยู่หน้าชั้นหนังสือ หนึ่งปีมานี้เองที่เธอเพิ่งรู้สึกว่าร้านนี้คือร้านเช่าหนังสือและได้ใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของมัน มนตราหยิบหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่ง เปิดมันและก้มหน้าอ่านขณะที่เท้าเก้าไปเรื่อยๆ จนมาหยุดตรงสุดทางโดยไม่รู้ตัว บันไดไม้เก่าๆที่เธอไม่ได้เหยียบมาเกือบหนึ่งปี นานเท่ากับที่เธอไม่ได้เจอเขา…

            เหมือนมีบางอย่างบอกให้เธอก้าวขึ้นไป มนตราเดินขึ้นบันไดช้าๆจิตใจที่คิดว่าสงบไม่ได้สงบนักเมื่อลึกๆเธอยังหวังว่าจะเจอใครบนนั้น

            “หนูมนต์” เสียงคุณยายเจ้าของร้านดังขึ้นเมื่อเธอก้าวขึ้นบันไดได้เพียงสี่ขั้น มนตราถอนหายใจและส่ายหน้าให้กับความคิดของตัวเอง

            “คุณพ่อมารอแล้ว”

            “ค่าคุณยาย”

            เธอไม่ได้ขึ้นไปบนนั้นเกือบปีแล้วเท่าๆกับที่ไม่ได้เล่นเกมการ์ด อาจเพราะมีหลายๆอย่างให้เธอต้องทำ ตอนนี้เธอเป็นนักเรียนชั้นมัธยมปลายแล้ว การเรียนเพื่อคณะและมหาวิทยาลัยที่ใฝ่ฝันเป็นสิ่งเดียวที่เธอต้องคิดในเวลานี้ มันเป็นแบบนั้น

            เธอไม่ได้เจอชาร์ลอีกเลยตั้งแต่วันนั้น หนึ่งอาทิตย์ที่เธอมารอเขาที่นี่ทุกวันแต่ก็ไม่เจอ เหมือนเขาได้หายสาบสูญไปจากชีวิตของเธอ ตอนแรกยอมรับว่าเธอโกรธมากเขาหายไปโดยไม่บอกอะไรสักคำ โกรธจนคิดว่าชาตินี้จะไม่เจอหน้าเขาอีก แต่คงจะจริงที่ใครบางคนพูดไว้ว่าคนเราพอโกรธจนถึงขีดสุดมันก็จะโกรธไม่ได้อีก

            ถ้าเธอมีเวทมนตร์เธอจะตามหาเขา เขาที่เป็นเหมือนเพื่อนคนสำคัญ หวังว่าโลกนี้คงจะมีสักมนตรา มนตราที่ดลบันดาลให้เขากลับมาเจอเธออีกครั้ง  

           

            สองทุ่มของคืนวันอังคารเธอยังนั่งอยู่บนรถไฟฟ้า ถ้าจะพูดให้ถูกคงต้องบอกว่าสองทุ่มของทุกวันเธอยังนั่งอยู่บนรถไฟฟ้า ชีวิตมัธยมปลายของมนตราดำเนินไปอย่างเรียบง่าย เลิกจากโรงเรียน เรียนพิเศษ กลับถึงบ้านอ่านหนังสือทำการบ้านและเข้านอน ตื่นเช้ามาไปโรงเรียน

            เธออาจเหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วไปที่ติดโทรศัพท์จนไม่สนใจสิ่งรอบข้าง เธอคิดขณะที่กำลังคุยไลน์กับเพื่อน แต่เธอรู้เธอไม่ได้ติดมัน เธอมองมันได้เป็นชั่วโมงก็จริงแต่ไม่ได้รู้สึกพิเศษอะไร โลกในโทรศัพท์ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นสำหรับเธอ มันไม่เหมือนโลกของ…

            เสียงเตือนของแอพพลิเคชั่นดังขัดความคิด เธอกดเข้าไปดูโดยไม่ได้ใส่ใจว่าเป็นชื่อของคนที่เธอไม่คุ้นเคย มีคนที่เธอไม่คุ้นเคยเต็มไปหมด

           แต่ภาพที่ปรากฏบนหน้าจอทำให้ความรู้สึกนึกคิดหยุดนิ่งไปชั่วขณะก่อนเจ้าตัวจะรับรู้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจมันอาจยังคงเต้นด้วยจังหวะเดิมแต่เสียงของมันดังก้องในความรู้สึก ดวงตาคู่สวยวาววับขึ้นมา และยิ่งได้เห็นข้อความสั้นๆนั้นเธอยิ่งมั่นใจ

            ‘จะรออยู่ที่นั่น

 

           
         เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่มนตราไม่ได้เรียนพิเศษในเย็นวันพุธ หลังจากเลิกเรียนเธอก็ตรงมาที่นี่ ความจริงเธออยากจะมาตั้งแต่เมื่อคืนถ้าไม่ติดว่ามันดึกเกินไป

            “สวัสดีค่ะคุณตา” มนตรายิ้มกว้างทักทายคุณตาเจ้าของร้านก่อนจะเดินตรงเข้าไป เธอก้าวขึ้นบันไดที่คุ้นเคย ยังไม่ถึงขั้นสุดท้ายมนตราก็หยุดเดินเสียก่อน เธอจำแผ่นหลังนั้นได้

            ชาร์ลหันหน้ากลับมา ทั้งมนตราและชาร์ลต่างก็เอาแต่มองหน้ากัน มีรอยยิ้มและแววตาแห่งความยินดีบนใบหน้าเด็กทั้งสอง ตอนนี้ระบบประสาทที่ทำหน้าที่ควบคุมการเปล่งเสียงเหมือนจะหยุดสั่งการชั่วคราว เงียบอยู่นานพอควรก่อนที่ชาร์ลจะเอ่ยประโยคแรก

            “เอ่อ หวัดดีมนตรา ไม่ได้เจอกันนานเลย”

            “นาน นานมาก” มนตราเอ่ยเลื่อนลอยพร้อมกับก้าวขึ้นบันไดขั้นที่เหลือ เธอหยุดอยู่ตรงหน้าเขาไม่ใกล้ไม่ไกลนัก เด็กทั้งสองมีท่าทีอึกอักเล็กน้อยก่อนจะยิ้มกว้างให้กัน

            “เธอหายไปไหนมาเป็นปี”

            “เอ่อ” ชาร์ลอึกอัก ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นสูงเมื่อสติสตังเริ่มเข้าที่เข้าทาง

            “เธอไม่ได้ติดตามข่าวของฉันเลยเหรอ”

            แววฉงนจากดวงตาคู่นั้นเหมือนจะยืนยันคำพูดของชาร์ลได้ดี

            “อะไรกันมนตรา นี่ฉันอุตส่าห์พัฒนาฝีมือจนเป็นนักเล่นเกมการ์ดอันดับเก้าของโลกแล้วนะ”

            มนตราดูอึ้งๆเหมือนยังปะติดปะต่อเรื่องราวไม่ได้ดีนักก่อนจะยิ้มกว้างความตื่นเต้นฉายชัดในแววตา

            “จริงเหรอ”

            “ก็จริงสิ อะไรกันที่เธอไม่ได้ตามข่าวบ้างเหรอ”

            มนตรายิ้มบางๆให้เขา เธอไม่ได้ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับเกมการ์ดมาเกือบปีแล้ว

            “งั้นเหรอ มาลองแข่งกันดูสักเกมมั้ยท่านผู้เล่นระดับโลก” เธอเอ่ยด้วยรอยยิ้ม ชาร์ลยิ้มกว้างก่อนจะเป็นฝ่ายนั่งบนพื้นที่มีโต๊ะกางไว้รอแล้ว

            “ตกลงยังไม่บอกเลยว่าหายไปไหนมา” เธอถามหลังจากที่นั่งตรงข้ามกับเขาแล้ว

            “พอดีมีเหตุต้องไปอยู่กับญาติฝ่ายแม่ที่ต่างจังหวัดน่ะ”

            มนตราเป็นฝ่ายจัดการกับการ์ดโดยไม่ถามอะไรต่อ

 

            รอบสุดท้ายของการแข่งทั้งสองคนอยู่กลางทุ่งหญ้าสีเขียวที่กับละอองดอกหญ้าสีขาวที่ถูกลมพัดลอยเต็มอากาศ ตอนนี้แต่ละฝ่ายเหลือการ์ดในมือคนละสองใบ ชาร์ลเป็นฝ่ายลงการ์ดก่อน

            “เจ้าหญิงรัตติกาลมอนสเตอร์ธาตุลม พลังโจมตี 1000 พลังป้องกัน 1200

        หญิงสาวในชุดสีดำหลุดออกมาจากการ์ด เหมือนเหตุการณ์ตอนแข่งครั้งสุดท้ายวนกลับมาอีกครั้ง

         มนตรามองเจ้าหญิงแห่งรัตติกาลด้วยรอยยิ้มก่อนจะเบนสายตามาที่ชาร์ล เด็กหนุ่มอดรู้สึกแปลกใจกับรอยยิ้มแปลกๆนั้นไม่ได้

            “คราวนี้จะโกงอีกมั้ย”

            ชาร์ลขมวดคิ้วด้วยความงุนงง ทั้งคำพูดและรอยยิ้มของเธอ

            “ครั้งนั้นเธอใช้การ์ดเกินมาหนึ่งใบไม่ใช่เหรอ แล้วก็…เจ้าหญิงบาร์บี้อะไรนั่นมีที่ไหนกันล่ะ”

            ชาร์ลรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงอย่างควบคุมไม่อยู่ เขาไม่ได้มั่นใจในคำพูดนั้นแต่มั่นใจในแววตาและรอยยิ้มของเธอ

            “เธอรู้”

            “อืม”

            เขายิ้มกว้างดวงตาฉายแววแห่งความดีใจกว่าครั้งไหนๆ

            “ตั้งแต่เมื่อไหร่”

            “คืนนั้น หลังจากที่เราแข่งกันครั้งสุดท้าย ฉันฝัน ไม่มั่นใจนักหรอกแต่ฉันตื่นเต้นมากเลยนะแทบจะรอโรงเรียนเลิกไม่ไหว แต่มาถึงก็ไม่เจอซะแล้ว”

            “เอ่อ คือ”

            “ช่างมันเถอะ” เธอยิ้ม ทำให้คนรู้สึกผิดยิ้มตาม ชาร์ลหยิบบางอย่างในกระเป๋าออกมายื่นมันให้เธอ เป็นกระดาษแข็งที่มีขาดใหญ่กว่าการ์ดเล็กน้อย มนตรามองของในมือ ยิ้มพลางกลั้นขำ

 

           
         ใต้ต้นไม้ใหญ่หลังบ้านที่ประจำของเขาและเธอ วันนี้เด็กหญิงมีของเล่นชิ้นใหม่มาอวดเขา ในกล่องนั้นมีการ์ดอยู่หลายใบ มันเป็นรูปตัวประหลาดที่สวยบ้างน่าเกลียดน่ากลัวบ้าง มีตัวเลขอยู่ด้านบนและด้านล่างของการ์ดแต่ละใบ

            “อะไรหรือมนต์”

            “เกมการ์ด”

            “แล้วเล่นยังไง”

            เด็กหญิงทำหน้าครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะอธิบายฉะฉาน เด็กชายฟังเธอพูดอย่างตั้งใจและรู้สึกสนุกโดยที่ก็ไม่รู้หรอกว่าคนที่กำลังอธิบายอย่างตั้งใจนั้นก็ไม่ได้รู้จริงๆหรอกว่าการ์ดเหล่านี้มีไว้ทำอะไร

        ทั้งสองนั่งเล่นเกมการ์ดจนตะวันเริ่มคล้อยเด็กชายไม่เคยชนะเธอได้เลยสักครั้ง มีบางครั้งที่เหมือนเขากำลังจะชนะแต่เธอก็หาเหตุผลมาแย้งเขาได้ทุกครั้ง เธอบ่นบ่อยๆว่า

            “ชาร์ล อธิบายยังไงก็ไม่เข้าใจ”

          แม้ในใจจะนึกเถียงว่าก็เธอพูดไม่เหมือนเดิมเลยสักรอบแต่เขาก็ไม่พูดออกไป เพราะเขารู้ เขาคงไม่สามารถเถียงชนะเธอได้สักครั้งในชีวิตนี้

            “เหนื่อยแล้ว วันหลังค่อยมาเล่นใหม่แล้วกัน”

            “อือ แต่มนต์ คือเราขอยืมไปซ้อมหน่อยได้ไหม”

            เด็กสาวทำท่าคิดหนักก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่ได้หรอกมันเป็นของพ่อ แต่เอางี้แล้วกัน” เธอพูดพร้อมกับลุกขึ้นและวิ่งกลับเข้าไปในบ้านอย่างรวดเร็ว เด็กชายได้แต่มองตามอย่างงงๆ แต่เขาก็นั่งรออยู่ตรงนั้น ไม่นานเด็กหญิงก็กลับมาพร้อมกระเป๋านักเรียนสีชมพูบนหลัง

            “เดี๋ยววาดให้แล้วกัน” เธอวางกระเป๋าลงพร้อมค้นสิ่งของที่ต้องการออกมาวางไว้ เด็กหญิงเลือกการ์ดที่เธอพอใจออกมาหนึ่งใบ มีรูปหญิงสาวสวมชุดสีดำอยู่ในนั้น

            เธอหยิบดินสอแล้วเริ่มขีดเขียนบนกระดาษแผ่นเล็กๆ เด็กชายมานั่งข้างๆเธออย่างสนใจ เขามองหน้าเธอสลับกับการ์ดอย่างสงสัยแต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรออกไปเมื่อผมที่ควรจะตรงกลับถูกวาดให้หยักๆงอๆ ชุดที่ควรจะเป็นเกาะอกมีแขนเสื้องอกออกมา จากชุดสีดำเรียบๆตอนนี้กลายเป็นชุดอะไรสักอย่างที่ดูมีอะไรกระจุกกระจิกเยอะแยะไปหมด เขาอยากถามเธอหากก็ได้แต่เงียบ

           เมื่อพอใจกับภาพที่วาดแล้วเธอเริ่มระบายสี ผมที่ควรจะเป็นสีดำก็กลายเป็นสีเหลือง ดวงตาสีดำน่ากลัวคู่นั้นกลายเป็นสีฟ้าสดใส ชุดสีดำเรียบๆกลายเป็นชุดสีชมพูหวานแว๋ว

           เด็กหญิงวางอุปกรณ์ทุกอย่างลงหยิบรูปต้นแบบเทียบกับรูปที่ตัวเองวาดแล้วยิ้มอย่างพอใจ เขาอยากพูดใจจะขาดแต่ก็ได้แต่เงียบไว้

            เด็กหญิงยื่นมันให้เขา เธอยิ้มกว้าง “สวยมั้ย”

            “อืม สวย”

            “ก็ต้องสวยอยู่แล้ว ในการ์ดนี่ไม่เห็นสวยเอาเสียเลยผู้หญิงอะไรไม่รู้ใส่ชุดสีดำ ไม่สวย” เธอพูดพลางย่นจมูกก่อนจะเลือกการ์ดใบต่อไปอย่างตั้งอกตั้งใจ

            “มนต์จะวาดอีกเหรอ”

            “วาดสิ”

            “เอ่อเราว่าเอาไว้วันหลังดีกว่ามั้ยมันค่ำแล้ว” เด็กหนุ่มพูดไม่เต็มเสียงนักแต่ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อคนที่ตีหน้าคิดหนักเมื่อครู่พยักหน้าอย่างเห็นด้วย

            “งั้นวันหลังค่อยเอาใบต่อไปแล้วกัน”

 

           
           “แต่หลังจากวันนั้นก็ไม่ได้เจอเธออีก จริงๆแล้วตอนกลางคืนวาดไว้ให้หลายใบเลยนะ” มนตราเอ่ยขึ้นขณะเดินกลับบ้านหลังจากแข่งเสร็จ ส่วนผลน่ะเหรอ ชาร์ลก็ยังเอาชนะเธอไม่ได้สักที

            “พอดีคุณปู่หัวใจกำเริบเลยต้องบินไปฝรั่งเศสกะทันหัน” 

            “งั้นเหรอ มีเรื่องบังเอิญเยอะจริงๆ” เธอพูดไม่จริงจังนัก

            “อืม จริงสิการ์ดที่วาดไว้ยังเก็บไว้อยู่มั้ย”

            มนตราไม่ได้ตอบคำถามเพียงแต่หันไปยิ้มให้ ชาร์ลเองก็ไม่ได้ซักต่อ

            “แต่เจ็บใจจริงๆ แพ้อีกแล้ว”

            “บ่นอีกแล้ว”

            “ก็มันจริงหนิ อุตส่าห์ไปพัฒนาฝีมือจนติดอันดับโลกแต่ก็กลับมาแพ้เธอจนได้”

            “เอาน่าแข่งต่อไปเดี๋ยวก็ชนะเอง”

            แข่งต่อไปงั้นเหรอ จริงสิมันควรจะเป็นแบบนั้น แค่คิดก็สนุกแล้ว

 

        มนตรากลับมาเล่นและลงแข่งเกมการ์ดอีกครั้ง นอกจากนี้เธอและชาร์ลยังได้ร่วมกันก่อตั้งทีม ‘บลูสกาย’ ขึ้นมา ซึ่งเขาและเธอก็ได้ฝ่าฟันอุปสรรคมากมายจนกระทั่งเข้าสู่การแข่งขันระดับโลก จนได้รับชัยชนะ ทำให้ชื่อของ มนตรา พิชัยสิทธิบูรณ์’ กับ ชาร์ล โนดาล์ฟถูกจารึกลงในประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการเกมการ์ดทั่วโลก!

 

          เด็กไทยเจ๋งคว้าแชมป์เกมการ์ดระดับโลก

            ครั้งที่สองในชีวิตที่เรื่องราวของเธอถูกเล่าผ่านพื้นที่เล็กๆในหน้าหนังสือพิมพ์ไทย แต่ครั้งนี้พื้นที่นั้นถูกขยายออกสำหรับเรื่องราวของเกมการ์ด เป็นครั้งแรกที่เธอได้อ่านสกุ๊ปข่าวเกี่ยวกับเรื่องราวของมันในวงการข่าวของประเทศนี้

           

            เด็กไทยคว้าแชมป์ในการแข่งขันเกมการ์ดระดับโลกรุ่นอายุ 12-18 ปี การแข่งขันถูกจัดขึ้นที่ปารีส ฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 3-10 เมษายนที่ผ่านมา โดยในประเภทคู่ผสม มนตรา พิชัยสิทธิบูรณ์’ กับ ชาร์ล โนดาล์ฟ สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศได้สำเร็จ นอกจากนี้ในประเภทเดี่ยวและทีมทั่วไปเด็กไทยยังสามารถคว้ารางวัลรองชะเลิศอันดับหนึ่งและรองชนะเลิศอันดับสองมาได้อีกสองรางวัล

          สำหรับประเทศไทยหลายคนอาจยังไม่คุ้นกับกีฬาประเภทนี้นัก วันนี้ คอลัมน์ ติดสนามจึงขอนำเสนอเรื่องราวของกีฬาที่มีชื่อว่าเกมการ์ดนี้ให้คนไทยได้รู้จักมากขึ้น

          เกมการ์ดเริ่มถูกบันทึกในประวัติศาสตร์ของประเทศแถบยุโรปเมื่อประมาณหกร้อยปีที่แล้ว จุดเริ่มต้นเป็นมาอย่างไรไม่มีใครรู้แน่ชัดคาดว่าอาจจะมีการเล่นมานานกว่าที่ถูกบันทึกไว้ สมัยก่อนเป็นกีฬาของพวกขุนนางและราชวงศ์ที่เล่นเฉพาะในวังเท่านั้น ปลายศตวรรษที่ 18 จึงเริ่มเป็นที่รู้จักในหมู่ประชาชนทั่วไปและขยายอายุของผู้เล่นลงมาที่ระดับเด็กและเยาวชนเมื่อเจ็ดสิบที่แล้ว ในประเทศไทยถูกนำเข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 6 และเพิ่งจัดการแข่งขันในประเทศครบรอบปีที่ 10 กลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

          การ์ดที่ใช้ทั้งหมดมี 60 ใบประกอบไปด้วยการเล่น 40 ใบและการ์ดล้อมอีก 20 ใบ ในการ์ดเล่น 40 ใบถูกแบ่งออกเป็นสี่กลุ่มตามธาตุทั้งสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ปัจจุบันการ์ดถูกออกแบบให้เป็นรูปมอนสเตอร์มุมบนและล่างขวาของการ์ดมีตัวเลขสีแดงกำกับอยู่ ส่วนการ์ดล้อมเป็นการ์ดพิเศษที่มีคุณสมบัติแตกต่างกัน 10 ใบสองชุดรวมเป็น 20 ใบ

          การเล่นประกอบไปด้วยสองส่วนหลัก คือ การประเมิน และการเล่น นักเกมการ์ทั่วโลกกล่าวเหมือนกันว่า แพ้ชนะอยู่ที่การประเมิน 60% อีก 30% อยู่ที่ตอนเล่น ส่วนอีก 10% ที่เหลือคือดวง

          ในขั้นแรกผู้เล่นแต่ละฝ่ายจะได้รับการ์ดเล่นคนละ 10 ใบ และกรรมการจะเปิดการ์ดที่เหลือเพียง 10 ใบ ผู้เล่นจะต้องทำการประเมินเพื่อกำหนดเงื่อนไขในการเล่น เงื่อนไขของธาตุที่ใช้เล่นมี 4 แบบคือธาตุทั้งสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ระดับการเล่นมีทั้งหมด 13 ระดับ คะแนนที่ผู้ชนะในการเลือกธาตุพิเศษต้องทำก็จะสูงขึ้นตามระดับและคะแนนที่ได้รับหรือคะแนนที่ถูกติดลบไว้เมื่อเล่นได้หรือไม่ได้ก็จะสูงขึ้นตามระดับการเล่นเช่นเดียวกัน หลังจากได้เงื่อนไขการเล่นผู้ที่ชนะการประเมินจะได้สิทธิ์ในการเลือกการ์ดสามใบจากการ์ดที่เปิดไว้รวมแล้วจะมีการ์ดเล่นแต่ละรอบคนละ 13 ใบ และใช้การ์ดล้อมอีก 2 ใบ

          เริ่มเล่นโดยการให้ผู้ที่แพ้การประเมินออกการ์ดใบแรกก่อน คู่แข่งต้องเลือกการ์ดที่เป็นธาตุเดียวกันออกมา โดยใช้ตัวเลขด้านบนหักล้างคะแนนกันในรอบนั้นๆ จากนั้นเริ่มเล่นการ์ดใบที่สองโดยผู้ชนะ ทำตามนี้ไปเรื่อยๆจนครบ 13 ใบ โดยระหว่างนั้นผู้เล่นสามารถเลือกใช้การ์ดล้อมเมื่อไหร่ก็ได้

          ในกรณีที่ผู้ลงการ์ดใบที่สองไม่มีการ์ดตามธาตุที่ผู้ลงการ์ดใบแรกแล้ว สามารถลงการ์ดพิเศษได้เลยโดยจะชนะในรอบนั้นทันทีได้คะแนนสูงสุดตามตัวเลขบนการ์ดโดยไม่ต้องหักลบกับคะแนนของคู่แข่ง (เลือกหมายเลขด้านบนหรือด้านล่างก็ได้) แต่ถ้าผู้ลงการ์ดใบที่สองไม่มีการ์ดพิเศษต้องลงการ์ดธาตุอื่น คนลงการ์ดใบแรกจะชนะในรอบนั้นทันที สามารถเลือกหักลบคะแนนเพื่อให้ได้คะแนนสูงสุดได้ (เช่นเอาคะแนนด้านบนลบคะแนนด้านล่างของการ์ดคู่แข่ง) ในกรณีที่การ์ดคะแนนต่ำกว่าการ์ดของคู่แข่งจะมีคะแนนขั้นต่ำให้

          เมื่อเล่นครบสิบสามใบให้ดูคะแนนที่ผู้ชนะการเลือกธาตุพิเศษได้ลบกับคะแนนของคู่แข่ง ถ้าสามารถทำคะแนนได้ตามที่ระดับการเล่นแต่ละระดับระบุไว้ก็จะได้คะแนนตามระบบคะแนน (เช่น ระดับ 2 ต้องทำคะแนนให้ได้ 1000 คะแนน ถ้าผู้เล่นทำได้ 1000-1500 ก็จะได้คะแนนในรอบนั้น 10 คะแนน ถ้าทำคะแนนได้ 900-999 คะแนนก็จะติดลบ 10 คะแนน)

          การกำหนดรอบของการแข่งของเกมขึ้นอยู่ตามความเหมาะสม โดยขั้นต่ำหนึ่งเกมเริ่มที่หกรอบและสูงสุดไม่เกินสี่สิบแปดรอบ

          ปัจจุบันนอกจากจะมีการจัดแข่งขันในระดับประเทศแล้วยังมีในระดับมหาวิทยาลัย ในส่วนของโรงเรียนนั้นยังไม่ถูกกำหนดให้เป็นกีฬาระดับโรงเรียน มีการแข่งขันในบางโรงเรียนเท่านั้น

          ที่กล่าวมาเป็นเพียงกติกาคร่าวๆของของเกมการ์ดเท่านั้นยังมีรายละเอียดที่รอให้ผู้สนใจเข้าไปศึกษา ในวันข้างหน้าเราอาจได้ยินชื่อคนไทยในการแข่งขันเกมการ์ดระดับโลกอีกก็เป็นได้

 

          แม้ในวันนี้เธอจะเป็นนักเล่นเกมการ์ดระดับโลกแต่ในโรงเรียนนี้เธอก็ยังเป็นเพียงนักเรียนธรรมดาๆคนหนึ่ง ใช่ว่าทุกคนเกิดมาแล้วจะเล่นรู้จักและเล่นเกมการ์ดเป็นเสียเมื่อไหร่ ยิ่งในเมืองไทยที่กีฬาประเภทนี้ยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางด้วยแล้วยิ่งยากกับการจะหาใครสักคนที่รู้จักและเล่นมันเป็น อาจจะดูเป็นการพูดเกินจริงหากบอกว่าไม่มีใครรู้เรื่องนี้นอกจากเพื่อนสนิทและครอบครัวของเธอ คงมีที่สนใจคนรู้จักเธอในฐานะนักเกมการ์ดระดับโลกอยู่บ้างแหละ เหมือนที่ครั้งหนึ่งชาร์ลเคยรู้จักเธอในฐานะนักเกมการ์ดระดับประเทศ

            มนตรายอมรับว่าดีใจที่ได้อ่านสกุ๊ปพิเศษนี้ แต่เธอก็อยากรู้เหมือนกันหากนักข่าวท่านนี้ไปสัมภาษณ์ ชาร์ล โนดาล์ฟและพวกบลูสกาย พวกเขาจะให้คำอธิบายเกี่ยวกับกีฬาที่มีชื่อว่าเกมการ์ดนี้ว่าอย่างไร

 

 

           

           

 

 

           

           

 

           

           

         

 

           

 

           

           

 

            

ผลงานอื่นๆ ของ นางฟ้าสีเทา / ฝนพราง / grayfay

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 5 เมษายน 2557 / 00:52
    *o*
     
    เพิ่งเคยอ่านเรื่องเกี่ยวกะการ์ดเกม บางทีนะบางที ชาร์ลอาจจะยอมให้มนต์มาตลอดโดยไม่รู้ตัวก็ได้นะ //ผิด
    ชอบประโยคที่ว่า ไม่ว่ายังไงก็เถียงเธอไม่ชนะค่ะ อ่านแล้วเขิน ดูชาร์ลเอาใจใส่ ยินยอม เอ็นดู
     
    อ่า...เพ้อมากไปแล้ว ^^
    #1
    0