ตะเกียงเคียงตะวัน

ตอนที่ 1 : ตะเดียงเคียงตะวัน 1-4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,411
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 45 ครั้ง
    5 ก.ค. 57


 
เนื่องจาก ตุ๊กลบไปรีไรท์ แล้วรวมไฟล์ เวลาแยกตอนก็ยุ่งนิดหน่อยค่ะ ดังนั้นจึงมาลงรวดเดียวแบบรวบยอดเลย เผื่อใครอ่านเมื่อสองปีที่แล้วและลืมไปแล้ว จะได้ทบทวนความจำก่อนจะไปอ่านตอนใหม่ๆต่อไปค่ะ


*********
 

ตะเกียงเคียงตะวัน

 

1

ถัด จากไร่สับปะรดหลังบ้านออกไปเกือบสุดลูกตามองเห็นบ้านหลังใหญ่ตั้งเด่นเป็น สง่าให้ เดือนพราว เห็นแล้วต้องเบ้หน้าเสียทุกครั้งที่กลับมาเห็น

          จริงๆนะ มันไม่เห็นจะเข้ากันเลยสักนิด บ้านไม้สองชั้นแบบชาเล่ต์ ของชนบทในยุโรป กับไร่สับปะรด ของเมืองไทยถึงมันจะมีคำว่าชนบทเหมือนๆกันก็ตาม แต่ก็นั่นแหละบางทีหล่อนอาจจะเป็นคนขุ่นขวางอะไรได้ง่ายเกินไปทั้งที่จะพูด ตามจริงแล้วบรรดาบ้านจัดสรร และบ้านพักตากอากาศที่ปลูกกันแทบจะเต็มภูเขาที่รายล้อมไร่สับปะรด และสวนขนุน กระท้อนของชาวบ้านก็ล้วนมีแต่บ้านแบบยุโรปกันทั้งนั้น

          ออกจะสวยนันทวัน น้องสาววัยรุ่นของหล่อนไม่เคยเห็นด้วยและชอบทำหน้าระอาต่ออารมณ์ขวางของหล่อนเสมอ

          “ก็ไม่ได้ว่าไม่สวยหล่อนยักไหล่และยังยืนยันความรู้สึกเดิมๆเวลาออกมายืนมองวิวไร่สัปปะรดและต้องมีภาพ บ้านสไตส์ยุโรปชนบทร่วมเฟรม

          แต่มันไม่เข้ากับบ้านเรา เข้าใจไหม มันให้ความรู้สึกแปลกแยก

          มันก็แปลกแยกจริงๆนี่นา บ้านนั้นออกจะรวย

          เดือนพราวยักไหล่ แล้วแค่นถาม แล้วไง?”

          คราวนี้นันทวันเป็นอันต้องส่ายหน้า หล่อนรู้สึกก่ำกึ่ง ทั้งขำทั้งระอา แต่ถ้าจะให้หล่อนตอบคำถามของคนเป็นพี่หล่อนก็คิดว่าพี่สาวของหล่อนคงต้องการ คำตอบที่ คม มากกว่าจะบอกว่า รวยก็หมายความว่ามีเงินเยอะๆน่ะซิพี่พราว

          พอเห็นดวงตาใสแจ๋วที่ส่ายหน้าซื่อๆของคนเป็นน้อง เดือนพราวจึงถอนใจ อารมณ์ขวางของหล่อนค่อยๆลดลง ตามลำดับ

          มันก็จริงของนันท์แหละ คนรวย จะทำอะไรก็ดูดีไปหมด เราเองแหละที่รู้สึกขวางตาไปเอง

          ทำไมพี่พราวถึงได้ไม่ชอบบ้านนั้นนันทวันถามทันทีที่มีโอกาส ด้วยเห็นว่าพี่สาวของหล่อนออกจะขุ่นขวางทุกครั้งที่มองออกไปเห็นบ้านหลังงาม ที่อยู่เลยไร่สับปะรดหลังบ้านออกไป

          ทำไมถึงคิดว่าพี่ไม่ชอบ

          ใครๆก็รู้ กลับมาเห็นบ้านหลังนั้นทีไรพี่ก็เบ้หน้าใส่ทุกที

          ไม่รู้เหมือนกัน แค่รู้สึกไม่ชอบ ซึ่งไม่ใช่ความอิจฉาอย่างแน่นอนรู้ตัวเองดีว่าหล่อนภูมิอกภูมิใจในความเป็น ชาวสวนของครอบครัว รักบ้านไม้ที่ปลูกสร้างแบบไทยๆคือบ้านยกสูงที่ปลูกสร้างและดัดแปลงให้สามารถ ใช้งานได้อย่างเหมาะสมตามอาชีพของชาวสวนแต่ก็อย่างว่าบางทีถ้าบ้านหลังนั้น จะผิดก็คงจะเพราะมันมาปลูกอยู่ผิดที่ผิดทาง ในความรู้สึกของหล่อน

          แค่เนี๊ยะน้องสาวหล่อนเอียงคอถามเหมือนไม่เชื่อ

          แค่นี้ล่ะ ก็เคยบอกแล้วไงว่าพี่แค่รู้สึกว่าบ้านนั้นมันให้ความรู้สึกแปลกแยก จากบ้านละแวกนี้

          ก็เขาไม่ใช่ชาวสวนอย่างเรานี่นานันทวันว่า

          ก็อาจจะใช่ใครๆรู้ดีทั้งนั้นแหละว่า เจ้าของบ้านหลังงามถัดจากสวนสับปะรดของหล่อนออกไปนั่นเป็นเจ้าของกิจการเดินรถทั้งจังหวัดนี้และจังหวัดใกล้เคียงทีเดียว

บ้านพักตากอากาศคนมีเงิน คิดว่าปีหนึ่งคงมาอยู่ไม่ถึงสามวันมั้งเดือนพราวเดา ความขวางพาลทำให้ไม่อยากสนใจจนไม่ค่อยได้รู้เรื่องราวสักเท่าไหร่ รู้แต่ว่าบ้านนั้นเป็นของตระกูลเดินรถที่ร่ำรวยที่สุดในจังหวัด ส่วนรายละเอียดลึกกว่านั้นหล่อนไม่รู้อีกเลย ซึ่งนอกจากไม่ได้สนใจจะรู้แล้ว ตัวหล่อนเองก็เพิ่งกลับมาอยู่บ้านจริงจังเพียงสองเดือน

           “ใครว่าล่ะ บ้านนั้นน่ะ หมอสองกลับมาอยู่ทุกวันเลยนะ

          หมอสองใครกัน?”

          นันทวันขมวดคิ้วยุ่งหมอสองก็ลูกชายเสี่ยสุชาติไง ลูกชายคนรองน่ะ

          เดือนพราวรับรู้ด้วยความแปลกใจ นึกไม่ถึงว่าเสี่ยสุชาติคนดังของจังหวัดมีลูกชายเป็นหมอ แปลกใจขึ้นไปอีกก็เมื่อรู้ว่าหมอสองของนันทวันมาใช้บ้านหลังนั้นเป็นบ้านพัก ในปัจจุบัน

          เหรอ ไม่เคยเห็นนี่หล่อนยักไหล่บอกเหมือนไม่ได้ยี่หระ

          พี่พราวจะเห็นได้ไง ก็ช่วงก่อนหน้านี้ คุณหมอเขาก็ไปเรียนอยู่ในกรุงเทพฯตลอด พอเป็นหมอได้สักพักก็ได้ยินว่าไปเรียนต่อเมืองนอกถึงได้กลับมาประจำที่โรงพยาบาล….นันทวันเอ่ยถึงโรงพยาบาลประจำจังหวัดด้วยความภาคภูมิใจทำเหมือนกับ หมอสองเป็นญาติอย่างนั้นแหละ

          แล้วทำไมนันท์ถึงรู้เรื่องดีนักล่ะเดือนพราวยังแปลกใจอยู่ดี

          อุ๊ย ใครๆเขาก็รู้กันทั้งจังหวัดแหละ ตระกูลนี้เขารวยจะตาย

          เราจำเป็นต้องอัพเดตเรื่องของคนรวยในจังหวัดกันด้วยหรือหญิงสาวประชดอย่างอดไม่ได้ แล้วก็ทำให้นันทวันหัวเราะด้วยความชอบอกชอบใจ

          ไม่เสมอไปหรอกน่า

          หมายความว่าไง

          ก็หมายความว่า เราจะ อัพเดตแต่เฉพาะคนที่น่าสนใจเท่านั้นน่ะซิ อย่างเช่นหมอสอง...ชื่อเต็มๆว่า นายแพทย์ พันธิน เจริญรัตนกุลเป็นต้น

          คนที่น่าสนใจเดือนพราวเสียงสูงหล่อนทำหน้าพะอืดพะอมจนคนเป็นน้องหัวเราะออกมากิ๊กหนึ่ง

          ใช่ซิ หมอสองไง น่าสนใจที่สุดแล้ว ณ เวลานี้นันทวันว่าด้วยสุ้มเสียงแก่แดดแก่ลม

          “???????” เดือนพราวหันไปมองบ้านหลังงามถัดจากสวนสับปะรดออกไปลิบๆและหันกลับมาด้วยคิ้วขมวดมุ่น นันทวันทำเสียงในลำคอ หล่อนส่ายหน้าระอาคนเป็นพี่ที่ช่างไม่ติดตามข่าวสารหรือว่า อัพเดต อะไร เสียบ้างเลย ตั้งแต่กลับมาอยู่บ้านสองเดือนก็เอาแต่นั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์แบบพกพา กับขลุกอยู่แต่ในสวน นันทวันเห็นว่าผลเสียของการจากบ้านไปเรียนในกรุงเทพฯตั้งแต่เด็กทำให้พี่สาวของหล่อนเป็นคนแปลกแยก ไม่ใช่ บ้านหลังงามของหมอสองหรอก

          พี่พราวว่า นายแพทย์หนุ่ม ทั้งรวย ทั้งเก่ง นี่ไม่น่าสนใจเหรอนันทวันเพิ่มเติมคุณสมบัติอีกอีกข้อว่า เท่อีกต่างหาก

          คราวนี้เดือนพราวตาโตทันที เปล่า...หล่อนไม่ได้ตาโตเพราะความเท่ รวย เก่งของหมอสอง หากแต่ตกใจความคิดกับคำพูดแก่แดดของน้องสาววัยสิบห้าของตัวเองต่างหาก และเชื่อเลยหล่อนพอจะนึกถึงความเท่ในสายตาของเด็กสิบห้าอย่างนันทวัน ออกอย่างแจ่มแจ๋ว เมื่อประมวลภาพของหมอสองคนนั้นก็พบว่า คงจะเป็นหมอหนุ่มหน้าตี๋ ขาวสะอาดอย่างลูกคนไทยที่มีเชื้อสายจีน ที่กำลังเป็นที่นิยมกันในหมู่วัยรุ่นนั่นแหละ เรียกว่าหน้าตาอินเทรนด์ กระมัง ซึ่งขอบอกว่า หล่อนโตเลยวัยที่จะไปกรี๊ด ศิลปินเหล่านั้นมาพอสมควรแล้ว

          แก่แดดนะเราน่ะ

          ฮื้อ แก่แดดตรงไหน นันท์อัพเดตเรื่องบุคคลน่าสนใจในจังหวัดเราให้พี่พราวรู้จะได้ไม่เชยต่างหากล่ะ

          เดือนพราวเบ้หน้าเบื่อๆ...มันน่าเบื่อจริงๆที่ คุณสมบัติของบุคคลที่น่าสนใจต้องมีห้อยท้ายด้วย คำว่า รวย...คุณค่าของคนได้ถูกเงินทองวัดค่าไปเสียแล้วหรือไร

          เอาล่ะ หล่อนยอมรับว่าโลกทุกวันนี้ไปไกลแล้ว และไม่แปลกที่ ประชากรของโลกจะดำเนินชีวิตโดยมีวัตถุ(นิยม)เป็นตัวผลักดัน ถึงอย่างนั้นความรู้สึกส่วนลึกของหล่อนก็ยังกบฏอยู่ตลอดเวลา ว่า...หล่อนพอจะรอดพ้นจากกระแสวัตถุนิยมที่กำลังไหลบ่าอย่างเชี่ยวกรากนี้ บ้างไหม

          และ นี่ก็คงจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งเหมือนกันที่ทำให้หล่อนค่อนข้างเขม่นความร่ำรวย สมบูรณ์แบบของ หมอสองของนันทวัน อ้อ บ้านหลังงามสไตล์ชาเล่ต์หลังไร่สับปะรดหลังนั้นด้วย

          แค่รวยกับเท่นี่น่าสนใจแล้วเหรอหล่อนถามคนเป็นน้องรวนๆ

          นันทวันหัวเราะแล้วส่ายหน้า เจ้าหล่อนมองหน้าคนเป็นพี่แล้วตอบอย่างจริงจัง

          ไม่ใช่แค่นั้นหรอกน่า พี่พราวรู้ไหมว่าหมอสองน่ะ...นันทวันตั้งท่าเล่าถึงคุณหมอคนนั้นอย่างจริงจัง ประตู หลังบ้านที่เปิดออกมา สองพี่น้องสะดุ้งแล้วหันขวับทันที หลังจากหายตกใจกับจังหวะการเปิดประตูออกมาอย่างปัจจุบันทันด่วนของแม่   สองสาวก็หันไปสบตากันอยู่ครู่ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างกลั้นเอาไว้ไม่อยู่ทันที

          นันท์พ่อถามหาแน่ะลูกแม่หันไปหาลูกสาวคนเล็ก

          เดือนพราวมองหน้าแม่เป็นเชิงถามด้วยความสงสัย เพราะดูท่าทีของแม่มาเรียกนันทวันอย่างเป็นงานเป็นการอยู่เหมือนกัน

          แม่เห็นอย่างนั้นจึงยิ้มและว่า

          มีจดหมายจากชมรมดูนกของนันทน์มา

           เท่านั้นนัทนวันก็นึกได้ จดหมายขออนุญาตผู้ปกครองแน่เลย คราวนี้เขาจะไปดูนกแถวๆอ่างเก็บน้ำ...

          เดือนพราวเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ ไม่คิดว่าภายในจังหวัดเล็กๆแห่งนี้จะมีชมรม ดูนกที่ เป็นกิจจะลักษณะถึงขนาดจะออกพื้นที่ทีต้องทำหนังสืออย่างเป็นทางการ

          แบบนี้ซิถึงจะเรียกว่า น่าสนใจ ชมรมดูนกน่ะน่าสนใจกว่า เจ้าของบ้านหลังงามขวางตาของหล่อนเป็นไหนๆ แต่ครั้นจะซักถาม สมาชิกชมรมดูนกก็รีบแล่นไปหา พ่อที่รออยู่ในบ้านอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้แม่ทั้งส่ายหน้าทั้งยิ้มขำกับหล่อนอยู่ตรงนั้น แม่บอกหล่อนว่า

          เห็นพ่อเขาอ่านรายละเอียดในจดหมายบอกว่าจะมีค้างคืน ก็เลยทำหนังสือมาอย่างเป็นทางการ

          แม่ขยับมานั่งข้างๆแล้วยิ้มเมื่อเห็นท่าทีขมวดคิ้วของลูกสาวคนโต

          แต่ไม่เป็นไรหรอก ชมรมนี้เขาไว้ใจได้ นันท์เขาอยู่ชมรมนี้มาตั้งแต่เด็กๆ สมาชิกชมรมก็คนกันเองในจังหวัดทั้งนั้น

          บอกแล้วแม่ก็ชวนหล่อนเข้าไปเตรียมอาหารเย็นด้วยกันในครัว...เดือนพราวได้แต่โครงหัวทั้งที่ชักจะสนใจ ชมรมดูนกของนันทวันท์เข้าให้แล้ว

          แน่นอน มันย่อมน่าสนใจกว่า ความเคลื่อนไหวของ เซเลบ ตจว.เป็นไหนๆ

 

ตะเกียง 2

๐๐๐๐

          เพราะ กิจกรรมดูนกของนันทวัน ทำให้เดือนพราวพลอยกระตือรือร้นสนับสนุนน้องไปด้วย หล่อนไม่ได้นึกอยากอยากเข้าร่วมชมรม ดูนก เพียงแต่ว่าคอยเป็นกองหนุนให้น้องได้ทำกิจกรรมดีๆ อย่างการช่วยสนับสนุน ด้วยหนังสือดูนกดีๆให้น้องสักเล่ม อาจจะใช้เวลาและความพยายามยามหาสักหน่อยเพราะหล่อนไม่มีความรู้เรื่องนกเลยนอก จากนกกระจาบสองตัวที่ไปทำรังอยู่แถวๆหน้าต่างบ้าน กับนกกระจิบที่ร่อนไปมาข้ามไร่สับปะรดหลังบ้านเท่านั้น

          ถึงอย่างนั้นการใช้เวลาสักชั่วโมงสองชั่วโมง เพื่อหาหนังสือดีๆสักเล่มน่ะมีประโยชน์กว่าการนั่ง อัพเดต” เรื่องราว คนดังในจังหวัดอยู่นั่นเอง เดือนพราวส่ายหน้าไปถึงผู้คนที่บ้านต่างจังหวัดด้วยความระอา....ยิ่งแม่กับ นันทวันด้วยแล้ว สองคนนั้น อัพเดต เรื่องราวของผู้คนในจังหวัดจนหล่อนคิดว่า คงจะ เออเร่อ กันสักวัน ดีหน่อยที่แม่ไม่ชอบจับกลุ่มนินทา ว่าร้ายกับใคร เพียงแต่ชอบฟังชอบรับข่าวสารมาถ่ายทอดให้คนในบ้านร่วมรับรู้ ส่วนนันทวันก็ตามประสาเด็กๆ ความสนใจของเด็กวัยรุ่นขึ้นๆลงๆตามกระแสเท่านั้น

          อย่างไรก็ตาม การกลับไปอยู่บ้านคราวนี้ เดือนพราวก็หวังว่าหล่อนจะไม่ถูกค่านิยม ชาบู(ความหมายคล้ายๆบูชา แต่อ่อนกว่านิด)คนรวย ครอบงำเหมือนกับคนแถวๆบ้านหรอกนะ

          ไม่หรอกไม่มีทาง ค่าของคนคือตัวตน ไม่ใช่เงินอย่างแน่นอน ส่วนพวกตัวตนที่มีเงินไว้ประดับพอกพูนปกปิดจนไม่เห็นตัวตนหล่อนไม่มีทางเห็นดีเห็นงามไปด้วยกับใครๆในจังหวัดด้วยแน่ๆ.....นี่ไม่ได้จำเพาะเจาะจงเจ้าของ บ้านหลังงามหลังสวนสับปะรดหลังบ้านเท่านั้นหรอกน่ะ หล่อนเหมารวมคนรวยทั้งจังหวัด ทั้งประเทศ รวมทั้งโลกเลยด้วย

          เดือนพราวใช้เวลาเป็นชั่วโมงๆเพื่อหนังสือดูนกดีๆสักเล่ม คิดว่าไม่น่าจะหายากสำหรับร้านหนังสือชื่อดังที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศ แต่เอาเข้าจริง ทั้งร้านกลับไม่มีหนังสือดูนกที่เป็นกิจะลักษณะ อย่างพวก เบิร์ดไกด์ ดีๆสักเล่ม หาจนเริ่มท้อจึงตัดสินใจว่าจะถามพนักงานให้รู้แล้วรู้รอด แต่ก่อนจะผละไปที่เคาน์เตอร์เก็บเงินของพนักงานขาย หญิงสาวก็เหลือบขึ้นไป เห็นสันหนังสือเล่มหนึ่งเข้า....นกเมืองไทย....

          “อยู่สูงชะมัดบ่นทั้งเอื้อมจนสุดปลายแขน ก็ยังเอื้อมไม่ถึงหนังสือเล่มเป้าหมายอยู่ดี เดือนพราวลองอีก คราวนี้หล่อนเขย่งปลายเท้าพร้อมกับลองเอื้อมหยิบใหม่อีกครั้ง แต่ปลายมือยังห่างไกล กระทั่งถอดใจและเกือบจะหันไปให้พนักงานในร้านช่วยหยิบให้ ข้างหลังของหล่อนก็เหมือนมีใครคนหนึ่งที่สูงกว่าหล่อนเอามากๆเข้ามายืนซ้อน แล้วจากนั้น หนังสือเล่มเป้าหมายของหล่อนก็ถูกดึงออกมาจากชั้นหนังสือแล้วส่งมาให้

คุณกำลังจะหยิบเล่มนี้ใช่ไหม

ใช่ ค่ะบอกพลางรับหนังสือจากมือเขา แต่พอจะเงยหน้าขึ้นไปขอบคุณ เจ้าของร่างสูง ที่หล่อนมองเห็นแค่เสื้อเชิ้ต กับกางเกงยีนส์ ง่ายๆ ก็หันหลังไปหาเสียงที่เรียกมาจากอีกทาง

แพทคะ

 แม้จะไม่ดังจนรบกวนผู้คนในร้านหนังสือ แต่ก็มีผลทำให้เขาหันขวับไปจนกระทั่งหล่อนไม่ทันได้เห็นหน้าและได้ขอบคุณเขานั่นเลยทีเดียว

          แพท...มองจากด้านหลังที่เป็นแผ่นหลังกว้างกับร่างสูงใหญ่ แบบนั้น....ชื่อช่างไม่สมตัวเอาเสียเลย ไม่รู้ล่ะหล่อนว่าผู้ชายชื่อแพทน่าจะเหมาะกับผู้หญิงหรือไม่ก็ผู้ชายที่น่า จะดูเนี๊ยบ...กริบกว่านี้ แต่ก็นั่นแหละหล่อนทันได้เห็นแต่ร่างสูงใหญ่และแผ่นหลังกว้างจากทางด้านหลัง เท่านั้น บางทีหน้าตาเขาอาจจะ กริบสมกับชื่อ แพท ก็ได้....

          เดือนพราวนึกเล่นๆทั้งลังเลจะตามไปขอบคุณแต่ก็เปลี่ยนใจเมื่อเห็นเขาเดินเข้า ไปหาหญิงสาวเจ้าของเสียงที่รออยู่เคาน์เตอร์คิดเงินของร้าน  มองหนังสือ ...นกเมืองไทย...ในมือแล้วก็ทำได้เพียงยักไหล่แล้วขอบคุณส่งไปแต่เพียงในใจ ก่อนจะเลือกหนังสือในร้านที่เป็นหนังสือสำหรับตัวเองอีกสองสามเล่ม ตอนที่นำหนังสือไปคิดเงิน สองคนนั้นออกจากร้านหนังสือไปได้สักพักแล้ว และเดือนพราวก็แทบจะลืมๆ ไปแล้วถ้าไม่เห็นหนังสือ...นกเมืองไทย...ที่หล่อนตั้งใจซื้อไปฝากน้องสาว

          ถึงอย่างนั้นก็น่าแปลกที่ชื่ออันไม่สมตัวของเขาก็ผุดขึ้นมาในสมองทันที...แพท เดือนพราวโคลงหัวกับชื่อที่ติดอยู่ในหัวของตัวเอง แล้วก็นึกอยากเห็นหน้าของเขาขึ้นมาตงิดๆ อยากรู้จริงๆว่า...หน้าตาเขาจะ กริบ...สมกับชื่อหรือเปล่า...แต่จากทางด้านหลังที่หล่อนเห็น ชื่อนั้นน่ะไม่เห็นเหมาะกับเขาเลย...จริงๆ

          แต่ว่าก็ว่าเถอะ ถึงแม้ความบังเอิญจะเกิดได้ทุกวินาทีบนโลกใบนี้ หล่อนก็ไม่คิดว่าจะมาเกิดในอีกไม่กี่วินาทีถัดมาหลังจากออกจากร้านหนังสือนี่เอง และความบังเอิญนั้นก็นำเอาเรื่องบางเรื่องและคนบางคนมาให้หล่อนรู้สึกขุ่น ขวางอย่างฉับพลัน

          แน่ล่ะมีอยู่ไม่กี่อย่างที่จะทำให้เดือนพราวขุ่นขวางได้ง่ายดาย หนึ่งในจำนวนน้อยนั้นก็คืออคติต่อความเลื่อมล้ำทางสังคม ยิ่งสังคมต่างจังหวัดยิ่งมักพบเห็นได้ง่าย ทำไมคนที่มีเงินจะต้องถูกยกย่องเสียร่ำไป ไม่ว่าคนมีเงินคนนั้นจะเป็นคนประเภทไหน ดี-ชั่วเท่าไร แล้วทำไมคนที่มีเงินน้อยกว่า ตาสี-ตาสา นายมี-นายมา ชาวไร่ชาวสวนที่มีรายได้เฉลี่ยต่อปีไม่ถึงแสนจะต้องคอยหมอบราบคาบแก้ว ชื่นชู ซึ่งเดือนพราวสังเกตมาตลอดว่า ยังกะโดน “สะกดจิตหมู่โอ เค ใช่ หล่อนยอมรับ และอคติมากทีเดียวกับความคิดค่านิยมบูชาคนรวยแบบนี้ เห็นทีไรก็รู้สึกหดหู่ทุกที แต่เชื่อเถอะแม้ค่านิยม ชาบู คนมีเงินจะทำให้หล่อนรู้สึกหดหู่ แต่มันก็ไม่เท่าความขุ่นขวางต่อคนมีเงินที่ พอมีคนยกย่อง ก็หลงระเริงและยกตัวเองให้อยู่เหนือชาวบ้านอย่างยโสโอหัง ทั้งที่ความจริงแล้วศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มีเท่าเทียมกันทุกเม็ดธุลี ซึ่งอคติทั้งหมดนั้นก็ไม่มีข้อยกเว้นกับใครคนหนึ่งที่หล่อนกำลังจ้องมองในระยะเกือบประชิด

          เรื่องของเรื่องมันน่าจะเริ่มมาจากความบังเอิญที่หล่อนเกิดมาเจอเพื่อนเก่าสมัย ประถม และไม่ได้พบกันนาน ตอนแรกเดือนพราวจำเพื่อนคนนี้ไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่ฝ่ายนั้นกลับความจำดีเลิศ หรืออีกอย่างหน้าตาของหล่อนอาจจะไม่ได้เปลี่ยนไปจากสมัยประถมเลย คิดแล้วก็มองสารรูปตัวเองในกระจกของร้านรวงแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้า ผู้หญิงอายุยี่สิบห้าจะหน้าเหมือนเด็กประถมได้ไงเล่า

          พราว จำมาศไม่ได้หรือ ตอนอยู่ประถมเราอยู่ห้องเดียวกันนะ ตอนเที่ยงๆเรายังชอบไปไล่จับผีเสื้อมาเอาปีกสวยๆของมันมาทำภาพประติดไปส่ง ครู ตอนนั้นพราวทำภาพประติดที่เป็นรูปไก่ ขนสวยๆน่ะ

          แน่ใจเหรอ ตอนเด็กๆหล่อนเคยทำอะไรทารุณสัตว์ขนาดเลยเหรอ เดือนพราวขมวดคิ้ว ไม่แน่ใจเลยความทรงจำสมัยประถมบางอย่างก็จำได้ เพื่อนบางคนก็จำได้แต่หน้าตาสมัยเด็กแต่ถึงตอนนี้หน้าตาคงเปลี่ยนไปเจอกัน อีกก็คงจะจำไม่ได้

          จำได้ว่าเคยไล่จับผีเสื้อ แต่เราเด็ดปีกมันมาทำภาพประติดด้วยเหรอถามพลางก็รู้สึกผิดบาป ขออย่าให้เป็นคนๆเดียวกันเลย หล่อนไม่อยากมีเจ้ากรรมนายเวรเป็นผีเสื้อนักหรอก

          “ใช่ ซิ แต่ทำไม่กี่ตัว พราวก็บอกว่ากว่าจะติดขนเต็มตัวไก่คงจะไล่จับผีเสื้ออีกหลายวันเดี๋ยวไม่ทันส่งครู พราวก็เลยเอาขนไก่จริงๆมาทำแทน

          ห๊ะ!”เดือนพราวอุทานในลำคอ ดวงตาเบิกกว้าง นี่เล่นถึงกับถอนขนไก่สดๆเลยเหรอ

          จำได้แล้วใช่ไหมฝ่ายนั้นยิ้มอย่างยินดี คิดว่าหล่อนจำได้ แต่ความจริงแล้วนอกจากจะจำไม่ได้แล้วเดือนพราวกำลังอึ้งกับวีรกรรมหฤโหดสมัยเด็กของตัวเอง หล่อนส่ายหน้า ยิ้มเลี่ยนๆก่อนจะถามอีกว่า

          “ขอโทษนะมาศ เราจำยังไม่ได้เท่าไหร่ แต่เราจำตอนไล่จับผีเสื้อได้นะ แล้วถามจริงๆ ตอนนั้นเราถึงขนาดจับไก่มาถอนเอาขนจริงๆเหรอ

          ภานุมาศได้ยินอย่างนั้นก็หัวเราะทันที….จริง แล้วพยาบาลสาวก็จำเรื่องราวสมัยประถมไม่ได้มากนักหรอก แต่พอดีว่าเดือนพราวเป็นเพื่อนที่ประทับใจและอยู่ในความทรงจำเสมอ ครั้งหนึ่งตอนกำลังจะขึ้นชั้นประถมหก หล่อนกับเดือนพราวบ้านอยู่คนละทางกัน เย็นวันนั้นหลังเลิกเรียนหล่อนกับเดือนพราวปั่นจักรยานกลับบ้าน ที่เป็นเส้นทางมุ่งสู่บ้านสวนซึ่งไม่ไกลจากโรงเรียนนัก ระหว่างทางกลับบ้านสองข้างทาง ก็ดอกไม้ใบหญ้าตามประสา แต่ในขณะที่กำลังเพลิดเพลินกับธรรมชาติสองข้างทางอยู่นั้น หล่อนก็ต้องสะดุ้งจนสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงแตรรถยนต์ดังขึ้นและด้วยความตกใจ พลางหันไปมองต้นเสียงที่ก็เห็นว่าเป็นรถยนต์จริงๆ แต่ถึงอย่างนั้นหล่อนก็พาจักรยานเสียหลักและถลาลงกับพื้นถนน แถมยังเกี่ยวเอาจักรยานคันของเดือนพราวที่ปั่นเคียงกันมาล้มลงไปด้วย

          “มาศ! เป็นไงบ้างลุกไหวไหมถึงอย่างนั้นคนที่ลุกได้ก่อนก็คือเดือนพราวที่ลุกมาหาพลางสำรวจตามร่างกาย แล้วพบว่าที่เข่าของหล่อนแดงเถือกไปด้วยเลือด ตอนนั้นยังไม่รู้สึกเจ็บแต่ออกจะมึนงงมากกว่าเพราะยังจับต้นชนปลายไม่ถูก จนกระทั่งได้ยินเสียงถามมาอีก คราวนี้ไม่ใช่เดือนพราว

          น้อง! เป็นอะไรหรือเปล่า ไปหาหมอไหมพี่จะพาไป หล่อนกับเดือนพราวหันไปมองต้นเสียงพร้อมๆกัน ที่นั่นคือชายหนุ่มสองคนกำลังเปิดประตูลงมา ทั้งสองแต่งชุดนักศึกษามหาวิทยาลัย ดูโก้ และเท่ในสายตาของเด็กสิบเอ็ดปีตอนนั้น

          ชายหนุ่ม คนที่เปิดออกมาจากด้านคนขับขยับเหมือนจะเข้ามาหาพวกหล่อน แต่เดือนพราวก็ชิงขยับตัวก่อน แล้วยืดตัวขึ้นแล้วล้วงผ้าเช็ดหน้าที่อยู่ในกระเป๋ากระโปรงออกมา มัดปิดปากแผลให้ เดือนพราวก็หันไปหาสองหนุ่มแล้วส่ายหน้าอย่างดื้อดึง

          พอเห็นอย่างนั้นเขาก็หันไปหาชายหนุ่มอีกคนซึ่งสำหรับเด็กหญิงสิบเอ็ดปีแล้วคิดว่า แม้จะหน้าตาละม้ายกันบ้างแต่พี่คนนี้เท่กว่าอีกคน แต่ก็ดูหน้าดุกว่าอีกคนด้วย

          เอาไงดีวะสอง เฮียว่าเด็กคนนั้นจะลุกไม่ขึ้นด้วยซิ

          ผู้ชายคนที่ถูกเรียกว่าสอง ไม่ได้ตอบหากแต่เดินเข้ามาหาพวกหล่อน แล้วก้มสำรวจแผลที่เดือนพราว กำลังใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดแผลที่โชกเลือด

          พอสำรวจสักพักเขาก็หันไปหา ชายหนุ่มที่รออยู่

          พา ไปโรงบาล ดูเหมือนส้นเท้าจะโดนซี่ล้อจักรยานด้วยคราวนี้ทั้ภานุมาศ ทั้งเดือนพราวหน้าตื่นมองส้นเท้าที่โชกเลือดทันที เดือนพราวขยับลงไปที่ส้นเท้าของเพื่อนแล้วดึงคอซองแบบผูกที่ค่อนข้างยาวของตัวเองออกมาจากคอเสื้อเสร็จแล้วจัดแจงผูกปิด บาดแผลให้หล่อน พลางบอกทั้งน้ำตา

          เจ็บไหมมาศ มาศไปหาหมอนะ

          “แล้วพราวละหล่อนยังมีสติถามเพื่อน ขณะนั้นชายหนุ่มที่เป็นคนขับก็ขยับเข้ามาอุ้มหล่อนขึ้น ซึ่งเป็นอันเข้าใจว่าคงต้องไปโรงพยาบาลจริงๆอย่างเลี่ยงไม่ได้

          เกือบถึงบ้านพราวแล้ว เดี๋ยวพราวจะขอให้พ่อมาเอาจักรยานมาศไปเก็บให้

          “ทำไมไม่ไปด้วยกันเลยล่ะน้องผู้ชายคนที่อุ้มหล่อนถามเดือนพราวที่หันไปเก็บกระเป๋านักเรียนที่กระจัดกระจายออกมาจากตระแกรงหน้ารถ

          หนูไม่ได้เป็นอะไรมาก พี่รีบพามาศไปหาหมอเถอะ เลือดไหลไม่หยุดเลย

          เอางั้นเหรอเขาถามย้ำ เดือนพราวก็พยักหน้ายืนยันแล้วยังขมวดคิ้วเหมือนกับไม่พอใจที่เขายังลังเลไม่รีบไปขึ้นรถไปหาหมอสักที ถึงอย่างนั้นตอนถูกพาไปขึ้นรถภานุมาศก็ทันได้เห็นว่า ชายหนุ่มคนนั้นกำลังยกจักรยานทั้งสองคันขึ้นไปตั้งไว้ที่ข้างทาง แล้วเดือนพราวก็เดินไปที่จักรยานคันของตัวเอง แต่ตอนเกือบจะถึงรถ ก็เรียกเอาไว้ก่อน ภานุมาศยังจำได้ไม่รู้ลืมว่า เสียงของเขากังวานและมีพลังอย่างบอกไม่ถูกตอนที่เขาแค่เรียกเดือนพราวเด็ก หญิงสิบเอ็ดปีเอาไว้

          “เดี๋ยวก่อน

          เดือนพราวยังยังไม่ทันได้หันไปหาเขาอย่างเต็มตัว มือก็ถูกฉวยขึ้นไป เขาก้มมองอย่างสำรวจตรวจตรวจ จากนั้นก็ล้วงเอามาเช็ดหน้าที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อนักศึกษา แล้วจัดการเช็ดและผูกแบบเฉียงรอบฝ่ามือเดาว่าที่มือของเดือนพราวคงจะมีแผล เช่นกัน นึกสงสัยว่าทำไมเขาไม่ออกคำสั่งเหมือนที่ออกคำสั่งให้ล่อนไปหาหมอ แต่แล้วก็มารู้เหตุผลภายหลังตอนที่หล่อนนั่งรถและสองหนุ่มพาไปโรงพยาบาล เมื่อหนุ่มคนขับถามว่า

          “เด็กคนนั้นไม่เป็นไรมากหรือสองทำไมไม่ให้มาด้วยกันเลย

          ที่มือเป็นแผลนิดหน่อย แล้วก็ถลอกปอกเปิกไม่มาก

          นายดูดีแล้วนะ เฮียละห่วงจริงๆ เกิดเด็กเป็นอะไรขึ้นมาร้ายแรง ป๊ารู้เข้าเป็นได้ยึดรถคืนไม่ได้ขับแน่

          ผู้ชายคนนั้นไม่ได้ตอบ เขายักไหล่แล้วหันมามองหล่อนอย่างสำรวจความเรียบร้อยแล้วเร่งให้อีกฝ่ายใส่ ใจขับรถจะดีกว่า ถึงอย่างนั้น คนที่แทนตัวเองว่าเฮียก็ยังหันมาหาหล่อน

          พี่ขอโทษนะน้อง ไม่คิดว่าน้องจะขวัญอ่อนจนกระเจิงขนาดนี้

          หล่อนเพียงแต่ยิ้มแล้วส่ายหน้าว่าไม่เป็นไร แค่เขาเอาใจใส่พามาส่งโรงพยาบาลก็ซึ้งใจมากพอแล้ว แค่ดูก็รู้ว่าเขาสองคนคงไม่ใช่ลูกของชาวไร่สับปะรด หรือสวนกระท้อนแถวๆนี้ พูดกันจริงๆแล้วเขาก็ไม่ได้เฉี่ยวชนจักรยานของพวกหล่อนสักนิด หล่อนตกใจเสียงแตรรถแล้วก็เสียหลักล้มไปเอง

          ว่าแต่พราวไม่เป็นอะไรแน่หรือคะ ภานุมาศหันไปหาชายหนุ่มที่หล่อนรู้สึกว่าเขาออกจะดุแถมเสียงของเขาก็ทรงอำนาจจนหล่อนเกรงๆทั้งที่ อีกคนหน้าจะอายุมากกว่าเสียด้วยซ้ำ

          เขาหันมา ไม่ได้ตอบว่าเดือนพราวเป็นอะไรมากแค่ไหน กลับมาถามหล่อนว่าอยู่ชั้นไหนกันแล้ว

          จะขึ้น ป.หก ค่ะ

          เขาพยักหน้า แล้วไม่ได้ว่าอะไร ก่อนจะหันไปมองทางหน้ารถ ชายหนุ่มคนขับจึงได้ถาม

          ทำไมหรือ เด็ก ป.หก ทำไม น้องเขาก็เด็กสมวัยนี่นา

          ชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่า สอง ยิ้มคล้ายเยาะ ก่อนจะพึมพำหน้าเคร่ง แล้วหันไปมองวิวข้างทาง

          สมวัยมาก......

          ซึ่งถึงตอนนี้หล่อนก็อยากจะรู้เหมือนกันว่า ทำไมเขาถึงได้ทำหน้าอย่างนั้นเหมือนไม่เห็นด้วยว่าพวกหล่อนจะอยู่ชั้น ป.หก เท่านั้น แต่ช่างเถอะประเด็นคือความประทับใจที่หล่อนมีต่อเดือนพราวไม่รู้ลืม ทั้งผ้าเช็ดหน้า ทั้งคอซองที่เดือนพราวเสียสละ มาทำเป็นผ้าปิดแผลให้หล่อนคราวนั้นหล่อนจำได้แล้ซึ้งใจไม่รู้ลืม แถมยังรวมไปถึงความประทับใจที่มีต่อ ชายหนุ่มสองคนที่พาหล่อนไปหาหมอที่โรงพยาบาลจนกระทั่งถึงวันนี้ ที่ได้กลับมาพบกันอีกในสถานะใหม่ ที่ภานุมาสเองก็นึกไม่ถึงว่า ชายหนุ่มที่อุ้มหล่อนขึ้นรถคือ พีระกิจ ตอนนี้เขาคือชายหนุ่มทายาทกิจการเดินรถของเสี่ยสุชาติคนกว้างขวางและ มั่งคั่งที่สุดในจังหวัด ส่วนชายหนุ่มที่ลงมาสำรวจบาดแผลแล้ววินิจฉัยและออกคำสั่งอย่างเฉียบขาดให้ หล่อนไปหาหมอก็คือ นพ.พันธิน  แพทย์ศัลยกรรมระบบ ประสาท มือเยี่ยมของโรงพยาบาลประจำจังหวัดแห่งนี้ แน่นอนเขาก็เป็นทายาทอีกคนหนึ่งของเสี่ยสุชาติคนดังเช่นกัน ซึ่งในรายของ นพ.พันธิน หล่อนคิดว่าคงจะเป็นโชคชะตาที่ชักนำในเมื่อหล่อนเลือกที่จะเรียนพยาบาลและ ได้มาบรรจุประจำอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งนี้ หมอพันธิน หรือหมอสองก็เลือกที่จะมาประจำอยู่ที่นี่เช่นกัน ทั้งที่ความสามารถของเขานั้นหล่อนเคยไปสืบค้นแล้วพบว่าเขาเป็นหมอทางด้าน ศัลยกรรมระบบประสาทที่ฝีมือเยี่ยมอยู่ในอันดับต้นๆของประเทศทั้งที่อายุยัง น้อยเมื่อเทียบกับ นายแพทย์อันดับต้นๆทั่วๆไป คืออายุแค่สามสิบต้นๆ ไม่น่าจะเกินสามสิบสี่ปี

            “แต่บ้านเราไม่ได้เลี้ยงไก่เสียงโพล่งบอกอย่างนึกได้ของเดือนพราวดึงให้ภานุมาศกลับออกมาจากความรำลึกเก่าๆ  แล้วก็ได้แต่นึกขำสีหน้าเอาครุ่นคิดเอาจริงเอาจังของเพื่อนเก่า

          เดือน พราวเปลี่ยนไปมากจนแทบจำกันไม่ได้เลยจริงๆนั่นล่ะ จากเด็กตัวผอมๆเก้งก้างตอนนี้เดือนพราวกลายเป็นสาวรูปร่างปราดเปรียวบุคลิก ทันสมัยมองรวมๆขนาดแค่ใส่เสื้อยืดกับกางเกงยีนส์เดือนพราวก็ดูโดดเด่นสะดุด ตาอย่างที่เจ้าตัวเองก็คงจะไม่รู้ตัว และเพราะไม่รู้ตัวนี่เองกระมังถึงได้ทำให้หล่อนนึกดีใจที่เดือนพราวยังหลง เหลือเดือนพราวคนเดิมที่มีน้ำใจ ห่วงใย ช่างคิด คนเดิม ดูจากหัวคิ้วที่ขมวดนิดๆนั่น คนเดิมชัดๆ

          ก็ใครบอกว่าเป็นไก่ของพราวล่ะ

          ห๊า! คำตอบของภานุมาศยิ่งทำให้เดือนพราวหน้าเหวอกึ่งๆตกใจกึ่งๆไม่แน่ใจ  นี่ นอกจากเจ้ากรรมนายเวรผีเสื้อ ไก่ แล้วหล่อนยังกลายเป็นขโมยตัวน้อยๆอีกเหรอ โอยทำไมวีรกรรมวัยเด็กของหล่อนถึงได้ฉกาจฉกรรจ์ ขนาดนี้ ไม่หรอกไม่ใช่แน่ๆ ภานุมาสจำคนผิดแหง๋ๆ

          เราไปเก็บเอาตามเล้าไก่บ้านเพื่อนคนอื่นต่างหาก ไม่ได้ถอนเองหรอก

          ค่อย ยังชั่ว....เดือนพราวถอนใจโล่งแล้วก็ขมวดคิ้วครุ่นคิด ภาพสมัยประถมค่อยๆผุดขึ้นมาอย่างเบาบาง และก็มีภาพของเด็กผู้หญิงที่ชื่อภานุมาสรวมอยู่ในเงานั้นด้วย ซึ่งนั่นก็หมายความว่าหล่อนได้พบเพื่อนเก่าสมัยประถมจริงๆ คิดได้อย่างนั้นแล้วเดือนพราวก็มองเพื่อนด้วยความตื่นเต้น

          พราวจำได้แล้ว  แล้วหล่อนก็ร้องขึ้น สองสาวกอดกันกลม แล้วภานุมาศก็ผละหล่อนออกอย่างเร่งรีบพลางกระซิบร้อนรน

          พราวๆ

          อะไรเดือน พราวขานหน้าตื่นก่อนจะหันไปทางที่ภานุมาศกำลังพยักพเยิดไป ที่ใครคนหนึ่งที่กำลังหยุดยืนมองมาที่พวกหล่อนเช่นกัน ระยะห่างแค่ไม่กี่ช่วงห้องของร้านรวงในห้างสรรพสินค้าของเมืองท่องเที่ยว ขึ้นชื่ออย่างหัวหิน ทำให้สามารถมองเห็นกันได้อย่างชัดเจนและเจาะจง

          เดือนพราวแน่ใจว่าคนที่ภานุมาศพยักพเยิดให้หล่อนหันไปมอง คือผู้ชายคนนั้น….ตัว สูงชะมัด สิ่งแรกที่หล่อนสะดุดตาคือร่างสูงของเขาที่โดดเด่น ด้วยบุคลิกที่มาดมั่นจนถึงกระทั่งหนักแน่นจนเกินไป ท่ามกลางผู้คนที่เดินขวักไขว่  และนั่นก็ไม่เท่ากับ ดวงตาที่กำลังจ้องมาอย่างเจาะจงซึ่งภายใต้ดวงตานั้นนิ่งลึกดูไม่ออกว่าเขา น่าจะคิดและมีจุดประสงค์อะไรสำหรับสายตาแบบนี้ และอะไรก็ไม่รู้ที่ทำให้เดือนพราวเชิดหน้าขึ้นราวกับไม่ยี่หระกับการถูกมอง แบบนั้น แน่ล่ะนี่ไม่ใช่การมองอย่างชื่นชม อย่างที่ชายหนุ่มมองหญิงสาว แต่มันอะไรกันเล่า หล่อนแน่ใจว่าไม่เคยรู้จักผู้ชายคนนี้ มาก่อน

          ไม่ น่าจะเกินครึ่งนาทีสำหรับความท้าทายอันไม่รู้เหนือรู้ใต้ระหว่างกันก็ต้อง ยุติลงเมื่อหญิงสาวคนหนึ่งเดินออกมาจากร้านเสื้อชั้นดี แล้วมาหยุดอยู่ข้างๆเขา นั่นแหละเดือนพราวถึงได้เห็นว่าภานุมาศยกมือเหมือนกับไหว้เขาแล้วก็ส่งยิ้ม เจื่อนๆไปด้วย หล่อนไม่ได้มองว่าเขายกมือรับไหว้เพื่อนหล่อนหรือเปล่าเพราะถูกภานุมาศดึง มือเหมือนจะชวนให้รีบสลายตัวอะไรทำนองนั้น แต่ถึงอย่างนั้นในระยะที่แค่สองช่วงตึกหล่อนก็ยังได้ยินผู้หญิงคนนั้นถามเขา มาเข้าหูว่า

          รอนานไหมคะแพท

          แพท!!! เสียงนี้กับชื่อนี้ เดือนพราวแทบจะหันกลับไปอีกครั้ง ถุงหนังสือดูนกยังอยู่ในมือและ นี่อย่าบอกนะว่าถึง ตอนนี้แม้จะมั่นใจว่าหล่อนได้เห็นโฉมหน้าของผู้ชายที่ชื่อแพทแล้ว หล่อนก็สรุปไม่ได้ว่าเขา กริบ อย่างที่นึกภาพเอาไว้หรือไม่ ไม่รู้ซิ หล่อนสรุปไม่ได้ว่าผู้ชายที่มีหลายสิ่งหลายอย่างขัดแย้งกันภายในตัวคนนั้นจะ เรียกว่ากริบได้ไหม นับตั้งแต่ผิวพรรณที่ออกจะสะอ้านผิดชายไทยผิวสีแทนอย่างที่เห็นทั่วไปหากแต่ เป็นผิวของผู้ชายที่มีใบหน้าคมสัน เด่นชัดไล่มาตั้งแต่คิ้วแม้จะไม่หนาเป็นปื้นแต่ก็เข้มและคมดวงตารีไม่ใหญ่ ไม่เล็กหากแต่นิ่งและหนักหน่วงจนเหลือทน เมื่อประกอบกับจมูกโด่งเป็นสันที่รับกับริมฝีปากที่บางเฉียบก็กลับรับกัน อย่างพอเหมาะพอเจาะ แต่ช่างเถอะ นั่นน่ะเทียบไม่ได้กับสิ่งที่ภานุมาสบอกเล่าในเวลาต่อมา

          ดูดีมากๆเลยใช่ไหมภานุมาศกระซิบถามระหว่างที่เดินออกมาหาร้านเครื่องดื่มเพื่อจะคุยกันตามประสาเพื่อนเก่าสมัยประถม

          ใคร ผู้ชายคนนั้นเหรอเดือนพราวถามหนเหรอหรา

          ใช่ คนที่เราเจอตรงแถวชั้นสามนั่นแหละ

          ใคร เหรอเดือนพราวไม่ได้ตอบหากแต่ถามด้วยความสงสัย พอภานุมาศเลิกคิ้วอย่างไม่เข้าใจก็ถามใหม่ว่า พราวหมายถึงผู้ชายคนนั้นเขาเป็นใคร มาศรู้จักเหรอ

          รู้จัก ซิ โถ่ พยาบาลคนไหนไม่รู้จัก นายแพทย์พันธิน ศัลยแพทย์ระบบประสาทมือเยี่ยมติดอันดับก็แย่แล้ว แถมยังหนุ่ม และดูดีขนาดนั้น

          อ้อศัลยแพทย์ ก็หมอผ่าตัดซินะ แล้วศัลยแพทย์ระบบประสาท ก็คงจะหมอผ่าตัดสมองกระมัง เดือนพราวสรุปเอาแบบชาวบ้านๆที่ไม่ได้มีความรู้เกียวกับการแพทย์สักเท่าไหร่นักแล้วก็ขออนุญาตทึ่งเขาสักนิดว่า ผ่าตัดก็น่าหวาดเสียวแล้ว นี่เขายังเป็นหมอผ่าสมองเลยหรือนี่  และรู้อีกอย่างหนึ่งแล้วว่า ภานุมาศเป็นพยาบาลนี่เอง แต่เดี๋ยวก่อน!พันธินอย่างนั้นหรือ หล่อนเคยได้ยินชื่อนี้มาจากไหนนะ คิดอยู่สักพักก็ภานุมาศอีกนั่นแหละเป็นคนถามออกมาอย่างแปลกใจ

          นี่ อย่าบอกนะว่า พราวไม่รู้จักไม่เคยเจอหมอสอง ก็ตั้งแต่มาประจำที่นี่หมอสองเขาก็พักอยู่ที่บ้านบนเนินเขา ถัดจากไร่สับปะรดบ้านพราวไง

          อะไรนะ! เดือนพราวไม่ได้โพล่งออกมาหากแต่ใจใจนั้นร้อนรุ่นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน และรู้สาเหตุของความท้าทายเมื่อก่อนหน้านี้ทันที….ซึ่ง ถึงแม้จะไม่รู้จักกันมาก่อนแต่ก็เหมือนจะมีประจุเพื่อจะผลักกันให้ออกเป็นคน ละพวกคนละหมู่อย่างอัตโนมัติ เจ้าของบ้านหลังงาม ที่เป็นตัวแทนของคนมีเงินชนชั้นที่ถูกชาวบ้านยกย่องจนโอหัง กับลูกชาวสวนที่พกอคติจนสุดกู่ซึ่งหล่อนก็ยอมรับมาตั้งนานแล้ว

          ไม่รู้จักหรอก

          อ้าว ก็นึกว่าจะเคยเจอกันบ้างอยู่บ้านละแวกเดียวกัน

          เดือนพราวมองภานุมาศที่ตอนนี้ประกายตาแทบจะเหมือน นันทวันน้องสาวของหล่อนขึ้นทุกที คือทั้งแปลกใจทั้งระอา

          ไม่เคยหรอก แล้วจำเป็นด้วยเหรอที่พราวจะต้องเจอ ต้องรู้จักถามรวนๆออกไปก็คิดได้ว่าภานุมาศไม่ใช่นันทวันที่ หล่อนจะรวนขนาดไหนก็ยังเข้าใจได้ แล้วหล่อนก็ไมอยากให้อคติส่วนตัวของตัวเองทำให้คนอื่นลำบากใจไปด้วย จึงถอนใจและบอกต่อไปอย่างจะเปลี่ยนท่าทีว่า

          พราวพึ่งมาอยู่บ้านไม่ถึงสองเดือนเลยมาศ ยังไม่ได้ไปไหนหรอก

          นั่น ซินะ ตะกี้เห็นพราวก็ยังไม่แน่ใจเลย แต่ก็เสี่ยงทักดูภานุมาศว่า จากนั้นก็วกกลับไปที่เรื่องของใครอีกคนอย่างกระตือรือร้น พราว จำสมัยเด็กๆได้ไหมตอนที่เราถูกแตรรถไล่จนจักรยานล้มน่ะ

          เท้าความอีกแล้ว หล่อนยิ่งความจำไม่ดีอยู่ด้วย  คราวนี้หวังว่าวีรกรรมของหล่อนจะไม่หฤโหดอีกนะ

          ขอคิดก่อนหล่อนขมวดคิ้วมุ่น จนอีกฝ่ายหัวเราะและไม่ยอมรอให้หล่อนคิดเอง

          จริงๆแล้ว พราวเคยเจอหมอสองแล้วนะ

          เดือนพราวส่ายหน้าหวือ แต่ภานุมาศพยักหน้ายืนยัน

          จริง ตั้งแต่สมัยเราอยู่ประถม ที่มาศถามไงว่าจำตอนที่รถจักรยานเราล้มเพราะเสียงแตรรถได้ไหม ก็เจ้าของรถนั่นแหละคือ หมอพันธิน กับพี่ชายของเขา ตอนนั้นเรากำลังจะขึ้น ป.หก หมอกับพี่ชายเรียนอยู่มหาวิทยาลัยแล้ว มาศจำได้เพราะตอนนั้นหมอยังใส่ชุดนักศึกษาอยู่เลยตอนลงมาช่วยเรา

          เล่า ไปพลางยิ้มไปพลาง ซึ่งแทนที่จะคิดออกเดือนพราวก็ไม่คิดทบทวนความหลังเอาดื้อๆ ทั้งที่ความหลังครั้งก่อนค่อยๆผุดขึ้นมาถึงขนาดแบบมือออกมาดูอย่างไม่ รู้ตัว ก่อนจะโคลงหัว สั่นหน้าจนผมกระจายและบอกเพื่อนว่า

          ใครจะไปจำได้ นั่นมันเกือบสิบห้าปีมาแล้วนะมาศ

          ก็ จริงเนาะภานุมาศพยักหน้าอย่างเข้าใจไม่เซ้าซี้ให้หล่อนเท้าความอะไรอีกแล้ว นอกจากหันไปทางด้านหลังที่เดินจากมาก่อนจะถอนใจและพึมพำเสียงอ่อน

          ผู้หญิงคนนั้นใครนะ ไม่เคยเห็นเลย

          แฟน เขาล่ะมั้งเดือนพราวปากไวและออกความเห็นส่งๆไป แต่พอหันไปมองเพื่อนที่หน้าจ๋อยสนิทก็อยากจะถอนใจ.....เอาแล้ว นี่อย่าบอกนะว่าหล่อนกำลังจะได้อยู่ท่ามกลางตำนานรักระหว่างหมอกับพยาบาล

          คิดแล้วก็โรแมนติกดีอยู่หรอก แต่พอคิดถึงหญิงสาวที่เพิ่งเจอเมื่อตะกี้นี้แล้ว สาวสวยมาดดีไร้ที่ติขนาดนั้น เหอะมัน ก็คงจะเข้าอีหรอบน้ำเน่าเดิมๆ....เท่าที่ประเมิน หล่อนว่า คนที่ไม่เข้าพวกก็คือภานุมาศเพื่อนหล่อนต่างหาก แม้ว่าจะอยู่แวดวงเดียวกับเขาก็ตาม นี่ไม่ใช่การดูถูกใดๆ เพียงแต่ในบางครั้งสถานะ อคติ อารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดก็สามารถแยกคนออกเป็นหมู่เป็นเหล่าอย่างไม่รู้ตัว หล่อนเอง ก็อยู่ในพวกเดียวกับภานุมาศนั่นแหละ

          คิด แล้วก็หงุดหงิดทั้งฉุนคนบางคนบางพวกบางเหล่าอย่างบอกไม่ถูก เห็นใจเพื่อนก็เห็นใจ ก็หน้าละห้อยขนาดนี้คงจะตกหลุมเข้าไปเต็มเปาแล้วล่ะซิ มาศนะมาศ ไม่น่าเล้ยยยย

 

3

        “เป็นหมออะไร มีเวลามาเดินช๊อปปิ้งกับสาว”เดือนพราวเบ้หน้าใส่บ้านหลังงาม ที่อยู่เชิงเขา ที่มีไร่สับปะรดกั้นด้วยความหมั่นไส้ในอารมณ์  ก็ใช่ ไม่มีกฎข้อไหนห้ามไม่ให้หมอหนุ่มควงสาวไปช๊อปปิ้ง แต่ด้วยภารกิจของคนที่เป็นหมอ หรือว่านายแพทย์ ที่มีความเจ็บไข้ได้ป่วยของคนไข้อยู่ในกำมือ พอมาเห็นอย่างนี้หล่อนก็อดไม่ได้อย่างว่า

          ช่างเถอะ  จริงๆแล้วมันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับหล่อน อีกอย่าง ร้อยวันพันปีหล่อนก็ไม่ได้ป่วยไข้ไปโรงพยาบาลไม่ได้รู้ ระบบระเบียบการทำงานของ หมอ-พยาบาลว่าเขาทำงานกันอย่างไรซึ่งเดาว่าคงจะต่างจากอาชีพอื่นๆพอสมควร นั่นก็เพราะคนไข้ไม่น่าจะเจ็บป่วยกันเป็นเวลาอย่าง แปดโมงครึ่งถึงหกโมงเย็นหากแต่ตรงกันข้ามที่เป็นไปได้ว่าจะมีคนเจ็บไข้ได้ป่วยเข้าไปรับการรักษาแทบจะยี่สิบสี่ชั่วโมง เพราะอย่างนั้นในเมื่อไม่รู้จึงไม่อยากตัดสินและถือเป็นการยกผลประโยชน์ให้จำเลย(ก็หมอสองของภานุมาสนั่นแหละ)

          เดือนพราวปัดเรื่องของ เจ้าของบ้านหลังงามบนเนินเขาหลังไร่สับปะรดนั่นออกจากความคิดหลังจากนั้นได้ในเวลาต่อมาอย่างไม่ยากเย็นนัก นั่นเพราะ แม้จะเต็มไปด้วยอคติแต่เพราะรู้ว่าแม้บ้านจะอยู่ในละแวกเดียวกัน หรืออยู่ในจังหวัดเดียวกันแต่วิถีทางของหล่อน ของครอบครัว หรือแม้แต่ชาวสวนสับปะรดแถวๆนี้ก็ไม่มีทางที่จะเบนไปอยู่ในวิถีทางของ ผู้มีอันจะกินของจังหวัดได้ ซึ่งเมื่อคิดอย่างนั้นเดือนพราวจึงไม่ได้ใส่ใจกับอคตินั้นมากเกินกว่าจะขุ่นขวางและปล่อยวางเพื่อจะหันกลับมาสู่วิถีของตัวเอง ซึ่งคือการใช้ชีวิตแบบใหม่ๆหลังจากคิดที่จะกลับมาอยู่บ้านอย่างถาวรดูสักตั้ง

          อย่างไรก็ตาม แม้จะตัดสินใจแบบนั้นเดือนพราวก็รู้ว่า การกลับบ้านก็ใช่จะสามารถตัดขาดจาก กรุงเทพฯได้อย่างเด็ดขาด ในเมื่อให้อย่างไรหล่อนก็ต้องกลับไปรับงานที่นั่นอยู่ดี จริงอยู่แม้หล่อนจะลาออกจากงานประจำไปแล้ว แต่อาชีพที่ต้องขีดๆเขียนๆที่จะเรียกว่านักเขียนก็ไม่ได้เต็มปาก น่าจะเรียกว่าผู้อยู่เบื้องหลังงานเขียนจะถูกว่า และอีกนั่นแหละหล่อนยังไปไม่ถึงคำว่า บรรณาธิการ และยังคงอีกไกลซึ่งตอนนี้คนในวงการมักจะเรียกอาชีพอย่างพวกหล่อนว่า มือปืนรับจ้าง...เรียบเรียงงานเขียน บทความ อีดิทงาน รับเขียนบทความ และรับงานทั่วราชอาณาจักร ซึ่งโชคดีที่มีเจ้านายที่ถือว่าเป็นทั้งเจ้านายเป็นทั้งพี่ที่นับถือเป็นคนซัพพอร์ตงานให้อย่างสม่ำเสมอ และหล่อนก็ต้องเข้ากรุงเทพฯเพื่อไปรับงานด้วยตัวเองเป็นบางครั้งบางคราว

          อย่างครั้งนี้ หลังจากส่งงานเก่าไปแล้วเมื่อสองวันก่อน งานใหม่ก็จ่อเข้ามาทันที และหล่อนก็ต้องเข้าไปรับมอบงานที่กรุงเทพฯด้วยตัวเอง โชคดีว่าระยะทางจากบ้านกับกรุงเทพฯใช้เวลาเดินทางไม่มากนักถ้าขับรถส่วนตัวประมาณชั่วโมงครึ่งก็ถึงแล้วและเมื่อเปรียบเทียบกับ รถติดในกรุงเทพฯบางครั้งด้วยระยะทางที่ไกลกว่าแต่ก็อาจจะถึงเร็วกว่าด้วยซ้ำ

        “พ็อกเก็ตบุ๊ค คนดังเขาจะให้เรียบเรียงให้ทั้งเล่ม” พี่ลี่ หรือสลาลี เจ้านายเก่าของหล่อนบอกมาอย่างนั้นตอนที่เรียกให้เข้ากรุงเทพเพื่อรับงาน ซึ่งรายละเอียดฝ่ายนั้นก็บอกแค่ว่าให้เข้าไปคุยด้วยตัวเอง และอย่างไม่คาดฝันว่างานอันเป็นวิถีทางของหล่อนจะสร้างปัญหาจนได้

          จริงๆจะโทษงานก็ไม่ถูกเสียทีเดียวในเมื่อตัวต้นเหตุคือ เจ้าปิ๊กอัพที่พ่อคุยนักคุยหนาว่า ตรวจเชคเป็นประจำและ สมรรถนะเยี่ยมที่พอหล่อนขับออกมายังไม่พ้นถนนสายไร่สับปะรด รถก็เริ่มรวน และกระตุกเป็นระยะๆก่อนเครื่องจะดับลงในที่สุด

          เดือนพราวจะไม่อะไรเลยถ้าเพียงแค่รถจะเกิดมาเสียเอากลางทาง อย่างมากหล่อนก็คงจะโทรบอกพ่อและขอให้ร้านซ่อมในเมืองมาดูให้ อาจจะต้องแกร่วรอ และคงจะผิดนัดคุยงานสักชั่วโมงสองชั่วโมง ซึ่งทั้งหมดก็อยู่ในนิยามว่าทุกอย่างมันผิดและพลาดกันได้ถ้าหากว่าหลังจากที่เครื่องยนต์รถกระตุกและหล่อนพารถไปแอบชิดข้างทางก่อนที่เครื่องจะดับและรถหยุดนิ่งสนิทจะไม่มีรถของใครคนหนึ่งผ่านมาในตอนนั้นพอดี ใครคนนั้นที่พอจอดรถและเปิดประตูลงมาแล้วก็ทำให้หล่อนต้องถอนใจและทำความเข้าใจใหม่ว่า แม้วิถีทางจะต่างกันแต่ก็ต้องใช้ถนนร่วมกันอยู่ดี

          “รถเป็นอะไร”เขาถามพร้อมกับเดินไปที่หน้ารถ ในขณะที่หล่อนเพิ่งจะเปิดประตูลงจากรถลงมา

          “ไม่รู้เหมือนกันค่ะ อยู่ๆก็ดับ”เขาไม่สนใจคำตอบด้วยซ้ำเพราะเขาปรายตามองหล่อนแวบเดียวก่อนจะเปิดกระโปรงรถ เดือนพราวมองตามแล้วไม่รู้จะโล่งใจหรือหนักใจดี จริงๆนะ หล่อนโตและมีวุฒิภาวะ

พอที่จะรู้ว่าทั้งหมดนี้คือน้ำใจ หากแต่ด้วยอะไรหลายๆอย่างที่ประกอบกันขึ้นเป็นร่างสูงๆที่แต่งตัวอย่างง่ายๆอย่างเสื้อเชิ๊ตสีขาวสอดชายไว้ในกางเกงสีเข้ม กำลังก้มๆเงยๆอยู่ที่เครื่องรถปิ๊กอัพด้านหน้าก็ทำให้ตัดสินใจได้ไม่ง่ายเลยว่าจะต้องทำอะไรต่อจากนี้....อย่างยอมรับว่าตอนนี้หล่อนได้แต่นิ่งมองและปล่อยให้เขาดูเครื่องรถอยู่อย่างที่ไม่มีใครพูดอะไรกันสักคำ

          อีกครู่เขาก็ปิดกระโปรงรถก่อนจะหันมาหาหล่อน “คุณจะไปไหน”

          “ไปกรุงเทพฯค่ะ”หล่อนตอบเสียงเรียบๆ ถึงตอนนี้ไม่ค่อยได้คิดถึงอคตินัก อาจเพราะถูกจู่โจมอย่างกะทันหันก็เป็นได้ ดังนั้นเสียงที่ตอบออกไปจึงออกจะเรียบๆอย่างคนที่รู้ตัวว่าเป็นเด็กแล้วตอบคำถามผู้ใหญ่ ซึ่งพอตั้งสติได้ก็อยากเขกหัวตัวเอง เพราะอายุยี่สิบสี่นี่ไม่เด็กสักนิดเดือนพราวคิดว่าหล่อนโตทั้งวัยและวุฒิวาระนั่นเลยทีเดียว

          “ด้วยรถคันนี้?”เขาเลิกคิ้วถามแล้วหันไปมองสภาพรถของหล่อน แล้วทำหน้าอย่างหนึ่งที่กระชากวุฒิภาวะที่หญิงสาวคิดว่ามีอยู่อย่างเพียงพอทิ้งอย่างไม่เหลือชิ้นดี

          “ค่ะ ด้วยคันนี้”เดือนพราวปรายมองรถเก๋งสมรรถนะดีของเขาที่จอดอยู่ข้างทาง...เชื่อเถอะว่ารถปิ๊กอัพของพ่อไม่ได้ทำให้หล่อนรู้สึกด้อยค่า แต่คำถาม น้ำเสียงและสายตาที่เขามองสภาพของมันไม่ต่างจากเศษเหล็กต่างหาก

        พันธินหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะมองหญิงสาวตรงๆอย่างจงใจ มีความท้าทายระหว่างกันและกันจนชายหนุ่มกระตุกยิ้มที่ริมฝีปากบางเบาก่อนจะเดินกลับไปที่รถและหันมาถามหญิงสาวว่า

          “แล้วถ้ารถคุณไปต่อไม่ได้ล่ะ”

          เดือนพราวถึงนึกได้ว่า แล้วที่เขาเปิดกระโปรงรถแล้วดูเครื่องน่ะ ช่วยอะไรได้บ้าง ดังนั้นรอยท้าทายอย่างเร้นลับระหว่างกันจึงเบาบางลง ก่อนจะมองเขาอย่างกับต้องการคำตอบ

          และก็เหมือนเขาจะรู้ พันธินพยักพเยิดไปที่เครื่องรถ “รถคุณคงจะหม้อน้ำรั่ว หรืออาจจะแตก”

          “แตกเลยหรือ”หญิงสาวครางอย่างอับจน หล่อนนึกถึงเจ้าของพ๊อกเก็ตบุ๊คที่นัดคุยไว้ในช่วงไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ก่อนจะมองเขาอย่างหญิงสาวคนหนึ่งที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน จริงๆแล้วหล่อนอยากถามเขาว่า เขาซ่อมไม่ได้เลยหรือ

          และพันธินก็รู้ความหมายนั้น เขาส่ายหน้าและบอกว่า “ผมพอจะดูออกว่ารถน่าจะเป็นอะไร แต่ผมไม่ใช่ช่างยนต์”

          “อ้อค่ะ”หล่อนรับคำ ออกจะผิดหวังอย่างเปิดเผย ซึ่งคนบางคนเห็นแล้วก็โคลงหัวและบอกอย่างไม่ยี่หระทันที

          “ผู้ชายไม่ได้ซ่อมเครื่องยนต์เป็นทุกคน โดยเฉพาะเรื่องใหญ่ๆอย่างหม้อน้ำแตก พอๆกับที่ผู้หญิงก็ไม่ได้เย็บผ้า ทำกับข้าวเป็นทุกคน จริงไหมครับ”

          เดือนพราวไม่รู้ตัวเลยว่าได้ค้อนเขาขวับหนึ่งด้วยความหมั่นไส้ ก่อนจะตอบเขาอย่างประชดประชันออกไป

          “ค่ะ...แค่ที่ นายแพทย์ดูเครื่องยนต์แล้วรู้ว่าหม้อน้ำแตกนี่ก็เก่งเกินวิชาชีพแล้วค่ะ”

          คราวนี้พันธินมองหล่อนด้วยสายตานิ่งๆและหนักหน่วงอย่างประเมิน ก่อนจะพยักหน้าริมฝีปากบางกดลงเล็กน้อยเหมือนจะยิ้มก็ไม่ใช่หยันก็ไม่เชิง ราวกับเห็นว่าการประชดประชันนั้นช่างไร้สาระสิ้นดี ก้มมองนาฬิกาแล้วเงยหน้าถาม

          “แล้วคุณจะทำยังไงต่อ”เขามองไปที่ปิ๊กอัพหมดสภาพอีกครั้ง ซึ่งจริงๆนะเดือนพราวคิดว่าบางที ปมของความยุ่งยากอาจจะเป็นเจ้าปิ๊กอัพนี่ก็ได้ที่พอเห็นเขามองมันด้วยสายตาแบบนั้นหล่อนก็เหมือนกับถูกกระตุกวุฒิภาวะทันที

          “ฉันจะโทรเรียกช่างค่ะ จำได้ว่าห่างไปอีกสักสองกิโลมีร้านซ่อม ขอบคุณที่กรุณาลงมาช่วยดู”

          “ให้ผมช่วยอะไรไหม”เขาเสนออย่างมีน้ำใจ แต่ดวงตาที่หรี่มอง ทำให้หล่อนคิดว่า จริงๆแล้ว วิถีทางของหล่อนกับเขาควรจะอยู่คนละเส้นทางให้เร็วที่สุด ไม่เข้าใจนักว่าทำไม ถึงตอนนี้เดือนพราวรู้แค่ว่า...หมอสองของภานุมาศ ช่างเป็นตัวเร่งอคติชั้นดี

          “ไม่เป็นไรค่ะ อู่ซ่อมอยู่ไม่ไกล รบกวนคุณมากและสายแล้วเดี๋ยวคนป่วยจะรอนะคะ”หล่อนใช้คนป่วย แทนคำปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง และออกจะฉุนอย่างบอกไม่ถูกเมื่อไม่เห็นรอยสะทกสะท้านของเขาเลยสักนิด พันธินจ้องหล่อนตรงๆครู่หนึ่งซึ่งความท้าทายระหว่างกันและกันกลับมาอีกครั้งนั่นทำให้ชายหนุ่มพยักหน้าราวกับยอมรับและเปิดประตูรถเข้าไปนั่งและค่อยๆขับออกไป....

          เดือนพราวมองตามท้ายรถออกไปด้วยความรู้สึกหวั่นใจเล็กน้อยเมื่อถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพัง หล่อนน่าจะยินดีที่ได้กลับมาอยู่ในวิถีทางของตัวเองอีกครั้ง หากแต่ลึกๆแล้วหญิงสาวกลับไม่แน่ใจเอาเสียเลย แถมความไม่แน่ใจก็ยังไม่สามารถหาต้นสายปลายเหตุเสียอีก   

          อีกสักพักหล่อนถึงได้ควานหาโทรศัพท์มือถือในกระเป๋า ตั้งใจจะโทรเรียกอู่ซ่อมรถอย่างที่บอกเขาไว้ หากแต่พอเอาเข้าจริงๆหล่อนกลับไม่มีเบอร์โทรศัพท์อู่ซ่อมในจังหวัดแม้แต่อู่เดียว...ตายล่ะ! ได้แต่อุทานอย่างว้าวุ่นใจ คิดหาวิธีพลางมองทางเผื่อจะมีรถคันอื่นผ่านมาสักคัน ซึ่งก็ได้แต่หวังเพราะถนนเส้นนี้เป็นทางแยกเข้าหุบเขาเป็นถนนสายบ้านไร่ที่ คนจะใช้รถ ใช้ถนนก็คือคนที่อยู่ละแวกไร่สับปะรดรวมทั้งบ้านหลังงามตรงเนินเขาที่หล่อนสละสิทธิ์ความช่วยเหลือจากเขาไปแล้ว หล่อนพยายามกลับเข้าไปค้นในรถอีกครั้งเผื่อพ่อจะจดเบอร์โทรอู่ซ่อมไว้เผื่อฉุกเฉินบ้างก็ไม่เห็นมี ค้นจนทั่วและเริ่มถอดใจอีกครู่ก็ได้ยินเสียงเครื่องยนต์รถคันหนึ่งใกล้เข้ามา เดือนพราวชะโงกหน้าออกไปมองและก็เห็นว่าเป็นรถปิ๊กอัพคันหนึ่ง พอวิ่งเข้ามาใกล้ก็จอดลงมาเทียบรถของหล่อนทันที

          “คุณพราวใช่ไหมครับ”มีเสียงถามลงมาจากบนรถ

          เดือนพราวพยักหน้าตอบทั้งแปลกใจ “ค่ะใช่”

          “เดี๋ยวยังไงผมขอดูเครื่องก่อนนะครับ” เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง ชายวัยกลางคนกับหนุ่มน้อยคนที่มาด้วยเดินมาที่กระโปรงหน้ารถของหล่อน จากลักษณะท่าทาง เดือนพราวอยากเดาว่าเขาเป็นช่าง ถึงอย่างนั้นหญิงสาวก็ยังอดระแวงไม่ได้...หล่อนเปิดประตูรถลงมา กำลังจะไถ่ถามก็มีเสียงรถปิ๊กอัพใหม่เอี่ยมคันหนึ่งวิ่งเข้ามาจอดเทียบอีกคัน ซึ่งคันนี้ทำให้เดือนพราวยิ้มอย่างดีใจทั้งแปลกใจระคนกัน

          “พราว มาขึ้นรถ เดี๋ยวมาศไปส่งที่ท่ารถในเมือง ส่วนรถให้ช่างเขาจัดการแล้วค่อยกลับไปเอาที่อู่ตอนซ่อมเสร็จ”

          เดือนพราวมองเพื่ออย่างงงงัน แล้วก็หันไปมองช่างซ่อมหนุ่มสองคนอย่างไม่แน่ใจ ก่อนจะหันไปหาภานุมาสอีกครั้ง

          “มาเร็ว ไม่ต้องห่วง ช่างไว้ใจได้นั่นน่ะเป็นอู่ญาติมาศเอง”

          เดือนพราวลังเลนิดหนึ่งก่อนจะกลับไปหยิบกระเป๋าสะพาย ออกมาจากรถ แต่ก่อนจะไปขึ้นรถของภานุมาศ ก็ไม่ลืมหันกลับไปหาช่างที่ดูหม้อน้ำอยู่ด้านหน้า

          “ฝากรถด้วยนะคะ”

          “ครับผม ไม่ต้องห่วงครับ”

          พอขึ้นไปนั่งบนรถแล้วนั่นแหละถึงได้หันไปหามานุมาศที่ตั้งหน้าตั้งตาขับรถเข้าเมืองอีกครั้ง ซึ่งฝ่ายนั้นก็เหมือนรู้และรีบเล่าอย่างกับกลัวจะถูกซักอย่างไรอย่างนั้น

          “พอดีมาศพึ่งออกเวรแล้วก็จะเลยมาหาพราว ก็มาเห็นรถพ่อพราวจอดอยู่อย่างนี้ล่ะ”

          “แล้วช่างล่ะ”เดือนพราวชักอีก

          พยาบาลสาวหันมองเพื่อนก่อนจะถามอย่างแปลกใจ“ไม่ใช่พราวโทรเรียกหรือ”

          เดือนพราวส่ายหน้าหวือ “ก็ว่าจะเรียก แต่พราวไม่รู้เบอร์อู่”

          “อ้าว งั้นอู่อาเสกรู้ได้ไง...”ภานุมาศนิ่งคิดสักครู่ก็เหมือนกับจะหาเหตุผลที่เข้าเค้าได้ ทั้งที่ก็ยังแปลกใจอยู่ดี “อ้อ บางที อาจะบังเอิญน่ะพราว อู่อาเสกเป็นขวัญใจชาวไร่ คงเข้ามาดูเครื่องยนต์ให้ชาวไร่แถวนี้ แต่บังเอิญมาเจอรถพราวจอดเสียพอดี อาเสกก็เป็นงี้ เห็นรถใครเสียแล้วอดไม่ได้หรอก ตรงดิ่งไปทันที”

          เดือนพราวพยักหน้าเออออ แปลกใจอยู่ดี อะไรจะบังเอิญขนาดนั้น

          “ขอบใจนะมาศ นี่ถ้าไม่ได้มาศพราวคงชวดงานแน่เลยวันนี้”

          ภานุมาศอมยิ้ม พยักหน้ารับ แล้วถามไปอีกเรื่องว่า

          “วันนี้พราวจะกลับหรือเปล่า”

          “กลับซิ คุยงานเสร็จแล้วก็กลับ”

          “งั้นเย็นนี้แวะไปดูรถที่อู่อาเสกนะ เดี๋ยวมาศให้นามบัตรกับเบอร์โทรให้เผื่อจะทำเสร็จพราวจะได้ขับเข้าบ้านเลย”

          “ก็คิดว่างั้นเหมือนกัน ขอบใจมาศอีกครั้ง”เดือนพราวยอมรับว่าทั้งซาบซึ้งทั้งแปลกใจกับความบังเอิญครั้งนี้ แต่หล่อนก็ไม่ได้ซักถามอะไรมากนักนั่นเพราะ รถได้เลี้ยวเข้าไปจอดที่ท่ารถปรับอากาศที่จะเข้ากรุงเทพฯแล้ว ก่อนลงจากรถ ภานุมาศค้นนามบัตรอู่ของ คนเป็นอาให้เพื่อนอย่างใส่ใจ หากตอนจะลงจากรถจริงๆภานุมาสก็เรียกหล่อนไว้เหมือนกับนึกขึ้นได้

          “พราว”

          “อะไร?”เดือนพราวหันกลับมารอฟังอย่างแปลกใจ เมื่อเห็นภานุมาสทำสีหน้าลำบากใจอย่างไรชอบกล

          “มาศถามจริงๆนะ”

          “ก็ถามซิ”เดือนพราวทั้งงง ทั้งขำท่าทีลังเลไม่สบายใจแปลกๆนั้น

          “คือ...พราวกับหมอสองไม่ชอบหน้ากันเหรอ หมายถึงมีเรื่องโกรธกันอะไรอย่างนี้”

          เดือนพราวไม่แน่ใจว่าหูอื้อด้วยหรือเปล่ากับคำถามจู่โจมนี้ และทั้งที่ยังไม่มีคำตอบให้ทั้งกับตัวเองและภานุมาศแน่ชัด หญิงสาวยักไหล่ แล้วย้อนถามเพื่อนว่า

          “ทำไมมาศถามอย่างนี้ล่ะ มีอะไร”

          “ก็...มาศเห็นว่า บ้านพราวกับบ้านหมอสองอยู่ละแวกเดียวกัน แต่เวลามาศถามถึงใครคนใดคนหนึ่งไม่ว่าจะจากพราว หรือจากหมอสอง ทั้งสองคนก็ทำเหมือนนิ่งๆอึ้งๆ...เมื่อเช้าก็เหมือนกันขนาดจะบอกว่าเจอพราวที่ข้างทางก็ยังเรียกไปบอกซะหน้าเคร่ง”

          คราวนี้เดือนพราวอึ้งอย่างแท้จริง ก่อนจะปฏิเสธเสียงเบา

          “ไม่นี่ มาศก็รู้พราวพึ่งเจอเขาสองครั้งเอง ไม่ได้สนิทอย่างมาศนี่น่า ทำงานที่เดียวกันเจอกันบ่อยๆ อย่าคิดมากเลย”

          “ค่อยสบายใจหน่อย”ภานุมาศยิ้มโล่งใจ

          เดือนพราวยิ้มตอบเจื่อนๆแล้วรีบเผ่นลงรถโดยไว...นึกสรุปอยู่คนเดียวว่า เรื่องบังเอิญไม่ได้เกิดขึ้นได้ง่ายๆ และให้ตาย...หล่อนไม่ชอบความรู้สึกผิดแบบนี้และไม่ชอบเวลาหายใจแล้วรู้สึกอิ่มๆตื้อๆแบบนี้เลย

 

          ตะเกียง4

 

          เพื่อนหลายคนเตือนว่า การลาออกไปรับงาน อิสระก็ไม่ต่างกับการก้าวขาข้างหนึ่งออกไปเพื่อตกงาน ซึ่งมันก็คงจะจริง นั่นเพราะการออกมารับงานอิสระไม่ได้มีเครื่องประกันความมั่นคงใดๆเลย ไม่มีงานที่แน่นอน ไม่มีเงินเดือน หากแต่เดือนพราวก็บอกตัวเองและเพื่อนๆว่า หล่อนตัดสินใจและเตรียมใจเอาไว้แล้ว...การทำงานประจำหลังจากจบมหาวิทยาลัยมาสามปี พอที่จะสั่งสมประสบการณ์ ความเชื่อมั่นและฝีมือติดตัวออกมาทำมาหากินต่อไปได้บ้าง ทั้งนี้เดือนพราวรู้ว่านั่นไม่ใช่เหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้หล่อนเลือกลาออกจากงานประจำ

          “ประจวบฯกับกรุงเทพฯไม่ไกลกันสักหน่อย ถ้าคิดถึงก็แค่ขับรถกลับไปหาพ่อแม่ ไม่ถึงสองชั่วโมงด้วยซ้ำ”น้าเพลิน น้องสาวของแม่ที่ดูแลหล่อนระหว่างเข้ามาเรียนและทำงานอยู่ในกรุงเทพฯไม่ค่อยเห็นด้วยนักที่หล่อนตัดสินใจเช่นนี้ นั่นเพราะหน้าที่การงานของหล่อนกำลังจะไปได้สวยค่อยๆก้าว ค่อยๆไต่ระดับในสายงานอย่างน่าพอใจ

          “พราวอยากลองทำอะไรใหม่ๆ บ้างค่ะน้าเพลิน”

          “หมายความว่าไง อะไรใหม่ๆ พราวไม่ชอบงานที่ทำเหรอ”น้าเพลินซักด้วยความแปลกใจ เมื่อได้ยินเหตุผลของหล่อน ซึ่งเป็นเหตุผลที่ต้องอธิบายกันพอสมควร

          “ก็ชอบค่ะ เป็นงานตามสายงานที่เรียน เจ้านายดี เพื่อนดี เงินโอเค”

          “ก็นั่นน่ะซิ”

          เดือนพราวเข้าใจความสงสัยของพวกผู้ใหญ่ดี และหล่อนก็เข้าใจด้วยถ้าหากว่าพวกท่านจะไม่เห็นด้วยกับเหตุผลของหล่อน

          “พราวอยากลองอะไรใหม่ๆบ้างค่ะ ชีวิตมนุษย์เงินเดือนมันก็มั่นคงพอสมควรค่ะ แต่บางครั้งมันก็ทำให้เราไม่กระตือรือร้น บางทีการออกไปรับงานอิสระบ้าง เสี่ยงบ้าง เราอาจจะได้ทำอะไรใหม่ๆ น่าสนใจ”

          น้าเพลินส่ายหน้า....ว่าแล้วต้องไม่เห็นด้วย ไม่เข้าใจ เดือนพราวรู้ตัวว่าไม่ได้กินอุดมการณ์ หรือมีอารมณ์ศิลปิน จนถึงขั้นถูกเรียกว่า ติสต์แตกแต่อย่างใด หากแต่หล่อนมีเหตุผลที่พอน้าเพลินฟังแล้วก็ค่อยๆโน้มเอียงด้วยเหตุผลพิเศษสุด

          “อีกอย่างพราวอยากกลับไปอยู่กับพ่อ กับแม่ด้วยค่ะ กลับไปอยู่บ้านเกิด”

          ซึ่งเหตุผลนี้ที่ทำให้น้าเพลินใจอ่อนยวบนั่นเพราะน้าเพลินต้องจากบ้านเพื่อมาแต่งงานกับสามีที่เป็นชาวกรุงเทพฯแต่กำเนิดดังนั้น น้าเพลินจึงต้องย้ายตัวเองมาสร้างครอบครัวที่กรุงเทพฯตั้งแต่สาวๆโดยที่ไม่ค่อยได้มีโอกาสได้อยู่กับตา ยาย และพี่น้องเท่าไหร่เลย

          “แล้วแน่ใจหรือว่าจะ อยู่ได้ เราน่ะมาอยู่กรุงเทพฯตั้งแต่มัธยมเลยนะ”ถ้าถามแบบนี้แสดงว่าไม่คัดค้านแล้วล่ะ แค่ยังห่วงอนาคตของหล่อนตามประสาผู้ใหญ่

          “ของอย่างนี้ต้องลองค่ะ พราวก็อยากรู้ว่าตัวเองจะหลงแสงสีขนาดไหน”หล่อนไม่อยากยืนยันใดๆ อย่างที่บอกน้าเพลินว่าของอย่างนี้มันก็ต้องลองดู ทั้งนี้การก้าวขาออกมาเพื่อตกงานข้างหนึ่งของหล่อนก็ใช่ว่าจะพาตัวเองออกมาเสี่ยงมากนัก อย่างน้อยหล่อนก็มีเงินเก็บไว้สำรองอยู่บ้างจากน้ำพักน้ำแรงพอที่จะไม่ต้องเกาะพ่อแม่กิน และรายได้จากการรับงานต่อจากนี้หากมีงานต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ก็น่าจะพอๆกับพวกทำงานประจำ ซึ่งทั้งหมดนั้นได้ผ่านการคิดและใคร่ครวญมาพอสมควรก่อนตัดสินใจและนำไปสู่วิถีทางใหม่ๆของชีวิต

          อย่างไรก็ตามวิถีทางใหม่ของของเดือนพราวก็เริ่มต้นขึ้นในแบบที่หญิงสาวคาดไม่ถึงเอาเสียเลย เมื่อเข้าไปพบสลาลี ผู้เป็นคนรับงานไว้ให้และบอกเล่าถึงงานนั้น รวมทั้งผู้ว่าจ้างอย่างคร่าวๆ

          “วริษา พงษ์ดำรง”ข้อมูลแรกก็ทำให้หล่อนต้องขมวดคิ้วอยู่นาน จำได้ว่าพี่ลี่บอกเป็นพ๊อกเก็ตบุ๊คคนดังทำไมหล่อนถึงไม่รู้จักคนชื่อนี้เลย ไม่ว่าจะเป็นดารา หรือว่าสาวสังคม “พราวรู้จักไหม”

          หล่อนส่ายหน้าอย่างมั่นใจ ชื่อนี้ไม่เคยผ่านเข้าหูอย่างแน่นอน

          “ไม่แปลกหรอก เพราะเธอไม่ใช่ดารา แล้วก็ไม่ใช่สาวไฮโซ พี่ว่างานพี้พราวจะต้องชอบ เพราะไม่ใช่งานพอกเก็ตบุ๊คดาราออกหนังสือมาแฉนั่นโน่นนี่กัน”ข้อมูลต่อมาของสลาลี  ทำให้เดือนพราวชักจะตื่นเต้นขึ้นมาหน่อยแม้จะยังไม่รู้จัก วริษา พงษ์ดำรง ผู้เป็นเจ้าของงานก็ตาม และด้วยความสัตย์จริง หล่อนไม่ได้มีอคติต่ออาชีพดาราเลยแม้แต่น้อย แต่การที่ปีที่แล้วหล่อนต้องรับงานพอกเก็ตบุค ของดาราที่ออกมาในแนวไม่ต่างกันคือ แฉเรื่องราวในวงการ หรือไม่อย่างนั้นก็บอกเล่าเรื่องของตัวเองขณะที่กำลังเป็นกระแสในช่วงนั้นๆ ถึงสามรายซ้อน เดือนพราวก็อิ่มกับงานแนวนี้จนจุก

          “งานของดาราพราวก็รับทำค่ะ ถ้าเงินดี แต่ได้เปลี่ยนฟีลบ้างก็น่าจะดี”

          พี่ลี่หัวเราะอย่างรู้กัน ก่อนจะบอกว่า “คราวนี้คงสมใจพราว เพราะงานแนวนี้คนละขั้วกับงานพอกเก็ตบุ๊คดาราอย่างสิ้นเชิงเพราะมันเกี่ยวกับสุขภาพ”

          แล้วข้อมูลอื่นๆก็ตามมาอีกว่า “ถ้าพูดถึง โรงพยาบาลดำรงเวช โรงพยาบาลเอกชนที่ถ้าจัดอันดับก็เป็นอันดับ ท๊อป 10 ของเอเซียในด้านการรักษาและบริการ แพทย์หญิงวาริษา พงษ์ดำรง ก็คือลูกสาวเจ้าของโรงพยาบาลนั้น ตอนนี้ขึ้นไปเป็นผู้บริหารโรงพยาบาลด้วยคนหนึ่ง พราวคงจะนึกภาพออกใช่ไหม”

          หญิงสาวพยักหน้า“แล้วงานล่ะคะ”

          “ก็อย่างที่พี่บอก เป็นพอกเก็ตบุ๊คเพื่อสุขภาพ เท่าที่พี่คุย คุณหมอเขาอยากได้คนเขียนให้ออกมาในแนวที่อ่านสบาย ไม่ใช่วิชาการจ๋า เพราะแค่เรื่องเจ็บไข้ได้ป่วยมันก็ฟังดูเครียดอยู่แล้ว ส่วนรายละเอียดพราวก็ค่อยไปคุยกับคุณหมอเอง”

          เดือนพราวนึกถึงหนังสือที่บรรดาคนดังหลากหลายอาชีพออกกันมาก็พอนึกภาพออก มีหมอหลายท่านที่ออกหนังสือเป็นของตัวเอง บางท่านเขียนหนังสือในแนวทางการแพทย์ หรือว่าบางท่านก็ฉีกแนวอื่นไปเลย

          ข้อมูลของพี่ลี่ คร่าวๆ จริงๆ เดือนพราวยังนึกภาพรวมของงานที่จะต้องรับไม่ออกนักในตอนแรกหากก็ได้รับความกระจ่างในเวลาต่อมาจากปากของเจ้าของงาน และเจ้าของงานนี้เองที่ทำให้เดือนพราวตะลึง...บอกตัวเองว่า หวังว่าหล่อนจะจำคนผิด

          แพทย์หญิง วาริษา พงษ์ดำรง ผู้ว่าจ้างหล่อน มองอย่างไรก็คลับคล้ายคลับคราเหลือเกิน หญิงสาวสวย สะดุดตา ทั้งรูปร่างและหน้าตา แล้วยังเสียงพูดเมื่อเทียบกับเสียงเรียกขาน....แพทคะ

          “ตัวเนื้อหาหมอเตรียมไว้ให้แล้ว แต่ยังไม่เสร็จหมดนะคะ หมอจะทยอยส่งให้คุณพราว ลองเอาไปเรียบเรียงดู หมออยากให้เป็นเรื่องสุขภาพที่อ่านสบายๆใช้คำพูดง่ายๆไม่ต้องวิชาการจ๋า คนอ่านๆแล้วได้ทั้งสาระและก็อ่านสนุกด้วย”

          จริงแล้วเดือนพราวอดสงสัยไม่ได้ว่า แพทย์หญิงที่เปี่ยมไปด้วยความสามารถและความมั่นใจขนาดนี้ น่าจะเขียนเองได้และคงจะออกมาดีอย่างที่ไม่ต้องอาศัยคนเรียบเรียง หากเหมือนเจ้าตัวจะรู้ถึงความสงสัยนี้

          แพทย์หญิงวาริษา ยิ้ม แล้วบอกด้วยเสียงที่เจือรอยถอนใจว่า“หมอไม่มีเวลาเลย  อีกอย่างหมอไม่ถนัดงานงานแนวนี้ ก็เลยต้องอาศัยมืออาชีพ”

          คุ้นและเกือบจะแน่ใจ แต่ยังไม่อยากยอมรับ นั่นเพราะหลังจากที่ได้คุยรายละเอียดเกี่ยวกับงานไปสักพัก เดือนพราวก็อดชื่นชมอีกฝ่ายไม่ได้ หลายคนบอกว่าไม่มีใครจะสมบูรณ์เพียบพร้อมไปเสียทุกอย่าง เดือนพราวอยากจะเถียงว่ามันก็ไม่จริงเสมอไป ซึ่งแพทย์หญิงวาริษาก็อยู่ในข่ายยกเว้น ในเมื่อนอกจากจะมีรูปลักษณ์ที่งดงามแล้ว สถานภาพของแพทย์นั้นไม่ใช่ได้มาง่ายๆอย่างใบขับขี่ที่แค่เรียนและหัดขับรถอยู่ไม่กี่วันก็ไปสอบแล้วได้ใบอนุญาตออกมา หากแต่กว่าจะเป็นแพทย์ได้ต้องผ่านการคัดเลือกจากระดับไอคิว การเล่าเรียน ฝึกฝนและเคี่ยวกรำอย่างเข้มข้น จนกระทั่งทำให้ประชาชนมั่นใจที่จะวางชีวิตไว้ในมือ  เดือนพราวชื่นชมแพทย์หญิงวาริษาจนไม่อยากจะให้เจ้าหล่อนคือ หญิงสาวคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ศูนย์รวมอคติอันเฉพาะตัวของตัวเองเลย....

            “ถ้าอย่างนั้น พราวจะเขียนสักบทสองบทให้คุณหมอดูก่อนนะคะ จะได้ดูว่าทั้งสำนวนแล้วก็เนื้อหาตรงกับความต้องการหรือเปล่า”

          “ก็ดีค่ะ”

          การคุยงานเป็นไปด้วยความราบรื่น ทั้งเนื้องาน การว่าจ้าง มีอยู่สิ่งเดียวที่เดือนพราวรู้สึกขัดใจ คือความมั่นใจขึ้นเรื่อยๆว่า  แพทย์หญิงวาริษา พงษ์ดำรง ก็คือหญิงสาวที่หล่อนพบพร้อมๆกับ เจ้าของบ้านหลังงามเชิงเขาหลังไร่สับปะรดคนนั้น แถมพอหลังจากคุยงานเสร็จ เธอก็ยังตอกย้ำความมั่นใจของหล่อนอีกว่า

          “เดี๋ยวค่ะ คุณพราว”

          “คะ คุณหมอมีอะไรเพิ่มเป็นพิเศษอีกคะ”เดือนพราวควักสมุดจดงานออกมาเตรียมพร้อม หลังจากที่เก็บลงกระเป๋าและเตรียมตัวจะขอตัวกลับ ซึ่งทำให้อีกฝ่ายยิ้มขำ ก่อนจะโบกมือว่อน

          “ไม่ค่ะไม่มี“จากนั้นก็พินิจเดือนพราวอย่างตั้งอกตั้งใจ “หมอว่าหมอเคยเห็นคุณพราวจากที่ไหนสักที แต่คิดไม่ออก”

          เดือนพราวยิ้มอย่างอ่อนใจ หล่อนไม่ได้บอกว่า...หมอเข้าใจถูกแล้ว เราเคยเจอกันมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่การจะไปเท้าความถึงเหตุการณ์วันนั้นก็ไม่ใช่เรื่อง อีกอย่างหล่อนไม่อยากโยงใครบางคนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเลยให้ตาย

          “หน้าพราวอาจจะโหลค่ะ คุณหมอ”หล่อนเฉไฉไปทางอื่น

          แพทย์หญิงวาริษา ส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วย...”ไม่โหลเลยค่ะ คุณพราวหน้าตาสะดุดตามาก”

          เดือนพราวยิ้มรับหล่อนไม่แน่ใจว่า สะดุดตานั้นหมายถึงสะดุดในทางที่ดีหรือไม่ดี แต่ก็ช่างเถอะหล่อนส่องกระจกทุกวันก็เห็นว่าหน้าตาหล่อนก็พอจะไปวัดไปวาได้ ไม่ได้ชมตัวเองเกินไปแต่ก็พอใจหน้าตาของตัวเองที่เป็นอยู่อย่างนี้โดยที่ไม่ได้น้อยเนื้อต่ำใจใดๆนั่นแหละ...แต่ประเด็นคือ เกือบเก้าสิบเปอร์เซ็นเข้าไปแล้วเมื่อคิดว่า ทั้งวาริษาและพันธินต่างก็เป็นหมอ และมันก็ช่างลงล็อกเสียเหลือเกินถ้าหาก สองคนนั้นคบหากัน  แพทย์หญิงกับนายแพทย์....หน้าตา ฐานะ เหมาะสมกันราวกับจับว่าง ให้ตายเถอะ นี่หล่อนหลุดเข้ามาอยู่ในโลกของการเลือกสรรเผ่าพันธุ์อันไร้ที่ติหรืออย่างไรนะ แล้วโลกนี้มันช่างกลมและบังเอิญเกินไปแล้ว!

          QQQQQQ  

          เดือนพราวไม่อยากคิดว่านี่เป็นเรื่องบังเอิญซ้ำซากภายในวันเดียว เรียกว่าอะไรดีล่ะ วิบากกรรม หรือว่า ชะตากรรม ก็เข้าข่ายไปเสียหมด แต่จริงๆนะ...ตั้งแต่หล่อนเริ่มจะยอมรับความบังเอิญเกี่ยวกับแพทย์หญิงวาริษา และโลกแห่งการเลือกสรรเผ่าพันธุ์อันไร้ที่ติแล้ว หล่อนก็ตั้งใจที่จะพาตัวเองออกมาเป็นเพียงผู้เฝ้ามองและสังเกตการณ์เท่านั้น เอาจริงๆ ให้อย่างไร ไม่ว่าฐานะ หน้าที่การงาน สังคม หรือแม้แต่มันสมองอันล้ำเลิศ ได้กันหล่อนออกมาจากโลกของพวกเขาอย่างอัตโนมัติ เพราะอย่างนั้น ตอนที่กลับมาถึงประจวบในตอนเกือบสี่โมงเย็น หลังจากที่อู่ซ่อมโทรบอกว่ารถซ่อมเสร็จแล้ว เดือนพราวก็ถึงกับยักไหล่กับความบังเอิญเหล่านั้นอย่างปลงๆ

          อย่างไรก็ตาม...ระหว่างที่ขับรถกลับบ้าน ตามเส้นทางเดิมมุ่งสู่ทิวเขาเตี้ยๆที่แวดล้อมด้วยไร่สับปะรดและพืชไร่ทั้ง มันสำปะหลังและไร่อ้อยสองข้างทาง เดือนพราวมั่นใจว่าหล่อนขับรถอย่างมีสติ และไม่เคยประมาท อาจจะใจร้อนหรือขับเร็วบ้างในบางครั้งที่เร่งรีบ แต่ทุกครั้งก็ขับอย่างระมัดระวังและถูกต้องตามกฎจราจร (ถ้าถนนกลางไร่จะมีน่ะนะ) รวมถึงวันนี้หล่อนขับรถมาด้วยความเร็วปกติ ออกจะช้าด้วยซ้ำเพราะต้องการกินลม ชมวิวสองข้างทางไปด้วยแต่ถึงจะขับด้วยความระมัดระวังขนาดไหน เมื่อถึงคราวเคราะห์ ก็เหมือนจะไม่มีใครหนีพ้น เมื่อรถวิ่งมาจนถึงทางแยก ในขณะที่รถกำลังจะเลี้ยว มอเตอร์ไซค์คนหนึ่งก็วิ่งสวนเข้ามาเกือบประสานงานกับรถหล่อนอย่างหวุดหวิด โชคดีที่หักหลบได้ทัน ถึงอย่างนั้นรถก็ยังหักหัวปักลงไปข้างทาง พอตั้งสติกลับมาได้และหันไปมองหาคู่กรณีก็เห็นว่าเป็นมอเตอร์ไซค์คันหนึ่ง เดือนพราวใจหล่นวูบลงทันที เมื่อพบว่ามอเตอร์ไซค์คันนั้นแฉลบลงไปกองที่คูน้ำข้างทาง แล้วใต้รถมอเตอร์ไซค์ก็มีผู้หญิงวัยกลางคนร้องโอดโอยเพราะด้วยความเจ็บปวดร่างขยับไม่ได้เพราะถูกมอเตอร์ไซค์ทับอยู่ ที่ข้างๆกัน มีชายร่างสันทัดวัยกลางคนเช่นกันกำลังขยับคลานยักแย่ยักยันพยุงตัวจะลุก แต่พอใช้มือค้ำพื้นก็ร้องโอยทั้งเบ้หน้า ด้วยความเจ็บปวดทั้งทิ้งตัวลงนั่งอีกครั้งพลางพยุงมือข้างนั้นด้วยความระมัดระมัดทั้งเจ็บปวด พอเห็นอย่างนั้นเดือนพราวก็เปิดประตูลงไปทั้งที่แข้งขายังสั่น

          หลังจากนั้นเดือนพราวก็จำได้ว่ามีแต่ความทุลักทุเลฉุกละหุก เมื่อต้องพาคนเจ็บทั้งสองขึ้นรถและพาไปส่งที่โรงพยาบาลในเมืองอีกครั้งก่อนจะได้มานั่งรอ คนเจ็บที่หมอกำลังดูอาการอยู่ในห้องตรวจ

          “พราว มาทำอะไร”

          เสียงร้องทักของใครคนหนึ่งทำเอาหล่อนสะดุ้ง แล้วหันไปหา ที่ทางเดินภานุมาศในชุดพยาบาลสีขาวเต็มยศกำลังเดินเข้ามาหา

          เดือนพราวพูดไม่ออก เหตุการณ์ก่อนหน้านี้รวดเร็วจนหล่อนตั้งตัวไม่ทัน ทั้งอาการบาดเจ็บ บาดแผล เลือดที่ไหลทะลุกทั้งเสียงโอดโอยด้วยความเจ็บปวดของทั้งสองก็เล่นเอาหญิงสาวใจเสีย

          ภานุมาศเห็นใบหน้าของเพื่อนซีดเผือดก็พอจะเดาได้ว่าคงไม่มีเรื่องดี และเอาจริงๆคนที่มาโรงพยาบาลจะมีเรื่องดีสักกี่เรื่องกัน พยาบาลสาวขยับเข้ามาหาด้วยความตกใจ ถามพลางมองเข้าไปที่ห้องฉุกเฉิน

          “พราว มีอะไร ใครเป็นอะไร”

          เดือนพราวหน้ามุ่ย บอกเพื่อนเสียงสั่นไม่หาย

          “มาศ เราขับรถชนมอเตอร์ไซค์ เจ็บหนักเลยทั้งสองคน”

          “คนเจ็บในนี้เหรอ”ภานุมาศไม่ได้ทำหน้าตกใจไปด้วย นั่นเพราะรู้ว่าเดือนพราวคงจะใจเสียพอแรงแล้วขืนหล่อนอุทานไปอีกคน เดือนพราวคงจะใจเสียยิ่งขึ้นไปอีก นึกชื่นชมเพื่อนอยู่ไม่น้อยที่ตกใจขนาดนี้ยังมีสติพาคนเจ็บทั้งสองคนใส่รถมาหาหมอได้

          เดือนพราวพยักหน้า เสียงหวั่นวิตกเต็มที “น้าผู้หญิงถูกมอเตอร์ไซค์ทับขา ตอนพยุงขึ้นรถแทบจะเดินไม่ได้เลยมาศ จะเป็นอะไรมากหรือเปล่าก็ไม่รู้ แล้วน้าผู้ชายที่มาด้วยกัน มือข้างหนึ่งเหมือนจะหัก แล้วก็มีเลือดออกเต็มไปหมดเลย จะเป็นยังไงก็ไม่รู้”

          “ใจเย็นๆพราว รอดูก่อนตอนมานี่ทั้งสองยังมีสติอยู่ดีใช่ไหม”

          “อือ ก็คุยกันรู้เรื่อง แต่อาการจากที่เราเห็น ถึงไม่ใช่หมอแต่เราว่าอาการน่าห่วงเลยนะมาศ”

          ภานุมาศส่ายหน้า ปลอบอีกว่า “ไม่หรอกน่า พราวจะไปรู้ดีกว่าหมอได้ยังไง รอให้หมอตรวจก่อน  เท่าที่พราวเล่าอย่างมากก็ถลอกปอกเปิก มีแผลฟกช้ำ มากสุดอาจจะขาหัก กับแขนหัก เท่าที่พราวเล่าน่ะนะ”

          เดือนพราวค่อยยิ้มออกมาได้เล็กน้อยพลางถอนใจ อยากจะโล่งอกแต่ก็ทำไม่ได้เพราะคนเจ็บยังอยู่ในห้องตรวจกับหมออยู่เลย

          “แล้วคนเจ็บ คู่กรณีเป็นใครพราวรู้จักไหม คนแถวบ้านเราหรือเปล่า”

          คราวนี้เดือนพราวส่ายหน้าอย่างจนใจ

          “พราวไม่รู้จัก แต่คิดว่าน่าจะคนแถวๆบ้านเรา ถ้ามาศเห็นอาจจะรู้จักก็ได้”

          ภานุมาศก็เพิ่งนึกได้ว่าเดือนพราวกลับมาอยู่บ้านยังไม่ถึงสองเดือนดี หลังจากไปเรียนที่กรุงเทพฯตั้งแต่มัธยมปลาย ทำให้เดือนพราวไม่รู้จักใครแถวบ้านมากนัก ขนาดหล่อนที่เป็นเพื่อนเรียนยังต้องเท้าความกันอยู่นาน

          “ถ้าขี่มอเตอร์ไซค์ก็คงจะเป็นคนที่อยู่ละแวกบ้านพราวล่ะมั้ง”

          “คงใช่”เดือนพราวเห็นด้วย แล้วก็พยายามนึกว่าคนเจ็บทั้งสองจะเป็นพี่ป้า น้าอาบ้านไหนหนอ

          ภานุมาศมองหน้าเผือดของเพื่อนอย่างชั่งใจ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายคงจะตั้งสติและใจเย็นลงบ้างจึง ขอตัวไปทำงานต่อ แต่ก็กำชับว่า อีกยี่สิบนาทีออกเวรแล้วจะมาหาและอยู่เป็นเพื่อน

          ระหว่างนั้นเดือนพราวจึงนึกถึงที่บ้าน หล่อนโทรศัพท์ไปบอกแม่ว่ายังติดธุระในเมืองคงจะถึงบ้านค่ำๆ ไม่ต้องเป็นห่วง ก่อนจะวางสายเกือบจะบอกเล่าเหตุการณ์ระทึกขวัญให้แม่ฟังแล้วถ้าไม่เกรงว่า คนในบ้านจะแตกตื่น ตั้งใจว่าพอจัดการเรื่องคนเจ็บจนเรียบร้อยแล้วถึงจะกลับไปเล่าด้วยตัวเองทีเดียว

          อีกยี่สิบนาที ภานุมาศก็กลับมาหาอย่างที่สัญญาไว้ ถึงตอนนี้ สองสาวก็พอจะโล่งใจได้บ้างเมื่อได้ทราบว่าคนเจ็บขาหักต้องใส่เฝือกคนหนึ่งกับอีกคนแขนหักต้องใส่เฝือกแขนกับมีแผลตามเนื้อตัวภายนอกนิดหน่อย หลังจากนั้นเดือนพราวจึงจัดการรับผิดชอบเป็นเจ้าของไข้ กว่าจะเรียบร้อยก็พอดีคนเจ็บได้ย้ายไปพักที่ห้องพยาบาล เดือนพราวถึงได้เข้าไปเยี่ยมคนเจ็บซึ่งตอนนี้ทั้งคู่ดูเหมือนจะนอนหลับ ไม่แน่ใจเพราะฤทธิ์ยา หรือว่าเพราะร่างกายต้องตรากตรำกับความเจ็บปวดกับบาดแผลที่กระจายเต็มตัว

          เดือนพราวกับภานุมาศเฝ้ามองคนเจ็บที่กำลังหลับบนเตียงพลางถอนใจโล่งอกอย่างระมัดระวัง...สักครู่จึงพยักหน้าพากันออกจากห้องพยาบาล พอพ้นจากประตูห้องพยาบาลภานุมาสก็สะกิดหล่อนแล้วยิ้มขำๆ ที่ทำให้เดือนพราวเลิกคิ้วเหรอหรา

          “ยิ้มอะไรน่ะมาศ”

          ภานุมาสถอนใจนิดๆก่อนจะถามว่า “พราวรู้จักคนเจ็บแล้วใช่ไหม”

          “รู้แล้ว ชื่อน้าพุด กับน้าสร้อย...พยาบาลถามมาให้แล้วตอนที่พราวไปทำเรื่องเป็นเจ้าของไข้ไง”

          ภานุมาสส่ายหน้า “ไม่ใช่รู้จักแค่ชื่อซิ”

          เดือนพราวขมวดคิ้ว”อ้าว”

          “มาศหมายถึงพราวรู้ไหม ว่าคนเจ็บเป็นใคร”

          เดือนพราวส่ายหน้า นึกเดาไปว่า สองคนเจ็บอาจจะเป็นเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงที่หล่อนอาจจะจำไม่ได้ แต่พอนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกสักที จนกระทั่งภานุมาศยิ้มจนตาพราวถามอย่างไม่แน่ใจ

          “พราวไม่รู้จักจริงๆเหรอ”

          เดือนพราวส่ายหน้ายืนยันจริงจัง ภานุมาสจึงส่ายหน้าอย่างระอา

          “พราวนะพราว สองคนนั้นอยู่ละแวกบ้านพราวแท้ๆ แค่ไร่สับปะรดกั้น ไม่เคยเจอบ้างเหรอ”

          ไร่สับปะรด?...เดือนพราวนึกไปถึงไร่สับปะรดหลังบ้านก็ยิ่งแน่ใจ เพราะหลังไร่สับปะรดเป็นเนินเขา มีบ้านอยู่หลังเดียวเท่านั้น บ้านหลังงามอันแปลกแยกของผู้มีอันจะกิน

          “ไม่เคย...อีกอย่างพราวว่าคนที่จำผิดน่าจะเป็นมาศมากกว่า เพราะหลังไร่สับปะรดบ้านพราวน่ะมีบ้านหลังเดียว แค่บ้านของ....”ให้ได้อย่างนั้น คนเรานี่พอมีอคติกินใจ แค่เอ่ยชื่อยังติดๆขัดๆอย่างไรชอบกล

          เดือนพราวพูดค้างไว้ยังไม่ทันจบก็ นิ่งอึ้งทันทีเมื่อภานุมาศพยักหน้าแล้วบอกเล่าอย่างละเอียดว่า

          “บ้านหมอสอง....มาศจำได้ซิน่า แล้วน้าพุดกับน้าสร้อยน่ะ ก็อยู่บ้านหลังนั้นแหละ สองคนนั้นเป็นคนของหมอสอง เป็นคนงานบ้านหมอสอง หมายถึงบ้านเชิงเขาเท่านั้นนะ ไม่เกี่ยวกับบ้านของเสี่ยสุชาติหลังใหญ่ที่อยู่ในเมือง หมอสองแยกมาอยู่บ้านเชิงเขาตั้งแต่กลับมาเป็นหมอที่นี่ แล้วน้าพุดกับน้าสร้อยก็ถูกส่งให้ตามออกมาดูแลรับใช้คุณหมอว่างั้นเถอะ”

          เดือนพราวยังพูดไม่ออก หล่อนมองหน้าเพื่อนทั้งที่หูสองข้างอื้อไปหมดแล้ว ถึงอย่างนั้นก็ยังได้ยินเสียภานุมาศที่ถามคำถามที่หล่อนสะดุ้งวาบ

          “เออ ว่าแต่หมอสองยังไม่รู้ใช่ไหมว่าคนของเขาบาดเจ็บเข้าโรงพยาบาลอย่างนี้”

          เดือนพราวส่ายหน้าอย่างจนใจ....คือไม่รู้ว่าเขารู้หรือไม่รู้ แต่ที่แน่ๆหล่อนยังไม่ทันได้บอกใคร  ส่วนคนเจ็บจะเป็นคนติดต่อนายจ้างเองอันนั้นก็สุดรู้ และเมื่อตั้งท่าจะแยกย้ายกันกลับบ้าน ที่ทางเดินหน้าห้องพยาบาลที่หล่อนกับภานุมาศเพิ่งจะออกมาจากห้องผู้ป่วย ร่างสูงผึ่งผาย กับก้าวย่างที่มาดมั่นที่กำลังเดินตรงมาทางนี้  ก็ทำให้หล่อนอยากครวญเพลงชะตาชีวิตสักสี่ห้ารอบให้มันสาแก่ใจตัวเองจริงๆ

                   QQQQQ

         

           

         

           

 

         

 

 

         

                  

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 45 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

400 ความคิดเห็น

  1. #154 poonsuk (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2557 / 07:39
    น่าติดตามค่ะ ชอบ
    #154
    0
  2. #145 Gib Gibbon (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2557 / 16:21
    เดือนพราว เข้าไปเป็นสมาชิกกลุ่มนางเอกอคติของกลีบลำดวนแล้ว รวมกับแก่นจันทน์ พรีนา และอาลัว (กลุ่มนางเอกที่รอพระเอกมาเตือนสติ) แต่คนใหม่นี้ดูท่าทางอาการหนัก เพราะชอบแขวะด้วย อะไรกัน เขาเพิ่งช่วยหยิบหนังสือให้แท้ คล้อยหลังปุ๊บ ก็แขวะในใจว่าเป็นหมอแล้วหนีคนไข้มาชอปปิ้ง (หมอต้องแสตนด์บายที่รพ.ตลอด24ชม.เหรอยะ)
    #145
    0
  3. #143 fsn (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2557 / 15:11
    โอ้โห ดวงเค้าสมพงศ์กันแบบปังโครม ดับเครื่องเลยนะคะ
    #143
    0
  4. #70 auai_jaa (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2555 / 13:27
    เซเลบ ตจว.ฮ่าๆให้นิยามได้น่าสนใจมากค่ะ

    ชักอยากจะเห็นหมอสองตัวเป็นๆแล้วสิ

    ว่าจะสมคำร่ำลือรึเปล่า
    #70
    0
  5. #38 เซกิกั๊บป๋ม (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 กันยายน 2555 / 21:43
    น่าสนใจอีกแล้ว ..........รอนะคะพี่ตุ๊ก
    #38
    0
  6. #26 olala (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 เมษายน 2555 / 16:39
    รอนะคะ อ่านแค่นี้ก็ชอบหมอสองแล้ว >< อยากอ่านๆ
    #26
    0
  7. #25 อมัจจ์ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 4 มีนาคม 2555 / 15:46
    ชอบแนวเขียนของคุณตุ๊กมากค่ะ มันหวานๆ เรื่อยๆ นุ่มๆ โรแมนติกดี

    ชอบทุกเรื่องเลยค่ะ มาทวงเฮียเก้าอีกคน 
    #25
    0
  8. #24 อินดาเล (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555 / 01:30
     เรื่องสับปะรดที่ไม่เป็นสับปะรด..แต่ก็น่าอร่อย (ติดตาม)เหมือนเดิมค่ะ 
    คิดถึงคุณตุ๊กจัง...
    #24
    0
  9. #23 เมเปิ้ล (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 7 มกราคม 2555 / 14:02
    น่าติดตามอีกแล้วท่าทางคงจะหลงพระเอกของคุณตุ๊กทุกเรื่องเลย
    #23
    0
  10. #22 ye_ye (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2554 / 01:44
    น่าติดตามอีกแล้ว นิยายของพี่ทำตาลติดทุกเรื่องเลย
    #22
    0
  11. #21 ธัญญ่า (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2554 / 23:28
    ขอบคุณพี่ตุ๊กค่า ^^

    หมอสอง หมอสอง หมอสอง หมอสอง ๆๆๆๆ

    ชอบชื่อเรื่องจัง "ตะเกียงเคียงตะวัน"

    เจ้คะ เค้าชอบตรงที่เจ้พิถีพิถันในการตั้งชื่อนิยายแต่ละเรื่องของเจ้อ่ะค่ะ ชอบจริงๆนะ
    #21
    0
  12. #20 ธัญญ่า (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2554 / 22:43
    เข้ามาเจิมไว้ก่อน ฮึ้ยยยย พลาดๆๆๆ อย่างแรงนิ

    เดี๋ยวดึกๆจะไวเลสอ่านในห้องนอนเอา จอเครื่องใหญ่มันปวดตา ฮ่าๆ

    ปล. คิดถึงเจ้มากๆๆๆๆๆ  อาลัวก็ยังไม่ได้อ่านเลย   ฮึ้ยยยยยยยย
    ปล.2 เจ้คะ ซ่านในทรวงล่ะ แง่มๆ
    #20
    0
  13. #19 หลิงหลิง (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2554 / 18:24
    อับเร็วๆๆๆๆๆนะอยากอ่านมากๆๆๆๆ รักคนเขียนจุ๊บๆๆๆๆๆๆ
    #19
    0
  14. #18 Welfry (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2554 / 13:46
    ชื่อเรื่องก็น่าอ่าน บทแรกก็สนุก><
    #18
    0
  15. #17 puphaa (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2554 / 09:28
    ถูกใจค่ะ
    #17
    0
  16. #16 B*witched (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2554 / 14:50
    ขอบคุณสำหรับเรื่องใหม่

    น่าติดตามเช่นเคย

    รักษาสุขภาพนะคุณตุ๊ก
    #16
    0
  17. #15 sweeTT (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2554 / 01:27
    รอค่ะ มารออาลัวด้วยค่ะ
    #15
    0
  18. #14 ~aIrI~ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2554 / 02:22
    ชอบค่ะ  ชิลๆ น่ารักดี  ฮ่าๆๆ
    #14
    0
  19. #13 ทำไมต้องสายลม (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2554 / 22:16
    ลีลาการเขียน สำนวน คล้ายคลึงนักเขียนคนโปรดเลย คุณเชิญอักษร เรื่องนี้เริ่มต้นให้อารมณ์เหมือนอ่านมนต์รักแก่งกระจานกับตะเกียงริมรั้ว(ถ้าจำชื่อเรื่องไม่ผิด) ชอบนะ ติดตามมาจากเรื่อง เจตน์2
    #13
    0
  20. #12 สาวแก้ว (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2554 / 19:24

    มาติดตามผลงานอีกแล้วค่ะ

    #12
    0
  21. #11 ลลลา (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2554 / 08:48
     รอค่ะ ๆ + อาลัวด้วย อิอิ
    #11
    0
  22. #10 moowantheurbanista (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2554 / 01:24
    เปิดเรื่องใหม่อีกแล้ววววว
    ตื่นเต้นนนน รอค่ะ :)
    #10
    0
  23. #9 eye21 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2554 / 22:27
    สู้ ๆ นะคะ รออาลัวต่อค่ะ
    #9
    0
  24. #8 SaimRubin (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2554 / 22:02
    ให้กำลังใจนะค่ะ จะรอค้า
    #8
    0