คัดลอกลิงก์เเล้ว

เรื่องรักไม่รู้จบ

โดย Redy Panda

นี่คือเรื่องของ 'เขา' จาก "เรื่องรักไม่รู้ชื่อ" “ฉันเรียนจบแล้วนะ นายไปเกิดรึยัง” ผมถามกับหลุมศพของเขา ไม่มีคำตอบ แต่ถ้าเขายังอยู่คงตอบผมว่า “ยัง”

ยอดวิวรวม

40

ยอดวิวเดือนนี้

40

ยอดวิวรวม


40

ความคิดเห็น


2

คนติดตาม


3
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  15 ส.ค. 62 / 17:24 น.

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เรื่องบางเรื่อง 
ถึงรู้ช้า ก็ดีกว่าไม่รู้เลย
(นี่คือเรื่องของ 'เขา' จาก "เรื่องรักไม่รู้ชื่อ")



(ติดตามข่าวสารของพวกเขา และผลงานชิ้นอื่น ๆ ของผู้เขียนได้ทาง twitter @ReddyPanda1)

เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 15 ส.ค. 62 / 17:24

บันทึกเป็น Favorite




               ผมเห็นเขาครั้งแรกที่สวนผักหลังโรงเรียนตอนพักกลางวัน

               ตอนนั้นผมแอบหนีอาจารย์เวรมาสูบบุหรี่ตรงมุมอับใกล้ ๆ สวนผัก ผมไม่รู้หรอกว่าจะสูบมันไปทำไม รู้แค่ว่าบางครั้งมันก็ทำให้ผมรู้สึกว่าได้มีเวลาเป็นของตัวเอง มีเวลาคิดถึงเรื่องต่าง ๆ

               ผมตกใจมาก ตอนเห็นว่ามีคนอยู่ในสวนผัก ทั้งที่เวลาเที่ยงตรงนี้ แม้เป็นเวลาพัก แต่ก็เป็นเวลาที่คนส่วนใหญ่พากันไปกินข้าวที่โรงอาหาร

               เขามองซ้ายมองขวาเหมือนกำลังตามหาอะไรบางอย่าง

               ผมมองเขานิ่ง ระแวงว่าเขาจะเห็นผม แล้วเอาเรื่องไปบอกอาจารย์ ผมไม่อยากถูกทำโทษให้กลับบ้านเย็น มันเสียเวลา

               เขาก้มตัวลงนั่งยอง ๆ

               ผมคิดว่าจะเดินออกไปจากตรงนั้นเลยดีไหม แต่ระยะห่างของผมกับเขาไม่ได้ไกลขนาดนั้น หากผมขยับตัว เขาต้องรู้แน่ สุดท้ายจึงเลือกนั่งอยู่ที่เดิม รอให้เขาเป็นฝ่ายเดินไปก่อน

               ระหว่างรอเขาจากไป ผมก็เฝ้าระวังเขาไปด้วย

               “หิวรึเปล่า” เขาพูดขึ้น ผมไม่รู้ว่าเขากำลังพูดกับอะไร แต่ผมก็ตอบเขากลับในใจว่า หิว

               เขาหัวเราะ แล้วบอกว่า “โอ๋นะครับ”

               เฮอะ ผมคิด

               “เดี๋ยวฉันไปกินข้าวก่อน จะรีบไปรีบกลับ” เขาพูดแล้วก้มตัวลงไปอีก จากมุมนี้เขาดูเหมือนก้อนอะไรสักอย่างในชุดนักเรียน

               นายไม่ต้องรีบก็ได้ อีกนานกว่าจะถึงคาบเรียน  ผมคิดตอบเขา

               “รอตรงนี้นะ” เขาพูด แล้วลุกขึ้นยืน

               ฝันไปเถอะ  ผมคิดตอบเขาอีก ชักสงสัยว่าเขาพูดกับอะไร

               “เดี๋ยวจะหาอะไรมาให้กิน” เสียงเขาอ่อนโยนเหมือนเวลาแม่พูดกับผม เวลาที่ผมป่วย เวลาท่านบอกผมว่า ‘เดี๋ยวก็หายจ้ะ’

               ผมเหม่อคิดถึงท่าน รู้ตัวอีกทีเขาก็เดินกลับเข้าอาคาร คิดว่าคงเดินลัดใต้ตึกไปโรงอาหารแล้ว

               ผมรอจนแน่ใจว่าไม่มีใครมาที่สวนผักเพิ่ม จึงดับบุหรี่ลงพื้น ใช้เท้าเหยียบขยี้มันจนดับสนิท ก่อนย้ายสังขารสูงใหญ่ของตนออกมาจากมุมอับ

               ผมเดินไปตรงจุดที่เขาเคยนั่งอยู่

               ...มีลูกหมาตัวหนึ่งคลานออกมาจากใต้พุ่มไม้ตรงนั้น มันดมรองเท้าผมฟุดฟิด สักพักมันก็จามเสียงดัง จามซ้ำ ๆ จนผมงุนงง ก่อนจะคิดได้ว่าเท้าผมข้างที่มันดม คือข้างที่ใช้ขยี้บุหรี่...






               วันนั้นผมตัดสินใจเลิกบุหรี่






               ผมสบตาเขาครั้งแรกในวันวาเลนไทน์

               ผมเกลียดวันนี้ที่สุดในรอบปี

               ทั้งช็อกโกแลต สติกเกอร์หัวใจ ดอกกุหลาบ และคำสารภาพรัก ทั้งหมดเอาเวลาส่วนตัวของผมไป ทั้งเวลาทำการบ้าน ที่ต้องเอามาจัดการกับพวกสติกเกอร์บนเสื้อผ้า และเวลาเดินเล่น (อย่างว่าผมเลิกบุหรี่แล้ว) ที่มีแต่คนเข้ามาทัก เข้ามาบอกรัก เข้ามาให้ช็อกโกแลต

               เขายืนอยู่ที่หัวบันไดของโรงเรียน ยกกล่องอุปกรณ์ศิลปะให้อาจารย์ ดูโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาอย่างบอกไม่ถูก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะที่ตรงนั้นไม่มีใครนอกจากเขา หรือเพราะแววตาเฉื่อยชาของเขากันแน่ ส่วนผมยืนอยู่ที่ตีนบันได พยายามเอาตัวออกมาจากวงล้อมของพรรคพวกในชั้นเรียนและนักเรียนหญิงมากหน้าหลายตา

               เขาเป็นเด็กหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าสะอาดสะอ้านธรรมดา เครื่องหน้าไม่โดดเด่นนัก เสื้อผ้าของเขาถูกระเบียบทุกกระเบียดนิ้ว ไม่มีสติกเกอร์ติดสักแผ่น บุคลิกภาพดี หน้าเชิดหลังตรงอกผายไหล่ผึ่ง ตามแบบฉบับนักเรียนตัวอย่าง ที่ทางโรงเรียนมอบใบประกาศนียบัตรให้ทุกปี ตามหัวข้อ ‘ความประพฤติดีเด่น เข้าเรียนไม่เคยขาด แต่งตัวสะอาดและถูกกาลเทศะ’

               ไม่ค่อยมีใครรู้จักเขา ผมเองก็แค่เคยเห็น แต่ไม่เคยคุย

               ผมเดินขึ้นบันได สวนทางกับเขาผู้เดินลงมา ไม่มีคำทัก...ไม่มีใครเริ่มบทสนทนา







               ผมคงไม่มีโอกาสเป็นเพื่อนกับเขา ถ้าวันนั้นเขาไม่ลื่นหินมาชนผมจนพลาดท่าตกน้ำตกทั้งคู่ ตอนไปทัศนศึกษาที่อุทยานแห่งชาติในประเทศ

               เขาไม่ได้สติอยู่ค่อนวัน เพราะหัวกระแทกกับโขดหินในน้ำ

               โชคดีที่หัวเขาไม่ได้เป็นอะไรมาก อย่างน้อยก็เท่าที่ผมเห็น และผมเคยเข้าฟังอบรมการปฐมพยาบาลเบื้องต้นมาก่อน (พอมีเรื่องต่อยตีมาก ๆ เข้าผมก็เริ่มหาความรู้เรื่องการปฐมพยาบาลให้ตัวเอง) เลยพอห้ามเลือดให้เขาได้

               ผมไม่รู้ว่าเขาจะเป็นอะไรมากรึเปล่า อย่างที่รู้ ตอนนั้นผมเป็นแค่เด็กมัธยมปลายลูกครึ่งอังกฤษคนหนึ่ง ไม่ใช้หมอ ผู้เชี่ยวชาญ หรือเทวดาที่ไหน

               บอกตามตรง ตอนนั้นผมกลัวเสียเขาไปมาก

               น้ำพัดผมกับเขาเข้าไปติดอยู่ในป่าลึก ผมพยายามเปลี่ยนผ้าพันแผลตรงศีรษะให้เขาตลอด 3 วันที่ติดอยู่ในป่า เพราะกลัวว่าแผลเขาจะติดเชื้อ กลัวเขาจะเป็นอะไรไป แล้วทิ้งผมไว้คนเดียว

               ผมรับหน้าที่จับปลาหาอาหารมาที่จุดพัก ส่วนเขาก่อกองไฟ และส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ ทุก 1 ชั่วโมง เพราะในพวกผม ผมเข้าค่ายเดินป่าบ่อยกว่า ว่ายน้ำแข็งกว่า และผมใจแข็งกว่า

               เขารักสัตว์ทุกชนิดตั้งแต่มดในป่าไปจนถึงปลาที่ต้องกินเป็นอาหาร

               เขาทำใจฆ่าพวกมันไม่ได้ ผมจึงอาสาทำหน้าที่นี้เอง ไม่งั้นทั้งผม ทั้งเขาคงไม่มีอาหารกินกันพอดี

               สามวันนั้น ผมกับเขาพูดคุยกันหลายเรื่อง ตั้งแต่แบ่งหน้าที่ หาที่พักชั่วคราว การเอาตัวรอด และเรื่องอื่น ๆ

               เขาเป็นคนตลก ตลกมาก ทำไมคนตลกแบบนี้ถึงไม่ค่อยมีคนรู้จักก็ไม่รู้

               เขาชอบดูสารคดีสัตว์โลกเหมือนผม เรื่องนี้ผมไม่คิดจะบอกคนใครเลย เพราะขัดกับภาพลักษณ์อันธพาลของผมมาก ๆ แต่พอเขาพูดถึงหมีขาวขึ้นมา ผมก็อดจะแสดงองค์ความรู้ของตนออกไปไม่ได้

               เขามีเรื่องให้ผมประหลาดใจทุกวัน ระดับที่ผมไม่คิดว่าจะมีคนแบบเขาอยู่บนโลกอีกในทางที่ดี

               ผมรู้สึกเป็นกันเองกับเขา รู้สึกว่าคุยกับเขาได้ทุกเรื่อง

               ผมรู้สึกโชคดีที่ได้รู้จักเขา

               หน่วยกู้ภัยหาผมกับเขาเจอในบ่ายวันที่ 3

               สามวันนั้นผมยิ้มบ่อยกว่าสองปีของมัธยมปลายเสียอีก

               หลังจากเหตุการณ์นั้น ผมก็กลายเป็นเพื่อนกับเขา บางสุดสัปดาห์เขาจะมาค้างที่บ้านผมเพื่อทบทวนหนังสือ เขาจริงจังกับการเรียนมาก ชนิดที่ช่วงใกล้สอบแทบจะสิงอยู่ในห้องหนังสือบ้านผมไม่คิดหลับคิดนอน และบางวันผมก็ไปค้างบ้านเขา เพื่อเล่นกับลูกหมา ลูกแมวที่เขาเลี้ยงไว้...

               ผมเจอลูกหมาตัวนั้นที่บ้านเขา

               ลูกหมาตัวที่จามใส่ผม

               มันเข้ามาดมเท้าผมอีกครั้ง ตอนแรกผมคิดจะเดินหนี แต่เขาจับแขนผมไว้

               “มันกำลังทำความรู้จัก” เขาเงยหน้าอธิบายให้ผมฟัง

               ผมมองลูกหมาตัวนั้น มันดมเท้าซ้ายผมที ขวาที สักพักก็เดินหนีเข้าครัวไป

               เขาหัวเราะ ตบไหล่ผม “มันเห็นแก่กิน นายไม่มีอาหารติดตัวเลยไม่สนใจ”

               ได้เลยหมาน้อยได้ ฉันอุตส่าห์เลิกบุหรี่เพื่อแก คอยดูนะผมคิด ยกยิ้มมุมปาก ในใจหมายมั่นปั้นมือไว้ว่าจะต้องพิชิตใจหมาตัวนั้นให้ได้ พอบอกเขาถึงความตั้งใจนี้ เขาก็หัวเราะออกมาอีก

               หลังจากวันนั้นผมก็ลองซื้ออาหารที่คิดว่ามันน่าจะชอบมา




               มันชอบบะหมี่เป็ดจากร้านหน้าปากซอย




               ...เขาเองก็ชอบ

               ผมเลยซื้อมาให้เขากับหมาแทบจะทุกวัน แต่เขามักเอาไปให้พวกมันกินหมด แล้วบ่นให้ผมฟังว่า “หมาฉันกินหรูกว่าฉันอีก นายทำให้พวกมันเสียนิสัย”

               ผมอยากจะตอบเขาว่า ฉันซื้อมา 2 ถุง ให้นายถุงหนึ่ง ให้ลูกหมาตัวนั้นอีกถุง แต่พอคิดว่าถึงบอกไป เขาก็ทนสายตาออดอ้อนขอบะหมี่ของพวกมันไม่ไหว เทของตัวเองให้พวกมันกินอยู่ดี ก็ขี้เกียจบอก ปล่อยให้เขาเข้าใจแบบนั้นก็ได้

               ผมสบายใจทุกครั้งที่เห็นเขาอยู่กับหมากับแมว เพราะนั่นเป็นวินาทีที่เขาผ่อนคลายที่สุด และความผ่อนคลายนั้นก็เผื่อแผ่มาถึงผมด้วย

               นี่คือความรู้สึกของวิญญาณตอนมีคนแผ่เมตตาให้รึเปล่า ผมอดสงสัยไม่ได้

               “หมาฉันจะรักนายมากกว่าฉันแล้ว สนใจรับไปสักตัวไหม” เขาบอกผมในเช้าวันหนึ่งที่ผมมาค้างบ้านเขา ขณะมองบะหมี่เป็ดที่ผมซื้อมาในชามข้าวหมาด้วยสายตาอาลัย

               “ไม่ละ มันอยู่กับแม่มันนะดีแล้ว” ผมบอกเขา ผมไม่เหมาะจะเลี้ยงสัตว์ ผมกลัวจะดูแลพวกมันไม่ได้

               เขาเลี้ยงนะดีแล้ว

               ผมมองพวกลูกหมาวิ่งกลับไปหาแม่ของมันหลังจากกินบะหมี่เป็ดจนอิ่ม ก่อนหันกลับมาคุยกับเขาต่อ

               พระอาทิตย์สาดแสงเข้ามาในบ้านของเขาทางหน้าต่าง แสงต้องเส้นผมของเขา แล้วผมก็เพิ่งสังเกตว่า เขามีผมสีน้ำตาลอ่อน





               ปิดเทอมหน้าร้อนปีนั้นเขาตัดสินใจเจาะหู แอบทั้งแม่ ทั้งโรงเรียนไปเจาะ

               “เจ็บไหม” ผมถามเขาหลังพากันเดินออกมาจากร้านตุ้มหู

               “เจ็บ” เขาตอบ

               “แล้วนายเจาะทำไม” ผมถามอีก เขากำมือแน่นมากตอนพนักงานร้านใช้ปืนยิงต่างหูเข้าที่ติ่งหู พอออกมาก็หน้าซีดเป็นไก่ต้ม

               “หูจะได้หนัก ๆ” เขาบอก หัวเราะแล้วตบไหล่ผม

               “เชื่อนายเลย” ผมบอกเขา

               พอโรงเรียนเปิด แผลเขาก็แห้งแล้ว เขาจึงไม่ใส่ต่างหูที่โรงเรียน แต่ใส่ตอนนอนป้องกันไม่ให้รูที่เจาะมาตัน

               เขารักต่างหูสีเงินเรียบ ๆ ของเขามาก บอกว่าเป็นรักแรกพบ แถมยังตั้งชื่อให้พวกมันว่า “ซินญอริตา”

               ผมเชื่อเขานะ เพราะเขาไม่เข้าร้านเครื่องประดับอีกเลย พอถามว่าทำไม เขาก็บอกว่า ไม่มีคู่ไหนสวยเท่าซินญอริตาของเขาอีกแล้ว






               การมีอยู่ของเขา กลายเป็นความเคยชินอย่างหนึ่งของผม ผมคิดว่าคงมีเขาอยู่ด้วยตลอดไป คงไปค้างบ้านเขาได้ชั่วชีวิต คงได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ และแก่ตัวไปพร้อมกับเขา แต่ชีวิตกลับเป็นสิ่งไม่แน่นอน เพราะไม่นาน ราวไปปีกว่า ๆ นับตั้งแต่ที่ผมเริ่มเป็นเพื่อนกับเขา เขาก็ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ เสียชีวิตคาที่...

               ผมไปงานศพของเขา พร้อมกับเพื่อน ๆ ในรุ่น

               สมองผมว่างเปล่า ทุกอย่างขาวโพลนไปหมด ผมไม่รู้สึกอยากร้องไห้ ไม่รู้สึกอะไรเลย ผมไม่เศร้า ไม่หิว ไม่รับรู้อะไรเลย เหมือนตนเป็นแค่ก้อนหินก้อนหนึ่งบนพื้นโลก ปราศจากชีวิตจิตใจ

               ผมรู้สึกกลวงเปล่า คล้ายว่าคนที่ตายไปคือผม ไม่ใช่เขา

               เขาจะโกรธไหมที่ผมเป็นแบบนี้ จะน้อยใจรึเปล่า...







               ผมยังไปบ้านเขาอยู่ แต่ไม่ถี่เหมือนเมื่อก่อน ผมแค่ไปเพื่อสวัสดีแม่เขา เอาบะหมี่ไปให้ เล่นกับหมาตัวนั้นจากนั้นก็ลากลับ

               ทุกครั้งที่ผมเดินผ่านร้านบะหมี่เป็ด ลุงเจ้าของจะถามผมทุกครั้งว่า “บะหมี่เป็ด 2 ที่เหมือนเดิมนะ” ซึ่งผมก็พยักหน้าให้เขาไปตามความเคยชินทุกครั้ง ก่อนจะมานึกได้ตอนเดินไปบ้านเขาว่า ผมไม่ต้องซื้อ 2 ถุงแล้ว







               ผมเลิกมีเรื่องต่อยตี หันหน้าเข้าเส้นทางการศึกษาอย่างเต็มตัว กิจวัตรของผมคือการเรียนในห้อง เลิกเรียนก็ไปวัดไปเยี่ยมเขา เล่าเรื่องนู้นนี้ให้เขาฟังบ้าง นั่งเฉย ๆ บ้าง อ่านหนังสือบ้าง

               ขนาดเขาตายไปแล้ว บรรยากาศผ่อนคลายประจำตัวเขากลับยังอยู่

               ผมไปหาเขาเรื่อย ๆ จนผมเรียนจบ และสอบติดทุนไปอเมริกา

               วันที่ผมจบการศึกษาอย่างเป็นทางการ ตามเดิมแล้วเขาต้องจบพร้อมผม ผมมาหาเขาพร้อมกับใบประกาศนียบัติ

               “ฉันเรียนจบแล้วนะ นายไปเกิดรึยัง” ผมถามกับหลุมศพของเขา

               ไม่มีคำตอบ แต่ถ้าเขายังอยู่คงตอบผมว่า “ยัง”

               “ฉันได้ทุนที่อเมริกา คงไม่ได้มาหานายบ่อย ๆ แล้ว” ผมบอกเขา นั่งลงที่หน้าหลุม

               ไม่มีเสียงตอบจากเขา

               “อยากให้นายไปกับฉันด้วยจัง เห็นนายเคยบ่นว่าอยากไป” ผมบอกเขาอีก ผมชินกับการพูดคนเดียวแล้ว

               อยู่ที่โน่น ผมออกไปเดินที่ชายหาดทุกวัน บรรยากาศที่นั่นผ่อนคลายเหมือนรอบตัวเขา ทั้งพาให้คิดถึงเขา แต่พาให้คิดไปว่าหากเขายังอยู่ เขาจะมาเรียนที่นี่กับผมรึเปล่า แล้วถ้าเขามา เขาจะเรียนอะไร จะมาเดินริมหาดกับผมไหม


               เขาคงไม่เรียนกับผม แต่คงมาเดินหาดด้วยแน่ ๆ ...เดินเหมือนที่เขาเคยบอกผมไว้ว่า “ถ้าได้มหาวิทยาลัยติดทะเลนะ ฉันสาบานเลยว่าจะเดินหาดมันทุกวัน”







               วันนี้เป็นวันแต่งงานของผม ผมเจอเจ้าสาวของผมที่ชายหาดนั่นแหละ ชีวิตรักของผมไม่ค่อยมีอะไร มันเรียบง่าย แค่ไปเที่ยวกัน ตกลงคบกัน แล้วก็แต่งงานกันหลังมีงานการที่มั่นคง


               เจ้าสาวของผมเป็นคนสวย มั่นใจ มีจุดยืนของตัวเองพอที่จะดื้อ เมื่อถึงเวลาต้องดื้อ มีเสน่ห์มาก ...และชอบเอาชนะ


               “แหวนวงนี้ใครให้คุณมากัน” เธอถามผมในคืนหนึ่ง ตอนเรายังเป็นแฟนกัน

               “ทำไมอยู่ ๆ ถาม” ผมถามเธอกลับ ดึงร่างเปลือยเปล่าของเธอเข้ามากอด

               “ฉันเห็นคุณใส่ติดตัวตลอด ขนาดตอนเรามีอะไรกันคุณก็ไม่ถอด เลยสงสัย” เธอบอกพร้อมรอยยิ้ม ดึงมือซ้ายของผมไปกุมไว้หลวม ๆ


               “ไม่มีใครให้มา” ผมตอบเธอตามจริง

               “เหรอ แต่ฉันเห็นนะว่ามันสลักคำว่า ‘ซินญอริตา’ สาวที่ไหนให้คุณมากัน” เธอใช้นิ้วเล็กคลึงแหวนของผม เบา ๆ จงใจลูบผ่านรอยสลักนั้นช้า ๆ


               ผมตอบเธอเช่นเดิม ผมถือคติไม่โกหกคนรัก แต่ก็ไม่เล่าเรื่องส่วนตัวที่ส่วนตัวเกินไปให้ใครฟัง ผมไม่ชอบให้ใครมายุ่งเรื่องของผมจนเกินพอดี และแหวนวงนี้ก็เป็นของส่วนตัวที่ผมหวงที่สุด


               เธอติดใจแหวนที่นิ้วกลางของผมมาก และรู้ว่าผมหวงมันยิ่งกว่าอะไร

               “วันหนึ่งคุณต้องให้ฉันเป็นซินญอริตาของคุณ” เธอเอ่ยช้า ๆ แววตามุ่งมั่นเป็นอย่างมาก แล้วในวันแต่งงานของผมกับเธอ เธอก็ขโมยแหวนของผมไป


               วันนั้นผมเห็นว่า ไม่ควรสวมแหวนอื่น ๆ เข้าพิธีวิวาห์ จึงถอดซินญอริตาออก เก็บมันใส่กล่องแหวนสีเขียว สีโปรดของเขา ก่อนใส่มันลงในกระเป๋ากางเกงอีกที แต่ใครจะรู้ว่าตอนเปลี่ยนชุดสำหรับงานเลี้ยงจะมีเด็กมือไวสองคนแอบเข้ามาหยิบมันไป



               ผมโกรธมาก

               โกรธอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

               แหวนนั้นคือรักแรกพบของเขา สิ่งเดียวที่เขาเหลือไว้ให้ผมดูต่างหน้านอกจากหลุมศพ!

               เด็กสองคนนั้นวิ่งไปจนถึงสวนดอกไม้ของคฤหาสน์ที่จัดงาน วิ่งไปจนถึงหน้าน้ำพุ เจ้าสาวของผมยืนอยู่ตรงนั้น

               แหวนอยู่ในมือเธอ ใบหน้าของเธอปรากฏรอยยิ้มซุกซน รอยยิ้มเวลาเธอรู้สึกถึงชัยชนะ เธอให้ลูกอมเด็ก ๆ คนละห่อเป็นการขอบคุณอยู่ ตอนผมเดินไปถึง


               “คิดจะทำอะไร” ผมถามเธอเสียงเย็น เธอไม่กลัว และส่งยิ้มกลับมา

               “คุณไม่คิดว่าถึงเวลาที่มันต้องเป็นของฉันแล้วเหรอ” เธอบอกผม เสียงใสเป็นทำนองคล้ายร้องเพลง

               ผมจูบเธอ จูบปากมากรอยยิ้มของเธอ นี่เป็นจูบที่เดือดดาลเต็มไปด้วยโทสะครั้งแรกในชีวิตของผม

               นานร่วมนาทีกว่าผมและเธอจะแยกจากกัน ผมฉวยโอกาสตอนเธอเผลอ ยึดแหวนวงนั้นมาหย่อนลงกระเป๋าตนเอง แล้วกล่าวกับเธอว่า “แหวนวงนี้ไม่ใช่ของเธอ” ก่อนจะผละจากไป

               เกินไป เธอทำเกินไปแล้ว ผมคิด ชีวิตส่วนตัวของเธอผมไม่เคยยุ่ง เธอจะใส่เสื้อผ้าสีอะไรผมไม่เคยเข้าไปจัดให้ เธอจะชอบปาร์ตี้แค่ไหนผมก็ไม่ห้ามตราบเท่าที่มันปลอดภัย เธอมีเครื่องเพชร ของรักของหวงกี่ชิ้น ผมก็ไม่เคยแตะ เธอเข้ามาจัดการชีวิตผม ทั้งจัดชุดเสื้อผ้า รู้รหัสโทรศัพท์ แอบอ่านข้อความต่าง ๆ ของผม ห้ามผมทำนู่นทำนี้ ควบคุมตารางชีวิตผมบางส่วน ผมไม่ว่า ผมทนได้ ผมยินดียอมให้เธอ เพราะเธอเป็นคนมีเหตุผลมากพอ หวังดี และทุกสิ่งที่เธอทำก็ได้ผลดีเสมอ ผมเชื่อใจเธอ แต่ต้องไม่ใช่กับแหวนวงนี้ ไม่ใช่ซินญอริตา...ไม่ใช่ต่างหูสุดรักของเขา


               ทำแบบนี้ไม่ดีเลย  ถ้าเขายังอยู่คงพูดกับผมแบบนี้ แต่ผมว่าเธอล่ำเส้นผมเกินไปแล้ว

               ผมมีสิทธิ์โกรธใช่ไหม





               หลังแต่งงานกันได้ 5 ปี...หลังจากทะเลาะกันทุกเรื่องอยู่ 2 ปี ผมและเธอก็หย่ากันด้วยดี

               ผมมักทำงานอยู่ต่างประเทศ ทำให้เดินทางบ่อยไม่มีเวลาดูแลลูก ดูแลเธอ ไม่นานจากคู่แต่งงานหวานชื่นก็กลายเป็นน้ำกับไฟ อยู่ด้วยกันไม่ได้ เธอต้องการให้ผมอยู่บ้าน แต่งานของผมอยู่ในป่า ในทะเล รู้ตัวอีกทีหัวใจของเธอก็ไม่ได้อยู่กับผมแล้ว เธอตกหลุมรักอีกครั้งกับชายหนุ่มอีกคน คนที่ตอบโจทย์เธอมากกว่าผม 

               ตอนรู้เรื่องนี้ผมเสียใจ แต่พอคิดในมุมของเธอ ผมก็คิดว่าการรั้งเธอไว้คือการทำร้ายเธอ

               เธอเป็นผู้หญิงที่ดี ชีวิตเธอมีความสุขได้มากกว่านี้ ผมกับเธอตัดสินใจเปิดอกคุยกัน จบลงที่การหย่าร้าง กลับไปเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันดังเดิม โดยเธอได้สิทธิการเลี้ยงดูลูกสาว ส่วนผมไปมาหาสู่กับลูกได้เมื่อมีเวลาว่าง แค่ต้องติดต่อเธอก่อน


               ชีวิตใหม่ของเธอสุขสบาย เธอกับสามีใหม่ไปฮันนีมูนกันปีละ 2 ครั้งตามประสาคนมีความรัก ผมกับเธอคุยกันเดือนละครั้งเรื่องลูก แค่นั้นไม่มีอะไรอีก แต่เชื่อเถอะ นับตั้งแต่เราหย่ากัน ผมรู้สึกว่าพูดคุยกับเธอง่ายขึ้น รู้ตัวอีกทีเธอก็กลายเป็นเพื่อนสนิทอีกคนหนึ่งของผม คงเพราะเธอยกชุดความคิด ความคาดหวังเรื่องความรักและหน้าที่ของสามีออกไปจากตัวผมแล้ว เธอจึงเปิดใจรับตัวตนที่ผมเป็นจริง ๆ มากกว่าเก่า

               ความคาดหวังทำร้ายคน ทั้งเธอและผมต่างก็เป็นเหยื่อของมัน

               ไม่กี่ปีต่อมาอดีตภรรยาของผมก็ถึงแก่กรรม

               เธอป่วยเป็นมะเร็ง ช่วงก่อนลาโลกนี้ไปเธอยังติดใจเรื่องแหวนวงนั้นของผม

               เธอถามผมเรื่องแหวนอีกครั้ง ด้วยแววตาสงสัยใคร่รู้ไม่มีแววเอาชนะใด ๆ และผมก็เปิดปากเล่าเรื่องของเขาให้เธอฟัง

               “คุณรักเขา” เธอบอกผมขณะนอนอยู่ในโรงพยาบาล

               ผมนิ่ง คล้ายเพิ่งคิดเรื่องนี้ได้ ผมไม่รู้ว่าทำสีหน้าแบบไหนใส่เธอ เธอถึงยื่นมือผอมแห้งจากการทำคีโมฯ มาจับมือผมไว้


               “คุณรักเขา” เธอเอ่ยซ้ำ เสียงทอดอ่อน เหมือนตอนเธอกล่อมลูก ผมรู้สึกเจ็บที่หัวใจ จ้องแหวนเงินเคลือบทองคำขาวที่นิ้วกลางข้างซ้ายอย่างเหม่อลอย








               ลูกสาวผมอายุ 4 ขวบ ตอนผมรับเธอมาอยู่ด้วย

               ผมอุ้มเธอได้ด้วยมือเพียงข้างเดียว เธอตัวเล็กมาก ถึงจะใหญ่ขึ้นกว่าครั้งสุดท้ายที่ผมเจอ แต่ก็ยังเล็กอยู่ดี

               เธอกอดคอผมแน่น แต่ดวงตาของเธอกลับมองไปด้านหลังผมอย่างไม่ลดละ

               ผมไม่คิดอะไรมาก เพราะทุกครั้งที่อุ้มเธอมักเป็นตอนพาเธอเข้านอน ขึ้นรถ หรือลงชื่อในเอกสาร 

               ก่อนนอนผมอ่านนิทานให้เธอฟังทุกครั้ง แต่แปลก เพราะเช้ามาเธอมักพูดถึงนิทานอีกเรื่อง เช่น คืนนั้นผมเล่าเรื่องเจ้าหญิงนิทรา ตอนเช้าเธอจะพูดถึงเรื่องเจ้าชายกบ เป็นต้น


               สงสัยเธอคงแอบลุกขึ้นมาอ่านหลังผมดับไฟแล้ว แย่แฮะ ผมกลัวลูกติดนิสัยนอนดึกแล้วจะตัวเตี้ยจัง


               ฉันควรทำยังไงดี  ผมคิดในเช้าวันหนึ่งหลังเธอออกไปโรงเรียน มือก็ลูบแหวนเงินไปด้วย







               ผมประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ อาการโคม่า

               ผมรู้ เพราะตอนนั้นวิญญาณผมหลุดออกมายืนดูตัวเองสภาพโชกเลือดในห้องผ่าตัดอยู่

               ผมตกใจทำอะไรไม่ถูก สิ่งเดียวที่ผมนึกออกคือเธอ ลูกสาวของผม

               เธอเสียแม่ไปเมื่อสองปีก่อน ถ้าคราวนี้มาเสียพ่อไปอีก ลูกผมจะอยู่อย่างไร

               ผมไม่รู้ว่านิ่งให้กำลังใจร่างกายตัวเองอยู่นานแค่ไหน สิ่งที่เรียกสติผมคือเสียงร้องไห้เบา ๆ กับเสียงปลอบโยนของใครบางคนจากนอกห้องผ่าตัด

               ผมจำได้ทันทีว่านี่เสียงลูกผม ส่วนอีกเสียงนั้นผมนึกไม่ออก แต่ผมรู้ว่าผมรู้จักเจ้าของมันดี

               ผมรีบเดินไปตามเสียงนั้น ทะลุประตูออกไป ตามทางเดินสั้น ๆ อีกนิดหน่อยก่อนทะลุประตูออกไปอีกบาน







               ...แล้วผมก็ได้เห็นเขาอีกครั้ง หลังจากไม่ได้พบหน้ากันมา 17 ปีเต็ม







               เขาพยายามปลอบใจลูกสาวผม ขณะที่เธอร้องหาแม่พ่อ

               ผมสงสารเธอ...

               ...ผมคิดถึงเขา

               เขายังเหมือนเดิมทุกอย่างทั้งเส้นผมสีน้ำตาลอมแดง ส่วนสูงตามมาตรฐานใบหน้าสะอาดสะอ้านธรรมดา และชุดนอนลายตารางสีเขียว

               เห็นได้ชัดว่าเวลาของเขาหยุดลงตั้งแต่วันนั้น วันที่เขาจากผมไป

               เขาปลอบเธอ สักพักก็ร้องไห้กับเธอ

               ให้มันได้อย่างนี้สิ ผมคิด เดินเข้าไปหาทั้งสอง

               “ร้องไห้ทำไม” ผมถามเขา เขาเงยหน้าขึ้นมองตามเสียง ตกใจที่เห็นผม

               “นาย นายไม่ควรออกมา” เขาบอกผมเสียงสั่น

               “บอกฉันก่อนว่านายร้องไห้ทำไม” ผมถามเขาอีก ตามองเขานิ่งไม่กล้ากะพริบตา กลัวเหลือเกินว่าเขาจะหายไปอีก พลางย่อตัวลงคุกเข่ากับพื้นตรงหน้าลูก

               “นายต้องกลับเข้าร่างไป เธอต้องการนาย” เขาโอบลูกสาวผมแนบอก ราวกับเธอเป็นลูกแท้ ๆ ของตน


               ผมผิดไหมที่ใจเต้นแรงกับภาพนี้ ผมดีใจที่เขารักเธอ แต่ส่วนดีใจก็ดีใจ หงุดหงิดใจก็หงุดหงิดใจ ทำไมเขาไม่ตอบคำถามผมเลยสักข้อ

               “นายตอบคำถามฉันก่อน!” ผมเอ่ยกับเขาเสียงเรียบติดจะรำคาญ มือก็ลูบหัวลูกไปด้วย

               เขาเงียบ นิ่งคิด

               ผมรอคำตอบ

               ส่วนเธอร้องไห้

               สุดท้ายเขาก็ตอบผม



               “ฉัน…ฉันกลัวว่านายจะเป็นอะไรไป ฉันเป็นห่วงนาย เป็นห่วงเธอ ฉัน...” เขาร้องไห้

               เห็นเขาเป็นแบบนี้ผมก็โกรธเขาไม่ลง

               ก็แค่เรื่องตอบคำถาม คิดทำไมให้หนักหัว

               ผมมองเขานิ่ง มองน้ำตาของเขา มองดวงตาของเขา มองทุกอย่างของเขา พยายามจดจำทุกสิ่งของเขาไว้ในสมองของดวงวิญญาณ (ถ้าวิญญาณมีส่วนประกอบแบบร่างกายนะ)

               “นายไม่แก่ลงเลยนะ” ผมหลุดปากออกมา

               “ใช่เวลาไหม” เขาดุผม เหมือนเมื่อก่อน และผมก็ยิ้มรับ เหมือนทุกที

               บางที...บางทีถ้าเขายังอยู่ ถ้านาฬิกาชีวิตของเขาไม่ได้ตายลงวันนั้น นี่อาจเป็นทุกวันของผมและเขา

               หูผมเริ่มได้ยินหวีดร้องของเครื่องปั๊มหัวใจ

               ...ตื่นเช้ามา เขาไม่ตอบคำถามผม ผมดุเขา ผมหลุดปากพูดอะไรแปลก ๆ ออกมา เขาดุผม ผมยิ้มรับ เขาให้อาหารแมว ส่วนผมให้อาหารหมา

               เปลือกตาผมเริ่มหนัก

               ...และบางทีลูกสาวคนนี้คงเป็นของเขากับผม

               ภาพทุกอย่างเริ่มพร่าเลือน หมอคงเรียกผมกลับเข้าร่างอยู่

               บางที...

               “ชาติหน้า นายห้ามทิ้งฉันไปก่อนแบบนี้อีกนะ” ผมฝืนตาตื่น เอ่ยกับเขา แล้วก้มลงจูบปากเขาเบา ๆ อย่างน้อยผมก็ต้องคว้าโอกาสนี้ไว้ ก่อนทุกอย่างจะมืดดับไป

               “คุณรักเขา”  ถูกของภรรยาเก่าผมจริง ๆ








               ผมพ้นจากโคม่าในเวลาไม่นาน ไม่ได้เห็นเขาอีกตามคาด 

               ผมสังเกตว่าลูกสาวคนเดียวของผมเริ่มเล่าเรื่องแต่ละวันของเธอให้ฟังมากขึ้น อาจเพราะผมต้องนอนอยู่ในโรงพยาบาล ไม่ต้องเข้างานก็ได้ จึงมีเวลาอยู่กับเธอมากกว่าเมื่อก่อน

               เธอมักเล่าเรื่องโน้นนี้ให้ฟัง ตั้งแต่อาหารกลางวันที่โรงเรียน (สามีใหม่ของภรรยาเก่าผมอาสารับ-ส่งเธอ) ไปจนถึงเรื่องของคุณสีเขียว เพื่อนในจินตนาการของเธอ เธอเรียกเขาเช่นนี้ เพราะเขาใส่ชุดนอนลายตารางสีเขียว

               “คุณพ่อขา วันนี้คุณสีเขียวถามถึงแหวนของคุณพ่อค่ะ” เธอพูดขึ้น ผมคิดว่าเธอคงสงสัยเองแต่ไม่กล้าถามเลยยกคุณสีเขียวอะไรนั่นขึ้นมาอ้าง แน่นอนผมไม่มีอะไรต้องปิดบังเธอ เลยเล่าทุกอย่างให้เธอฟัง ใครจะไปคิดว่าหลังจากเล่าจบ เธอก็บอกผมว่า เมื่อกี้คุณสีเขียวของเธอกลายเป็นสีแดง เดินหนีออกจากห้องไปแล้ว

               “เขาเปลี่ยนสีได้เหรอลูก” ผมถาม

               “หนูก็ไม่รู้ค่ะ แต่เขาเอามือจับหูแล้วก็กลายเป็นสีแดงเลย!” เธอตอบ

               ผมหัวเราะฮึในอก คิดเข้าข้างตัวเองว่าบางที่คุณสีเขียวของเธออาจเป็นเขาก็ได้







               นับวันลูกสาวผมยิ่งเหมือนภรรยาเก่าของผม โดยเฉพาะนิสัยชอบเอาชนะรักความยุติธรรม เหมือนยิ่งกว่าแกะ แต่ที่น่าแปลกใจคือนอกจากเหมือนภรรยาเก่าผมแล้ว เธอยังเหมือนเขาเข้าไปทุกวันด้วย ทั้งคำพูดคำจา ท่าทาง และแววตา

               เวลาเธอโกรธไม่พอใจอะไรเธอจะยืนกอดอก เหมือนเขา

               เวลาผมไม่สนใจเธอ เธอจะวิ่งมายืนตรงหน้าผม ขมวดคิ้วมองผมด้วยสายตาเป็นห่วง เหมือนเขา

               เธอชอบเก็บลูกหมาลูกแมวมาไว้ที่บ้าน เหมือนเขา

               เธอหัวเราะแล้วตบไหล่คนอื่น เหมือนเขา

               ถ้าไม่ติดว่าเขาตายไปแล้ว ผมคงคิดว่าเขาแอบตีท้ายครัวผมและเด็กคนนี้เป็นลูกสาวของเขาไม่ใช่ของผม แต่ก็ใช่ว่าเธอจะเหมือนเขาไปทุกอย่าง เพราะหลายอย่างเธอก็เหมือนผม บางเรื่องไม่ควรเหมือนยังเหมือน

               เธอสูบบุหรี่ตอนอยู่มัธยมปลาย เหมือนผม

               เธอมีเรื่องชกต่อยกับเด็กที่โตกว่าและชนะ เหมือนผม

               นี่ผมไม่ใช่ตัวอย่างที่ดีให้ลูกเลยเหรอ...







               เวลาผ่านไปลูกสาวผมก็มีครอบครัวของตัวเอง ส่วนร่างกายของผมก็แก่ลงไปตามธรรมชาติ เมื่อต้นปีผมเพิ่งฉลองวันเกิดครบ 98 ปีไป ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองจะอยู่มาได้นานขนาดนี้ สมัยวัยรุ่นยังคิดเลยว่าตนน่าจะเป็นมะเร็งปอดตายก่อนหกสิบ ใครจะไปรู้ละว่าแค่สุนัขจามครั้งเดียวผมจะเลิกบุหรี่ได้ทันตา

               วันนี้วันคริสต์มาส ถ้าสมองของผมจำไม่ผิด เพราะช่วยบ่ายหลาน ๆ ผมยังเข้ามาถามเรื่องซานตาครอสอยู่


               คิดไปคิดมาหลังจากพ่อแม่ผมตาย ผมก็ไม่ได้กลับไทยอีกเลย

               ถ้าผมตายที่นี่ (ซึ่งก็คงเป็นเช่นนั้น) ร่างผมก็คงทำพิธีที่นี่ ไม่ได้ฝังในแผ่นดินผืนเดียวกับเขา


               ป่านนี้จะทำอะไรอยู่นะ  ผมคิดแล้วหลับไป







               ผมตื่น เพราะได้ยินเสียงพูดคนเดียวของใครบางคน

               “...ปิดไฟแล้ว”

               เสียงนี้...ทุ้มแต่ไม่ลุ่มลึกนัก...เสียงของวัยรุ่น

               “เครื่องทำความร้อนทำงานปกติ”

               ผมรู้จักเสียงนี้ดี ผมรู้...เพราะนี่คือเสียง...

               “ปิดน้ำแล้ว...”

               …ของเขา

               ผมลุกจากเตียงช้า ๆ ใจรู้แล้วว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับตน

               ผมมองร่างไร้ชีวิตของตนบนเตียง มองริ้วรอยบนใบหน้าทุกเส้น และมองเส้นผมสีขาวโพลน

               ผมมีช่วงชีวิตที่ยืนยาวมาก...มากจนผมหลงลืมเรื่องในวัยเด็กและวัยหนุ่มไปหลายอย่าง

               ในวันที่ผมรู้ตัวว่าไม่อาจนึกใบหน้าและน้ำเสียงของเขาออกได้ด้วยตัวเอง ผมโคตรโกรธความชราภาพของตนเลย ผมพยายามเก็บทุกเศษเสี้ยวของเขาไว้ในสมอง พยายามคิดถึงเขาทุกวัน แต่สุดท้ายกาลเวลาก็ยังชะล้างให้พวกมันเจือจางลงไปอยู่ดี ...แต่ถึงสังขารจะทรยศผมในช่วงสามสิบปีให้หลังมานี้ไม่น้อย ทั้งโรคภัยไข้เจ็บ สายตาที่แย่ลงเรื่อย ๆ และความทรงจำที่จางลงช้า ๆ ผมก็โกรธมันไม่ลงอยู่ดี

               อย่างว่า...ร่างนี้ไม่ใช่หรือ คือของขวัญวันเกิดชิ้นแรกที่พ่อแม่ให้ผมมา

               ร่างนี้ไม่ใช่หรือ ที่เติบโตมาแข็งแรงพอทนกระแสน้ำในน้ำตกของอุทยานแห่งชาติจนผมรอดชีวิตมาได้

               คือร่างนี้ไม่ใช่หรือ ที่ครั้งหนึ่งเคยช่วยชีวิตเขาเอาไว้ในน้ำตก...และก็คือร่างนี้ไม่ใช่หรือ ที่ลูกสาวชอบปีนป่าย แล้วพูดว่า “คุณพ่อเก่งจัง อุ้มหนูได้ด้วย คอยดูนะวันหนึ่งหนูจะตัวสูงแบบคุณพ่อบ้าง” ด้วยรอยยิ้มละไม

               ร่างนี้เปรียบได้กับเพื่อนสนิทคนหนึ่งของผมที่อยู่กันมานาน และวันนี้เพื่อนคนนั้นก็จากไปแล้ว

               ผมบอกลาร่างของตนเรียบ ๆ

               “ขอบคุณ” ผมบอกกับของขวัญจากบิดามารดาชิ้นนี้ที่อยู่ร่วมกับผมมาอย่างทนทาน แม้หลัง ๆ จะไม่ดีเหมือนเก่า แต่ก็ไม่เคยขัดคำสั่งสักครั้ง แล้วเดินออกมาจากห้องนอนของตนช้า ๆ

               ชีวิตนี้ของผมจบลงแล้ว...







               “...สาม สี่ ห้า โอเค หมาในบ้านอยู่ครบทุกตัว” ยิ่งเดินไปตามทางเดินบ้าน เสียงของเขาก็ยิ่งชัดขึ้น และไม่นานเกินรอ ผมก็เห็นแผ่นหลังของเด็กหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งคนหนึ่ง

เขามีเส้นผมสีน้ำตาลอมแดงนิด ๆ

               เขาสวมชุดนอนลายตารางสีเขียวเข้มตัวเก่ง แต่ถึงอยู่ในชุดนอนบุคลิกภาพของเขาก็ยังดีเหมือนเดิม ทั้งหน้าเชิดหลังตรงอกผายไหล่ผึ่ง ตามแบบฉบับนักเรียนตัวอย่าง ที่ทางโรงเรียนเก่าผมมอบใบประกาศนียบัตรให้ทุกปี ตามหัวข้อ ‘ความประพฤติดีเด่น เข้าเรียนไม่เคยขาด แต่งตัวสะอาดและถูกกาลเทศะ’


               ไม่ค่อยมีใครรู้จักเขา อาจเพราะเขาเพื่อนน้อยหรืออายุสั้นก็ได้ แต่ผมรู้จักเขาดี

               แค่เห็นเขา กายวิญญาณอันแก่ชราของผมก็กลับไปเป็นหนุ่มอีกครั้ง...กลับไปเป็นตัวผมเมื่อวันวาน ในวินาทีที่นาฬิกาชีวิตของเขาหยุดเดิน


               ในที่สุด 

               ผมสวมกอดเขาจากด้านหลัง ไม่คิดปล่อยไปไหน

               ในที่สุด

               ไหล่เขาสั่นไหว เขาเลื่อนมือขึ้นมาจับแขนผมแน่น ผมวางคางเกยบ่าเขา

               ในที่สุด

               “นายรอนานรึเปล่า” ผมถามเขา เขาหันมาสบตาผมทั้งน้ำตา

               ในที่สุด

               “นายมาแล้ว” เขากอดผม ตัวเขาอุ่นเหลือเกิน ผมกระชับอ้อมแขนแน่นขึ้น

               ในที่สุด

               “ให้ตาย นายไม่เคยตอบตรงคำถามเลย” ผมบ่น ก่อนกระซิบข้างหูเขาว่า “นายต้องรักษาสัญญานะรู้ไหม”







               “ชาติหน้าไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไรก็ตาม นายห้ามทิ้งฉันไปก่อนอีกนะ” ผมกำชับเขาเสียงเข้ม

               “อืม” ...และเขาก็รับคำผมด้วยรอยยิ้มที่สวยที่สุดในโลก







               ใช่ ชีวิตนี้ของผมจบลงแล้ว...แต่เรื่องของผมกับเขาจะยังคงดำเนินต่อไป ...ต่อไปไม่รู้จบ













จบบริบูรณ์

อ่านเรื่องของ 'เขา' ได้ใน เรื่องรักไม่รู้ชื่อ ค่ะ

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ Redy Panda จากทั้งหมด 6 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

2 ความคิดเห็น

  1. #2 jack forch (@laxus123) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2562 / 10:21
    น้ำตาไหลอีกแล้ว มันละมุนแล้วก็อบอุ่นมากๆเลยค่ะ ขอบคุณที่เขียนนิยายที่ดีมากๆ แบบนี้ออกมานะคะ
    #2
    1
    • #2-1 (@mama225) (จากตอนที่ 1)
      17 สิงหาคม 2562 / 22:56
      ขอบคุณที่คอมเมนท์ให้กำลังใจเช่นกันค่ะะะะะะะะ (Happy มาก ๆ)
      เราจะพยายามเขียนเรื่องดี ๆ มาให้อ่านกันอีกนะคะ
      ขอให้คุณJack Forch มีความสุขมาก ๆ นะคะ
      ขอบคุณค่ะ

      ปล. ถ้ามีรวมเล่มยังไงจะแจ้งคุณเป็นคนแรกเลยค่ะ!
      #2-1
  2. #1 Lucy Air (@0868593757) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2562 / 03:37

    อ่านไปน้ำตาไหลไป
    #1
    1
    • #1-1 (@mama225) (จากตอนที่ 1)
      17 สิงหาคม 2562 / 23:58
      ไม่เป็นไรนะคะ พวกเขามีความสุขแล้วค่ะ // ตั้งบูธแจกทิชชู่
      #1-1