คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

อนาตาคาเลีย : บัลลังก์รักจอมราชันย์ ภาค อเล็กซ์ คีน

ตอนที่ 29 : บทที่ 13 ผลึกวารี (ตอนที่ 1)


     อัพเดท 14 มี.ค. 50
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/ซึ้งกินใจ
Tags: ยังไม่มี
ผู้แต่ง : mallika ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ mallika
My.iD: https://my.dek-d.com/mallika
< Review/Vote > Rating : 93% [ 89 mem(s) ]
This month views : 7 Overall : 12,434
183 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 41 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
อนาตาคาเลีย : บัลลังก์รักจอมราชันย์ ภาค อเล็กซ์ คีน ตอนที่ 29 : บทที่ 13 ผลึกวารี (ตอนที่ 1) , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 113 , โพส : 0 , Rating : 0% / 0 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด





อนาตาคาเลีย
: บัลลังก์รักจอมราชันย์

 

บทที่ 13

 

ผลึกวารี

 

ตอนที่ 1

 

 

                นครไมนัสในยามบ่ายคึกคักไปด้วยผู้คนที่หลั่งไหลมาจากที่ต่างๆ เพื่อร่วมงานประลองยุทธ์เลือกคู่ของเจ้าหญิงรัชทายาท ซึ่งเป็นงานประเพณีเก่าแก่และนานๆ จะจัดขึ้นสักครั้ง อาณาจักรโอโดเนียร์ในยามนี้จึงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนจากที่ต่างๆ ทั้งที่เป็นชาวโอโดเนียร์และไม่ใช่ชาวโอโดเนียร์

 

 

                ท่ามกลางผู้คนที่สัญจรไปมาอย่างหนาแน่นบริเวณประตูเมือง ทหารหลวงในเครื่องแบบสีน้ำเงินเข้มยืนเข้าแถวกันอย่างเป็นระเบียบ เพื่อรอต้อนรับราชอาคันตุกะซึ่งเป็นผู้แทนจากสองอาณาจักรใหญ่ โธราเทียร์และเกรนีเวียร์

 

 

                เสียงแตรต้อนรับดังก้องขึ้นพร้อมๆ กับขบวนม้ายาวเหยียดสองขบวนควบผ่านประตูเมืองเข้ามา ก่อนจะหยุดตั้งขบวนอย่างเป็นระเบียบเพื่อรอรับเจ้านายของตน บนม้าสีน้ำตาลแก่เจ้าชายฟรานซิสก้าวลงจากหลังม้า ร่างสูงในเครื่องแต่งกายรัดกุมที่ใช้ในการเดินทางยืนนิ่งด้วยท่วงท่าสง่างาม จากนั้นหันไปมองสหายหนุ่มจากโธราเทียร์ที่ก้าวลงจากหลังม้าแล้วเดินเข้ามาหาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

 

 

                “เจ้าชายฟรานซิส” เอธานก้มศีรษะทักน้อยๆ

 

 

                “นึกแล้วว่าต้องเจอเจ้าที่นี่เอธาน” เจ้าชายหนุ่มเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะถามต่อว่า “ได้ข่าวโดมินิคบ้างไหม”

 

 

                “ไม่เลยเจ้าชาย” ชายหนุ่มตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนที่ทั้งคู่จะหันไปมองบุรุษร่างผอมสูงที่ก้าวเข้ามาหาด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร

 

 

                “ยินดีต้อนรับเจ้าชายฟรานซิสแห่งเกรนีเวียร์ ท่านเอธานแห่งโธราเทียร์ ข้าในฐานะตัวแทนของเจ้าหญิงโรซาลีนรู้สึกเป็นเกียรติที่ท่านทั้งสองมาร่วมงานประลองในครั้งนี้” เจ้าชายอารอนผู้สำเร็จราชการกล่าวต้อนรับอย่างเป็นพิธีการ

 

 

                “ข้าก็ยินดีเช่นกันท่านอารอน” เจ้าชายฟรานซิสเอ่ยตอบ

 

 

                เจ้าชายอารอนยิ้มน้อยๆ ด้วยท่าทางสง่างามแล้วหันไปเอ่ยกับชายหนุ่มแห่งโธราเทียร์บ้าง “ข้ารู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหลือเกิน ถ้าไม่เกิดเหตุการณ์น่าเศร้ากับพระราชาริชาร์ดและเจ้าโดมินิค วันนี้ข้าคงได้ต้อนรับเจ้าชายรัชทายาทแห่งโธราเทียร์ที่นี่ด้วย”

 

 

                  เอธานหน้าตึงด้วยความไม่พอใจ ก่อนจะรีบสลายไปแล้วตอบด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยว่า “ข้าเองก็เช่นกัน แต่ไม่นานเราก็จะลืมความเจ็บปวดนั้นไปได้เอง”

 

 

                “เจ้าหญิงโรซาลีนล่ะท่านอารอน” เจ้าชายแห่งเกรนีเวียร์เอ่ยขัดขึ้นดึงความสนใจของผู้สำเร็จราชการแห่งโอโดเนียร์มาที่ตน

 

 

                “เจ้าหญิงทรงรออยู่ในพระราชวังพะย่ะค่ะ ขอเชิญทุกท่านเข้าไปพักผ่อนที่ตำหนักรับรองก่อน” อารอนกล่าวพลางออกเดินนำไปยังรถม้าหรูหราที่จอดรออยู่ เชื้อเชิญราชอาคันตุกะเข้าไปนั่ง ก่อนที่เขาจะก้าวตามขึ้นไป จากนั้นขบวนเสด็จและขบวนรับเสด็จจึงเคลื่อนตัวไปยังพระราชวังไมนัสอันแสนสง่างามและแปลกตา

 

 

                ท่ามกลางผู้คนที่มารอชมขบวนเสด็จของเจ้าชายต่างเมือง รอบซ์ยืนปะปนอยู่ในฝูงชนซ่อนใบหน้าใต้หมวกของเสื้อคลุมตัวยาวแบบชาวโยริลล์ ดวงตาสีฟ้าซีดสอดส่ายไปรอบๆ จดจำทุกอย่างที่เห็นและเงี่ยหูฟังทุกอย่างที่ได้ยิน หน้าที่ของเขาก็คือหาข่าว ข่าวทุกข่าวที่มีประโยชน์สำหรับเพื่อนๆ ในขณะที่เอริคสำรวจเมือง จัดทำแผนที่ การวางกำลังทหารและเวรยามรอบเมืองเพื่อหาทางหนีทีไล่ หากจำต้องออกจากที่นี่แบบเร่งด่วนจะได้ไม่มีใครไล่ทันหรือตามจับกลับมาได้

 

 

                ดวงตาสีฟ้าซีดจับจ้องไปยังขบวนเสร็จยาวเหยียด ก่อนจะอุทานออกมาเบาๆ เมื่อเห็นบุคคลที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นที่นี่ หญิงสาวที่ชาตินี้เขาจะไม่มีวันลืมเด็ดขาด แม่มดดำแห่งป่าหมอกพิษ...

 

 

                “อิซาเบล~~”

 

 

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

 

 

                ภายในห้องทำงานในบ้านพักของหัวหน้าราชองครักษ์แห่งโอโดเนียร์ที่สว่างไสวด้วยแสงจากตะเกียงหลายดวง เชียร์ เอริค เจ้าชายโดมินิคและไบรอันนั่งล้อมอยู่รอบตัวโต๊ะสีเหลี่ยมตัวเล็กด้วยใบหน้าเคร่งเครียด

 

 

                เจ้าชายหนุ่มกวาดสายตาไปยังใบหน้าของเพื่อนร่วมโต๊ะทีละคน ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ แล้วเริ่มเล่าเรื่องราวของตนเองให้ราชองครักษ์หนุ่มฟังด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แม้จะเบื่อหน่ายกับการเล่าเหตุการณ์ในคืนนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เขาก็หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่ดี เมื่อชายหนุ่มเจ้าของบ้านเอ่ยถามขึ้น เขาจึงต้องเล่าให้ฟังเพื่อแลกกับความร่วมมือจากอีกฝ่าย โดยละเว้นเรื่องของราชันย์ปีศาจไว้เพราะไม่แน่ใจว่าชายหนุ่มจะเชื่อหรือไม่

 

 

                “ท่านอาลานอสก่อการกบฏสังหารท่านพ่อและทำร้ายข้า แต่ข้าหนีออกมาได้ด้วยความช่วยเหลือของเพื่อนๆ ข้าหลบอยู่กับพวกเขาพักหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเดินทางมาที่นี่เพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ไม่กล้าแสดงตัวเพราะข้าไม่แน่ใจว่ามีใครอยู่ฝ่ายเดียวกับข้าบ้าง”

 

 

                “เป็นอย่างที่ข้าคิดไว้ไม่มีผิด อำนาจไม่เข้าใครออกใคร” ไบรอันเอ่ยเสียงเรียบ ถอนใจเบาๆ ก่อนจะถามว่า “แล้วท่านจะทำยังไงต่อไป”

 

 

                “ข้า--”

 

 

                “เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนเถอะ ข้ามีเรื่องสำคัญกว่าจะแจ้งให้ท่านทราบไว้” เอริคที่นั่งฟังอยู่ขัดขึ้นพลางส่งสายตาไปยังเจ้าชายหนุ่มเป็นความหมายว่าให้เก็บวัตถุประสงค์ในการเดินทางมาในครั้งนี้ของพวกตนไว้ก่อน

 

 

                “เรื่องอะไร” ราชองครักษ์หนุ่มขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ก่อนจะหยิบสิ่งที่เอริควางลงบนโต๊ะขึ้นมาดูใกล้ๆ “ลูกดอก ทำไม”

 

 

                “ข้าพบลูกดอกลูกนี้ปักอยู่ที่สะโพกแม่ม้าสาวของเจ้าหญิงโรซาลีนในวันที่ม้าของนางตื่น” เอริคตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ทำเอาคนฟังตกใจจนเก็บอารมณ์ไม่อยู่

 

 

                “เป็นไปได้ยังไง ใครเป็นคนทำแบบนี้” ไบรอันเอ่ยถามด้วยสีหน้าทุกข์ร้อน เขาไม่อยากจะเชื่อเลยมีคนคิดปองร้ายเจ้าหญิงโรซาลีนอย่างนั้นหรือ

 

 

                เอริคไหวไหล่น้อยๆ ก่อนจะตอบว่า “เรื่องนี้ข้าไม่รู้คงต้องให้ท่านไปสืบเอาเอง แต่ที่ข้ารู้อย่างหนึ่งก็คือคนที่ทำแบบนี้ต้องไม่หวังดีกับเจ้าหญิงเป็นแน่”

 

 

                “ใครกันที่คิดปองร้ายเจ้าโรซาลีน” ราชองครักษ์หนุ่มครุ่นคิดด้วยสีหน้าวิตกกังวล เขาพลาดไปแล้ว เขาประมาทเกินไป ถ้าวันนั้นไม่เจ้าชายหนุ่มช่วยไว้เจ้าหญิงรัชทายาทก็อาจจะ...อาจจะ... ชายหนุ่มกำหมัดแน่นด้วยความโกรธที่ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อคิดว่าเกือบจะสูญเสียเจ้าชีวิตไปแล้วเพราะความอ่อนหัดของตนเอง

 

 

                “ไม่ยากหรอก ท่านลองคิดดูสิว่าใครจะได้ประโยชน์ที่สุดถ้าเจ้าหญิงทรงเป็นอะไรไป” หญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวในห้องเอ่ยขึ้น

 

 

                “เจ้าหญิงโรซาลีนเป็นรัชทายาทเพียงหนึ่งเดียวของโอโดเนียร์ หากทรงเป็น...อะไรไป ท่านอารอนอดีตพระอนุชาในกษัตริย์พระองค์ก่อนและเป็นผู้สำเร็จราชการจะได้สืบราชบัลลังก์แทน” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงแผ่ว ก่อนจะลุกพรวดขึ้นยืนด้วยความร้อนใจ “ไม่ได้การแล้ว ข้าจะต้องไปเตือนพระองค์ให้ระวังตัวไว้”

 

 

                เจ้าชายหนุ่มฉุดแขนอีกฝ่ายไว้ก่อนที่เขาจะวิ่งออกไปจากห้องพร้อมกับเตือนว่า “ใจเย็นๆ ไบรอัน ท่านไม่มีหลักฐานขืนพูดไปฝ่ายตรงข้ามจะไหวตัวเสียเปล่าๆ”

 

 

                “อืม... ท่านพูดถูก ข้าคงต้องคอยเฝ้าระวังให้มากกว่านี้” ราชองครักษ์หนุ่มทรุดลงนั่งอีกครั้ง รอยเคร่งเครียดฉาบอยู่บนใบหน้าเคร่งขรึม

 

 

                (((ก๊อก ๆ ๆ))) เสียงเคาะประตูรัวเร็วดังขัดขึ้นแล้วถูกผลักเปิดออกทันที ก่อนที่รอบซ์จะก้าวเข้ามาอย่างเร่งรีบ

 

 

                “เป็นยังไงบ้างรอบซ์ ได้ข่าวอะไรมาบ้าง” เอริคเอ่ยถามทันทีที่เพื่อนรักนั่งลงข้างๆ

 

 

                รอบซ์เลื่อนหมวกเสื้อคลุมออกจากศีรษะแล้วกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียดว่า “เจ้าชายฟรานซิสกับเจ้าเอธานเข้าเมืองมาแล้ว แต่ที่น่าแปลกใจก็คือเขาเดินทางมากับอิซาเบล”

 

 

                “อิซาเบล!!” ุกคนร้องขึ้นด้วยความประหลาดใจ ยกเว้นราชองครักษ์ที่จ้องมองมาด้วยสีหน้างงๆ

 

 

               “ใช่...อิซาเบล รูปร่างหน้าตาแบบนั้นข้าไม่มีวันลืมแน่” รอบซ์รับคำเสียงหนัก วีรกรรมที่แม่มดสาวเคยทำไว้กับพวกเขาหวนกลับมาในห้วงคิด ก่อนจะหันไปมองเจ้าบ้านหนุ่มเมื่อเขาเอ่ยถามว่า

 

 

                “ขอโทษนะ อิซาเบลคือใครหรือ ทำไมพวกเจ้าต้องทำท่าตกใจขนาดนั้นด้วย”

 

 

                “นางเป็นแม่มดดำแห่งป่าหมอกพิษ นางซุ่มอยู่ในป่าต้องห้ามคอยหลอกคนที่หลงเข้าไปในอาณาจักรของนางมาบูชายัญ ก่อนมาที่นี่พวกข้าเคยประทะนางมาแล้ว แต่แต่นางหนีไปได้” เชียร์เป็นคนอธิบาย

 

 

                ไบรอันพยักหน้ารับ ไม่แปลกใจเรื่องแม่มดดำแห่งป่าหมอกพิษเท่าไร เพราะเคยได้ยินเรื่องนี้มาบ้างแล้ว แต่ที่เขาแปลกใจก็คือทำไมนางจึงเดินทางมาที่นี่ “แล้วทำไมนางถึงมากับท่านเอธานได้”

 

 

                “เรื่องนี้ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ที่รู้ก็คือนางไม่ได้มาดีแน่ ท่านควรจะระวังนางเอาไว้ให้มากๆ” เชียร์ตอบเสียงเข้ม ดวงตาสีมรกตวาววับอย่างเอาเรื่อง

 

 

                “ไม่ได้การแล้ว ข้าต้องรีบเข้าวังไปอารักขาเจ้าหญิงและจัดวางเวรยามให้รัดกุมกว่านี้ พวกท่านพักผ่อนกันตามสบายนะ แล้วเราค่อยคุยกันทีหลัง” ราชองครักษ์หนุ่มผุดลุกขึ้นยืนด้วยความร้อนใจ เขาก้าวยาวๆ ไปยังประตูห้อง ก่อนจะหันมาอีกครั้งเมื่อนึกขึ้นได้ว่าลืมเรื่องสำคัญบางอย่างไป

 

 

                “อ๋อ... ข้าลืมแจ้งไป องค์หญิงมีบัญชาให้พวกท่านเข้าร่วมแสดงในงานเลี้ยงต้อนรับราชอาคันตุกะคืนนี้ด้วย พวกท่านคงไม่มีปัญหาอะไรนะ ข้าขอตัวก่อนแล้วคืนนี้พบกันในวัง” เมื่อพูดจบร่างสูงก็ผลุนผลันออกไปอย่างเร่งรีบ

 

 

                “ไฟลนก้นเลยเฮะ” รอบซ์เอ่ยยิ้มๆ

 

 

                “ก็มันหน้าที่ของเขา ท่านไบรอันเป็นราชองครักษ์ของเจ้าหญิงโรซาลีน ความปลอดภัยของเจ้าหญิงต้องอยู่เหนือสิ่งอื่นใด” เชียร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนจะหันไปมองเจ้าชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆ เมื่อได้ยินเสียงทุ้มกระซิบว่า

 

 

                “รู้ใจกันเหลือเกินนะ”

 

 

                “พูดอะไรของท่าน อย่ามาหาเรื่องกันนะ” หญิงสาวกระซิบตอบ ดวงตาสองคู่มองสบกันนิ่ง ก่อนที่ทั้งคู่จะหันไปมองเพื่อนหนุ่มตัวโต เมื่อเอริคเอ่ยเสียงเข้มว่า

 

 

                “ตอนนี้เรากำลังหารือกันอยู่ ถ้ามีอะไรก็ขอให้พูดออกมาดังๆ ให้คนอื่นได้ยินด้วย”

 

 

                “ไม่มีอะไรนี่” เชียร์รีบปฏิเสธพลางไหวไหล่น้อยๆ

 

 

                “ใช่ ก็หารือกันต่อไปสิ” เจ้าชายหนุ่มรีบสนับสนุน

 

 

                เอริคจ้องมองสองหนุ่มสาวตรงหน้านิ่ง มีบางอย่างแปลกไประหว่างพวกเขา เมื่อคืนนี้เชียร์คุยอะไรกับเจ้าชายโดมินิคที่ระเบียงกันแน่ ชายหนุ่มครุ่นคิดในใจ ก่อนจะหันไปมองประตูเมื่อไลลาก้าวเข้าในห้อง

 

 

                “ท่านไบรอันเขารีบไปไหนเหรอ เมื่อกี้เกือบชนข้าแน่ะ” หญิงสาวเดินมาทรุดลงนั่งข้างเชียร์ “ปรึกษาอะไรกันอยู่เล่าให้ข้าฟังบ้างสิ” เธอเอ่ยถามพลางกวาดตามองหน้าเพื่อนๆ ด้วยความสนใจ

 

 

                “เจ้าหญิงโรซาลีนเชิญพวกเราเข้าไปเปิดการแสดงในพระราชวังคืนนี้” รอบซ์เล่าเสียงเรียบ

 

 

                ไลลาขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะถามว่า “อืม...แล้วพวกเราจะแสดงอะไรกันดีล่ะ”

 

 

                “การแสดงอะไรก็ได้ที่ใช้คนไม่มาก แต่สามารถดึงดูดสายตาของทุกคน ทั้งผู้ร่วมงานและทหารยามไปที่การแสดงของพวกเรา” เชียร์เอ่ยด้วยดวงตาเจ้าเล่ห์

 

 

                “เจ้าหมายความว่า...”

 

 

                “ใช่แล้วเอริค” หญิงสาวรับคำพร้อมกับยิ้มพราย

 

 

                เอริคยิ้มตอบ “งั้นดีเลย ข้ารู้แล้ว ว่าเราจะแสดงอะไรกัน ไลลาเจ้าแสดงระบำไฟ แล้วข้ากับรอบซ์จะจุดพลุไฟที่กลางลานพระราชวังเพื่อดึงดูดสายตาทุกคน”

 

 

                “ยอดมากเอริค เจ้าไม่เคยทำให้ข้าผิดหวังเลย” เชียร์เอ่ยชมพลางตบไหล่เพื่อนหนุ่มเบาๆ ก่อนจะรีบดึงมือกลับมา เมื่อคนข้างกายส่งสายตาขุ่นๆ มาให้พร้อมกับแย้งว่า

 

 

                “แต่ข้าว่าอย่าไปเลย ถ้าเอธานหรือฟรานซิสจำข้าได้มันจะยุ่ง”

 

 

                “เรื่องนั้นแก้ไขง่ายมากอเล็กซ์” เอริคเอ่ยยิ้มๆ เอนหลังพิงพนักแล้วกล่าวเสียงหนักว่า “ท่านไม่ต้องไป”

 

 

                “ได้ไง ข้าไม่ยอมถูกทิ้งหรอก” เจ้าชายโดมินิคโวยลั่น

 

 

                “ทิ้งที่ไหนกัน พวกข้าต้องเขาไปทำงาน เผื่อโชคดีพบผลึกวารีจะได้ฉกมันมาแล้วเผ่นไปจากที่นี่กัน” เชียร์ปลอบ แต่กลับถูกเจ้าชายหนุ่มถลึงตาใส่

 

 

                “ไม่ได้นะ ข้าไม่ให้เจ้าเป็นขโมย” เขาแย้งเสียงแข็ง ก่อนจะเสริมว่า “แล้วโรซาลีนก็กำลังมีภัยพวกเราจะจากไปเฉยๆ ได้ยังไง”

 

 

                “เอาตัวเองให้รอดก่อนอเล็กซ์แล้วค่อยไปห่วงคนอื่น เจ้าหญิงโรซาลีนมีไบรอันอยู่ข้างกายใครก็ทำอะไรนางไม่ได้ ท่านมีภาระหนักหน่วงกว่านั้นรออยู่ ดังนั้นเราจะรั้งรออยู่ที่นี่นานไปไม่ได้ เจ้าก็รู้ไม่ใช่เหรอ” เอริคขัดด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย ท่านเจ้าชายนี่ช่างไม่รู้จักประมาณตนเอาเสียเลย เรื่องของตัวเองยังสะสางไม่ได้ ยังมีหน้าไปห่วงคนอื่นอีก

 

 

                เจ้าชายโดมินิคหน้าตูมด้วยความไม่พอใจ ก่อนจะเอ่ยเสียงอ่อนว่า “แต่...ข้าอยากไปด้วย”

 

 

                “ไม่มีแต่อเล็กซ์ ท่านไปพักผ่อนก่อนเถอะ พวกเรามาปรึกษากันดีกว่าว่าจะจัดการแสดงอย่างไรดี รอบซ์เดี๋ยวเจ้าออกไปจัดเตรียมดอกไม้ไฟมานะ ส่วนไลลาเจ้าไปซ้อมการแสดงกับเชียร์”

 

 

                “แต่...” เจ้าชายหนุ่มยังไม่ละความพยายาม

 

 

                “ข้าเห็นด้วยกับเอริค อเล็กซ์ท่านรออยู่ที่นี่แหละเหมาะแล้ว ขืนท่านเข้าไปด้วยแล้วเกิดถูกคนอื่นจำได้ พวกเราจะยุ่งยากขึ้นไปอีก” รอบซ์ที่นั่งฟังอยู่เอ่ยขึ้นบ้าง

 

 

                “....” เมื่อจนด้วยเหตุผล เจ้าชายหนุ่มจึงจำต้องนั่งฟังเชียร์และเพื่อนๆ ปรึกษากันเงียบๆ

 

 

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

 

 

                ภายในสวนสวยของพระราชวังไมนัสที่ถูกจัดเป็นสถานที่เลี้ยงรับรองราชอาคันตุกะต่างเมืองทั้งสอง ไลลาในเครื่องแต่งกายแบบโยริลล์นุ่มพลิ้วก้าวขึ้นไปยืนกลางเวทีด้วยท่วงท่าสง่างาม มือเรียวทั้งสองกำกระบองที่จุดไฟตรงปลายทั้งสองไว้มั่น ดวงตากลมโตสีม่วงสวยมองสบกับผู้ชมรอบเวที ก่อนเริ่มร่ายรำกระบองไฟในมือด้วยความชำนาญ ร่างบางอ่อนแอ่นเต้นส่ายไปมาพร้อมๆ กับควงกระบองไฟด้วยลีลาสวยงาม สร้างความตื่นตาตื่นใจกับผู้ชมจนเผลอจ้องมองตาค้าง

 

 

                มุมหนึ่งในสวนสวยเชียร์นั่งอยู่ข้างเอริคจ้องมองการแสดงของเพื่อนสาว ไลลาแสดงได้ยอดเยี่ยมจริงๆ เพียงร่ายรำไม่กี่ครั้งเธอก็สามารถสายตาของผู้ชมทั้งหมดเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย

 

 

                “เป็นไปตามแผน งั้นข้าไปก่อนนะเอริค พอจบการแสดงแล้วพวกเจ้าก็ออกไปรอข้าที่บ้านไบรอันไม่ต้องห่วงข้า เดี่ยวข้าจะตามไปสมทบกับท่านที่นั่นเอง ถ้าได้ผลึกวารีมาคืนนี้เราก็จะออกเดินทางกันเลย” หญิงสาวหันมาสั่งเพื่อนหนุ่มแล้วผุดลุกขึ้นเตรียมวิ่งออกไปปฏิบัติภารกิจของตน

 

 

                เอริคคว้าต้นแขนเรียวไว้ก่อนที่นางจะออกวิ่งพร้อมกับเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “เจ้าจะไปหาผลึกวารีที่ไหนเชียร์”

 

 

                “ข้าถามอเล็กซ์มาแล้ว เขาบอกว่าเดินสำรวจทั่วปราสาทแล้วก็ไม่เห็นมี ดูเครื่องประดับที่เจ้าหญิงสวมอยู่ก็ไม่ใช่ ผลึกวารีเป็นของสำคัญดังนั้นมันก็น่าจะอยู่ในที่ที่สำคัญเช่นกัน” หญิงสาวกระซิบตอบแล้วเงยหน้ามองไปยังวิหารศักดิ์สิทธิ์บนยอดเขาเหนือพระราชวังไมนัสขึ้นไป

 

 

                ชายหนุ่มมองตาม ก่อนจะหันกลับมาจ้องตาเพื่อนสาวแล้วพึมพำว่า “เจ้าหมายถึงมหาวิหารที่ประดิษฐานอยู่บนภูผาสีเงินเหรอ”

 

 

                “ไม่มีใครรู้ใจข้าเท่าเจ้าอีกแล้วเอริค ข้าไปล่ะ” หญิงสาวเอ่ยเสียงใส ตบไหล่เพื่อนรักแล้วรีบวิ่งหายไปในเงามืดอย่างรวดเร็ว

 

 

                “แต่เจ้าไม่เคยรู้ใจข้าเลยเชียร์” เอริคพึมพำเบาๆ พลางมองตามเงาหลังบอบบางไปด้วยดวงตาปวดร้าว

 

 

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~



มัลลิกานะคะ
วันนี้มาสายไปหน่อยมีงานด่วนน่ะคะ
เรื่องนี้ใกล้จะจบแล้ว งืดๆๆๆ ดีใจจังเลย
เวลาเขียนนิยายใกล้จะจบรู้สึกอารมณ์ดีจริงๆ เลย
อ๋อ... หอบรักห่มใจวางในงานหนังสือนะคะ
ใครอยู่สมาคมรักเด็กอย่าลืมไปอุดหนุนเน้อ...
รักนะ...มัลลิกา




Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
อนาตาคาเลีย : บัลลังก์รักจอมราชันย์ ภาค อเล็กซ์ คีน ตอนที่ 29 : บทที่ 13 ผลึกวารี (ตอนที่ 1) , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 113 , โพส : 0 , Rating : 0% / 0 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android