ลิขิตรักลำน้ำไนล์ Re-Up

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 8,358 Views

  • 30 Comments

  • 82 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    251

    Overall
    8,358

ตอนที่ 38 : บทที่ 12 ตอนที่ 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 362
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    11 ม.ค. 62





บทที่ 12

 

อัปสรากลางแสงจันทร์

ตอนที่ 1

 

            แสงแห่งอามุน-ราสาดส่องต้องผืนทรายเวิ้งว้าง ไอร้อนระอุยอแสงเล่นล้อกับเม็ดทรายสีทองสุกปลั่ง บนท้องฟ้ากว้างเหยี่ยวทะเลทรายสีน้ำตาลเหลือบอำพันถลาร่อนอยู่เหนือกองทัพอันเกรียงไกรของอาณาจักรอียิปต์ ตัวแทนแห่งเทพฮอรัสส่ายนัยน์ตาสีเทาคมกริบไปทั่วเวิ้งทราย ก่อนจะโฉบลงไปหาผู้เป็นนายอย่างแสนรู้

 

            คาซาล!” ฟาโรห์เมนโนฟิสยื่นพระกรขวาออกไปรับเจ้าเหยี่ยวแสนสวยพลางแย้มพระสรวลด้วยความเอ็นดู เจ้านักล่าแห่งเวหากางอุ้งเท้าเกาะบนพระกรขาวอย่างแผ่วเบา ดวงตาสีอำพันเหลือบมองไปรอบๆ ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้ผู้เป็นนายแล้วถูหัวที่มีขนอ่อนนุ่มกับพระพักตร์ขาวคม

 

            ฟาโรห์หนุ่มทรงพระสรวลดังก้อง ยกพระหัตถ์อีกข้างลูบหัวเจ้าตัวดี ก่อนจะผิวปากยาวเหยียดหนึ่งครั้ง สิ้นเสียงแหลมสูงเจ้าสัตว์แสนรู้พลันขยับปีกโผบินขึ้นไปบนท้องฟ้าสีครามแล้วบินลับหายไปหลังเนินทรายสูงเบื้องหน้าอย่างรู้งาน

 

            คาซาลเป็นเหยี่ยวทะเลทรายเพศเมียที่ฟาโรห์หนุ่มทรงเก็บมาเลี้ยงตั้งแต่มันยังไม่ออกจากไข่ วันนั้นเมื่อสามปีที่แล้วทรงเสด็จประพาสทะเลทรายใกล้เมืองซัคคารา ขณะที่ทรงม้าไปตามผืนทรายกว้างใหญ่จู่ๆ ก็เกิดพายุทรายพัดกระหน่ำ

 

            เมื่อพายุสงบลงเบื้องหน้าที่ซ่อนของพระองค์ก็ปรากฏรังนกและไข่หนึ่งฟองวางอยู่บนพื้นทราย ทรงเก็บไข่ใบนั้นกลับพระราชวัง เฝ้าประคบประหงมจนมันฟักออกมาเป็นตัวและเลี้ยงดูจนเติบโตเป็นนกเหยี่ยวแสนรู้หาตัวจับยาก

 

            เจ้าเหยี่ยวแสนรู้รับหน้าที่เป็นหน่วยลาดตระเวนที่เปี่ยมอานุภาพ ยามที่ทรงเดินทางสู่สนามรบ คาซาลจะคอยบินสำรวจไปทั่วท้องฟ้ากว้าง หากมีข้าศึกอยู่ในบริเวณใกล้เคียง มันจะบินวนเหนือกองทัพของศัตรูเพื่อบอกตำแหน่งให้ผู้เป็นนายล่วงรู้

 

            ฟาโรห์เมนโนฟิสละสายตาจากท้องฟ้าสีสดเบื้องบนมาทอดพระเนตรกองทัพของพระองค์ แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยโปรดการทำศึกสงคราม เพราะทรงตระหนักดีถึงความสูญเสียที่ตามติดมากับการทำศึก แต่เมื่อจำเป็นต้องรบก็มิเคยหวาดหวั่น อย่างศึกนูเบียครานี้ เป็นศึกที่ทรงหลีกเลี่ยงมิได้

 

            ด้วยนูเบียเป็นประเทศราชที่สำคัญมาแต่โบราณ เป็นแหล่งทองคำและอัญมณีล้ำค่า แต่เหนือสิ่งอื่นใด นูเบียเป็นเมืองขึ้นของอียิปต์มาตั้งแต่สมัยปฐมกษัตริย์อเมเนมเฮตที่หนึ่ง พระองค์ในฐานะผู้สืบราชบัลลังก์ไม่อาจปล่อยให้อาณาจักรแห่งนี้หลุดมือไปได้ เพราะมันมีผลกระทบต่อพระราชอำนาจของพระองค์ และความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรอียิปต์เหนือเมืองขึ้นอื่นๆ

 

            ฟาโรห์หนุ่มถอนพระปัสสาสะ เมื่อคิดถึงตรงนี้ก็อดกังวลมิได้ ศึกครานี้สำคัญยิ่งนัก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นอียิปต์จะต้องชนะเท่านั้น แต่พระองค์จะชนะได้หรือ เมื่อผู้บัญชาการรบคราวนี้เป็นสตรีนางหนึ่งซึ่งไม่รู้ว่ามีความสามารถทางทหารมากน้อยเพียงใด แม้จะทรงไม่มั่นใจในตัวนาง แต่ก็มิอาจถอนสัญญาที่ให้ไว้ได้ เนื่องด้วยวาจาของกษัตริย์มีค่าดั่งทองคำ

 

            เมษาชะโงกหน้าออกมานอกเกวียนเทียมม้าของตน ดวงตากลมโตจับจ้องไปยังขบวนทหารและม้าศึกยาวเหยียดเบื้องหน้า การศึกครานี้ฟาโรห์เมนโนฟิสทรงเกณฑ์ไพร่พลมาถึงหนึ่งหมื่นนาย แบ่งเป็นทหารราบแปดพันนาย ทหารม้าสองพันนาย รถศึกห้าร้อยคัน ม้าศึกสองพันตัว

 

            และผู้ติดตามอีกมากมาย ประกอบด้วยทหารส่งข่าว นักบวช แพทย์ พ่อครัว ตลอดจนคนรับใช้ ก่อนจะปิดท้ายด้วยขบวนลาหลายร้อยตัว ซึ่งแต่ละตัวบรรทุกสัมภาระต่างๆ ไว้เต็มหลัง อาทิ อาวุธยุทโธปกรณ์ กระโจมพัก ถุงหนังบรรจุน้ำดื่ม และเสบียงอาหาร

 

            เธอไม่รู้มาก่อนเลยว่าการรบทัพจับศึกในยุคโบราณต้องใช้ความอดทนมากมายขนาดนี้ เธอและกองทัพอันเกรียงไกรของฟาโรห์เมนโนฟิสออกเดินทางจากเมืองธีบส์ตั้งแต่เมื่อสิบห้าวันก่อน โดยล่องเรือมาตามแม่น้ำไนล์ห้าวัน ก่อนขึ้นฝั่งที่เมืองชายแดนเมืองหนึ่งในดินแดนอียิปต์บน

 

            แล้วเดินทัพข้ามทะเลทรายกว้างใหญ่และร้อนระอุ เพื่อไปทำศึกที่อาณาจักรนูเบีย ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าทำไมการศึกที่ผ่านมาจึงไม่อาจเอาชัยเหนือนูเบียได้ ส่วนหนึ่งคงเพราะการเดินทางอันแสนหฤโหดนี่กระมัง เพราะกว่าทหารทั้งกองทัพจะเดินทางไปถึงนูเบียพวกเขาก็หมดแรงจะรบแล้ว

 

            หญิงสาวถอนใจอย่างเบื่อหน่าย ก่อนจะเลื่อนสายตาจากกองทัพยาวเหยียดไปมองผู้เป็นจอมทัพแทน ซึ่งนับว่าน่ามองกว่ากันเยอะเลย

 

            ฟาโรห์เมนโนฟิสในชุดออกศึกทะมัดทะแมงประทับอยู่บนหลังอาชาสีขาวปลอดคู่พระทัย บนท่อนพระกรมีเหยี่ยวสีน้ำตาลเหลือบอำพันเกาะนิ่งอยู่ด้วยท่วงท่าสง่างาม มันขยับเข้าไปใกล้ผู้เป็นนายแล้วถูหัวของตนกับพระพักตร์ขาวคม ก่อนจะได้รับรางวัลเป็นเสียงหัวเราะและการลูบไล้เบาๆ เจ้านกแสนรู้ทำหน้าเหมือนยิ้มแล้วโผบินขึ้นไปบนท้องฟ้า เมื่อทรงผิวปากเป็นทำนองแหลมสูง

 

            หญิงสาวจ้องมองด้วยความอิจฉา อยู่ดีๆ ก็อยากเป็นนกขึ้นมาเฉยๆ เธอไม่ได้อยากบินขึ้นไปบนฟ้าหรอกนะ แต่อยากให้ดวงเนตรสีน้ำเงินสวยจ้องมองเธอด้วยสายตารักเอ็นดูแบบนั้นมากกว่า

 

            ฟาโรห์หนุ่มแหงนพระพักตร์มองเจ้านกแสนรู้จนมันบินไปลับตา ก่อนจะหันมามองเธอราวกับจะรู้ว่ากำลังถูกจ้องมอง

 

            เมษารีบหดหัวกลับเข้ามาในเกวียน เมื่อฟาโรห์หนุ่มควบม้าตรงมาหาเธอ หญิงสาวแสร้งทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ก่อนจะหันไปมองผู้มาเยือนเมื่อรับสั่งขึ้น

 

            อีกเพียงสองราตรี กองทัพจะเคลื่อนเข้าสู่เขตนูเบียแล้ว เจ้าเตรียมการรบไว้พร้อมหรือยัง

 

            ก็นิดหน่อย ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกหญิงสาวตอบยิ้มๆ พยายามปั้นน้ำเสียงแห้งโหยของตนให้น่าเชื่อถือที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่มันก็ยากเหลือเกิน เพราะตอนนี้ในหัวของเธอไม่มีแผนการรบอะไรอยู่เลยสักนิด

 

            เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า เหตุใดข้าต้องเป็นห่วงหญิงอัปลักษณ์เช่นเจ้าด้วยฮึฟาโรห์หนุ่มเลิกพระขนงเรียวขึ้นสูงด้วยท่าทางยียวน ก่อนจะทรงพระสรวลปิดท้ายให้คนฟังเจ็บใจเล่น

 

            เมษาเม้มปากแน่น ใช้สายตาทิ่มแทงใบหน้าขาวๆ ของอีกฝ่ายด้วยความเจ็บใจ เธอเกลียดไอ้คำว่า ฮึของเขาจริงๆ เลยให้ตายสิ หญิงสาวสะบัดหน้าไปอีกทางก่อนจะเอ่ยอย่างขุ่นเคือง

 

            ไม่เป็นห่วงก็ไม่ต้องมาถาม ฉันจะเป็นจะตายก็ไม่เกี่ยวกับคุณ จะไปไหนก็ไปเลย เชอะ

 

            ความเป็นตายของเจ้าอาจจะไม่เกี่ยวข้องกับข้าก็จริง แต่ชีวิตของทหารหาญที่อยู่ใต้การบัญชาการของเจ้าเกี่ยวข้องกับข้า พวกเขาล้วนมีคนที่รักรออยู่ข้างหลัง ข้าจึงอยากรู้ว่าเจ้าเตรียมการไว้พร้อมหรือยัง

 

            เมษาค่อยๆ หันหน้ากลับมา เมื่อได้ยินพระสุรเสียงแฝงความกังวลของอีกฝ่าย ฟาโรห์หนุ่มรับสั่งถูกต้องแล้ว ชีวิตไม่ใช่เรื่องเล่น เมื่อทำศึกย่อมต้องมีความสูญเสียตามมา แม้เธออยากเอาชนะพระองค์ แต่ก็ไม่มีสิทธิ์เอาชีวิตของคนที่ไม่เกี่ยวข้องด้วยมาล้อเล่น

 

            ฉันเข้าใจ ฉันจะพยายามทำให้ดีที่สุดหญิงสาวรับคำเสียงหนัก ไม่ว่าต้องใช้กลยุทธ์บทไหนเธอก็ต้องเอาชัยเหนือนูเบียให้จงได้ และที่สำคัญต้องไม่มีชีวิตใดดับสูญในศึกครั้งนี้

 

            หากเป็นเช่นนั้นได้ก็ดี เจ้าคงจำได้ว่าลั่นวาจาใดไว้กับข้า หากเจ้าทำไม่สำเร็จอย่างปากว่า เมื่อถึงเวลา แม้ข้าไม่อยากสังหารเจ้าก็คงทำไม่ได้ เพราะวาจากษัตริย์ตรัสแล้วมิอาจคืนคำรับสั่งเตือนพลางมองสบดวงตากลมโตใต้หน้ากากทองด้วยสายพระเนตรแน่วแน่

 

            เมษากลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ สัญชาตญาณในตัวร้องบอกว่าทรงตัดหัวเธอแน่ ถ้าเธอไม่อาจนำชัยมาถวายได้ตามสัญญา แต่ถึงจะกลัวก็ยอมรับไม่ได้อยู่ดี เพราะคนอย่างเธอยอมเสียหัวแต่ไม่ยอมเสียหน้า

 

            ไม่ต้องห่วง ฉันจะยึดนูเบียมาให้ได้ เมื่อถึงเวลานั้นอย่าทรงลืมสัญญาก็แล้วกันเธอแกล้งพูดอย่างมั่นอกมั่นใจเกินร้อยแล้วทวงสัญญาตบท้ายเพื่อให้น่าเชื่อถือยิ่งขึ้น

 

            ฟาโรห์เมนโนฟิสแย้มพระสรวลบางๆ แล้วทรงก้มลงกระซิบให้พอได้ยินกันเพียงสองคน

 

            ถ้าเจ้ารบชนะจริงข้าก็พร้อมจะทำตามคำพูด สตรีไม่ว่านางใดก็คงไม่แตกต่างกันนัก ดับไฟเสียหน่อยข้าก็ไม่ต้องทนเห็นใบหน้าอัปลักษณ์ของเจ้าแล้ว ที่เหลือก็คงพอฝืนๆ ทำไปได้

 

            คุณ!” เธอร้องเสียงแหลม แต่อีกฝ่ายไม่สนใจจะฟัง ฟาโรห์หนุ่มทรงพระสรวลดังก้องแล้วควบม้าจากไปอย่างรวดเร็ว

 

            เมษาส่งเสียงฮึดฮัดอยู่คนเดียว จะโวยวายก็ไม่ทรงอยู่ฟัง ก็เลยต้องหันมาระบายอารมณ์กับฝุ่นทรายที่คละคลุ้งอยู่รอบตัวแทน มือบางปัดทรายออกจากเสื้อผ้าแรงๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนสาวที่นั่งเงียบอยู่ด้านในเกวียนมาตลอด เมื่อจู่ๆ เจ้าหล่อนก็หัวเราะขึ้นมาเฉยๆ

 

            เมื่อกี้กระซิบอะไรกันหรือ เล่าให้ข้าฟังบ้างสิไอซาคลานมาหาแล้วเอ่ยถามด้วยดวงตาพราวระยับ

 

            คนถูกถามร้อนผ่าวที่สองข้างแก้มขึ้นมาทันที เมื่อนึกถึงคำพูดสองแง่สามง่ามที่ฟาโรห์แห่งอียิปต์รับสั่งทิ้งท้ายไว้ก่อนจาก เรื่องแบบนั้นจะเล่าให้คนที่สามฟังได้ยังไง มันน่าอายจะตายไป เมื่อเป็นเช่นนั้นเธอจึงเลือกที่จะเงียบและแสร้งทำเป็นหลับเพื่อตัดตอนคำถามที่จะตามมาอีกเป็นชุด

 

####################

 

 


***อ่าน ลิขิตรักลำน้ำไนล์ ฉบับสมบูรณ์ได้ที่เมพ***

 

https://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NjoiNjI4MjI0IjtzOjc6ImJvb2tfaWQiO3M6NToiMTY1ODUiO30

 

***อ่าน ปาริมา ราชินีไอยคุปต์ ฉบับสมบูรณ์ได้ที่เมพ***

 

https://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NjoiNjI4MjI0IjtzOjc6ImJvb2tfaWQiO3M6NToiMjkwNDAiO30

 

***อ่าน เพลิงเสน่หา มนตราทะเลทราย ฉบับสมบูรณ์ได้ที่เมพ***

 

http://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NjoiNjI4MjI0IjtzOjc6ImJvb2tfaWQiO3M6NToiMTcwODYiO30

 

***อ่าน บันทึกรักสุดผืนทราย ฉบับสมบูรณ์ได้ที่เมพ***

 

http://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NjoiNjI4MjI0IjtzOjc6ImJvb2tfaWQiO3M6NToiMTcwODUiO30

 

***อ่านนิยายเรื่องอื่นๆ ของมัลลิกา ได้ที่เมพ***

 

https://www.mebmarket.com/index.php?action=SearchBook&page_no=1&type=author&search=มัลลิกา&is_mag=all&price=all&sort_by=date&from_book_price=&to_book_price=&category_id=&category_name

T
B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #20 Sasaki_Shun19 (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 21 มกราคม 2562 / 07:47

    'แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยโปรดการทำสงคราม' ว๊อทท? ถั่มจิงงงง

    แล้วไอที่พูดพรรณนาถึงความสนุกของการได้ฆ่าตอนต้นเรื่องกับการต้อนคนมาเป็นเชลยทาสตอนจะจารึกอะไรสักอย่างบนผนังห้องในพีรามิดคืออะไร จะบอกว่าจริงๆเป็นคนจิตใจดีโอบอ้อมอารี แค่ตอนต้นเรื่องเกิดอาการผีเข้าเลยพูดอะไรออกไปแบบนั้นหรอ ส่วนอื่นของเนื้อเรื่องโอเคหมดเลย เว้นตรงความไบโพล่านี้ที่แบบ...

    #20
    1
    • #20-1 mallika (@mallika) (จากตอนที่ 38)
      25 มกราคม 2562 / 19:58
      ไม่ได้ไบโพล่าหรอกค่ะ แต่ถ้าได้อ่านจนจบจะเข้าใจว่าคนเขียนต้องการสื่อให้เห็นว่า ประวัติศาสตร์ที่อ่านจากจารึกไม่ใช่เรื่องจริงทั้งหมด เพราะจารึกหรือพงศาวดารทั้งหลาย เขียนเพื่อยอพระเกียรติ ซึ่งสำหรับกษัตริย์ ความเก่งกาจด้านการทำศึกสงครามเป็นสิ่งสำคัญ แต่เมื่อไอซ์ได้เจอพระองค์จริงจึงได้รู้ว่าไม่ได้ทรงโปรดการทำศึก แต่พระองค์ต้องทำเพื่อปกป้องบ้านเมือง พอเข้าใจไหมคะ

      #20-1