ตอนที่ 17 : บทที่ 5 ดวงใจหวามไหว ตอนที่ 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 565
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    23 ม.ค. 61




บทที่ 5

ดวงใจหวามไหว

ตอนที่ 1

 

            เพียงเดือนทิ้งตัวลงนอนหงายบนเตียงอย่างหมดแรง หมอภิญโญกลับไปแล้ว โดยที่ความลับของเธอยังคงเป็นความลับต่อไป ซึ่งต้องขอบคุณรอยปูดโน ที่วายุเป็นคนทำให้เมื่อหลายวันก่อน เพราะรอยโนนี่แหละทำให้เรื่องโกหกของเธอดูน่าเชื่อถือขึ้น

 

            เมื่อถึงนึกตรงนี้เธอก็อดยกมือขึ้นคลำรอยปูดบนหน้าผากไม่ได้ ก่อนมือเรียวจะเลื่อนลงไปลูบแก้มนวล ที่ถูกพ่อตัวดีขโมยจูบไปหนึ่งทีอย่างเลื่อนลอย เมื่อนึกถึงพี่มาร์กขา เธอก็ต้องปล่อยเสียงครางออกมา หญิงสาวพลิกตัวนอนคว่ำหยิบหมอนปิดศีรษะ ใบหน้านวลร้อนผ่าวด้วยความขัดเขิน

 

            พี่มาร์กขานะพี่มาร์กขา เธอคร่ำครวญเบาๆ แล้วพลิกตัวนอนหงาย เมื่อนึกได้ว่าเขาอยากให้เธอเรียกเขาว่าพี่ตะวันมากกว่าพี่มาร์กขา ต่อไปนี้เธอต้องฝึกเรียกเขาว่าพี่ตะวันให้ติดปากไว้ เพื่อจะได้ไม่มีปัญหากับการทำงานของเธอ หญิงสาวลุกขึ้นนั่งตัวตรง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนเปล่งเสียงออกมา

 

            พี่ตะวัน

 

            เมื่อพูดออกมาแล้วก็อดอายตัวเองไม่ได้ หญิงสาวทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอีกครั้ง แล้วหยิบหมอนใบเดิมมาปิดหน้า นี่เธอเป็นอะไรกันแน่นะ ปกติเธอไม่ใช่คนขี้อายสักหน่อย เธอเติบโตมากับลูกพี่ลูกน้องที่เป็นผู้ชาย เพื่อนผู้ชายที่เรียนมาด้วยกันก็มีตั้งหลายคน เธอหยอกล้อเล่นหัวกับเขาได้หมด ความอายเป็นยังไงเธอไม่เคยรู้จัก แต่พออยู่กับตะวัน เขาแค่มองนิ่งๆ แล้วยิ้มน้อยๆ เธอก็เขินอายจนทำอะไรไม่ถูกแล้ว

 

            เพียงเดือนนะเพียงเดือน หญิงสาวตำหนิตัวเองอย่างอ่อนใจ ก่อนลุกขึ้นนั่งจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้น

 

            เข้ามาได้จ้ะ เธอเอ่ยอนุญาตเสียงนุ่ม ประตูเปิดออกช้าๆ ก่อนสาวใช้ร่างเล็ก หน้าตาแปลกๆ จะเดินยิ้มแฉ่งเข้ามา

 

            คุณตะวันเชิญข้างล่างค่ะคุณดาว” สาวใช้หน้าแปลกพูดด้วยสำเนียงแปลกว่าหน้าตาอีก

 

            เพียงเดือนขมวดคิ้วนิ่วหน้า ก่อนหัวเราะอย่างขบขัน เมื่อนึกขึ้นมาได้ บ้านปานวิมานนี่อินเตอร์ไม่ใช่เล่น มีสาวใช้เป็นต่างชาติด้วย

 

            ขอบใจจ้ะ เธอชื่ออะไรเหรอ

 

            หนูชื่อฮายค่ะ” เด็กสาวตอบพลางยิ้มแป้นอวดฟันขาว

 

            อะไรนะ ชื่อไหเหรอ เธอถามย้ำเพราะฟังไม่ชัด

 

            โธ่คุณ คนบ้าที่ไหนชื่อไห หนูชื่อฮาย ฮาย” เด็กสาวบอกชื่อตัวเองซ้ำด้วยท่าทางไม่พอใจ ในขณะที่เพียงเดือนงงไปหมดแล้ว

 

            ฮัย...ฮาย เธอพยายามเลียนเสียงพูดของหล่อน ก่อนหัวเราะออกมาอีกครั้งเมื่อนึกออกอ๋อ ชื่อฮาย ใช่ไหมจ๊ะ

 

            ถูกต้องแล้วค่ะ” เด็กสาวตะโกนเสียงดัง เลียนแบบพิธีกรชื่อดัง ก่อนสะดุ้งโหยง เมื่อถูกป้าสร้อยที่เปิดประตูเดินเขามาในห้องตวาดแหว

 

            นางฮาย ทำบ้าอะไรของแก ให้มาเชิญคุณดาวแค่นี้ หายไปเป็นชาติ คุณเขายิ่งไม่สบายอยู่ด้วย รีบๆ ลงไปจัดโต๊ะเลยนะ

 

            ป้าสร้อยขึงตาใส่อย่างไม่พอใจ ฮายค้อนตอบไปหนึ่งวง แล้วเดินออกจากห้อง โดยไม่บ่นไปด้วย

 

            คนอะไรก็ไม่รู้ ดุชะมัดเลย คุยนิดคุยหน่อยก็ไม่ได้”

 

            เพียงเดือนหัวเราะตัวงอ แม้จะฟังออกบ้าง ไม่ออกบ้าง แต่เธอก็รู้สึกสาวฮายน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

 

            “นางเด็กบ้านี่ มันน่าฟ้องคุณตะวันให้ไล่ออกนัก” ป้าสร้อยกัดเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโกรธ และคงวิ่งตามไปเอาเรื่องฮายแล้ว ถ้าเธอไม่ห้ามไว้เสียก่อน

 

            ช่างเถอะค่ะ ตลกดีออก นานๆ ทีได้หัวเราะบ้างก็ดีเหมือนกัน

 

            คุณตะวันนะคุณตะวัน คนใช้ดีๆ มีไม่จ้าง ดันจ้างนางไม่เต็มเต็งนี่มาได้นางยังบ่นไม่เลิก

 

            พี่ตะวันคัดมาเองเลยเหรอคะ น้องดาวไม่ยักรู้ว่าพี่ตะวันดูแล แม้กระทั่งเรื่องคนรับใช้ เธอถามด้วยความสงสัย ป้าสร้อยหันมามองเธอ แล้วรีบโบกมือปฏิเสธ

 

            เปล่าหรอกค่ะ นางฮายมันมาตามหาญาติ แล้วมาเป็นลมสลบอยู่ที่หน้าบ้าน คุณตะวันเธอจึงรับไว้ ความจริงมันเป็นคนไทยแล้วค่ะ มีบัตรประชาชนด้วย ถ้าเป็นพวกต่างด้าว ป้าไม่ยอมให้รับไว้แน่ๆ ความจริงมันก็ทำงานดีนะคะ หนักเอาเบาสู้ เสียอยู่อย่างเดียว คือออกจะล้นๆ ไปสักหน่อยค่ะ เรื่องความมีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือคนอื่น ไม่มีใครเกินคุณตะวันของป้าได้เลยสักคน

 

            เพียงเดือนแอบเบ้ปากด้วยความหมั่นไส้ ดูท่าคุณแม่บ้านจะถูกเสน่ห์ของพี่มาร์กขา เล่นงานซะอยู่หมัด ถึงได้ชื่นชมบูชากันขนาดนี้

 

            แล้วคนอื่นๆ ล่ะคะ อย่างพี่เมฆินทร์

 

            คุณเมฆินทร์อ่อนหวานน่ารัก มีแต่คุณวายุที่ซนเป็นที่สุด หาเรื่องเจ็บตัวได้ทุกวัน” นางยิ้มอย่างเอ็นดู ก่อนร้องอย่างตกใจ “ว้าย! คุณดาวอย่าชวนป้าคุยสิคะ เดี๋ยวคุณตะวันก็หาว่าป้าเหลวไหลแบบนางฮายกันพอดี ไปเถอะค่ะ ไปข้างล่างก่อน คุณตะวันรออยู่นะคะ

 

            ป้าลงไปก่อนนะคะ เดี๋ยวเดือ... เดี๋ยวน้องดาวตามลงไป เธออยากตบปากตัวเองใจแทบขาด จู่ๆ เผลอพูดชื่อจริงของตัวเองออกไป ยังดีที่แก้ได้ทันเวลา

 

            ก็ได้ค่ะ เร็วๆ นะคะ เดี๋ยวคุณตะวันจะรอนานพอพูดจบป้าสร้อยก็เดินออกจากห้อง

 

            เพียงเดือนถอนหายใจอย่างโล่งอก ดูท่าป้าสร้อยจะไม่ทันได้ยิน คราวหน้าคงต้องระวังให้มากกว่านี้ ยิ่งต่อหน้าพี่มาร์กขาด้วยแล้ว ยิ่งต้องระวังให้มากเป็นสองเท่า เพราะเขาเป็นผู้ชายที่ช่างสังเกตมากๆ ถ้าเธอทำแผนแตกก่อนจับฆาตกรได้ มีหวังผู้กองวายุเล่นงานเธอตายแน่

 

~~~~~~~~~~~~~~~~~~

 

            ห้องอาหารนี่มันไปทางไหนนะ บ้านคนรวยนี่มันซับซ้อนแท้หนอ ไหนจะห้องรับแขก ห้องนอน ห้องรับประทานอาหาร แค่ห้องน้ำห้องเดียวยังใหญ่กว่าห้องเช่าเราสามห้องรวมกันอีก

 

            เพียงเดือนบ่นพึมพำคนเดียว แล้วหมุนมองไปรอบตัวอีกครั้ง ตรงหางตาเห็นหญิงสาวร่างอวบคนหนึ่ง เดินออกมาจากห้องทางซ้ายมือ ในมือของหล่อนถือเครื่องดูดฝุ่นออกมาด้วย เธอหันไปมองพลางยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างเป็นมิตร

 

            เธอเป็น เป็นแม่บ้านที่นี่ ใช่ไหมจ๊ะ เธอเอ่ยตะกุกตะกัก ด้วยไม่รู้ว่าจะเรียกอีกฝ่ายว่ายังไงดี กลัวว่าคำที่เรียกจะไปดูถูกหล่อนเข้า ก็เธอไม่เคยมีคนรับใช้มาก่อนนี่น่า

 

            เรียกคนใช้ก็ได้คุณ ไม่ต้องเรียกแม่บ้งแม่บ้านหรอก ยังไงฉันก็เป็นแค่ขี้ข้า มีอะไรจะให้รับใช้ไม่ทราบค่ะคุณน้องดาว หญิงสาวสวนออกมาด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน

 

            เพียงเดือนขมวดคิ้วยุ่ง รู้สึกประหลาดใจมากกว่าโกรธ นี่เธอทำอะไรผิดไปหรือเปล่า ทำไมสาวใช้คนนี้ ถึงดูไม่เป็นมิตรกับเธอเลย แล้วน้ำเสียงนั่นอีก มันฟังดูชอบกลยังไงไม่รู้

 

            ฉันอยากรู้ว่าห้องรับประทานอาหารไปทางไหนจ๊ะ เธอถามเสียงเรียบ ถึงไม่ชอบใจสาวใช้คนนี้เท่าไร แต่ตอนนี้เธอเป็นน้องดาว ดังนั้นต้องรักษาท่าทีเอาไว้ก่อน

 

            นี่คุณจำบ้านของตัวเองไม่ได้เหรอ งั้นที่เขาลือกันก็เป็นความจริงสิ หญิงสาวย้อนถามเสียงสูง

 

            เพียงเดือนกัดฟันกรอด ความอดทนลดลงเรื่อยๆ แต่ก่อนที่จะพูดอะไรออกไป ประตูบานที่แม่คนนั้นเดินออกมา ก็เปิดออกพร้อมกับร่างสูงโปร่งร่างหนึ่ง ก้าวออกมายืนด้วยสีหน้าติเตียน

 

            ยังไม่ไปอีกเหรอโฉม แล้วนั่นคุยกับใครเขาถามเสียงทุ้ม

 

            “คุยกับคุณดาวค่ะ” โฉมตอบ

 

            ชายหนุ่มคนนั้นหันมามองเธอ ดวงตาหวานละมุ่นที่ประกอบด้วยขนตาหนาเป็นแพเบิกโตด้วยความประหลาดใจ

 

            เพียงเดือนมองตอบพลางยิ้มน้อยๆ ผู้ชายคนนี้คือ นายเมฆินทร์ ทรัพย์เทวัญ ชายหนุ่มรูปหล่ออีกคนแห่งบ้านปานวิมาน เขาเป็นชายร่างสูงโปร่ง แต่ดูจะเตี้ยกว่าพี่ชายนิดหน่อย ผิวขาวสะอาด ดวงหน้าเกลี้ยงเกลา จมูกโด่งเป็นสัน ปากแดงเรื่ออย่างชายหนุ่มดูแลสุขภาพดี แต่ที่สำคัญเขามีดวงตาที่สวยมาก มันไม่ได้ดูคมกริบเฉลียวฉลาดแบบพี่มาร์กขา หรือดูขี้เล่นซุกซนแบบนายวายุ แต่มันเป็นประกายหวานซึ้งชวนฝันหาดีแท้

 

            ความจริงอยู่บ้านปานวิมานนี้ก็ไม่เลวเหมือนกันมีพ่อรูปหล่อให้ดูตั้งสามแบบสามสไตล์

 

            น้องดาว... เขาเอ่ยตะกุกตะกัก ก่อนหันไปสั่งโฉม ไปได้แล้ว จะไปทำอะไรก็ไป เรื่องที่สั่งให้ไปบอกพี่ตะวันไม่ต้องแล้ว

 

            “ค่ะ” หญิงสาวรับคำอย่างนอบน้อมแล้วเดินออกไป ไม่กล้าออกฤทธิ์ออกเดชเหมือนที่ทำกับเธอ

 

            เมฆินทร์หันมาจ้องมองเธอ แล้วโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาก็ดึงเธอเข้าไปกอดทันที แล้วเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือ

 

            น้องดาว น้องดาวของพี่ น้องดาวหายไปไหนมา ทำไมไม่มีใครบอกพี่เลยว่าน้องดาวกลับมาแล้ว

 

            เพียงเดือนตัวแข็งตกใจจนลืมร้อง เธอถูกผู้ชายแปลกหน้ากอดอีกแล้ว ก่อนหน้านี้ก็พี่มาร์กขา ตอนนี้ก็คุณเมฆินทร์ แต่อ้อมอกของคุณเมฆินทร์ มันไม่ได้ทำให้ใจของเธอเต้นตูมตามเหมือนเวลาที่ถูกพี่มาร์กขากอด มันอบอุ่นและน่าไว้วางใจอย่างประหลาด

 

            น้องดาวหายไปไหนมา เขาถามอีกครั้งเมื่อเห็นเธอเงียบไป ก่อนคลายอ้อมกอด ยกสองมือประคองใบหน้าเธอไว้พลางจ้องมองอย่างค้นหา

 

            เพียงเดือนหน้าแดงเรื่อขึ้นมาทันที เมื่อสบกับดวงตาหวานซึ้งของเขา แต่ก่อนจะอ้าปากพูดอะไรออกมา น้ำเสียงเข้มงวดคุ้นหูของตะวันก็ดังขึ้นเสียก่อน

 

            เมฆินทร์ นายพบน้องดาวแล้วสิ เขาถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย เมฆินทร์ปล่อยมือจากหญิงสาวหันไปเผชิญหน้ากับพี่ชาย ดวงตาเขาวาวโรจน์อย่างไม่พอใจ

 

            น้องดาวกลับมาแล้ว ทำไมไม่มีใครบอกผม

 

            แล้วตลอดเวลาที่ผ่านมา นายเคยอยู่บ้านให้พี่บอกไหม เขาย้อนถามเสียงเข้ม แล้วเดินมาคว้าข้อมือเพียงเดือนดึงให้มายืนข้างตัว ถ้านายสงสัยอะไร เดี๋ยวหลังอาหารเย็นไปหาพี่ที่ห้องทำงาน พี่จะตอบนายทุกคำถาม แต่ตอนนี้น้องดาวหิวข้าวแล้ว ไปกันเถอะน้องดาว

 

            พอพูดจบเขาก็พาเธอเดินออกไปทันที โดยไม่สนใจน้องชายที่ยังยืนตะลึงงันอยู่กับที่เลย

 

            เพียงเดือนหันไปมองเมฆินทร์ ก่อนหันกลับมามองตะวัน เขานิ่งจนเธอเริ่มกลัว ในความคิดของเธอ ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องในตระกูลทรัพย์เทวัญดูแปลกๆ ยิ่งมาก็ยิ่งซับซ้อน แล้วยังเรื่องของน้องดาวอีก

 

            เมฆินทร์ดูรักน้องดาวไม่น้อยไปกว่าพี่มาร์กขาเลย แต่ว่ามันเป็นความรักแบบไหน เธอก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ความรู้สึกของคนในบ้านนี้ จะเป็นยังไงก็ไม่ใช่เรื่องของเธอ หน้าที่ของเธอคือหาตัวฆาตกรให้เจอ แล้วกลับไปใช้ชีวิตตามเดิมของตน

 

~~~~~~~~~~~~~~~~~~

 

            ห้องรับประทานอาหารของบ้านปานวิมานตั้งอยู่บนชั้นสองทางปีกตะวันตก มิน่าเธอถึงมันหาไม่เจอ เพราะเธอคิดว่าห้องกินข้าวน่าจะอยู่ชั้นล่างใกล้กับห้องครัว ตะวันพาเธอเดินผ่านประตูไม้สักบานใหญ่เข้าไปข้างใน

 

            หญิงสาวมองไปรอบๆ อย่างตื่นเต้น ห้องรับประทานอาหารของบ้านปานวิมานหรูหราไม่ต่างจากห้องอื่นๆ กลางห้องตั้งโต๊ะอาหารขนาดใหญ่ล้อมรอบด้วยเก้าอี้ไม้สักบุนวมที่นั่งได้ถึงสิบหกคน ซึ่งเก้าอี้ตัวหนึ่งถูกจับจ้องแล้ว โดยนายวายุตัวดี เขามองตรงมาพลางยิ้มให้น้อยๆ ดูมีเสน่ห์ตามสไตล์ของเขา

 

            ตะวันพาเธอมาหยุดที่เก้าอี้ตัวหนึ่งใกล้หัวโต๊ะ เขาดึงเก้าอี้ออกจับเธอนั่งลง ก่อนเดินไปนั่งประจำที่หัวโต๊ะ หญิงสาวแอบมองหน้าหล่อเหลาของเขาอีกครั้ง แต่ชายหนุ่มยังคงนิ่งเงียบ เธอถอนใจเบาๆ อย่างอ่อนใจ ไม่รู้ว่าชายหนุ่มตรงหน้าเป็นอะไร จู่ๆ ก็ทำหน้าบูดเป็นตูดเป็ด ทั้งที่ปกติเขาสุภาพน่ารักจะตายไป

 

            หรือพี่มาร์กขาหึงนายเมฆินทร์ ต้องใช่แน่เลย เขาขี้หึงจะตายไป แล้วเราจะดีใจดีไหมนะ ในเมื่อเขาหึงน้องดาว ไม่ได้หึงเราสักหน่อย

 

            เพียงเดือนคิดในใจด้วยความระทดท้อ ก่อนเงยหน้าขึ้นมองโคมไฟระย้าเหนือศีรษะ ดวงตาดำขลับเบิกโต เมื่อเห็นโคมไฟคริสตัลขนาดใหญ่ที่แขวนเหนือห้องรับประทานอาหาร เปล่งประกายระยิบระยับดุจเพชรน้ำงาม

 

            สวยจังเลย

 

            น้องดาวว่าอะไรนะครับ ตะวันถามพลางจ้องมองเธอ หญิงสาวสบตาคมกริบของเขา ความประหม่าแบบเดิมหวนกลับมาอีกแล้ว

 

            โคมไฟค่ะ มันสวยมาก น้องดาวชอบ เธอตอบเสียงเบาพลางชี้นิ้วขึ้นไปเหนือศีรษะ

 

            ความจำของน้องดาวกลับมาแล้ว น้องดาวจำได้แล้วใช่ไหมว่าชอบโคมไฟอันนี้มาก เขาถามด้วยความตื่นเต้น ยิ้มน้อยๆ อย่างมีความหวัง

 

            เพียงเดือนทำหน้าเหยเก ไม่รู้จะตอบยังไง สงสารก็สงสาร ขำก็ขำ นี่เขาคิดได้ยังไงว่าคนความจำเสื่อมจะหายได้อย่างง่ายดายเพียงเพราะเห็นโคมไฟ

 

            เปล่าค่ะ น้องดาวเพียงแต่คิดว่ามันสวยดี เธอตอบเสียงเบาลดสายตาลงมองมือตัวเอง ด้วยไม่อยากเห็นความผิดหวังในดวงตาคู่คมของชายหนุ่ม

 

            คงต้องใช้เวลาหน่อยครับพี่ตะวัน แล้วพี่เมฆินทร์ไม่มากินข้าวด้วยกันเหรอครับ คำถามของวายุเหมือนระฆังช่วยชีวิตเธอ ตะวันหันไปมองน้องชาย ก่อนตอบคำถามของอีกฝ่าย

 

            พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่เมื่อกี้เห็นเขาอยู่ข้างล่าง ป้าสร้อยตักข้าวเลยครับ ไม่ต้องรอหรอก

 

            “ค่ะคุณตะวัน” ป้าสร้อยรับคำ แล้วตักข้าวเสิร์ฟให้ทุกคน ก่อนถอยไปยืนรวมกับสาวใช้คนอื่นที่ด้านหลังห้อง ซึ่งหนึ่งในนั้นมีสาวใช้ทรงโตท่าทางไม่เป็นมิตรที่ชื่อโฉมรวมอยู่ด้วย

 

            จากการพูดคุยกันเมื่อครู่ เธอรู้สึกว่าโฉมไม่ค่อยชอบน้องดาว แต่ทำไมล่ะ น้องดาวไปทำอะไรให้หล่อนไม่พอใจเหรอ เธอถามตัวเองพลางมองตาอีกฝ่าย ก่อนขมวดคิ้วอย่างสงสัย เมื่อเห็นโฉมมองมาที่โต๊ะอาหารด้วยสายตาเทิดทูน เธอลองมองตามสายตาของหล่อน แต่ต้องเบิกตาด้วยความประหลาดใจ เมื่อพบว่าสายตาของโฉมมาหยุดอยู่ที่ใบหน้าหล่อเหลาของตะวัน

 

            โอ้แม่เจ้า ยายโฉมอยากได้พี่มาร์กขา มิน่าล่ะถึงมองเรายังกับจะกินเลือดกินเนื้อ ถ้าเราเป็นแฟนเขาจริงๆ มิต้องไล่ตบสาวๆ ที่คอยจ้องจะงาบเขา จนเมื่อยมือเหรอ ไหนจะยายเมนี่ คุณทรายขวัญ แล้วยังแม่โฉมอีก

 

            เพียงเดือนครุ่นคิดด้วยความขัดใจ ก่อนกลิ่นหอมของอาหาร จะดึงความสนใจของเธอกลับมาที่โต๊ะอาหาร ความจริงเธอก็ไม่ได้หิวเท่าไร แต่บรรดาอาหารที่วางบนโต๊ะ ดูน่ากินชะมัด ทั้งที่เป็นแค่อาหารไทยธรรมดา แค่เห็นหน้าตาก็ไม่ต้องสงสัยเรื่องรสชาติแล้ว มันต้องอร่อยเหาะแน่ๆ

 

            หญิงสาวหยิบช้อนขึ้นมา กำลังตัดสินใจว่าตักจานไหนก่อนดี แต่ต้องหยุดชะงัก เมื่อวายุยื่นเท้ามาสะกิดขาเธอ พอเธอเงยหน้าขึ้นมอง เขาก็ขยิบตาบอกให้ระวังเรื่องมารยาทในการกิน เธอพยักหน้าเข้าใจ แล้วยื่นช้อนไปหมายจะตักแกงเผ็ดเป็ดย่างของโปรด แต่มีช้อนคันหนึ่งยื่นมาที่จานข้าวของเธอ แล้ววางไข่ลูกเขยเสี้ยวหนึ่งลงไปเสียก่อน

 

            ไข่ลูกเขยจ้ะน้องดาว แกงค่อนข้างเผ็ด น้องดาวกินไม่ได้หรอก น้องดาวชอบกินกับข้าวรสหวานนี่ครับตะวันพูดเสียงนุ่มพลางยิ้มกระชากใจให้เธอ

 

            เพียงเดือนก้มลงมองไข่ลูกเขยเสี่ยวนั้น ก่อนสูดหายใจเข้าลึกๆ เธออยากจะบ้าตาย เธอเกลียดกับข้าวรสหวานที่สุด เธอเงยหน้ามองวายุเพื่อหาตัวช่วย แต่ต้องก้มลงมองไข่ชิ้นนั้นอีกครั้ง เมื่อเห็นส่ายหน้าว่าช่วยอะไรเธอไม่ได้ เธอกลั้นใจตักมันเข้าปาก พยายามกลืนลงคอ แล้วหันไปยิ้มให้พ่อตัวดีในความมีน้ำใจ

 

            “ขอบคุณค่ะ อร่อยมากเลย”

 

            “อร่อยก็กินเยอะๆ นะ”

 

            ตะวันตอบแทนเธอ ด้วยการตักไข่ลูกเขยให้เธออีกหนึ่งชิ้น หญิงสาวก้มลงมองไข่ชิ้นใหม่ ก่อนตักมันเข้าปากพลางบอกตัวเองให้อดทน

 

            งาน มันเป็นงาน เราต้องทนให้ได้ เดี๋ยวพอจับฆาตกรได้ รับเงินห้าแสนจากนายวายุแล้ว แม่จะไปกินส้มตำปูปลาร้า ใส่พริกยี่สิบเม็ดให้สะใจเลย

 

~~~~~~~~~~~~~~~~~~

 

            ภายในห้องทำงานกว้างขวาง ที่ตบแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์สีดำและสีน้ำตาล ชายหนุ่มผู้เป็นประมุขของบ้านปานวิมานเดินวนเวียนไปทั่วห้อง ก่อนทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ เขากวาดตามองไปรอบห้อง ซึ่งเป็นห้องเดียวในบ้านปานวิมาน ที่ดูหรูหราน้อยที่สุด

 

            ในห้องกว้างมีเครื่องอำนวยความสะดวกอยู่ไม่กี่ชิ้น เนื่องจากเนื้อที่ส่วนใหญ่ถูกจับจองด้วยตู้หนังสือ ตู้แต่ละใบอัดแน่นไปด้วยหนังสือนานาชนิด หลายภาษาถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ มันจึงเหลือพื้นที่เพียงเล็กน้อย สำหรับตั้งโต๊ะทำงานไม้สักกับเก้าอี้พนักสูง และชุดรับแขกเล็กๆ เท่านั้น

 

            ตะวันนั่งนิ่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน พยายามรวบรวมสมาธิ จับจ้องไปที่จอคอมพิวเตอร์ เพื่อตรวจดูข้อมูลสำคัญของบริษัท ตระกูลทรัพย์เทวัญไม่ได้ร่ำรวย เพราะโชคช่วยหรือเพราะการคดโกง หากแต่ร่ำรวยขึ้นมาจากการทำงานหนัก ตั้งแต่รุ่นของคุณย่า แม้จะเป็นผู้หญิง แต่ท่านก็บริหารงานจนธุรกิจของทรัพย์เทวัญมั่นคง

 

            เมื่อสิ้นคุณย่าเขาซึ่งเป็นผู้นำคนปัจจุบัน จึงต้องสืบทอดภาระหน้าที่เหล่านี้ เพื่อรักษาเสถียรภาพของกิจการเอาไว้ ไม่ใช่เพื่อตัวเขาคนเดียว แต่เพื่อน้องๆ และพนักงานทุกคน การตัดสินใจผิดพลาดเพียงเล็กน้อย อาจนำความเสียหายอย่างใหญ่หลวงมาให้ ดังนั้นเขาจึงต้องรอบคอบอยู่เสมอ

 

            ตะวันปิดคอมพิวเตอร์เอนศีรษะพิงพนัก แล้วถอนใจออกมา เมื่อพบว่าเขาไม่มีสมาธิจะทำงาน เขากำลังสับสน เขาไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร ใจคอยวนเวียนไปที่น้องดาว ทั้งที่เธอกลับมาแล้วอย่างปลอดภัย แต่ซอกเล็กๆ ในหัวใจของเขา ทำไมยังรู้สึกเศร้าสร้อย หรือเพราะว่าน้องดาวจำเขาไม่ได้ หรือเพราะว่าเขาหึงหวงเธอมากเกินไป

 

            เสียงเคาะประตูเบาดังขึ้น ดึงเขากลับมาจากความคิดของตัวเอง ตะวันหันไปมอง แล้วเอ่ยอนุญาต

 

            เข้ามา

 

            ประตูไม้แกะสลักเปิดออกช้าๆ ก่อนร่างสูงโปร่งของน้องชายคนรองจะก้าวเข้ามา เมฆินทร์ปิดประตู แล้วเดินมานั่งที่โซฟา สีหน้าบูดบึ้งอย่างขุ่นเคือง

 

            ทำไมไม่มีใครบอกผมว่าน้องดาวกลับมาแล้ว

 

            พี่ก็พึ่งรู้เหมือนกันก่อนหน้านายไม่กี่ชั่วโมง นายวาไม่ได้บอกพี่ว่าเขาพบน้องดาวแล้ว เขาอธิบายพลางเดินมานั่งข้างน้องชาย

 

            แล้วน้องดาวหายไปอยู่ที่ไหนมา น้องชายมองเขาเขม็ง

 

            น้องดาวประสบอุบัติเหตุ มีหมอคนหนึ่งช่วยเธอไว้ เธอความจำเสื่อม เราต้องช่วยกันนะเมฆินทร์ ช่วยให้น้องดาวกลับมาเป็นคนเดิม

 

            ความจำเสื่อมเหรอครับ น้องชายย้อนถามอย่างอย่างประหลาดใจ

 

            ใช่ เธอจำอะไรไม่ได้เลย แต่นายไม่ต้องเป็นห่วงหรอกนะ คุณหมอบอกว่ามันจะหายไป เมื่อร่างกายของเธอฟื้นตัวแล้ว นายฟังพี่อยู่หรือเปล่า ทำไมหน้าซีดจัง

 

            ตะวันถามเมื่อเห็นน้องชายนิ่งงันไป เขาแตะแก้มเกลี้ยงเกลาเบาๆ อย่างปลอบโยน เมฆินทร์โผเข้ากอดเขา แล้วต่อว่าตัวเองด้วยความรู้สึกผิด

 

            เป็นเพราะผมเอง ถ้าวันนั้นผมอยู่บ้าน คอยดูแลน้องดาว ไม่ออกไปไหน น้องดาวคงไม่เป็นแบบนี้

 

            คิดแบบนั้นได้ยังไง ไม่ใช่ความผิดของนายสักหน่อย วันนั้นพี่กับนายวาก็ไม่อยู่บ้านเหมือนกัน แล้วตอนนี้น้องดาวก็กลับมาแล้ว ไม่มีใครต้องรับผิดหรอก

 

            ตะวันลูบหลังน้องชายอย่างปลอบโยน แต่ผู้เป็นน้องยังสะอื้นกอดเขาแน่น ชายหนุ่มกอดตอบน้องชายด้วยความสงสาร เมฆินทร์จิตใจอ่อนไหวมาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรเข้ามากระทบ เขาจะเสียใจมากกว่าคนอื่นเสมอ ตอนคุณย่าเสียเขาก็ร้องไห้มากกว่าทุกคน แล้วพอมาเกิดเรื่องกับน้องดาว เขาก็เสียใจจนไม่เป็นอันกินอันนอน

 

            เมฆินทร์ เมฆินทร์ เขาเขย่าตัวน้องชายเบาๆ เมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบไป แต่ไม่มีเสียงตอบกลับมา เขาก้มลงมองผู้เป็นน้อง ก่อนยิ้มด้วยความเอ็นดู เมฆินทร์หลับไปแล้ว ตั้งแต่เด็กทุกครั้งที่เมฆินทร์ร้องไห้ เขาจะหลับ ครั้งนี้ก็เช่นกัน

 

            ตะวันประคองน้องชายลงนอน ก่อนถอดเสื้อคลุมที่ใส่อยู่ห่มให้ ถ้าเป็นเมื่อสิบปีก่อน เขาคงอุ้มเมฆินทร์กลับไปนอนที่ห้องแล้ว แต่ตอนนี้เห็นท่าจะไม่ไหวแน่ ครั้นจะปลุกก็คงไม่ตื่น ดังนั้นคงต้องปล่อยให้นอนที่นี่ไปก่อน เขาเปิดโคมไฟที่โต๊ะทำงานทิ้งไว้ ก่อนปิดไฟในห้องแล้วเดินออกไป โดยไม่เห็นมือของน้องชายที่โอบกอดเสื้อคลุมเข้ามาแนบตัวอย่างหวงแหน

 

~~~~~~~~~~~~~~~~~~

 

 

***อ่านพันธนาการหัวใจได้ 3 ช่องทาง ดังนี้***

 

1. อ่านฉบับสมบูรณ์ได้ที่เมพ

https://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NjoiNjI4MjI0IjtzOjc6ImJvb2tfaWQiO3M6NToiMjQ3MzAiO30

 

2. อ่านแบบแพคเก็ตจากเว็บเด็กดี

 

3. อ่านนิยายเรื่องอื่นๆ ของมัลลิกา ได้ที่เมพ

https://www.mebmarket.com/index.php?action=SearchBook&page_no=1&type=author&search=มัลลิกา&is_mag=all&price=all&sort_by=date&from_book_price=&to_book_price=&category_id=&category_name


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

0 ความคิดเห็น