My Love Bodyguard บอดีการ์ดที่รัก

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 6,892 Views

  • 29 Comments

  • 87 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    9

    Overall
    6,892

ตอนที่ 5 : บทที่ 5 ตอนที่ 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 466
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    6 ก.ค. 59

บอดีการ์ดที่รัก

 

บทที่ 5

 

ตอนที่ 1

 

                รถตู้สีเทาแล่นมาจอดหน้าคฤหาสน์นครา ก่อนคนขับรถรูปร่างผอมสูงจะลงมาเปิดประตูให้ผู้เป็นนาย มาลัยก้าวนำลงมาก่อน แล้วตามด้วยคุณหญิงกัลยา จากนั้นทั้งสองก็ช่วยกันประคองสิบทิศลงจากรถ แล้วพาเดินเข้าไปในคฤหาสน์ราวกับชายหนุ่มบาดเจ็บสาหัสจนไม่สามารถช่วยตัวเองได้

                ผมเดินเองได้ครับ แม่กับป้ามาลัยไม่ต้องประคองหรอก เขาเอ่ยด้วยสีหน้าอึดอัด แม้จะรู้ว่ามารดาเป็นห่วง แต่ประคองปีกสองข้างแบบนี้ มันน่าจะเกินไปหน่อย

                ลูกยังไม่หายดี ถ้าล้มไปจะลำบาก ให้แม่ประคองดีแล้ว

                สิบทิศลอบถอนใจ เมื่อแม่พูดแบบนี้ เขาจะพูดอะไรได้

                เดี๋ยวเย็นนี้หนูมุกจะมาเยี่ยมลูก เท็นขึ้นไปพักผ่อน อาบน้ำอาบท่าโกนหนวดโกนเคราเสียหน่อยนะ หน้าตาจะได้สดใส

                มุกดารากลับมาแล้วเหรอครับ ผมนึกว่าสัปดาห์หน้าเสียอีกชายหนุ่มถามอย่างประหลาดใจ ก่อนเขาถูกลอบยิงหนึ่งวัน มุกดาราเดินทางไปต่างประเทศกับบิดาเพื่อติดต่อธุรกิจ โดยมีกำหนดกลับเมืองไทยในอีกหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้า

                ใช่จ้ะ พอน้องรู้ว่าเท็นบาดเจ็บ น้องก็รีบเคลียร์งาน แล้วบินกลับมาทันที คนเราจะเห็นใจกันก็ตอนเจ็บไข้ได้ป่วยนี่แหละ

                มารดายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ด้วยความชื่นชม ไม่ว่ามุกดาราทำอะไรก็ถูกใจไปหมด เพราะเธอเป็นลูกสาวของนายสกล จินดากร เจ้าของฟาร์มมุกที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย ถ้าพัชรกานต์ดองกับจินดากร นคราเจมส์ก็เหมือนเสือติดปีก แม่จึงหมายมั่นปั้นมืออยากได้หญิงสาวมาเป็นลูกสะใภ้

                “เหรอครับ” ชายหนุ่มยิ้มเจื่อนๆ เขารู้จักมุกดารามาหลายปี หญิงสาวสวยฉลาดทำงานเก่ง แต่เย่อหยิ่งเย็นชาและหลงตัวเอง เขาจึงไม่ค่อยเชื่อเท่าไร

                “ตาเท็น”

                เสียงเรียกคุ้นหูดังมาจากห้องรับแขก สิบทิศหันไปมอง เจ้าของเสียงคือเดชากับอรชร ทั้งสองเป็นอาและอาสะใภ้ของเขา

                “มาทำไมกันก็ไม่รู้” มารดาบ่นพึมพำ

                “เห็นแก่ผมสักครั้งนะครับแม่” ชายหนุ่มขอร้อง แล้วหันไปยิ้มกับญาติผู้ใหญ่ของตน เมื่อพวกเขาเดินเข้ามาหา ก่อนเดชาจะถามอาการของเขา

                “เป็นยังไงบ้างตาเท็น หายดีแล้วเหรอ ตั้งแต่ไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลวันนั้น อาก็ไม่ได้ไปเยี่ยมอีกเลย เพราะงานที่โรงงานยุ่งมาก”

                “ค่อยยังชั่วแล้วครับ พักอีกสองวันก็ไปทำงานได้แล้ว” สิบทิศตอบ เดชาเป็นน้องชายต่างมารดาของบิดาเขา มีภรรยาชื่ออรชร และมีลูกชายชื่ออัศวิน เขาเป็นผู้จัดการโรงงานเจียระไนของนคราเจมส์ที่นครปฐม ส่วนอัศวินเป็นผู้จัดการร้านเพชรสาขาล่าสุดของนคราเจมส์ ครอบครัวของเขาอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็กหลังคฤหาสน์นครา

                “แล้วเรื่องคดีว่ายังไงจ้ะ ตำรวจจับคนร้ายได้หรือยัง” อรชรถามบ้าง เขายังไม่ทันได้ตอบ แม่ก็เอ่ยตัดบทเสียก่อน

                “ตาเท็นเพิ่งกลับมาเหนื่อยๆ ขอให้แกได้พักก่อน ถ้าอยากรู้เรื่องคดีก็ไปถามโกศล ฉันมอบให้เขาจัดการทุกอย่างแทนแล้ว”

                “เหรอครับ งั้นเรากลับกันเถอะ ตาเท็นจะได้พักผ่อน” เดชาพูดกับภรรยา แล้วหันมาพูดกับเขา “อากลับก่อนนะเท็น พักผ่อนมากๆ จะได้หายเร็วๆ”

                “ขอบคุณครับอา” สิบทิศยกมือไหว้ ผู้เป็นอารับไหว้ แล้วพาภรรยาเดินออกไป พอทั้งสองพ้นสายตา เขาก็หันไปพูดกับมารดา

                “ทำไมแม่พูดกับอาเดชาแบบนั้นครับ พวกเขาเป็นญาติของเรานะครับ”

                “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับลูกทำให้แม่ไม่กล้าไว้ใจใครอีก อย่าเชื่อคนง่ายนะเท็น คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจหรอก” แม่เตือนเสียงเครียด

                “แม่หมายความว่ายังไงครับ” ชายหนุ่มถามอย่างไม่เข้าใจ ทำไมแม่พูดเหมือนสงสัยเดชากับภรรยา แม้พินัยกรรมของคุณปู่กำหนดให้ทายาทชายเท่านั้นมีสิทธิ์บริหารนคราเจมส์ หากเขาเสียชีวิตโดยไม่มีทายาทชาย นคราเจมส์จะตกเป็นของเดชา แต่คนที่ไม่เคยเอาเรื่องเอาราวกับใครอย่างผู้เป็นอา จะโหดเหี้ยมจนสั่งฆ่าเขาได้เชียวหรือ

                “ขึ้นห้องไปพักผ่อนเถอะ เอาไว้ลูกหายดีกว่านี้ แล้วเราค่อยมาคุยกัน” แม่พาเขาเดินขึ้นห้องนอน โดยไม่ยอมพูดอะไรอีก

 

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

 

                อรชรเดินกระฟัดกระเฟียดเข้าบ้าน กัลยาจองหองตั้งแต่สาวยันแก่ เมื่อก่อนมองไม่เห็นหัวคนอื่นอย่างไร ตอนนี้ก็ยังไม่ยอมเปลี่ยนนิสัย นางกับสามีอุตส่าห์ไปรอพบด้วยความเป็นห่วง แต่กลับถูกขับไล่ไสส่งเหมือนเป็นคนอื่น ทั้งที่สามีของนางกับธนาสามีของหล่อนเป็นพี่น้องกันแท้ๆ แม้ว่าเดชาจะเป็นแค่ลูกเมียน้อยก็เถอะ ยิ่งนึกยิ่งโมโห ความจริงนางรู้จักกับธนาลูกชายคนโตของเจ้าสัวนครก่อน แต่กัลยาใช้มารยาแย่งเขาไปอย่างหน้าไม่อาย ทำให้นางต้องคว้าลูกชายคนรองของท่านเจ้าสัวมาเป็นสามีแทน ไม่อย่างนั้นคฤหาสน์นคราคงเป็นของนางแล้ว ไม่ต้องมาทนอยู่บ้านหลังเล็กเท่ารังหนูแบบนี้

                เดินกระทืบเท้าแบบนั้น เดี๋ยวก็ปวดขาหรอกคุณ สามีเอ่ยเหมือนเป็นห่วง แต่นางรู้ว่าเขาแกล้งประชด จึงหันไปแวดใส่เขา

                ไม่ต้องมาพูดเลย เพราะคุณนั่นแหละ ถ้าคุณไม่ชวนฉันไปบ้านนั้น ฉันคงไม่ถูกนางกัลยาไล่มาแบบนี้หรอก

                คุณก็พูดเกินไป เขาไม่ได้ไล่เสียหน่อย เขาแค่ขอตัวไปพักผ่อนเดชาพูดในแง่ดี แต่ยิ่งทำให้อรชรโกรธ เพราะเขาเป็นคนแบบนี้ นางกับลูกถึงต้องลำบาก

                คุณก็เป็นแบบนี้ทุกที ใครทำอะไรก็ไม่เคยโกรธ ไม่เคยต่อสู้เพื่อตัวเองและลูกเมีย ฉันถึงได้ถูกนางกัลยามันกดหัวตั้งแต่สาวยันแก่

                อย่าคิดมากเลยคุณ เขาอยู่ส่วนเขา เราอยู่ส่วนเรา ถ้ามัวแต่อิจฉากัน ชีวิตจะหาความสุขได้ยังไง

                เพราะคุณเป็นคนแบบนี้แหละ พวกบ้านใหญ่ถึงไม่เคยเห็นหัว คุณธนาตายแทนที่นคราเจมส์จะเป็นของคุณ เขากลับยกให้ลูกชายตัวเองเฉยเลย แล้วคุณยังจะไม่ให้ฉันคิดมากอีกเหรอ”

                อรชรมองสามีอย่างหงุดหงิด เดชาเป็นคนเรื่อยเฉื่อย เขาไม่เคยอยากได้อยากดีอะไร แม้แต่สิ่งที่ควรจะเป็นของตัวเอง นางยังจำวันเปิดพินัยกรรมของเจ้าสัวนครได้ดี ท่านเจ้าสัวยกสมบัติเกือบทั้งหมดให้ธนา ซึ่งเป็นลูกเมียใหญ่ ส่วนสามีของนางแทบไม่ได้อะไรเลย เพราะเป็นแค่ลูกเมียน้อย นางจึงยุให้เขาไปฟ้องศาล เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม แต่เขากลับปฏิเสธ เพราะพอใจกับสิ่งที่ตนได้รับแล้ว

                สิบทิศเป็นคนรุ่นใหม่ เขามาบริหารนคราเจมส์ก็ดีแล้ว บริษัทของเราจะได้ก้าวหน้าขึ้น

                แล้วลูกของเราล่ะ ตาอัดไม่ใช่คนรุ่นใหม่เหรอ ทำไมไม่ได้บริหารนคราเจมส์ แกทำงานมาสามปีเพิ่งได้เป็นผู้จัดการสาขา ชาตินี้คงเป็นได้แค่ลูกไล่ตาเท็นเท่านั้น” อรชรเอ่ยด้วยความแค้นใจ ตัวนางแพ้กัลยาคนเดียวไม่พอ ลูกของนางยังต้องแพ้สิบทิศอีก

                ยิ่งพูดยิ่งไปกันใหญ่ ผมไม่คุยกับคุณแล้ว ขึ้นห้องไปสวดมนต์ดีกว่าเดชาเดินขึ้นบันได โดยมีเสียงแวดๆ ของภรรยาดังไล่หลัง

                อึกอักก็สวดมนต์ ถ้าสวดแล้วช่วยให้คุณได้เป็นเจ้าของนคราเจมส์ ฉันจะไม่บ่นสักคำเลย

                อรชรนั่งลงบนโซฟาอย่างกระแทกกระทั้น นางคิดผิดจริงๆ ที่แต่งงานกับเดชา ถ้าตอนนั้นนางเลือกคนอื่น นางคงมีความสุขมากกว่านี้ อย่างน้อยก็ไม่ต้องทนอยู่ร่วมบ้าน คอยดูสายตาเหยียดหยามของกัลยา

                “จะไปไหนตาอัด” นางร้องถามลูกชาย เมื่อเห็นอัศวินเดินลงบันไดมา เขาแต่งตัวเหมือนจะออกไปข้างนอก ทั้งที่วันนี้เป็นวันหยุดพักผ่อนของเขา

                “ไปหาเพื่อนครับ” ผู้เป็นลูกตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย แล้วเดินผ่านนางไปที่ตู้เก็บรองเท้า ก่อนหยิบผ้าใบคู่โปรดออกมาสวม

                “วันนี้วันหยุดไม่ใช่เหรอ ยังจะออกไปไหนอีก แล้วเมื่อกี้แม่ให้น้อยมาตามไปบ้านใหญ่ ทำไมอัดไม่ยอมไป”

                “ผมไม่อยากเห็นหน้าไอ้เท็น” เขาเบะปากอย่างเกลียดชัง “ความจริงมันน่าจะตายๆ ไปเลย ยังอุตส่าห์รอดกลับมาอีก”

                “อย่าพูดดังไปตาอัด เรายังต้องพึงพาพวกบ้านใหญ่ ถ้าใครมาได้ยินเข้าจะไม่ดี”

                “ผมไม่กลัวมัน แม่จะกลัวก็กลัวไปคนเดียว คืนนี้ผมจะไปค้างที่คอนโด แม่ไม่ต้องรอนะ” อัศวินเดินกระทืบเท้าออกจากบ้าน อรชรมองตามพลางพึมพำกับตัวเอง

                “แม่ไม่ได้กลัวพวกมัน แต่มันยังไม่ถึงเวลา อดทนหน่อยนะลูก อีกไม่นานทุกอย่างจะเป็นของเรา...”

 

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

 

                บนม้านั่งหินอ่อนข้างสระบัวด้านหลังคฤหาสน์นครา สิบทิศในชุดลำลองนั่งทอดตามองผืนน้ำ ตอนเป็นเด็กเขาชอบมาวิ่งเล่นที่นี่เป็นประจำ เพราะมีกิจกรรมหลากหลายให้เลือกทำ เขาชอบปีนต้นไม้ ไล่จับตั๊กแตน และตกปลา สองกิจกรรมแรกทำได้อย่างอิสระ แต่กิจกรรมหลังต้องแอบทำ เพราะถ้าแม่รู้เขาจะถูกตีโทษฐานทรมานสัตว์ ชีวิตวัยเด็กของเขาเต็มไปด้วยความสุข เขามีอัศวินเป็นเพื่อนเล่นคอยวิ่งตามไปทั่วคฤหาสน์ ก่อนที่เวลาจะทำให้อีกฝ่ายเปลี่ยนไป ตอนนี้พวกเขาแทบไม่พูดจากัน ถ้าไม่มีเรื่องสำคัญหรือเรื่องงาน

                ชายหนุ่มถอนใจเบาๆ เขาไม่ชอบความรู้สึกเหินห่างแบบนี้เลย ถ้ามีเงินเป็นพันล้านแต่ไม่มีความสุข เขาขอเลือกเกิดเป็นคนธรรมดาดีกว่า อย่างน้อยยังมีสิทธิ์เลือกทำในสิ่งที่ตนต้องการได้ ตอนเป็นเด็กเขาอิจฉาเด็กหญิงคนหนึ่งมาก เธอชื่อเต็มฟ้าเป็นลูกสาวของแม่นมเขา เด็กหญิงสดใสร่าเริง เธอสามารถทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ โดยไม่มีใครคอยห้ามหรือบอกว่าทำไม่ได้ เมื่อก่อนเขาทะเลาะกับเธอเป็นประจำ เพราะนิสัยไม่ยอมลงให้ใครของเธอ และนิสัยเอาแต่ใจของเขา ไม่รู้ว่าตอนนี้เต็มฟ้าเป็นยังไงบ้าง เพราะตั้งแต่ไปเรียนเมืองนอก เขาก็ไม่ได้พบเธออีกเลย

                เสียงฝีเท้าดังขึ้นด้านหลัง เขานึกว่ามารดาให้กลอยมาตาม จึงร้องบอกไปโดยไม่หันไปมอง

                คุณแม่ให้มาตามฉันเหรอกลอย กลับไปบอกท่านว่าเดี๋ยวฉันไป ขอนั่งเล่นตรงนี้อีกสักพัก

                แดดยังแรงอยู่เลย นั่งเล่นแถวนี้ ไม่น่าจะดีกับคนป่วยนะคะเสียงหวานตอบกลับมา ชายหนุ่มหยุดชะงัก เขาจำเสียงนี้ได้ แขกของเขามาถึงก่อนเวลา และเดินมาหาเขาถึงที่นี่

                สิบทิศหันไปมอง มุกดาราสวมชุดกระโปรงสีฟ้าอ่อน ดวงหน้าหวานแต่งแต้มเครื่องสำอางอย่างประณีต ผมยาวระแผ่นหลังหยิกเป็นลอนสลวย ดูสวยสง่าและเย็นชา

                สวัสดีค่ะคุณเท็น เป็นยังไงบ้างคะ

                ค่อยยังชั่วแล้วครับ ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาอาหาร มานั่งด้วยกันไหมครับเขาตบพื้นที่ว่างข้างตัว หญิงสาวเหลือบตามอง ก่อนส่ายหน้าปฏิเสธ

                ไม่ดีกว่าค่ะ ฉันชอบยืน

                สิบทิศชะงักไปอีกครั้ง เขารู้ว่าหญิงสาวไม่ได้ชอบยืน แต่เธอไม่อยากให้กระโปรงตัวสวยเปื้อน จึงไม่ยอมนั่งลงตามคำชวนของเขา นับวันเขายิ่งเป็นความแตกต่างระหว่างตัวเองกับหญิงสาว เขาชอบให้ชีวิตกลางแจ้ง เล่นกีฬา และอยู่กับธรรมชาติ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเธอต้องไม่ชอบแน่ๆ

                “งั้นกลับบ้านกันดีกว่าครับ ป่านนี้คุณแม่คงรอเราแล้ว” เขาเดินนำหญิงสาวกลับบ้าน แล้วชวนเธอคุยไปด้วย “การเดินทางเป็นยังไงบ้างครับ”

                “ดีค่ะ ไปยุโรปครั้งนี้ไม่เสียเที่ยวเลยจริงๆ คุณพ่อได้ลูกค้ารายใหญ่เพิ่มอีกหลายราย พวกเขาชอบสินค้าของเรามาก ท่านจึงตั้งใจว่ากลับมาคราวนี้จะขยายฟาร์มเพิ่มอีก” มุกดาราเล่าด้วยท่าทางภูมิใจ ดวงตาคู่สวยเป็นประกายแวววาว สมกับเป็นนักธุรกิจหญิงที่น่าจับตามองแห่งปี

                สิบทิศยิ้ม เขาควรดีใจที่ว่าที่ภรรยาขยันทำงาน แต่ทำไมเขาถึงรู้สึกว่างเปล่าก็ไม่รู้ อาจเป็นเพราะเธอสนใจเขาน้อยกว่าลูกค้าของเธอก็เป็นได้ เพราะตั้งแต่มาถึงเธอถามอาการเขาแค่ประโยคเดียว เธอทำเหมือนเขาเป็นหวัด ทั้งที่เขาเพิ่งถูกลอบยิงมา

 

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~



มัลลิกานะคะ

มาอัพนิยายช้าไป 1 วันค่ะ งานยุ่งมากๆ แต่มาช้าดีกว่าไม่มานะคะ ตอนถัดไปจะพยายามลงวันศุกร์ให้ทันค่ะ วันนี้ไปก่อน งานรออยู่เพียบเลย

รักนะ...มัลลิกา


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #3 อะไรดีนะ (@maxxim69) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2559 / 12:22
    ขอบคุณค่ะ

    รอนะคะ

    #3
    0