ตอนที่ 3 : บทที่ 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 566
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    27 มิ.ย. 59

บอดีการ์ดที่รัก

 

บทที่ 3

 

                สำนักงานหน่วยสืบสวนพิเศษ เต็มฟ้านั่งอ่านแฟ้มคดีอยู่ที่โต๊ะทำงานของตน ดวงตาคมหวานลากผ่านตัวอักษรอย่างรวดเร็ว พออ่านรายงานจบเธอก็หยิบรูปถ่ายของผู้ตายขึ้นมาดู หญิงสาวเคราะห์ร้ายถูกฆาตกรรมอย่างทารุณ ก่อนนำศพไปทิ้งในตึกร้าง จากการตรวจสอบข้าวของของผู้ตาย ไม่พบหลักฐานว่าหญิงสาวเป็นใคร และไม่สามารถตรวจสอบลายนิ้วมือได้ เนื่องจากปลายนิ้วทั้งสิบของผู้ตายถูกปาดออกไป แต่มีข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่าหล่อนอาจจะเป็นหญิงขายบริการที่อยู่ในละแวกนั้น เพราะสังเกตจากการแต่งกายและถุงยางอนามัยหลายชิ้นที่พบในกระเป๋าของผู้ตาย

                “รอยฟันใช่ไหมเนี่ย” หมวดสาวถามตัวเอง ก่อนหันไปมองประตูห้องทำงาน เมื่อจ่าซันเดินเข้ามาหา แล้วนั่งลงหน้าโต๊ะทำงานของเธออย่างคุ้นเคย

                “ทำอะไรครับหมวด”

                “ทำงานสิ จ่าว่าแผลนี่ใช่รอยฟันไหม” เธอส่งรูปถ่ายให้เขาดู จ่าซันก้มมองแล้วพยักหน้า

                “ใช่ครับ ฆาตกรคงเป็นพวกวิตถาร ล่อลวงเหยื่อมาร่วมหลับนอน แล้วพลั้งมือฆ่าตาย พอเหยื่อตายเกิดกลัวความผิด จึงเอาศพมาทิ้งเพื่ออำพรางคดี”

                “เห็นแค่นี้วิเคราะห์ตัวฆาตกรได้แล้วเหรอ”

                “เขาเรียกว่าประสบการณ์ครับ อย่างหมวดยังต้องเรียนอีกเยอะ” จ่าซันคุยทับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม หมวดสาวมองค้อนอย่างหมั่นไส้ แล้วผลักแฟ้มคดีไปตรงหน้าเขา

                “ถ้าเก่งนักก็จับคนร้ายให้ได้สิ มัวแต่เดินไปเดินมาจีบสาว ชาตินี้จะจับคนร้ายได้ไหม”

                “นั่งอ่านสำนวนในออฟฟิศก็จับคนร้ายไม่ได้เหมือนกัน เป็นตำรวจต้องออกสืบสวนคดี ตามมาครับ เดี๋ยวผู้มีประสบการณ์จะสอนให้เอง” เขาเอ่ยชวนแล้วเดินออกจากห้อง

                “จ่าจะไปไหน” เธอถามพลางเดินตาม

                “ตามมาเถอะครับ เดี๋ยวก็รู้เอง” จ่าซันตัดบทแล้วเดินไปที่ลานจอดรถ หมวดสาวยักไหล่แล้วเดินตามไป ก่อนทั้งสองจะขับรถออกจากสำนักงาน

 

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

 

                สถาบันนิติเวชโรงพยาบาลตำรวจ จ่าซันพาเต็มฟ้ามาขอดูศพหญิงสาวเคราะห์ร้าย หลังจากนั่งรออยู่ไม่นาน นนธวรรษแพทย์เจ้าของคดีก็พาทั้งสองเข้าไปในห้องเก็บศพ ภายในห้องมีเตียงวางอยู่สามเตียง แต่ละเตียงมีผ้าคลุมไว้มิดชิด หมอหนุ่มพาทั้งสองเดินไปที่เตียงด้านในสุด ก่อนเปิดผ้าคลุมให้พวกเขาดู สภาพศพหญิงสาวค่อนข้างน่ากลัว เพราะเสียชีวิตมาหลายวัน หมวดสาวมีสีหน้าผะอืดผะอม ส่วนจ่าซันมองด้วยสีหน้าเรียบเฉย เพราะเคยเห็นคนตายมานับไม่ถ้วนแล้ว

                “นี่ครับศพที่หมวดอยากดู” นนธวรรษหันมาพูดกับเต็มฟ้า พวกเขารู้จักกันมาพักหนึ่งแล้ว เพราะต้องทำงานด้วยกันบ่อยๆ หมอหนุ่มละเอียดรอบคอบ แถมยังอัธยาศัยดี จ่าซันเคยยุให้เธอจีบเขา แต่เธอคิดว่าเป็นเพื่อนกันดีกว่า เพราะงานของเธอต้องเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา จึงไม่อยากให้ใครมาทุกข์ใจไปด้วย

                สภาพศพค่อนข้างน่ากลัวนะคะ เธอเอ่ยเสียงอ่อย

                ครับ เขายิ้มอย่างใจดี ทั้งน่ากลัวและน่าสงสาร

                กลัวเหรอครับหมวด จ่าซันถามดวงตาเป็นประกายล้อเลียน

                เปล่า เธอปฏิเสธเสียงสูง คนอย่างหมวดเต็มกลัวเป็นที่ไหน

                ไม่กลัวก็เข้าไปดูใกล้ๆ สิครับเขาดันหลังเธอไปยืนข้างเตียง หมวดสาวขึงตาใส่คู่หูของตน แล้วหันไปยิ้มกับหมอหนุ่ม

                เธอตายยังไงคะ

                ขาดอากาศหายใจจากการถูกรัดคอครับ แต่ก่อนตายเธอถูกทรมานอย่างทารุณ จากการเสพสังวาสอย่างวิตถาร เราพบรอยฟันหลายรอย รอยไหม้และคราบเทียนไขบนแผ่นหลัง ช่องคลอดมีร่องรอยการร่วมประเวณี แต่ไม่พบน้ำอสุจิครับ

                ฆาตกรเป็นพวกโรคจิตเหรอครับ จ่าซันถาม

                คาดว่าจะเป็นแบบนั้นครับ

                ถ้าหญิงสาวถูกทรมานก่อนเสียชีวิต เธอน่าจะต่อสู้ขัดขืนคนร้ายบ้าง หมอนนพบผิวหนังในซอกเล็บของเธอบ้างไหมคะ เต็มฟ้าถามบ้าง

                ไม่พบครับ หมอหนุ่มส่ายหน้า ผมคิดว่าระหว่างถูกทำร้าย เธอคงถูกมัดมือไว้ เพราะผมพบรอยช้ำที่ข้อมือทั้งสองข้าง แต่ไม่พบรอยบาดของเชือก เป็นไปได้ว่าคนร้ายอาจใช้ผ้าขนหนูมัดมือเธอ

                โหดเหี้ยมจริงๆ เธอพึมพำกับตัวเอง แล้วหันไปมองคู่หูของตน เมื่ออีกฝ่ายสะกิดเรียก

                “หมวดมาดูนี่สิครับ”

                “มีอะไรหรือจ่า” เธอเดินไปหาเขา

                “ผู้หญิงคนนี้หน้าตาธรรมดา แต่มีท่อนขาเรียวสวยมาก ขนาดตายแล้วยังดูดีเลย” จ่าซันชี้ที่ขาของศพ เต็มฟ้าขึงตาใส่เขา แล้วกระซิบต่อว่า

                “มันใช่เวลาไหมจ่า คนตายก็ไม่เว้นนะ”

                “อย่าคิดอกุศลสิครับ เป็นตำรวจต้องช่างสังเกต บางทีเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อาจทำให้เราจับตัวฆาตกรได้ก็ได้” เขาสอนอย่างคนมีประสบการณ์ แล้วหันไปบอกลาหมอหนุ่ม “ขอบคุณคุณหมอมาก พวกเราต้องขอตัวกลับก่อน เพราะต้องไปตรวจที่เกิดเหตุอีก”

                “เชิญครับ” นนธวรรษเดินนำออกจากห้องเก็บศพ สองคู่หูเดินตามไปห่างๆ หมวดสาวแตะแขนคู่หูของตน แล้วถามอย่างไม่เห็นด้วย

                “เราต้องไปตรวจที่เกิดเหตุด้วยเหรอ ฉันว่าอ่านจากแฟ้มคดีก็ได้ ไม่เห็นต้องเสียเวลาขับรถไปเลย”

                “ไม่ได้หรอกครับ” เขาส่ายหน้า “ตำรวจที่ดีต้องตรวจที่เกิดเหตุด้วยตัวเอง เราอาจพบอะไรที่คาดไม่ถึงก็ได้”

                “คงพบหรอกนะ เรื่องผ่านมาหลายวันแล้ว ป่านนี้พวกนักข่าวกับพวกไทยมุงเหยียบหลักฐานของจ่าจมดินหมดแล้ว”

                “เชื่อผมเถอะครับ สัญชาตญาณตำรวจของผมบอกว่าวันนี้เราไม่กลับบ้านมือเปล่าแน่นอน” จ่าซันยิ้มให้เธออย่างมั่นใจ แล้วเดินออกจากโรงพยาบาล

                “สัญชาตญาณตำรวจ” เต็มฟ้าเอ่ยประชดอย่างหมั่นไส้ แล้วเดินตามคู่หูของตนออกไป แม้จะไม่เห็นด้วยเท่าไร แต่ก็ต้องยอมรับว่าจ่าซันมีประสบการณ์มากกว่าเธอ เพราะเขาสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมของฆาตกรได้ทันที ทั้งที่เห็นแค่รอยฟันเท่านั้น

 

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

 

                ตึกร้างย่านชานเมือง เสียงฝีเท้าสองคู่ดังมาตามช่องบันได ก่อนคู่หูต่างวัยจะเดินขึ้นมา จ่าซันเดินนำหน้า เต็มฟ้าเดินตามหลัง หมวดสาวกลั้นหายใจ เมื่อได้กลิ่นเหม็นโชยมาเข้าจมูก มันเป็นกลิ่นที่ผสมกันระหว่างกลิ่นสาบและกลิ่นเหม็นเน่า เธอมองไปรอบๆ ก่อนหยุดสายตาที่หน้าต่างบานเดียวในห้อง แสงแดดยามบ่ายส่องผ่านกระจกมากระทบฝุ่นผงที่ลอยอยู่ในอากาศ เกิดเป็นลำแสงสีเหลืองนวลพาดผ่านกลางห้อง ความจริงตึกหลังนี้สร้างเสร็จไปแล้วกว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ แต่เพราะพิษเศรษฐกิจทำให้ที่นี่ถูกทิ้งร้างจนกลายเป็นแหล่งซ่องสุมของมิจฉาชีพ

                ข้อมูลจากแฟ้มคดีระบุว่าพบศพหญิงสาวตรงหน้าห้องน้ำชั้นสอง คนที่พบศพคนแรกคือชายชราไร้บ้านคนหนึ่ง เขาเข้ามาหลบฝนจึงมาพบศพโดยบังเอิญ ซึ่งจุดที่พบศพน่าจะเป็นจุดที่จ่าซันนั่งยองๆ อยู่ตอนนี้ คู่หูของเธอจ้องมองรอยเลือดสีคล้ำบนพื้นเหมือนมันเป็นลายแทงขุมทรัพย์ ก่อนลุกเดินสำรวจรอบๆ ห้อง เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ บอกถึงความมุ่งมั่นของเขาได้เป็นอย่างดี

                นี่เขาเชื่อจริงๆ หรือว่ายังมีหลักฐานสำคัญหลงเหลืออยู่ในห้องนี้ หลังจากที่กองทัพนักข่าวกับบรรดาไทยมุงบุกมาถึงที่นี่แล้ว

                “เจออะไรไหมจ่า” หมวดสาวเดินเข้าไปหาคู่หูของตน

                “ยังไม่เจอครับ” จ่าซันตอบโดยไม่หันมามองเธอ

                “เลิกเถอะจ่า หาไปก็เสียเวลาเปล่า จากวันที่พบศพจนถึงวันนี้ผ่านมาเกือบสัปดาห์แล้ว ถ้าคนร้ายทิ้งหลักฐานอะไรไว้ ป่านนี้คงถูกกองทัพนักข่าวกับพวกที่ชอบล่าท้าผีเหยียบเละหมดแล้ว ไม่เหลืออะไรไว้ให้จ่าหรอก” เต็มฟ้าเดินตามพลางพูดให้เขาเปลี่ยนใจ แต่จ่าซันยังยืนยันความคิดของตน

                “ไม่แน่หรอกครับหมวด บางทีหลักฐานอาจอยู่ในที่ที่เราคาดไม่ถึงก็ได้ อย่างเช่นตรงนั้น” เขาชี้มือไปที่มุมห้อง ก่อนเดินไปหยิบวัตถุสีเงินชิ้นเล็กๆ ขึ้นมาจากร่องปูนแตก

                “อะไรเหรอ” เธอเดินตามไปดูด้วยความสนใจ

                “กระดุมครับ” จ่าซันส่งกระดุมให้เธอ หมวดสาวรับมาดู มันเป็นกระดุมข้อมือเสื้อสูท ปั้มตราแบรนด์เนมชื่อดัง ราคาขายต่อตัวแพงลิบลิ่ว

                “กระดุมข้อมือเสื้อสูท ยังใหม่อยู่เลย แบรนด์เนมเสียด้วย แต่มันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”

                “คงมีใครสักคนทำหล่นไว้ บางทีคนร้ายในคดีนี้ อาจไม่ใช่คนธรรมดาก็ได้ อย่างน้อยก็ต้องรวยพอจะซื้อเสื้อแพงๆ มาสวม” จ่าซันเอ่ยอย่างมั่นใจ แต่เธอเห็นว่ายังมีประเด็นที่น่าสงสัย จึงเอ่ยทักท้วงเขา

                “อาจไม่ใช่ของฆาตกรก็ได้ สมัยนี้ใครมีเงินก็ซื้อเสื้อแพงๆ มาใส่ได้ เจอกระดุมเม็ดเดียวยังสรุปไม่ได้หรอกจ่า”

                “แล้วคนมีเงินจะมาเดินเล่นในที่แบบนี้เหรอครับ” เขาย้อนถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

                เต็มฟ้าก้มมองกระดุมโลหะในอุ้งมือ สัมผัสเย็นตรงใจกลางฝ่ามือ ย้ำให้เห็นว่าคู่หูของเธอพูดถูก ไม่มีคนรวยคนไหนมาเดินเล่นในที่แบบนี้ นอกจากจำเป็นต้องมาทำอะไรบางอย่าง ที่ไม่ต้องการให้คนอื่นพบเห็น เช่นการซ่อนศพหญิงสาวเคราะห์ร้าย

                “โอเค จ่าพูดถูก เรามาช่วยกันหาหลักฐานเพิ่มเติมดีกว่า เผื่อจะเจออย่างอื่นอีก”

                “ครับหมวด” จ่าซันยิ้มพอใจแล้วแบ่งงานให้เธอ “ผมจะตรวจที่นี่ต่อเอง หมวดขึ้นไปดูชั้นสามนะครับ”

                “ได้” เต็มฟ้าตอบตกลง แล้วเดินขึ้นไปบนชั้นสาม คู่หูของเธอเหมือนคนไม่เอาไหน ชอบจีบสาวไปวันๆ แต่พอมีเรื่องคับขัน เขาก็ช่วยเธอได้เสมอ บางทีเธอคงต้องมองเขาใหม่แล้ว

 

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

 

                ห้องชุดสุดหรูภายในคอนโดมิเนียมย่านใจกลางเมือง ชิงชัยนั่งอยู่บนโซฟาหนังตัวใหญ่ ทอดตามองหญิงสาวในชุดบิกินีตัวจิ๋ว โยกย้ายส่ายสะโพกตามจังหวะดนตรีอย่างยั่วยวน เขาหยิบแก้วเบียร์ขึ้นจิบ ก่อนยิ้มให้หล่อนด้วยความพอใจ หญิงสาวยิ้มตอบแล้วเดินมานั่งบนตักเขา

                “ยังไม่ใช่ตอนนี้ ฉันอยากดูเธอเต้นก่อน” ชิงชัยดันหญิงสาวกลับลงไปยืน เขาชอบให้คู่ขาเต้นให้ดู ก่อนลงมือเสพสม เพราะมันทำให้เลือดในกายของเขาเร่าร้อน

                “ใจร้าย” หญิงสาวตัดพ้อด้วยท่าทางน่ารัก แล้วเต้นต่อด้วยท่าทางยั่วยวนยิ่งกว่าเดิม

                ชิงชัยหยิบแก้วเบียร์ขึ้นดื่มจนหมด ดวงตาดำใหญ่เข้มจัดด้วยแรงปรารถนา แม้อายุจะผ่านห้าสิบปีมาแล้ว แต่สมรรถนะทางเพศของเขาไม่ได้ลดลงเลย ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาภูมิใจมาตั้งแต่แตกเนื้อหนุ่ม

                “ยังไม่พออีกเหรอคะ หนูเมื่อยแล้ว อยากไปนอนเล่นบนเตียงมากกว่า ห้องพักของพี่ส้วยสวย” หล่อนปรายตาไปยังห้องนอนอย่างมีความหมาย

                “ได้สิ ฉันก็เบื่อดูแล้วเหมือนกัน”

                ชิงชัยโอบเอวหญิงสาวเดินเข้าไปในห้องนอน ห้องชุดหลังนี้เขาซื้อมาเกือบสิบล้าน ซึ่งเป็นราคาที่ตัวเขาเองยังไม่อยากเชื่อว่า เด็กกำพร้าที่โตมาในสลัมจะมีปัญญาซื้อ เขาเสียแม่ไปตอนอายุเจ็ดปี เสียพ่อไปตอนอายุสิบสามปี เขาต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดมาตามลำพัง จนกระทั่งได้เป็นลูกน้องของนายทหารคนหนึ่ง ตอนนี้เขาผันตัวมาทำงานอิสระ ที่ไม่ค่อยถูกกฎหมายแต่รายได้งาม อย่างการรับจ้างทวงหนี้ รับจ้างสั่งสอนพวกปากไม่ดี และอุ้มฆ่าพวกที่ชอบขัดผลประโยชน์ของคนอื่น โดยมีลูกน้องในสังกัดร่วมสิบคน

                “ถอดเสื้อก่อนนะคะ” หญิงสาวถามเสียงหวาน เขาพยักหน้าตกลง หล่อนยื่นมือมาหา แล้วปลดกระดุมเสื้อเขาออกทีละเม็ด มือนุ่มลูบไหล่แผงอกเขาอย่างเร้าใจ ก่อนลากต่ำลงไปที่ซิบกางเกง ปลดปล่อยสิ่งที่อยู่ข้างในออกมา

                “พี่พร้อมแล้วเหรอคะ เร็วดีจัง หนุ่มๆ ยังสู้พี่ไม่ได้เลย” หญิงสาวเอ่ยชมพลางก้มลงมาหา เขาหลับตาลงปล่อยอารมณ์ไปกับสัมผัสวาบหวิว ทุกอย่างกำลังดำเนินไปอย่างสุขสม แต่จู่ๆ โทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังขึ้น

                “ใครวะ” ชิงชัยคำรามอย่างไม่สบอารมณ์ เครื่องของเขากำลังติดแล้วเชียว ใครกันกล้าโทรมาขัดจังหวะตอนนี้ เขาหยิบโทรศัพท์มือถือจากกระเป๋ากางเกงออกมาดู อารมณ์วาบวามหายไปทันที เมื่อจำได้ว่าเบอร์โทรศัพท์ที่ขึ้นบนหน้าจอเป็นของใคร

                “รออยู่นี่ก่อน เดี๋ยวพี่กลับมา” เขาบอกคู่ขาของตน หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนออดอ้อนเสียงหวาน

                “อย่าไปสนใจเลยนะคะ มาต่อเรื่องของเราดีกว่า เดี๋ยวมันก็เงียบไปเองแหละ”

                “ไม่ได้ สายนี้พี่ต้องรับ รออยู่นี่ก่อน เดี๋ยวพี่มา” เขารูดซิบกางเกงแล้วเดินออกไปที่ระเบียง พออยู่ตามลำพังจึงกดรับสาย

                “ว่าไง”

                “ว่าไงเหรอ!” ปลายสายขึ้นเสียงอย่างฉุนเฉียว “นายทำงานประสาอะไร ไหนคุยว่าฝีมือดี คนๆ เดียวยังจัดการไม่ได้”

                “เดี๋ยวก่อน ใจเย็นๆ เกิดอะไรขึ้น ผมงงไปหมดแล้ว”

                “ไม่ต้องมางงเลย ไอ้สิบทิศมันยังไม่ตาย งานแค่นี้นายก็ทำไม่ได้ ฉันไม่น่าเชื่อคำพูดของนายเลย”

                ชิงชัยเข้าใจทุกอย่างทันที เขาส่งลูกน้องคนหนึ่งไปเก็บนักธุรกิจหนุ่ม เพราะคิดว่าเป็นแค่งานง่ายๆ แต่มันกลับทำงานพลาด จนลูกค้าโทรมาต่อว่าเขา

                “ผมขอโทษ ผมเพิ่งรู้เหมือนกันว่าลูกน้องของผมทำงานพลาด แต่ไม่มีปัญหาหรอก เดี๋ยวผมจะส่งคนไปเก็บมันอีก แต่ตอนนี้คงต้องรอก่อน รับรองว่าไม่ทำให้คุณผิดหวังอีกแน่” เขารับปากเสียงหนัก

                “ได้ ฉันจะเชื่อนายอีกครั้ง แต่ถ้ายังพลาดอีก อย่าหาว่าฉันใจร้ายก็แล้วกัน” ปลายสายขู่เสียงเข้ม แล้วกดวางสายทันที

                ชิงชัยเดินกลับเข้ามาในห้อง คืนนี้เขาไม่มีอารมณ์จะหาความสุขต่อแล้ว สุภาษิตจีนบอกว่าเลี้ยงคนพันวันเพื่อใช้งานวันเดียว ไอ้เดี่ยวทำงานพลาดแล้วไม่ยอมบอกเขา ถ้าไม่สั่งสอนมันให้หลาบจำ เขาจะปกครองลูกน้องได้อย่างไร

                “คุยโทรศัพท์เสร็จแล้วเหรอคะพี่” หญิงสาวถามพลางมองเขาด้วยสายตายั่วยวน

                “เสร็จแล้ว วันนี้เธอกลับไปก่อน ฉันมีงานต้องทำ” เขาบอกอย่างเย็นชา แล้วคว้าแขนหญิงสาวลากออกไปปล่อยหน้าห้อง โดยไม่สนใจเสียงทักท้วงของอีกฝ่าย



........................................................


มัลลิกานะคะ

ลงมา 3 บทแล้ว พระ-นางเปิดตัวออกมาแล้ว ถูกใจกันบ้างไหมคะ เรื่องราวเพิ่งเริ่มต้นค่ะ ยังมีให้ติดตามอีกเยอะ ลิก้าจะมาลงให้อ่านกัน ทุกวันอังคารและศุกร์นะคะ แต่สัปดาห์นี้วันอังคารคงยุ่ง เลยมาอัพล่วงหน้า 1 วัน พบกันวันศุกร์ค่ะ

รักนะ...มัลลิกา
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

0 ความคิดเห็น