My Love Bodyguard บอดีการ์ดที่รัก

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 6,889 Views

  • 29 Comments

  • 87 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    6

    Overall
    6,889

ตอนที่ 2 : บทที่ 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 761
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    24 มิ.ย. 59

บอดีการ์ดที่รัก

 

บทที่ 2

 

                ภายในห้องพักฟื้นของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง สิบทิศนอนหลับอยู่บนเตียงสีขาวสะอาด ดวงหน้าของเขาซีดเซียว ริมฝีปากหยักลึกแดงเรื่อด้วยพิษไข้ ไรหนวดเหนือริมฝีปากและข้างแก้มเขียวเป็นปื้น แม้คมกระสุนของคนร้ายจะไม่คร่าชีวิตเขา แต่มันก็ทำให้เขาบาดเจ็บไม่น้อยเลย ขนตาดกหนาเป็นแพขยับไหว ก่อนลืมขึ้นช้าๆ เผยให้เห็นดวงตาคมกริบเรียวยาวใต้คิ้วดกดำ รับกับจมูกโด่งตรงได้รูปสวย

                สิบทิศมองไปรอบๆ สิ่งแรกที่เห็นคือเครื่องมือช่วยชีวิตแบบต่างๆ ตามด้วยถุงเลือดและน้ำเกลือที่ห้อยอยู่บนเสาข้างหัวเตียง โต๊ะกลมวางแจกันดอกไม้สีสันสดใสกับโซฟาสีขาว ปลายเท้าเป็นทีวีจอแบนขนาดใหญ่ติดอยู่บนฝาผนัง เหนือศีรษะเป็นหน้าต่างกระจกมีม่านสีฟ้าอ่อนปิดไว้มิดชิด เขาหันมามองข้างเตียง เมื่อได้ยินเสียงลมหายใจแผ่วเบา

                “แม่ครับ...” ชายหนุ่มเรียกมารดาด้วยน้ำเสียงแหบเครือ แม่คงนั่งเฝ้าเขาทั้งคืนจนฟุบหลับอยู่ข้างเตียง เขาอยากเอื้อมมือไปปลุก แต่เขาขยับแขนไม่ถนัด จึงได้แต่จ้องมองด้วยความเสียใจ ตอนนี้เขากับแม่เหลือกันแค่สองคน เพราะบิดาเพิ่งเสียไปเมื่อสามเดือนก่อนด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ ซึ่งตอนนั้นเขาฝึกงานอยู่ที่สาขาของนคราเจมส์ในอเมริกา พอพ่อเสียแม่ก็ตามเขากลับมาสืบทอดกิจการของตระกูลพัชรกานต์ เขาไม่อยากคิดเลยว่าแม่จะเสียใจแค่ไหน ถ้าตำรวจสายตรวจไม่ผ่านมาช่วยเขาไว้ ก่อนที่คนร้ายจะสังหารเขาสำเร็จ

                “แม่ครับ...” เขาเรียกมารดาอีกครั้ง แม่ลืมตาขึ้นมองด้วยท่าทางงัวเงีย ดวงตาที่เหมือนดวงตาของเขามีแววงุนงงในตอนแรก ก่อนเปลี่ยนเป็นตื่นเต้นด้วยความยินดี

                “เท็น! ฟื้นแล้วหรือลูก เจ็บตรงไหนหรือเปล่า แม่ตามหมอให้นะ” แม่เอื้อมมือไปกดปุ่มเรียกพยาบาล แต่เขาห้ามไว้ก่อน

                “ผมไม่เป็นอะไรครับ แค่เจ็บแผลนิดหน่อย เดี๋ยวค่อยตามหมอก็ได้”

                “เกิดอะไรขึ้นลูก ใครทำร้ายลูก ลูกเห็นหน้ามันหรือเปล่า”

                “ไม่ครับ พวกมันสวมหมวกกันน็อก ผมไม่เห็นหน้าพวกมันครับ”

                สิบทิศส่ายหน้า เขาเพิ่งกลับจากเมืองนอก ไม่เคยมีศัตรูที่ไหน และไม่เคยมีเรื่องขัดแย้งกับใคร จึงนึกไม่ออกว่าใครอยากให้เขาตาย จนต้องจ้างมือปืนมาลอบยิง

                “มันต้องเกี่ยวกับนคราเจมส์แน่ๆ” มารดาเอ่ยเสียงเครียด

                “ทำไมแม่ถึงคิดแบบนั้นครับ” ชายหนุ่มถาม เขาเป็นผู้บริหารรุ่นที่สามของนคราเจมส์ ซึ่งก่อตั้งโดยเจ้าสัวนครปู่ของเขา โดยมีเดชาน้องชายของพ่อ และอัศวินลูกชายของอาช่วยบริหารงาน นคราเจมส์เป็นบริษัทที่ผลิตและจำหน่ายเครื่องประดับชั้นนำของเมืองไทย โดยมีสาขาอยู่ในศูนย์การค้าขนาดใหญ่และในต่างประเทศ แม้จะมีคู่แข่งทางการค้าอยู่บ้าง แต่การแข่งขันไม่รุนแรงจนถึงขั้นต้องฆ่าแกงกัน

                “แม่ไม่รู้หรอก แม่แค่สังหรณ์ใจเท่านั้น ถ้าเท็นเป็นอะไรไปอีกคน แม่จะอยู่ยังไง” แม่เอ่ยเสียงเครือ แล้วหันไปมองประตูห้อง เมื่อมีเสียงเคาะดังขึ้น

                มาลัยแม่บ้านคนสนิทของแม่เปิดประตูเดินเข้ามา แล้วตามด้วยโกศลทนายประจำตระกูลพัชรกานต์ ทนายความสูงวัยเดินมาหาเขา มาลัยดันประตูปิด แล้วเดินไปนั่งที่โซฟารับแขก

                “สวัสดีครับคุณเท็น ฟื้นแล้วเหรอครับ” โกศลเอ่ยทักทาย เขาอายุห้าสิบเศษ รูปร่างผอมสูง แววตาเฉลียวฉลาด พูดเก่ง และอารมณ์ดีอยู่เป็นนิจ

                “ครับคุณลุง ขอบคุณที่มาเยี่ยมครับ” สิบทิศขยับตัวลุกขึ้นนั่ง โดยมีมารดาช่วยประคอง

                “คุณเท็นเห็นหน้าคนร้ายไหมครับ”

                “ไม่เห็นครับ” เขาส่ายหน้า “พวกมันสวมหมวกกันน็อก แล้วเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นเร็วมาก ตำรวจว่ายังไงบ้างครับคุณอา”

                “ตำรวจพบรถที่ใช้ก่อเหตุ แต่ไม่พบตัวคนร้าย ทะเบียนรถเป็นทะเบียนปลอม ตอนนี้เราคงต้องระวังกันเอง จนกว่าตำรวจจะได้ตัวคนร้ายและคนบงการ”

                “จะให้ระวังยังไง พวกมันมีปืน แถมยังอยู่ในที่ลับ แต่เราอยู่ในที่แจ้งแบบนี้” แม่ถามสีหน้าไม่พอใจ โกศลหันไปมอง แล้วตอบเสียงเข้ม

                “เราต้องจ้างบอดีการ์ดมาดูแลคุณเท็นครับ”

                “ไม่จำเป็นหรอกครับ” เขารีบปฏิเสธ “ผมไม่ชอบให้ใครมาเดินตาม ผมขอดูแลตัวเองดีกว่า”

                “ลูกเพิ่งฟื้น เราอย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้กันเลย นอนพักผ่อนก่อนดีกว่านะ” แม่ตัดบทแล้วหันไปพูดกับมาลัย “เธออยู่เป็นเพื่อนคุณเท็นก่อนนะ ฉันจะไปส่งคุณโกศล”

                “ค่ะคุณหญิง”

                “นอนพักนะลูก เดี๋ยวแม่มา” แม่พยักหน้าเรียกโกศล แล้วพากันเดินออกไป

                สิบทิศมองตามอย่างอ่อนใจ เขารู้ว่าแม่สนใจข้อเสนอของอีกฝ่าย แต่เขาไม่มีแรงจะทัดทาน จึงทิ้งศีรษะลงนอน แล้วหลับตาลงอย่างอ่อนเพลีย

 

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

 

                ร้านกาแฟชั้นล่างของโรงพยาบาล คุณหญิงกัลยานั่งคุยกับทนายโกศลอยู่ที่โต๊ะด้านในสุด ตรงหน้าพวกเขามีถ้วยกาแฟวางอยู่สองใบ กาแฟสีเข้มส่งกลิ่นหอมกรุ่น แต่ไม่มีใครหยิบขึ้นมาดื่ม ด้วยหัวข้อสนทนาค่อนข้างเคร่งเครียด จนทั้งสองไม่มีแก่ใจจะทำอย่างอื่น

                “คุณคิดว่าคนร้ายจะลงมืออีกเหรอ” คุณหญิงกัลยาถามเสียงเบา นางเพิ่งเสียสามีไปเมื่อสามเดือนก่อน แม้ตำรวจจะยืนยันว่าเป็นอุบัติเหตุ แต่ความรู้สึกของนางบอกว่าไม่ใช่ เพราะธนาไม่ชอบดื่มเหล้า จึงเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะเมาจนขับรถตกน้ำ แต่เมื่อไม่มีหลักฐานอื่นมาหักล้าง เธอจึงต้องปล่อยให้ทุกคนเชื่อแบบนั้น

                “มีความเป็นไปได้สูงครับ”

                “ฉันต้องทำยังไง ถึงจะปกป้องลูกได้”

                “เราต้องจ้างบอดีการ์ดมาคุ้มกันคุณเท็น จนกว่าตำรวจจะจับตัวคนร้ายได้ ผมมีเพื่อนเปิดบริษัทรักษาความปลอดภัย ผมจะให้เขาส่งมือดีที่สุดมาคุ้มครองคุณเท็น”

                “ฉันไม่ไว้ใจพวกบอดีการ์ดรับจ้าง” นางส่ายหน้าไม่เห็นด้วย “คนพวกนี้เห็นเงินเป็นพระเจ้า ถ้าเกิดมีคนให้เงินมากกว่า พวกเขาอาจเปลี่ยนใจไปเข้าข้างฝ่ายตรงข้ามก็ได้”

                “ถ้าคุณหญิงไม่ไว้ใจบอดีการ์ดเอกชน เราทำเรื่องขอตำรวจมาคุ้มกันคุณเท็นก็ได้ครับ คุณหญิงมีญาติเป็นตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ผมคิดว่าท่านไม่น่าจะปฏิเสธเรานะครับ”

                “เป็นตำรวจก็ใช่ว่าจะไว้ใจได้ ฉันเสียสามีไปแล้ว ฉันจะไม่ยอมเสียลูกชายไปอีก ฉันอยากได้คนที่พวกเรารู้จักดี มีฝีมือ และซื้อด้วยเงินไม่ได้ คุณพอจะหาให้ฉันได้ไหม”

                “คุณสมบัติขนาดนั้น ผมเกรงว่าจะหาไม่ได้ครับ” โกศลตอบด้วยสีหน้าหนักใจ

                “ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้ ขอแค่เป็นคนที่ฉันกับคุณไว้ใจได้ก็พอ”

                “คนที่คุณหญิงกับผมไว้ใจได้เหรอครับ” ทนายความสูงวัยพึมพำ ก่อนยิ้มกว้างเมื่อนึกออก “มีอยู่คนหนึ่งครับ แต่ไม่รู้ว่าคุณเท็นจะชอบหรือเปล่า”

                “ทำไมตาเท็นต้องไม่ชอบด้วย”

                “เธอเป็นผู้หญิงครับ คุณเท็นอาจไม่สะดวกใจ ถ้าให้ผู้หญิงมาคุ้มกัน”

                “ไม่เป็นไร” นางโบกมือ “เดี๋ยวฉันพูดกับตาเท็นเอง ว่าแต่ผู้หญิงคนนี้เป็นใครเหรอ”

                “คุณหญิงจำหนูเต็มฟ้า ลูกสาวของบุญเต็มกับเฟื่องฟ้าได้ไหมครับ”

                “จำได้”

                คุณหญิงกัลยาพยักหน้า บุญเต็มเป็นคนขับรถของเจ้าสัวนคร ส่วนเฟื่องฟ้าเคยเป็นแม่นมของสิบทิศ เพราะนางไม่ค่อยมีน้ำนมให้ลูกดื่ม จึงจ้างภรรยาของคนขับรถมาช่วยเลี้ยงลูกชาย พวกเขามีลูกสาวคนหนึ่งชื่อเต็มฟ้า เด็กหญิงมีนิสัยแก่นแก้ว เคยทะเลาะกับสิบทิศอยู่บ่อยครั้ง หลังจากเจ้าสัวนครถึงแก่กรรม สิบทิศไปเรียนที่อเมริกา ครอบครัวนี้ก็ลากลับไปอยู่บ้านเดิม หลังจากนั้นก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย

                “ตอนนี้หนูเต็มฟ้าเป็นตำรวจยศร้อยตำรวจตรี สังกัดหน่วยสืบสวนพิเศษ ผมได้ยินว่าเธอเป็นตำรวจฝีมือดี เคยคุ้มกันคนมีชื่อเสียงมาหลายคน ถ้าได้เธอมาเป็นบอดีการ์ดให้คุณเท็น คุณหญิงน่าจะวางใจได้ เพราะยังไงหนูเต็มก็เป็นลูกคนเก่าคนแก่มาก่อน”

                “ตกลงตามนี้เลย ฝากคุณช่วยจัดการเรื่องนี้ต่อด้วยนะ แล้วฉันจะโทรไปคุยกับคุณอาเอง” คุณหญิงกัลยาสั่งความ นางมีศักดิ์เป็นหลานของพลตำรวจเอกเพิ่มพูน นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ในสำนักตำรวจแห่งชาติ การขอตัวตำรวจหญิงคนหนึ่งมาคุ้มกันลูกชายจึงไม่ใช่เรื่องยากเลย

                “ได้ครับ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ คุณหญิงจะกลับไปหาคุณเท็นเลยไหม ผมจะได้เดินไปส่งที่ห้อง”

                “ไม่ต้องหรอก คุณไปเถอะ เดี๋ยวฉันกลับเอง”

                “ครับ สวัสดีครับ” โกศลบอกลาแล้วเดินจากไป

                คุณหญิงกัลยาเรียกพนักงานมาเก็บเงินค่ากาแฟ แล้วเดินออกจากร้านกลับห้องพักของลูกชาย โดยคิดเรื่องของหมวดสาวไปด้วย

                โตขึ้นหน้าตาจะเป็นยังไงนะ ผู้หมวดเต็มฟ้า...

 

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

 

                บนถนนหลวงย่านชานเมือง รถเก๋งใหม่เอี่ยมแล่นมาตามทางด้วยความเร็วสูง โดยมีรถตำรวจสองคันไล่ตามอย่างกระชั้นชิด รถยนต์ราคาแพงหักเลี้ยวโดยไม่ลดความเร็ว แล้วแล่นตะบึงไปบนทางสายเปลี่ยวอย่างรวดเร็ว

                ตรงหัวถนนก่อนถึงคลองชลประทาน รถซุปเปอร์ไบค์คันใหญ่แล่นมาจอดกลางถนน คนขับร่างสูงโปร่งในชุดกางเกงและเสื้อแจ็กเกตยีนก้าวลงมายืนด้วยท่าทางสบายๆ มือเรียวในถุงมือหนังถอดหมวกกันน็อกใบใหญ่ออกจากศีรษะ เผยให้เห็นดวงหน้าคมหวานสีน้ำผึ้งนวลเนียน ที่ประกอบด้วยดวงตากลมโต คิ้วเรียวได้รูปสวย จมูกโด่งรั้น และริมฝีปากรูปกระจับสีชมพูระเรื่อ

                เต็มฟ้าวางหมวกกันน็อกลงบนเบาะรถ ลูบผมที่ถักเป็นเปียเดี่ยวให้เข้ารูปเข้าทรง แล้วเดินไปยืนกลางถนน ดวงตาคมหวานจ้องมองไปที่รถยนต์ต้องสงสัย คนขับเหยียบคันเร่งพุ่งเข้าหาเธอ โดยไม่คิดจะลดความเร็ว หมวดสาวชักปืนจากซองข้างเอวเล็งไปที่รถยนต์คันนั้น ตอนแรกเธอคิดจะยิงคนขับ แต่เปลี่ยนใจมายิงล้อหน้าแทน กระสุนพุ่งเข้าใส่เป้าหมายอย่างแม่นยำ เสียงระเบิดดังกึกก้องขึ้น รถยนต์ใหม่เอี่ยมเสียหลักหมุนคว้าง ก่อนหยุดจอดตรงหน้าเธออย่างสิ้นฤทธิ์

                “แค่นี้ก็เรียบร้อย ไม่เห็นต้องไล่กรวดให้เหนื่อย” เต็มฟ้ากระชากประตูรถเปิด แล้วลากคนขับลงจากรถ แต่อีกฝ่ายยังไม่ยอมจำนน เขาจ่อปืนพกมาที่เธอ หมวดสาวเบี่ยงตัวหลบ แล้วจับมือเขาหักจนปืนหลุดจากมือ ก่อนตีเข่าเข้าท้องน้อย แล้วต่อยเข้าที่ปลายคาง ส่งคนร้ายลงไปนอนสลบบนพื้น โดยไม่ทันได้ร้องสักแอะ เธอยึดปืนของเขามาเก็บไว้ แล้วหันไปมองข้างหลัง เมื่อรถตำรวจสองคันแล่นตามมาทัน

                “หมวดเต็ม!” เสียงห้วนจัดร้องเรียก ก่อนเจ้าของเสียงจะลงจากรถวิ่งมาหาเธอ เขาคือดาบตำรวจสุริยัน พ้นภัย คู่หูของเธอเอง

                “มาช้าจังเลยจ่ายัน” เต็มฟ้าแกล้งเรียกชื่อเล่นจริงๆ ของเขา นายตำรวจหนุ่มใหญ่อายุสี่สิบตอนปลายชักสีหน้าใส่เธอ แล้วเอ่ยแก้ด้วยน้ำเสียงขุ่นจัด

                “จ่าซันครับไม่ใช่จ่ายัน หมวดก็รู้ว่าผมเปลี่ยนชื่อนานแล้ว ยังจะแกล้งเรียกให้อารมณ์เสียอีก”

                “ก็ฉันคิดว่าชื่อจ่ายันเหมาะสมกว่าจ่าซัน เพราะจ่าชอบยักแย่ยักยันแบบคนแก่ คนร้ายแค่คนเดียวขับรถไล่จับกันเป็นขบวน เปลืองน้ำมันหลวงเปล่าๆ”

                “ทำมาเป็นพูดดี ผมจะฟ้องท่านรองว่าหมวดไม่ยอมทำตามแผน เล่นบุกเดี่ยวมาคนเดียว โดยไม่สนใจความปลอดภัยของตัวเองและผู้ต้องหา หมวดต้องถูกบ่นหูชาแน่”

                “เอาน่า เรื่องมันจบไปแล้ว คนร้ายนอนอยู่บนพื้น ของกลางอยู่ในรถ และนี่อาวุธปืนของคนร้าย ฝากจ่าจัดการต่อด้วยนะ”

                เต็มฟ้ายัดปืนใส่มือคู่หูต่างวัย แล้วเดินกลับไปที่รถของตน เธอหยิบหมวกกันน็อกมาสวม แต่ต้องหยุดชะงัก เมื่อโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงสั่นเตือนว่ามีสายเรียกเข้า เธอหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาดู แล้วกดรับสาย เมื่อพบว่าพันตำรวจโทเขตแดน ผู้บังคับบัญชาของเธอโทรมา

                “มีอะไรคะพี่เขต” หมวดสาวถามเสียงใส เธอรู้จักเขตแดนตอนเรียนโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เขาเป็นคนชวนเธอมาทำงานที่หน่วยสืบสวนพิเศษ เวลาอยู่ตามลำพังเธอจะเรียกเขาว่าพี่เขต

                “งานเรียบร้อยไหม”

                “เรียบร้อยดีค่ะ แค่พ่อค้ายาคนสองคน ไม่ครณามือเต็มหรอกค่ะ”

                “ไม่ต้องโม้มาก งานเสร็จแล้วก็เข้ามาสำนักงานด้วย พี่มีคดีสำคัญให้เธอกับจ่าซันทำ” เขตแดนเอ่ยอย่างเคร่งขรึม ตามนิสัยจริงจังของเขา

                “คดีอะไรคะ เต็มทำคนเดียวก็ได้ ไม่ต้องให้จ่าซันคอยเป็นพี่เลี้ยงหรอกค่ะ เต็มขี้เกียจฟังแกบ่น”

                “อย่าอวดเก่ง เราเพิ่งเป็นตำรวจแค่สองปี เรียนรู้จากจ่าซันให้มากๆ แล้วเต็มจะเป็นตำรวจที่ดี แค่นี้นะรีบมาเร็วๆ ด้วย” เขตแดนตัดบท แล้วกดวางสาย

                เต็มฟ้าทำปากยื่นใส่โทรศัพท์มือถือ แล้วเดินกลับไปหาคู่หูของตน

                “จ่าซัน ท่านรองสั่งให้เราสองคนกลับสำนักงานเดี๋ยวนี้ ท่านมีคดีสำคัญให้พวกเราทำ”

                “คดีอะไรครับหมวด”

                “ไม่รู้สิ ถ้าจ่าอยากรู้ก็รีบตามมาเร็วๆ ฉันไปก่อนล่ะ” หมวดสาวเดินกลับไปที่รถของตน หยิบหมวกกันน็อกมาสวม แล้วขี่รถซุปเปอร์ไบค์คันใหญ่ออกไปทันที

                จ่าซันมองตามด้วยความอ่อนใจ ผู้หมวดเต็มฟ้าเป็นตำรวจฝีมือดี เธอห้าวและลุยแหลก จับทุกคนที่ทำผิดกฎหมาย โดยไม่สนว่าเป็นลูกท่านหลานใคร แต่มีข้อเสียตรงใจร้อนและชอบฉายเดี่ยว ที่ผ่านมาหมวดสาวยังไม่เคยพลาด แต่เขาเกรงว่าเธอจะไม่โชคดีแบบนี้ตลอดไป

 

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

 

                สำนักงานหน่วยสืบสวนพิเศษ เต็มฟ้ายืนรอคู่หูอยู่ที่โต๊ะทำงานของเขา เธอมาถึงร่วมครึ่งชั่วโมงแล้ว แต่จ่าซันยังมาไม่ถึงเลย หมวดสาวหย่อนสะโพกนั่งบนขอบโต๊ะ แล้วหยิบโทรศัพท์มือถือมาเช็คเมล์ฆ่าเวลา หลังจากฆ่าไปได้ประมาณสิบนาที คู่หูของเธอก็กระหืดกระหอบมาถึง

                “จ่ามาช้า” เธอเล่นงานเขาก่อนเลย

                “รถติดยังกับตังเม มาถึงก็บุญแล้วครับ”

                “ก็จ่าดื้อเองนี่น่า ฉันบอกให้ซื้อมอเตอร์ไซค์มาขี่ก็ไม่เชื่อ ไม่งั้นมาถึงนานแล้ว” เธอแกล้งทำหน้าอ่อนใจใส่คู่หูของตน จ่าซันไม่ชอบรถมอเตอร์ไซค์ อย่าว่าแต่ให้ขี่เองเลย แค่ซ้อนท้ายเขายังกลัวจนมือไม้สั่น

                “ไม่ครับ ผมอยากแก่ตายมากกว่าคอหักตาย เราเข้าไปหาท่านรองกันเถอะ”

                จ่าซันเดินนำไปที่ห้องทำงานของเขตแดน ทั้งสองนั่งลงหน้าโต๊ะทำงานของผู้บังคับบัญชา ก่อนเต็มฟ้าจะเปิดฉากสนทนา

                “ท่านรองมีคดีอะไรให้เราทำคะ”

                “เอาแฟ้มคดีไปอ่านก่อน” เขตแดนส่งแฟ้มเอกสารให้เธอ เขาเป็นนายตำรวจหนุ่มอนาคตไกล รูปร่างสูงใหญ่ ผิวคล้ำ หน้าตาคมเข้ม นิสัยชื่อตรง ผลงานดี ประวัติสะอาด จึงได้เป็นหัวหน้าหน่วยสืบสวนพิเศษ ทั้งที่อายุเพิ่งผ่านเลขสามมาไม่กี่ปี

                “คดีฆาตกรรมหญิงสาวในตึกร้างเหรอคะ” หมวดสาวอ่านคร่าวๆ แล้วส่งแฟ้มต่อให้คู่หูของตน เธอเห็นข่าวนี้จากรายการเล่าข่าวรายการหนึ่ง ตอนแรกคิดว่าเป็นแค่คดีฆาตกรรมธรรมดา แต่ถ้ามันถูกโอนมาให้หน่วยของเธอ แสดงว่าการตายของหญิงสาวเคราะห์ร้ายต้องไม่ปกติอย่างแน่นอน

                “ใช่ ผู้ตายถูกฆ่าอย่างทารุณ ผมอยากให้คุณสองคนช่วยกันทำคดีนี้ และจับตัวคนร้ายมารับโทษโดยเร็ว เพราะเป็นคดีสะเทือนขวัญ สังคมกำลังจับตามองการทำงานของเรา”

                “ได้ค่ะ พวกเราจะทำให้ดีที่สุด ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ”

                เต็มฟ้าลุกขึ้นยืนทำความเคารพ แล้วเดินนำออกจากห้อง จ่าซันทำความเคารพผู้บังคับบัญชา แล้วเดินตามหมวดสาวออกไป


.................................


มัลลิกานะคะ

กลับมาลงนิยายอีกครั้ง งงๆ กับระบบ ต้องพยายามศึกษากันไป บอดีการ์ดที่รัก จะทยอยลงให้อ่านกันนะคะ สัปดาห์ละ 2 วัน คือวันอังคารและวันศุกร์ และจะอัพให้อ่านครึ่งเรื่อง พอวางแผงแล้วจะลบออก ต้องขออภัยที่ลงจนจบไม่ได้ ตอนหน้าจะแนะนำตัวละครให้ทรายนะคะ วันนี้เย็นแล้ว ต้องเตรียมตัวกลับบ้าน ฝนมาแล้ว รักษาสุขภาพด้วยนะคะ

รักนะคะ...มัลลิกา


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

0 ความคิดเห็น