ตราบฟ้ามีตะวัน [พิมพ์ครั้งที่ 3] [ผ่านพิจารณา ละครช่อง 3]

ตอนที่ 6 : บทที่ 3 แววตาสังหาร (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,396
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 239 ครั้ง
    10 ก.ค. 61





วันฟ้าใหม่ยิ้มกว้างขึ้นอีกครั้ง นี่อาจเป็นรอยยิ้มแรกในรอบสามปีของเธอเลยก็ว่าได้ที่สามารถยิ้มได้กว้างขนาดนี้ หัวใจที่ด้านชาไร้ความรู้สึกกลับมาชุ่มชื่นอีกครั้งด้วยคำว่ามิตรภาพ แม้จะเพิ่งเกิดในระยะเวลาสั้นๆ แต่วันนี้วันฟ้าใหม่ก็ได้เรียนรู้ว่าความปรารถนาดีด้วยใจบริสุทธิ์อาจเกิดขึ้นได้กับทุกคนไม่จำกัดว่าอยู่ในสถานะใด นับจากนี้เธอจะไม่ใช้เหตุผลที่ตนไม่พ่อแม่มาเป็นข้ออ้างในการทำอะไรตามใจตนเองอีก

บนโลกนี้ไม่ได้มีแค่เธอที่เจอกับความทุกข์

 

 

วันฟ้าใหม่พาร่างอันอิดโรยเพราะไม่ได้นอนมาทั้งคืนออกมาจากตึกคณะเกษตรศาสตร์ในช่วงเที่ยงของวัน กวาดสายตาหาปัญศรกับโภคินก็เห็นเพื่อนโบกมือโบกไม้อยู่ที่โต๊ะไม้ไม่ไกลออกไป เธอลากเท้าไปยังบุคคลทั้งสองเหมือนคนที่วิญญาณกำลังจะออกจากร่าง

“ผ่านไหม” 

ปัณศรที่พัฒนารูปร่างจากอวบระยะสุดท้ายกลายเป็นอ้วนถามขึ้นขณะที่มือยังถือแก้วกาแฟสด

“เดี๋ยวนะ ทำหน้าแบบนี้อย่าบอกว่าอาจารณ์ชูชาติไม่ให้แกผ่าน หืย...แบบนี้จบช้าไปอีกเทอมหรือเปล่าวะ” โภคินถามขึ้น สีหน้าวิตก ตอนนี้เขากลายเป็นเกย์หนุ่มตัวท็อปของคณะไปแล้วด้วยเครื่องหน้าที่สะอาดสะอ้านและความสามารถด้านกิจกรรม ที่สำคัญปีการศึกษาที่ผ่านมาเขายังได้รับตำแหน่งนายกสโมสรนิสิตอีกด้วย

“โอ้ย! ตาย” ปัณศรร้องขึ้นอีก “จบช้าไปอีกเทอม รู้ถึงไหนอายถึงนั่น”

“แกนั่นแหละ ชวนมันตลอนจนมันไม่สนใจทำโปรเจก พากันไปหาของกินถึงนครศรีธรรมราชอีกวันไปฟาดที่เชียงใหม่ แล้วมันจะเอาเวลาไหนมาใส่ใจเรื่องเรียน เห็นไหมว่าเพื่อนต้องเดือดร้อนเพราะแก” โภคินจิ้มนิ้วไปที่กลางหน้าผากของเพื่อน ออกแรงผลักจนหน้ากลมๆ หงายเงือบ “แล้วดูซิ กินเข้าไปไอ้ของที่ทำให้อ้วนเนี่ย ตัวจะกลิ้งได้อยู่แล้ว”

“อะไร ฉันชวนมันไป แต่วิจัยฉันก็ผ่านป่าววะ แกนั่นแหละ มัวแต่เอาเวลาไปทำกิจกรรมหาเสียงเรียกยอดไลต์ เคยคิดที่จะมาช่วยเพื่อนเก็บข้อมูลประมวลผลบ้างมั้ย ไม่เคย ไม่นับที่เอาเวลาไปอ่อยหนุ่มคนโน้นคนนี้นะ”

“นังขนุน”

“พอได้หรือยัง” วันฟ้าใหม่ยกมือขึ้นห้ามทับ หลับตาลงอย่างต้องการสะกดกลั้นสติอารมณ์ “ถามคำถามมานี่คิดจะเอาคำตอบบ้างไหม ถามเองตอบเอง โวยวายเอง เป็นโรคประสาทหลอนหรือไงฮะ”

นั่นแหละ ปัณศรกับโภคินถึงจะสงบศึกกันได้

วันฟ้าใหม่นั่งลงบนเก้าอี้ ยื่นหน้าไปหาเพื่อนที่อยู่ตรงข้าม มองทั้งสองคนสลับไปมาก่อนจะเผยรอยยิ้มกระจ่าง

“งานวิจัยของฉัน...ผ่าน...แล้ว...โว้ย!

“กรี๊ด!” เสียงกรีดร้องด้วยความยินดีดังขึ้นจนคนโต๊ะอื่นๆ หันมามอง โภคินหันไปสบตาแล้วขยิบตาให้คนพวกนั้นตามสไตล์คนที่ชอบเป็นจุดสนใจก่อนจะหันกลับมาคุยกับเพื่อนอีกครั้ง

“ดีใจด้วย วันนี้เราต้องไปฉลองกันนะ นี่เท่ากับว่าอีกไม่เกินหนึ่งเดือนพวกเราก็จะกลายเป็นบัณฑิตกันแล้ว สิ้นสุดกันทีชีวิตนักศึกษา ฉันจะได้มีเงินไปให้พ่อสร้างบ้านใหม่สักที”

“ใช่! ต่อไปฉันจะหางานทำ พอได้เงินเดือนมาก็จะไปตะเวณกินของอร่อยๆ ทั่วประเทศไทย แล้วพอโบนัสปลายปีออกฉันจะซื้อตั๋วไปญี่ปุ่น กินปลากหมึกฮอกไกโดให้หมดเกาะไปเลย”

“เดี่ยว! นี่กินหรือสูบยะ” โภคินมองอย่างอึ้งๆ ความคิดของปัณศรก็วกวนอยู่กับเรื่องกินไม่เลิกรา ก่อนจะหันไปสะดุดกับสีหน้าหมองลงของวันฟ้าใหม่ทั้งที่เมื่อครู่ออกจะบานเป็นจานดาวเทียม “ไอ้แป้ง เป็นอะไรของแก ไม่ดีใจหรือไงที่งานวิจัยแกผ่านเรียบร้อยแล้ว”

“ฉันก็ดีใจอยู่นะ แต่ว่า...ฉันคงคิดถึงพวกแกมากๆ เลย”

“โอ้ย! ฉันสองคนไปหาแกได้ตลอดอยู่แล้ว ไร่ตะวันฉายไม่ได้ไกลสักหน่อย นั่งรถสองชั่วโมงก็ถึงแล้วดีจะตาย ฉันจะได้ใช้สิทธิ์เพื่อนสนิทขอส่วนลดบ้าง”

ยิ่งโภคินพูดวันฟ้าใหม่ก็ยิ่งเศร้าลงไปอีก อยู่มหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ มาสี่ปีเธอไม่เคยกลับไร่ตะวันฉายอีกเลยเพราะไม่กล้ากลับไปสู้หน้าใคร เรื่องราววันที่อาทิตย์ประสบอุบัติเหตุยังเป็นแผลในใจเธอ แม้จะรู้ว่าอาทิตย์หายเป็นปกตินานมากแล้วแต่ก่อนหน้านั้นเขาก็ต้องรักษาตัวเป็นระยะเวลาถึงแปดเดือน ใจจริงเธออยากหนีความรู้สึกผิดไปตลอดชีวิตโดยไม่กลับไปเหยียบที่นั่นอีก แต่ติดตรงที่เธอสัญญากับครองประทีปไว้ และผู้เป็นลุงก็ยังย้ำถึงสัญญาข้อนี้อยู่ทุกครั้งที่โทร.มาถามความเป็นไป

แป้งจะไปจากที่นี่ค่ะคุณลุงเด็กสาวร้องไห้น้ำตานองหน้าเมื่อทราบข่าวว่าอาทิตย์ไม่ยอมกลับมารักษาตัวที่บ้าน สาเหตุนั้นใครๆ ก็ต่างรู้ดีว่าอาทิตย์ไม่ต้องการเห็นหน้าเธออีก ไม่ใช่แค่เพียงอาทิตย์ ทั้งแม้เลี้ยงทับทิม ป้าทองคำ ลุงสมร มะปรางและใครต่อใครในไล่ตะวันฉายต่างมองเธออย่างเกลียดชัง

ทุกคนไม่ต้องการให้เธออยู่

หนูจะไปก็ได้ แต่ไม่ได้ให้ไปตลอดนะลูก หนูไปเรียนหนังสือสักสี่ปีแล้วกลับมาอยู่กับลุง เข้าใจไหม” ครองประทีปเอ่ยกับเด็กสาวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล      

วันฟ้าใหม่สายศีรษะไปมา เธอไม่อยากเรียนหนังสืออีกแล้ว แค่คิดว่าเธอจะต้องไปเรียนโดยไม่มีใครไปส่ง ไม่มีพ่อคอยถือกระเป๋าเข้าหอพัก ไม่มีแม่คอยดูแลจัดการเรื่องโน่นนี่ ไม่มีคนยินดีกับความสำเร็จหญิงสาวก็หดหู่จนแทบจะร้องไห้ออกมา เธออาจจะเข้ากับเพื่อนไม่ได้เพราะไม่อยากทนฟังใครพูดถึงพ่อแม่ แค่ต้องเรียนมัธยมปลายสามปีเธอก็ทุกข์ทรมานเกินพอแล้ว เธอไม่ขอไปเห็นภาพความอบอุ่นของครอบครัวใครอีก

แป้งไม่อยากเรียนหนังสือค่ะ

วันฟ้าใหม่...หนูฟังลุงนะ ชีวิตของเรา เราไม่รู้หรอกว่าเกิดมาแล้วจะตายตอนไหน เราไม่รู้วันตายของใครเลยทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ คนรัก หรือใครก็ตามบนโลกใบนี้ แต่ทุกคนกิดมาก็ต้องตายขึ้นอยู่กับว่าจะช้าหรือเร็วก็เท่านั้น หนูต้องหักอกหักใจทิ้งความเศร้านั้นเสียเพราะเอาแต่คิดมากไปพ่อของหนูแม่ของหนูก็ฟื้นคืนกลับมาไม่ได้ ไม่มีทางได้เลย ตราบใดที่เวลาของเรายังมาไม่ถึง หนูจะต้องใช้ชีวิตต่อไป การใช้ชีวิตอยู่นั้นก็ถือว่าเป็นเรื่องยาก แต่ความรู้จะทำให้เราสามารถทำอะไรได้หลายอย่าง หนูจะสร้างโลกนี้ทั้งใบยังได้เลย คราวนี้หนูคิดได้หรือยัง ว่าจะทำอย่างไรต่อไป

วันฟ้าใหม่นิ่งคิดตามเป็นครั้งแรก ชีวิตของผู้อื่นจะสั้นหรือยาวนานเธอไม่ทราบ แต่ชีวิตของตัวเองนั้นยาวนานเกินไป

ก็ได้ค่ะ แป้งจะเรียนหนังสือค่ะเธอตอบตกลงในที่สุด ไม่ใช่เพราะคิดได้ว่าการเรียนมีความสำคัญ เธอแค่ไม่เห็นทางไปทางไหนที่จะดีไปกว่านี้

ดีมากครองประทีปยิ้มกระจ่าง 

วันฟ้าใหม่สบตาผู้สูงวัย เธออบอุ่นหัวใจทุกครั้งที่สายตาเอื้อาทรนั้นมองมา แต่แป้งไม่รู้จะเรียนอะไร แป้งไม่มีจุดหมายอะไรในชีวิต แป้งไม่รู้จะเรียนไปเพื่ออะไรค่ะคุณลุง

หนูก็เรียนเพื่อลุงสิ ถ้าหนูเห็นแก่ลุง หนูไปเรียนเกษตรแล้วเอาความรู้มาทำสวนกล้วยไม้ดีๆ ให้ลุงสักแปลงได้ไหมล่ะ

 

นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้วันฟ้าใหม่เลือกเรียนคณะเกษตรศาสตร์ โดยมีเป้าหมายนำความรู้ที่ได้ไปเพาะพันธุ์กล้วยไม้ให้ครองประทีปซึ่งเธอไม่รู้เลยว่าคณะเกษตรฯ ไม่มีเอกกล้วยไม้แต่อย่างใด เธองุงงงไปครู่หนึ่งแต่ก็กลับหลังไม่ได้ ทว่าการเลือกเรียนคณะเกษตรศาสตร์สาขาวิทยาศาสตร์เกษตรก็ให้ผลมากกว่าแค่ความรู้เรื่องกล้วยไม้ เธอได้ความรู้ทั้งเรื่องพืชสวน พืชไร่ การดูแลรักษาโรคพืช ตลอดจนเรื่องสัตวบาล และวันฟ้าใหม่ก็พบว่าเธอสามารถทุ่มเทความสนใจให้กับเนื้อหาวิชาเรียนด้วยความชอบที่เธอไม่เคยได้ค้นพบมาก่อนเลยในชีวิต แม้ว่าบิดาของเธอจะทำสวนลำไยและแปรรูปส่งออกมาหลายสิบปี

ความดีความชอบทั้งหมดนั้นเธอยกให้ครองประทีปเลยทั้งหมด เขาทำให้เธอกลับมาเห็นความหมายของการมีชีวิตอยู่ วันนี้คงเป็นวันที่เธอถือว่าสำเร็จการศึกษาอย่างแท้จริงเพราะโปรเจกค์สุดท้ายของการเรียนระดับปริญญาตรีสำเร็จเสร็จสิ้นเป็นที่เรียนร้อย แน่นอนว่าเธอไม่เคยลืมสัญญาที่เคยให้ไว้กับครองประทีปเลย เธอเต็มใจและอยากกลับไปสวนกล้วยไม้ตามคำขอตั้งแต่เรียนได้หนึ่งปีแล้วด้วยซ้ำ

ถ้าไม่ติดตรงที่ว่าคนที่นั่นเกลียดเธอ

กลับมาอยู่กับลุงนะ พี่เขาไม่ได้โกรธหนูแล้ว ทุกคนที่นี่คิดถึงหนูนะลูก

อาทิตย์น่ะหรือ...ไม่ได้โกรธเธอแล้ว เป็นเรื่องที่เชื่อไม่ได้ที่สุดตั้งแต่เธอเกิดมา

“ทำหน้าเศร้าแบบนี้คิดถึงอดีตว่าที่สามีอยู่ล่ะสิ”

เสียงโภคินแทรกเข้ามาในความคิด อดีตว่าที่สามีเป็นคำนิยามที่ชัดเจนมากที่สุดเลย

“ใช่! ฉันต้องกลับไปไร่ตะวันฉาย แต่กำลังคิดว่าจะทำยังไงไม่ให้ถูกลากไปฆ่าหมกป่า” คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันแสดงให้เห็นว่าเธอคิดหนักมากจริงๆ แต่ดูเป็นความกังวลที่ไม่เหมือนคนกลัวตายเลย “เอางี้ดีกว่า ก่อนที่ฉันจะกลับไปที่นั่น ฉันจะวาดลายแทงให้แก”

“ลายแทง!

ปัณศรกับโภคินร้องขึ้นมาพร้อมกัน ก่อนสาวร่างอวบจะขยับหน้าเข้าไปใกล้ฝ่ายตรงข้ามทำน้ำเสียงกระซิบ “ที่ไร่นั่นมีสมบัติซ่อนไว้เหรอ” 

“สมบัติบ้านป้าแกสิ ลายแทงหาศพฉันต่างหาก ถ้าฉันถูกลอบฆาตกรรมไม่ต้องสงสัยใครเลย เพราะทุกคนอยากให้ฉันตายกันหมดนั่นแหละ แล้วไม่มีทางที่ตำรวจจะตามกลิ่นเจอแน่นอน ดังนั้นถ้าฉันขาดการติดต่อไปเกินสามเดือน แกสองคนก็ออกตามหาศพฉัน ไม่ว่ายังไงก็ต้องเอาศพฉันไปทำพิธีให้ได้เว้ย ฉันไม่อยากเป็นวิญาณเร่ร่อนกลางป่า นี่ลายแทงที่คาดว่าจะเป็นจุดอำพรางศพ ไร่ตะวันฉายมีเนื้อที่ตั้งสองพันไร่ ขืนไปมัวหาซี้ซั้วคงได้แก่ตายคาไร่เปล่าๆ แน่”

สิ้นสุดคำพูดอันยาวเหยียดสองเพื่อนคู่หูก็ถึงกับอ้าปากค้าง ก่อนจะหันมาสบตากันแล้วพากันลุกจากเก้าอี้อย่างเงียบเชียบ

“อ้าว! จะไปไหนกันล่ะ” วันฟ้าใหม่ถามหน้าเหรอหราแต่ไม่มีคนตอบ “นี่ ฉันยังพูดไม่จบเลยนะโว้ย!

 

 

โฟล์คสวาเก้นสีฟ้าเคลื่อนผ่านแมกไม้สีเขียวเข้มสลับอ่อนของฤดูร้อนอย่างเชื่องช้า ช้ากว่าระดับการขับรถบนถนนกรุงเทพฯ ที่การจราจรแน่นขนัดเสียอีก

หลังจากพยายามหาเหตุผลเพื่อยืดเวลาการกลับไร่ตะวันฉายได้สักพักวันฟ้าใหม่ก็หมดข้ออ้างใดๆ อีก ปัณศรกับโภคินตัดสินใจจะสอบเข้ารับราชการในกรมป่าไม้จึงเริ่มตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือสอบจนเธอไม่ได้เห็นหน้ามาหลายสัปดาห์ วันฟ้าใหม่ใช้ชีวิตผ่านไปวันๆ เพื่อหวังให้ความหวั่นวิตกนานาประการทุเลาลง ที่รบกวนจิตใจมากที่สุดก็คงเป็นเรื่องที่เธอต้องเผชิญหน้ากับอาทิตย์อีกครั้ง แม้ว่าความรู้สึกต้องการครอบครองจะหมดไปจากใจแล้วแต่ความรู้สึกผิดยังแจ่มชัดอยู่ทุกอณู

เขาไม่ได้โกรธเธอแล้วจริงๆ หรือ เธอเชื่อที่ครองประทีปพูดเพียงครึ่งเดียว แต่ถึงจะคิดเช่นนั้นก็ทำอะไรไม่ได้ เธอไม่อาจผิดสัญญากับคนที่คอยพยุงเธอให้พ้นจากช่วงเวลายากลำบาก และการยืดเวลาทำตามสัญญาออกไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร

เธอต้องกลับไร่ตะวันฉายแล้วจริงๆ

คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยได้ไม่นานสุดท้ายวันฟ้าใหม่ก็พารถมาถึงทางเข้าไร่ตะวันฉายจนได้ เธอชะลอรถมองดูป้ายขนาดใหญ่ ก่อนเลื่อนสายตาลงมาพินิจสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่สไตล์คันทรี มันคือร้านอาหารซึ่งก่อนหน้านี้เป็นเพียงร้านเล็กๆ มีไม่กี่โต๊ะ ตอนนี้ถูกปรับปรุงใหม่จนเธอแทบจำเค้าเดิมไม่ได้ ฉากหลังของร้านคือไร่องุ่นอันกว้างใหญ่ไพศาล วูบหนึ่งเธอคิดถึงความทรงจำในระยะเวลาสั้นๆ ที่เธอพำนักอยู่ที่นี่ มันไม่ใช่ความทรงจำที่ดีเสียทีเดียวแต่อย่างน้อยครั้งหนึ่งเธอเคยเรียนที่นี่ว่าบ้าน 

เป็นบ้านที่ไม่เคยมีใครต้อนรับเธอ

หญิงสาวพ่นลมหายใจออกมา ความรู้สึกของคนกำลังเดินลงหุบเหวเป็นเช่นนี้นี่เอง

“เอาวะ สี่ปีมาแล้ว...คนที่นี่คงไม่ผูกใจเจ็บยาวนานขนาดนั้นหรอกมั้ง เราอาจจะคิดมากไปเอง”

กำลังใจเริ่มกลับมาอีกครั้ง วันฟ้าใหม่ยืดตัวตรง สูดลมหายใจเข้าลึก แววตามาดมั่น

“แค่สองปี เราทำสวนกล้วยไม้ให้คุณลุงเรียบร้อยแล้วจะไปให้ไกลเลย” 

 

 

แม้ภายนอกไร่ตะวันฉายจะเปลี่ยนไปมาก แต่พอวันฟ้าใหม่พารถเคลื่อนเข้ามายังอณาบริเวณของเรือนสุริยะสกุลเธอก็พบว่าทุกอย่างไม่ได้เปลี่ยนไปเลย เรือนไม้หลังใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางแมกไม้ ฉากหลังคือภูเขาสลับซับซ้อนสวยงามเหมือนภาพวาด

ภาพที่เคยสะกดสายตาเธอตั้งแต่คราแรกที่มา เธอชอบที่นี่ แต่ไม่มีความรัก เธอไม่มีความรู้สึกอื่นใดนอกจากความเหน็บหนาวลึกๆ เมื่อรับรู้ถึงความไม่เป็นที่ต้องการ คนที่นี่เกลียดเธอ  

หญิงสาวจอดรถแล้วจัดการลากกระเป๋าใบโตมาวางที่พื้น ข้างในกระเป๋าคือเสื้อผ้า ของใช้ส่วนตัวอีกเล็กน้อยและหนังสือจำนวนหนึ่ง เพราะไม่ได้คิดที่จะอยู่ถาวรจึงใช้เงินมรดกซื้อคอนโดมิเนียมเป็นของตัวเองตั้งแต่อายุถึงเกณฑ์ที่จะซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้ ข้าวของส่วนมากถูกเก็บไว้ที่นั่นรอวันเธอกลับไป

อากาศร้อนระอุทำให้เริ่มมีเหงื่อซึมจนเสื้อเปียก วันฟ้าใหม่ดึงยางรัดผมที่ข้อมือมารัดผมของตนไว้ก่อนจัดการลากกระเป๋าขึ้นบันไดอย่างทุลักทุเล

เธอเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเอาของมามากเกินไป

“หนึ่ง สอง ซั้ม ฮึบ!” วันฟ้าใหม่ออกแรงยกกระเป๋าเดินทางขึ้นบันไดขั้นสุดท้าย เธอพ่นลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอกที่ภาระกิจสั้นๆ สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ใบหน้ากระจ่างใสมีรอยยิ้ม

ทว่าขณะที่กำลังดีใจอยู่นั้น บางสิ่งก็ทำให้เธอรู้ว่าตรงนั้นไม่ได้มีเธอยืนอยู่คนเดียว

ตรงหน้าคือโต๊ะรับประทานอาหารตัวเดิมที่ตั้งอยู่ริมระเบียงบ้านสุริยะสกุล มันยังตั้งอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้ต้นเดิมดังเช่นก่อนเธอจากไป แต่เพราะสมาชิกที่นั่งกันพร้อมหน้าบนโต๊ะอาหารนั่นต่างหากทำให้เธอขวัญหนีดีฝ่อ

หัวโต๊ะคือครองประทีปประมุขของไร่ตะวันฉาย แววตาของชายสูงวัยมองมาที่เธอด้วยความยินดีอย่างไม่ปิดบัง  ด้านขวาเป็นหญิงสูงวัยที่แม้ว่าใบหน้าจะเริ่มปรากฎริ้วรอยแห่งความชราแต่ก็ยังมีเค้าความงามเด่นชัด นางคือแม่เลี้ยงทับทิมคนที่แสนจะเกลียดชังเธอและดูเหมือนว่าตอนนี้จะยังเกลียดไม่เปลี่ยนแปลง อีกฝั่งคือหญิงสาวรูปร่างผอมบางผิวขาวสะอาดสะอ้านผมดำขลับยาวประบ่า ใบหน้าหวานซึ้ง หล่อนคือพนิตนันท์ ลูกสาวเจ้าของรีสอร์ทชื่อดังในอำเภอปากช่องที่มีความสนิทสนมกับครอบครัวนี้เป็นอย่างดี ดวงตากลมโตของหล่อนที่มองมายังเธอนั้นยากจะคาดเดาความรู้สึก  

และคนสุดท้ายที่นั่งติดกันกับพนิตนันท์คือชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลาคร้ามแดดขึ้นเล็กน้อยแต่วันฟ้าใหม่มองว่ามันทำให้เขาดูหล่อสมบูรณ์แบบมากขึ้น แต่เธอไม่มีแก่ใจจะมัวมาชื่นชมความหล่อ เมื่อดวงตาสีน้ำตาลเข้มมองมาคล้ายกับหมายจะสังหารเธอ

--------------------------------------------------------------------------------------------------

พูดได้แค่ว่า... "กรรมใดใครก่อ" 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 239 ครั้ง

1,083 ความคิดเห็น

  1. #1035 fsn (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 / 14:55

    เข้ามาอ่านที่หลังคะ แต่ชอบมากเลยกับจุดที่ ฟ้าใหม่คิดได้ นางเจอเพื่อนดี ผู้ปกครองดี เลยได้กลับมาสดใสอีกครั้ง

    #1035
    0
  2. #347 tom247 (@tom247) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2561 / 06:50
    ได้กลิ่นความบันเทิงเลย
    #347
    0
  3. #50 เมเปิ้ล (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2561 / 13:26

    เอาใจช่วยแป้งเพราะสิ่งที่นางทำไปเพราะเป็นสิ่งที่กลัวตะไม่มีใครเลยทำเพราะเอาแต่ตัวเป็นที่ตั้ง แต่อยู่ๆอิตาพระเอกจะมาเกลียดเพราะเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่เขาตกลงกันแล้วมาเกลียดแป้งได้ไง แทนที่จะต้องไปทำกับผู้ใหญ่ หรือโมโหที่แป้งไม่เย้ายวน พอ เลยโกรธ. แต่ใช่ว่าจะเห็นดีกับสิ่งที่แป้งทำนะ แต่เป็นเห็นใจมากกว่าเพราะจากความรู้สึกเด็กน้อยที่ขาดที่พึ่งพิงโดยคนที่รักมาก แล้วจะให้นางมองคนอื่นในแง่ดีหมดเลยก็ไมีได้

    ดีนะที่มีเหตุการณ์ืำให้ใจแป้งดีขึ้น ละมุนขึ้น แสดงให้เห็นว่านางไม่ได้เลวตั้งแต่เนื้อใน แต่เป็นเพรทะเหตุการณ์พาไป ต่อไปนี้ก็ต้องเอาใจช่วยแป้งแล้วเพราะเข้ามาเจอมรสุมคนเกลียดแป้งขนาดนี้ มจะทนอยู่ถึงสองปีไหมหละ สู้ สู้

    #50
    1
    • #50-1 อุณหภูมิปกติ (@mali07) (จากตอนที่ 6)
      11 กรกฎาคม 2561 / 16:48
      ขอบบคุณค่า นางเอกได้คะแนนนิยมกับเขาแล้ว
      #50-1
  4. #48 kakfern23 (@kakfern23) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2561 / 08:46
    5555ลายแทงหาศพ
    #48
    0
  5. #47 Kwanta Lorliam (@kwantal) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2561 / 01:26

    ครบทีมสังหารเว้นลุงคนเดียว

    #47
    0
  6. #45 aieng (@ojiaieng) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2561 / 21:49
    กรรมใดใครก่อเลยเหรอค่ะ สู้ๆน้าาาาหนูแป้ง
    #45
    0
  7. #44 preaw98 (@preawpreaw5567) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2561 / 21:30
    อยากอ่านต่อแล้วๆๆๆๆๆๆๆ ขออีกสักตอนน้าาาอิอิ
    #44
    0
  8. #43 Noonkhuan (@noon-rx) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2561 / 21:14
    อยากอ่านเล่มแล้วจ้าไรท์ รอ e book จ้าา
    #43
    0
  9. #42 Pun Arun (@A-Arungomes) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2561 / 20:58
    กลัว ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #42
    0