ร้ายเกินพิกัด [สนพ.แจ่มใส]

ตอนที่ 3 : บทที่ 1 พรหมจรรย์เป็นของไร้ค่า (2) อัพแก้ไข

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 15,465
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 45 ครั้ง
    7 ม.ค. 61

  



                 “ได้ข่าวว่าความแรดของแกกำเริบหนักเลยเหรอศา”

                พลอยพัชญ์โวยวายมาตามสายโทรศัพท์หลังจากที่นักรบกลับไปได้ไม่ถึงชั่วโมง วาริศาได้แต่กรอกตาอย่างสุดเซ็ง เธอยอมรับว่าบางครั้งการกระทำของเธอก็ออกจะเปิดเผยมากเกินไปนิด จนทำให้ดูเหมือนว่าเป็นผู้หญิงที่ผ่านผู้ชายมานับไม่ถ้วน กล้าได้กล้าเสีย และเห็นเซ็กซ์เป็นเรื่องง่าย ผู้ชายหลายคนหรือแม้แต่นักรบต่างก็คิดเหมือนกันว่าเธอน่ะ แรดปรอทแตก’ แต่หญิงสาวก็ไม่เคยคิดจะแก้ตัว เธอจะแก้ไขความเข้าใจของคนอื่นไปทำไม ในเมื่อการถูกมองว่ายังเป็นสาวบริสุทธิ์ก็ไม่ได้สร้างความภาคภูมิใจให้เธอ

                “แหม เห็นแมนๆ ที่ไหนได้ ขี้ฟ้อง” วาริศาพูดพลางนวดเท้าตัวเองอย่างเซ็งๆ เธอสวมรองเท้าส้นสูงถึงสี่นิ้ว แต่นักรบยังย้ำเรื่องความเตี้ยของเธอ ไม่เห็นถึงความพยายามกันบ้างเลย  

                “เขาทนแกไม่ไหวแล้วต่างหาก นี่บอกตามตรงนะว่าฉันชักจะสงสารเขาขึ้นมาจริงๆ แล้วสิ”

                “พลอย ฉันเป็นเพื่อนแกนะ แถมยังเป็นเพื่อนผู้มีพระคุณกับแกอีกด้วย จำได้ไหมว่าตอนที่แกแอบชอบคุณสิงห์น่ะ ใครฮะ ใครที่คอยอยู่เคียงข้างแก ให้คำปรึกษาและสนับสนุนให้แกได้สามีหล่อรวยอย่างทุกวันนี้ นี่พอถึงคราวฉัน แกกลับสงสารผู้ชายอย่างนั้นเหรอ”

                “แต่แกกำลังสติแตกกับข้อกล่าวหาของคุณนนท์ จนเก็บเอามาคิดและทำอะไรๆ ที่บ้าระห่ำเกินไปรู้ตัวหรือเปล่า”

                วาริศาหน้ายุ่ง เธอยอมรับว่าเพื่อนพูดถูก แต่ก็แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ความจริงก็คือ...เวลานี้เธอเชื่ออย่างหมดใจแล้วว่าคุณค่าของผู้หญิงไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเวอร์จิ้น  และเธอก็คิดว่าตัวเองมีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์แบบลึกซึ้งอย่างชายหญิงเป็นอย่างมาก เธอไม่สามารถแสดงความรักทางกายกับผู้ชายคนไหนได้ สาเหตุเป็นเพราะอะไรเธอไม่แน่ใจ อาจจะเป็นเรื่องของ รักแรกพบ’ นักรบเป็นผู้ชายคนเดียวที่เธอหลับตาแล้วสามารถนึกภาพตัวเองอยู่บนเตียงกับเขาได้โดยไม่ตะขิดตะขวงใจ

                ดังนั้น หากว่าครั้งแรกของเธอจะต้องเกิดขึ้นจริงๆ เธอก็ขอให้ผู้ชายคนนั้นเป็นเขา

                นักรบคนเดียวเท่านั้น  

                “เอาเป็นว่า ที่แกพูดมาเป็นเพียงแค่เหตุผลส่วนน้อยจากเหตุผลทั้งหมดที่ฉันอ่อยเขาอย่างบ้าคลั่งแบบนี้”

                “แล้วเหตุผลส่วนมากมันคืออะไร”

                “เหตุผลส่วนมากก็คือ...ฉันอยากนอนกับเขา อยากสัมผัสแผงหน้าอกที่มีกล้ามเนื้อเป็นมัด และที่สำคัญ...ปากเขาน่าจูบมากที่สุด”

                “ศา...”

                ไม่เห็นหน้าก็รู้ว่าพลอยพัชญ์ตกใจขนาดไหน ตอนนี้ตาคงแทบจะถลนออกมาจากเบ้าด้วยซ้ำ ทว่าวาริศากลับหัวเราะร่วน นั่นยิ่งทำให้พลอยพัชญ์โมโห

                “แกคิดอย่างนั้นจริงๆ เหรอศา ทั้งที่แกรู้แก่ใจว่าถ้าเขาได้แกไปแล้วเขาจะทิ้งแกแน่ๆ น่ะเหรอ” 

                “พลอย ทำไมแกไม่คิดให้กำลังใจฉันบ้างเลยนะ คุณรบเขาอาจจะรักฉัน หลงฉันมากจนอยากแต่งงานเลยก็ได้”

                “คุณนักรบเป็นคนดีมากคนหนึ่ง เขาเป็นสุภาพบุรุษ ไม่เคยรังแกผู้หญิง แต่เขาก็เปลี่ยนผู้หญิงบ่อยมากเหมือนกัน ดูท่า ชีวิตนี้คงไม่คิดจะคบหาใครอย่างจริงจัง เสี่ยงมากเกินไป”

                “แต่คุณสิงห์ก็เป็นแบบนั้นไม่ใช่เหรอ พอเขามาเจอแก เขาก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน”

                “ก็ถ้าแกมัดใจเขาได้ แกก็จะเป็นคนที่โชคดีมากที่สุดคนหนึ่งเหมือนกัน แต่ถ้าไม่ได้...”

                วาริศาเงียบไป เธอรับรู้ถึงความห่วงใยอย่างลึกซึ้งของเพื่อนสาว แต่เธอก็ไม่เห็นทางสว่างในเรื่องนี้อยู่แล้วตั้งแต่แรก

                “ฉันรู้อยู่แล้วว่ามันเป็นไปไม่ได้ งานนี้คงต้องพึ่งหมอเสน่ห์อย่างเดียว”

                คราวนี้พลอยพัชญ์เป็นฝ่ายหัวเราะบ้าง วาริศายิ้มกับโทรศัพท์เมื่อรู้สึกว่าความคิดเธอมันออกจะตลกไปนิดจริงๆ แต่ภายใต้รอยยิ้มกลับแฝงไปด้วยความเศร้าลึกๆ ถ้าหากว่านักรบไม่คิดสนใจเธอจริงๆ งานนี้เรื่องล้อเล่นคงได้กลายเป็นเรื่องจริงแน่ๆ

                “ว่าแต่แกรู้จักหมอเสน่ห์สำนักไหนบ้างมั้ย ขอแบบที่มีสูตรน้ำมันพรายเจ็ดป่าช้าเลยยิ่งดี”  

          


          หลายเดือนก่อน...

ท่ามกลางแสงระยิบระยับของไฟหลากสีและเสียงดนตรีบรรเลงเพลงรักเคล้าคลอกับบรรยากาศสีทึมในสถานบันเทิงระดับไฮเอ็น ในเลาจ์ส่วนตัวร่างชายหญิงกำลังกอดกระหวัดรัดพันกัน ชายหนุ่มยกร่างในชุดเดรสสีดำเงาเว้าหลังถึงบั้นท้ายขึ้นนั่งบนตัก มอบจูบเร่าร้อนให้เธออย่างหื่นกระหาย ร่างอวบอิ่มบิดกายจนเนินอกโผล่พ้นออกมาจากขอบเสื้อโดยที่เจ้าตัวไม่กระดากอายอยากจะปกปิดมันแม้สักนิด ขณะที่ริมฝีปากหยักลึกยังสัมผัสทุกอนูของผิวเนื้อเนียนนวลราวกับเป็นของหวานรสเลิศ

กายสาวสะท้านไหวลูบไล้ร่างหนาสะเปะสะปะอย่างคนไร้สติมัวเมากับเพลิงรักอันหวานฉ่ำรัญจวนใจ ริมฝีปากหยักลึกจูบซับลำคอระหงเรื่อยมาจนถึงเนินอก วนเวียนอยู่ที่ไหล่มนและวกกลับไปที่ริมฝีปากเรื่อแดงอีกหน เจ้าของเรือนร่างงดงามสมส่วนโน้มลงรับจูบของเขาอย่างดูดดื่ม

ทำราวกับว่าโลกใบนี้มีกันแค่สองคน...

                เพล้ง

                แก้วในมือวาริศาหล่นลงพื้นพร้อมกันนั้นคนทั้งสองผละออกทันควันก่อนผุดลุกขึ้นจากโซฟาสีดำสนิทแล้วมองมายังเธอด้วยแววตาตำหนิอย่างไม่ปิดบัง ทว่าวาริศาหาได้รับรู้ถึงความไม่พอใจนั้นไม่ เพราะขณะที่อีกฝ่ายกำลังหงุดหงิดอยู่นั้น เลือดในกายเธอพลุ่งพล่านทั่วสรรพางค์ ใจหวีดหวิวตามมาด้วยอาการมวนท้อง สติสัมปัชยะแตกกระเจิง เป็นความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูกเพราะไม่เคยพานพบมาก่อนในชีวิต

แทนที่จะรีบหมุนตัวหนีภาพอุจาดตาเธอกลับเอาแต่จับจ้องริมฝีปากหยักของเขาราวกับว่ามันคือสิ่งมหัศจรรย์ก็มิปาน

ใช่! ริมฝีปากหยักของเขาเขาคงเป็นสิ่ง มหัศจรรรย์ 

เพราะแค่มองในระยะไม่ถึงสามเมตรเธอยังรู้สึกถึงความร้อนวูบวาบทั่วทั้งเรือนกาย ไม่ต้องคิดว่าถ้ามันประทับลงมาบนผิวเนื้อของเธอจะเป็นเช่นไร

“ไม่มีมารยาท” นักรบโพล่งออกมาเมื่อเห็นว่าวาริศาเอาแต่ยืนจ้องเขาตาไม่กะพริบ ปฏิกิริยาของเธอแสดงเจตนาอย่างชัดแจ้งว่าตั้งใจ แอบมอง ไม่ใช่สิ ตั้งใจมองเลยต่างหาก

คนถูกตำหนิเพิ่งเรียกสติกลับมาได้ในตอนนั้น วาริศาหันรีหันขวางอย่างไม่รู้จะไปทางไหนดี

“เอ่อ คือว่าฉัน...ฉันไม่ได้...”

วาริศาเป็นขาประจำของสถานบันเทิงแห่งนี้มาตั้งแต่ก่อนได้รู้จักกับนักรบในฐานะเจ้าของ และวันนี้เธอก็แค่บังเอิญเดินผ่านมาเห็นเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่ฉากรักของเขาและหญิงสาวตรงหน้าก็ตื่นตาตื่นใจเสียจนเธอไม่สามารถละสายตาจากมันได้โดยง่าย เธอยืนตะลึงพรึงเพริศเหมือนคนสติพังพินาศ

“ถ้าจะแอบดูก็ไม่ว่าหรอกนะ แต่มายืนจ้องกันตรงๆ แบบนี้ ที่บ้านไม่ได้สอนหรือไง” นักรบแสนจะรำคาญท่าทางอึกอักของคนไร้มารยาท

“นี่!” วาริศาถลึงตาใส่เขา เรื่องอะไรมาลามปามถึงบ้านเธอ ไม่ใช่ว่าที่บ้านไม่สั่งสอน แต่สั่งสอนมาดีมากๆ เสียด้วยซ้ำ “อย่ามาว่าถึงบ้านฉันนะ ตรงนี้มันใช่ที่ที่มาทำอะไรบัดสีแบบนี้เหรอ คุณนั่นแหละที่ไม่มีมารยาท ที่บ้านไม่ได้สอน”

“ถ้าบัดสีแล้วยืนดูทำไม”

“ก็เพราะว่า...” นั่นสิ เธอยืนดูทำไม...

“ยืนดูเหมือนไม่เคยเห็น” 

                วาริศาเบิกตากว้าง เรื่องแบบนั้นมันเห็นกันง่ายๆ หรืออย่างไร  

นักรบหรี่ตาลงเมื่อเห็นว่าคู่กรณีเอาแต่ยืนนิ่งเป็นหิน ดวงตากลมโตดูตื่นตระหนกผิดปกติไปหมดทุกอย่าง แต่คร้านจะถามเธอให้เสียเวลา วาริศาเป็นผู้หญิงประหลาด อยู่ห่างๆ ได้เป็นดี

“ไปเถอะครับ” เขาหันไปบอกคนข้างหลัง สิ้นสุดคำพูดของเขาหญิงสาวผู้นั้นก็รีบเคลื่อนกายมาคล้องแขนกำยำแทบจะทันที 

ชายหนุ่มล้วงมือทั้งสองเข้าไปในกระเป๋ากางเกง ก้าวมาข้างหน้าจนระยะห่างระหว่างเขาและวาริศาน้อยลง คิ้วเข้มเลิกสูงขึ้นพร้อมกับยกริมฝีปากเล็กน้อย

วาริศากลั้นหายใจ เธอควรจะนึกโมโหหรือรังเกียจรอยยิ้มร้ายๆ นั่น แต่ตรงกันข้าม ในสมองของเธอกลับคิดได้แต่เพียงว่า...

ปากเขาน่าจูบชะมัด

 

 

          ทุกอย่างน่าจะจบลงง่ายๆ ตั้งแต่วันนั้น ถ้าหากว่าวาริศาไม่เก็บเอา จูบของเขาไปคิดถึงจนไม่เป็นอันทำอะไร เธอเก็บเอาไปฝันถึงบ่อยครั้งยามหลับและคิดถึงแทบทุกขณะยามตื่น เธอโกรธและโมโหตัวเองจนกระทั่งได้ทางสว่างจากพิรช

“เป็นอะไรของแกอีก นี่ถ้าจะลากฉันมาบ่นเรื่องของแฟนเก่าแก ฉันบอกเลยว่าฉันไม่ว่าง”

พิรัชถามขึ้นเมื่อถูกลากออกจากบ้านในเวลาเช้าของวันหยุด ต้องทิ้งอาหารเช้าเลิศรสมานั่งหน้างออยู่ในร้านอาหารกลางห้างดัง

“ฉันเปล่า เรื่องคุณนนท์ฉันหายดีแล้ว ไม่ได้คิดถึงเขาเลย”

“แล้วมันเรื่องอะไรยะ”

วาริศากะพริบตาถี่จนเกือบครบร้อยรอบ เธอควรจะเริ่มเล่าจากตรงไหนก่อนดีถึงจะไม่ถูกมองว่าเป็นโรคประสาท

เริ่มจากตรงนี้ก็แล้วกัน “เวลาแกดูหนังโป๊แล้วแกรู้สึกยังไงวะ”

โอเค...วาริศารู้แล้วว่าการเริ่มต้นเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นด้วยประโยคแบบนี้เป็นการเริ่มต้นที่ผิด! กว่าเธอจะเชื่อมโยงให้กลับมาเรื่องของตัวเองได้ก็ทำเอาเลือดตาแทบกระเด็น พิรัชหน้าชาสลับแดงจัดเป็นระยะเมื่อต้องมาให้คำปรึกษากับเพื่อนต่างเพศในลักษณะนี้

“แกแค่มีความต้องการอย่างปถุชนทั่วไป”

“บ้า”

“ลองสิ”

“บ้า”

วาริศาหน้าแดงซ่าน อยู่ๆ ก็เกิดภาพจินตนาการสุดสยิว ใบหน้าหวานส่ายหน้าจนผมปลิว เธอจะมีความต้องการที่แสนน่าอายแบบนั้นได้อย่างไร

“แกจะไม่มีวันหยุดคิดได้จนกว่าแกจะได้ลอง ฉันเคยเป็นตอนอายุสิบสาม แต่ช่างเถอะถึงยังไงแกก็คงไม่มีโอกาสได้ลองในระยะเวลาอันใกล้นี้หรอก เขากับแกแทบจะเดินคนละทาง เขาเป็นคนกลางคืน ส่วนแกทำงานกลางวัน เขาหล่อลากไส้ ส่วนแกเหมือนคนที่หยุดการเจริญเติบโตตั้งแต่อายุสิบสี่”

“ฉันแค่เตี้ยมั้ยไอ้พีช วาจาสามหาว”  

                วาริศาหน้าคว่ำ พิรัชอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ บรรจุเข้ารับราชการวันเดียวกันและเป็นคู่หูเริ่มต้นนับหนึ่งด้วยกันมาตั้งแต่แรก ในขณะที่เพื่อนร่วมงานคนอื่นเป็นวัยเลยหลักสี่เป็นส่วนใหญ่ ด้วยเหตุนี้ทั้งสองจึงจับคู่ติดหนึบโดยไม่มีใครตำหนิเรื่องความไม่เหมาะสมถึงความต่างเพศเลยสักคน นั่นเป็นเพราะว่าพิรัชเป็นเกย์ แถมเป็นเกย์ที่สะดีดสะดิ้งเอามากๆ ด้วย  

                นับจากวันนั้นจนวันนี้ก็สองปีแล้ว

                “แล้วฉันจะทำยังไงดีล่ะ” 

                “เออ เดี๋ยวแกก็คงลืมมันไปเองนั่นแหละ มันก็แค่ความว้าเหว่หญิงสาวที่เพิ่งถูกแฟนทิ้ง แกต้องการที่พึ่งทางใจเพื่อให้หายเจ็บจากแผลเดิมก็เท่านั้น” พิรัชใช้ส้อมจิ้มเค้กวนิลาใส่ปากอย่างไม่อาธรต่อความทุกข์ร้อนของเพื่อน

                วาริศาหน้ามุ่ย นี่ก็อีกเรื่องที่เป็นปมในชีวิตเธอ คำพูดของพิรัชทำให้เธออดคิดถึงความอัปยศครั้งหนึ่งในชีวิตไม่ได้

ใบหน้าของนนทวัฒน์ อดีตคนรักปรากฎในหัวและตอกย้ำความเจ็บใจ ชายหนุ่มรุ่นพี่ที่เข้ามาตีสนิท จีบเธอและทิ้งเธอด้วยเหตุผลอันน่ารังเกียจ 

                ‘ศา ช่วยตื่นจากโลกแห่งความฝันหน่อยได้มั้ย เงยหน้าขึ้นมามองความจริงบ้างนนทวัฒน์บอกกับเธอด้วยเสียงอันดังจนเกือบจะกลายเป็นตะคอก

                วาริศาเช็ดน้ำตาลวกๆ มองคนรักกับผู้หญิงข้างกายเขาสลับกันไปมาราวกับภาพตรงหน้าคือภาพลวงตา เธอหวังว่าตัวเองจะตาฝาด หรือไม่ก็เพ้อพกไปเอง แต่ไม่เลย...ทุกอย่างชัดเจนว่าเธอถูกนอกใจ

                นนทวัฒน์ยังคงพร่ำบ่นถึงความคับข้องใจของตัวเอง บอกสาเหตุสำคัญที่ทำให้เขามีคนอื่น สาเหตุที่ทำให้การกระทำชั่วๆ ของเขากลายเป็นเรื่องถูก เธอโดนตำหนิทั้งที่เป็นฝ่ายถูกทรยศ ไร้ยางอายสิ้นดี

                ‘ศาดูแต่ละคร อ่านแต่การ์ตูน แล้วคิดว่าคนสองคนจะอยู่ด้วยกันได้เพียงเพราะความรักเท่านั้นจริงๆ เหรอ คิดว่าเท่านั้นมันเพียงพอใช่ไหม

                เสียงน่ารำคาญลอยเข้ามาในภวังค์ วาริศากลั้นใจถามกลับไปทั้งที่รู้ว่าคำตอบจะต้องทำร้ายจิตใจเธอ

                ‘คุณนนท์กำลังจะบอกว่า ที่คุณไปมีอะไรกับผู้หญิงคนอื่นมันเป็นความผิดของศางั้นเหรอคะ

                ก็แล้วศาเคยให้ผมได้ไหมล่ะ คบกันมาสามปี แค่กอดสักครั้งยังไม่เคย ผมบอกตามตรงนะว่าผมเบื่อ รู้ว่าอยากเป็นผู้หญิงที่ดี แต่มันไม่มีประโยชน์หรอกศา ผมไม่ได้ต้องการความบริสุทธิ์ผุดผ่องอะไรเลย เพราะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความบริสุทธิ์ที่ศากอดมันไว้แน่นอยู่ทุกวันนี้มันจะคุ้มค่าพอให้รอหรือเปล่า

                เหมือนใครสักคนคว้าเข็มเล่มใหญ่มาปักลงกลางศีรษะของเธอ เธอสับสนมึนงงกับสิ่งที่นนทวัฒน์พูดจนหาเสียงตัวเองไม่เจอ ตัวชา หัวใจเหมือนหยุดเต้นไปเลยในตอนนั้น เขาทำลายความเชื่อทั้งหมดที่เธอมี ทำลายเกียรติและศักดิ์ศรีของผู้หญิงซึ่งเฝ้ารักษาหวงแหนสิ่งมีค่ามาตลอดชีวิตด้วยการถามเธอว่า มันจะคุ้มค่าพอให้รอหรือเปล่า

                เธอเจ็บใจแต่ก็เข้าใจ บางครั้งเธอก็ทำอะไรสุดโต่งจนเกินไป แต่ช่วยไม่ได้...เธอก็เป็นของเธอแบบนี้

                “ฉันจะยกจูบแรกของฉันให้เขา”

                “อะไรนะ”

                “ฉันจะมอบจูบแรกของฉันและพรหมจรรย์ให้เขา”

                “ไอ้ศา” พิรัชไม่รู้เลยว่าต้องตกใจกับความคิดของเพื่อนอีกกี่รอบ “ฉันแค่พูดเล่น”

                “ฉันเอาจริง แกบอกว่าแกมีความรู้สึกแบบนี้ตอนอายุสิบสาม แล้วไม่คิดเหรอว่าการที่ฉันรักษาพรหมจรรย์มาจนถึงอายุยี่สิบหกปีมันเป็นเรื่องแปลกประหลาด แกไม่ต้องตอบหรอก เพราะฉันรู้ดีแก่ใจว่าคำตอบของแกคืออะไร”

                พิรัชถึงกับอึ้งไป เอาจริงๆ ถ้าหากว่าวาริศาจะเก็บพรหมจรรย์ไว้นานกว่านี้อีกสักสองปี ในความคิดของกะเทยน้อยอย่างเขาก็คิดว่ามันแก่เกินแกงไปนิด

                “แต่ก็ไม่ได้หมายความจะไม่ยกให้ใครง่ายๆ นะยะ”

                “เห็นมะ แกคิดว่าฉันแก่เกินไปแล้วจะมอบความสาวให้ผู้ชายสักคน พรหมจรรย์ของฉันกำลังจะกลายเป็นของไร้ค่าอย่างที่อีคุณนนท์บอก”

                “ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น”

                “ฉันบ้าผู้ชายไหม” วาริศาถามขึ้นทันควันจนอีฝ่ายงง 

                “ก็บ้า”

                “มากมั้ย”

                “ก็ขนาดที่รู้จักดาราชายแทบจะทุกคนในเมืองไทย รวมไปถึงไฮโซตลอดจนนักกีฬาหนุ่มทุกสาขา ขอแค่รูปหล่อแกรู้ชื่อหมด แบบนี้เรียกกว่าเกินกว่าคำว่าบ้าเสียอีก”

                แทนที่จะโกรธแต่วาริศากลับยิ้มขึ้นมา พิรัชหน้าเสีย ไม่เข้าใจเลยว่าผู้หญิงที่ถูกกล่าวหาว่าบ้าผู้ชายแล้วยังยิ้มอยู่ได้ ซ้ำยืดอกรับด้วยแบบนี้ เป็นผู้หญิงแบบไหนกันแน่

                “นั่นน่ะสิ ผู้หญิงที่บ้าผู้ชาย มีความต้องการผู้ชายสูงอย่างฉันอยู่มาได้ยังไงเป็นปีโดยไม่มีแฟน”

                “ศา แกไม่ควรไปพูดกับใครๆ ว่าแกมีความต้องการผู้ชายสูงนะยะ ชะนีไร้สมอง”

                “ช่างเถอะน่า”

                “แกจะทำอย่างนั้นจริงๆ เหรอ”

                วาริศายังไม่ตอบ พิรัชรู้สึกได้ว่าเค้กที่กำลังกินเข้าไปข่มขึ้นทุกขณะ วาริศาเป็นคนประเภทพิสดาร ทั้งความคิดทั้งการกระทำ เขากลัวใจเพื่อนเสียเหลือเกิน

 

---------------------------------------------------------------------------

สาวแรดสองพันสิบเจ็ดลากความแรดข้ามปีมาจนปีสองพันสิบแปด 555 

ไม่รู้จะทอล์คอะไร พูดแดกนางเอกเล่นดีฝ่า 


ปล. อัพแก้ไขแค่นี้ค่ะ นอกนั้นทุกบทเหมือนเดิม 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 45 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,090 ความคิดเห็น

  1. #2053 berry_auuka (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 มกราคม 2561 / 17:41
    คุณรบน่ากิน555
    #2,053
    0
  2. #2051 A-Arun (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 มกราคม 2561 / 00:11
    คิดถึงน้องศากับคุณรบมากค่ะ
    พอเห็นแจ้งเตือนปุ๊บ
    พุ่งสุดตัวเข้ามาเลย
    อยากได้รูปเล่มแล้วอ่ะ
    #2,051
    0
  3. #1358 150221 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 / 22:14
    มีทำเสน่ห์ด้วยหนักแล้วอิอิ
    #1,358
    0
  4. #1015 jajaa877 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2560 / 13:40
    ใช่นางเอกหรือเปล่าแรดจัง
    #1,015
    0
  5. #158 fsn (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2560 / 21:55
    เอาจริงนะเนี้ย
    #158
    0
  6. #64 พี่น้อย0105 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2560 / 21:54
    งานนี้ศาทุ่มสุด มันต้องมีได้เสีย 
    #64
    0
  7. #63 siriwan445518 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2560 / 20:56
    55555นางเป็นผุ้หญิงยุค4จี...แต่ยังไม่ร้ายเท่านักรบใช่มั้ยคะไรท์...รอๆๆ
    #63
    0
  8. #62 kakfern23 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2560 / 20:39
    ด้านได้อายอดนะศาเนอะ5555
    #62
    0